Hfocus ข่าวสุขภาพ

Subscribe to Hfocus ข่าวสุขภาพ feed
Hfocus.org
Updated: 35 min 6 sec ago

ย้ำ! ต่างชาติเข้าไทยต้องชำระค่าใช้จ่ายกักตัว Alternative state quarantine

Sun, 08/09/2020 - 21:08

กรมควบคุมโรคเผยต่างชาติเข้าไทยมีแนวทางควบคุม ต้องปฏิบัติ 3 ข้อหลัก พร้อมทั้งต้องออกค่าใช้จ่ายในการกักกันตัวเอง 14 วัน ยังสถานที่กักตัวทางเลือก

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยนั้น ปัจจุบันทาง ศบค.มีข้อกำหนดคำสั่งของศบค.ในการขยายกลุ่มผ่อนปรนให้ต่างชาติเข้ามาได้โดยไม่ได้จำกัดจำนวน เพื่อเป็นการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ แต่จะมีการกำหนดและควบคุมอยู่ 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.ต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย จะต้องถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ในอัลเทอร์เนทีฟ สเตทควอรันทีน (Alternative state quarantine) นั่นเท่ากับว่าการที่จะเข้ามาได้ต้องมีโรงแรมรองรับในการกักตัว ซึ่งส่วนนี้ต่างชาติที่เดินทางเข้ามาจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด 2.เที่ยวบินที่จะมายังประเทศไทย ขณะนี้ก็มีจำกัดจึงถือเป็นตัวจำกัดเรื่องอัตราการเข้ามาประเทศอยู่แล้ว และ3.ต้องเป็นไปตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (ก.พ.ท.)

“ปัจจุบัน Alternative state quarantine มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยทุกแห่งจะต้องมีมาตรฐานในการควบคุมดูแลผู้ที่เดินทางเข้ามากักตัว ดังนั้นการเข้ามาของชาวต่างชาติ เช่น กลุ่มครูในโรงเรียนนานาชาติ หรือกลุ่มนักธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น จึงไม่ได้มีการจำกัดจำนวนชาวต่างชาติแบบตายตัว แต่ทุกคนที่เข้ามาย้ำว่าต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน และพักในAlternative state quarantine ดังนั้นค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องออกเอง” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : 

ข้อแตกต่างระหว่าง State quarantine และ Alternative state quarantine

สถานที่กักตัวทางเลือกสถานที่กักกันทางเลือกAlternative state quarantineนพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย
Categories: Economy

ข้อแตกต่างระหว่าง State quarantine และ Alternative state quarantine

Sun, 08/09/2020 - 16:50

สธ.อธิบายข้อแตกต่างสถานกักตัวของรัฐ และสถานกักตัวทางเลือก เพื่อเฝ้าระวังโรคผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ 14 วัน   พร้อมเช็กรายชื่อมีสถานที่ใดบ้างผ่านเว็บไซต์

การควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 แนวทางหนึ่งคือ การคัดกรองโรคจากผู้ที่เดินทางเขามาในประเทศ ซึ่งหากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย แม้จะไม่พบเชื้อแต่ต้องเข้าสู่กระบวนการเฝ้าระวังยังสถานที่กักตัวของรัฐ หรือ State quarantine เป็นเวลา 14 วัน ซึ่งระหว่างนั้นก็จะมีการตรวจเชื้อ หากพบก็จะนำเข้าสู่กระบวนการรักษาต่อไป

หลายคนสงสัยว่า สำหรับสถานที่กักตัวโรคระหว่าง State quarantine และ Alternative state quarantine แตกต่างกันอย่างไร

วันนี้มาย้ำเตือนอีกครั้ง ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุถึงสถานที่กักตัวที่รัฐจัดให้ ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่าย เรียกว่า State quarantine มีแนวทางโดยคัดกรองผู้เดินทางจากต่างประเทศทุกคนจะถูกกักกันตัวเพื่อสังเกตอาการ ณ สถานที่กักกันโรค ไม่น้อยกว่า 14 วัน โดยสถานที่กักตัวจะมีการคัดกรองอาการ ติดตามอาการทางเดินหายใจทุกวัน พร้อมทั้งระหว่างนั้นมีการเก็บตัวอย่างทางเดินหายใจ ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประมาณอย่างน้อย 2 ครั้ง และ ผู้เดินทางที่ตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือมีอาการป่วยเข้าได้เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) ในระหว่างกักกันตัว จะถูกส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

Alternative state quarantine แนวทางการเฝ้าระวังไม่แตกต่าง State quarantine แต่จะมีรายละเอียด โดย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) อธิบาย ว่า Alternative state quarantine เป็นรูปแบบที่ปรับมาจากสถานกักกันของรัฐ แต่อันนี้จะเป็นทางเลือก โดย state quarantine รัฐเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ ซึ่งคนไทยที่กลับจากต่างประเทศก็จะไปพักเพื่อเฝ้าระวังอาการ 14 วัน แต่กรณี Alternative state quarantine จะเป็นคนต่างชาติ หรือคนไทยบางกลุ่มที่เข้ามา และพร้อมชำระค่าที่พักตรงนี้เอง เพราะอาจสะดวกตรงใกล้บ้านกว่า ซึ่งจริงๆ ระบบจะไม่แตกต่างกัน โดยผู้ที่เดินทางมาเข้าพักจะต้องเป็นผู้ชำระเอง

ก่อนจะร่วมเป็น Alternative state quarantine จะต้องผ่านเกณฑ์การประเมินก่อน และหากผ่านประเมินแล้ว ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) จะประกาศผ่านเว็บไซต์ และจะส่งให้กระทรวงต่างประเทศ เพื่อให้กับผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งสถานที่ก็มีทั้งใจกลางเมือง และกระจายโดยรอบ ซึ่งจะเป็นไปตามการสมัครของโรงแรมเอง

“ที่ผ่านมามีข้อกังวลว่า บางแห่งได้เปิดการบริการอื่นๆ เช่นร้านค้าร้านอาหาร มีการจัดระบบอย่างไร ตรงนี้ขอให้มั่นใจ เพราะมาตรฐานกำหนดให้พื้นที่แยกชัดเจน การจัดบริการอาหารก็ต้องแยก ลิฟท์ก็ต้องแยกจากกัน และมีระบบกล้องซีซีทีวี อีกทั้ง ยังมีหน่วยบริการทางการแพทย์ที่อยู่ใกล้มาคอยติดตาม รวมทั้งฝ่ายความมั่นคงก็มีการติดตามเช่นกัน” นพ.ธเรศ กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม สามารถเช็กรายชื่อ  State quarantine และ Alternative state quarantine ผ่าน http://www.hsscovid.com/

ภาพจากกระทรวงสาธารณสุข

State QuarantineAlternative state quarantineสถานที่กักตัวของรัฐโควิด19COVID19
Categories: Economy

ประเมินความเสี่ยง COVID-19 ประเทศไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี

Sun, 08/09/2020 - 15:26

“หมอธีระ” ประเมินความเสี่ยงโควิด-19 ทั้งการป้องกันระดับบุคคล ระดับประเทศ การรักษาและป้องกัน พร้อมคาดการณ์ความเสี่ยงการระบาดภายในประเทศไตรมาสสุดท้ายปี 2563

 

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

********************

ก. เกราะป้องกันระดับบุคคล: อ่อนลงมาก

การใช้หน้ากาก: จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข อัตราการใส่หน้ากากอนามัยลดลงจากเดิม 90% เหลือ 60%

การรักษาระยะห่าง: ลดลงมาก

สืบเนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการในระยะล่าสุด ที่เอื้อให้คนใช้ชีวิตตามปกติ ขนส่งสาธารณะนั่งชิดกัน ลิฟต์ตามสถานที่ต่างๆ ยืนเบียดกัน การจับจ่ายใช้สอยสินค้าตามตลาดมีคนแออัดมากขึ้น คอนเสิร์ตรวมถึงงานบันเทิงต่างๆ มีการเบียดเสียดเยียดยัด ตลอดจนการชุมนุมทางการเมือง

ข. เกราะป้องกันระดับประเทศ: อ่อนลง

แม้จะมีการจัดระยะในการผ่อนคลาย และกำหนดกฎเกณฑ์ในการควบคุมกำกับ แต่ในระยะหลัง การตรวจตราและบังคับใช้อาจไม่ค่อยสม่ำเสมอ ทำให้การปฏิบัติหย่อนยานหละหลวม ทั้งในหมู่ประชาชน นักบริหาร ธุรกิจห้างร้านต่างๆ การแง้มประตูประเทศให้กลุ่มเป้าหมายต่างๆ จากต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศ โดยกำหนดกฎเกณฑ์โดยคร่าวนั้น ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงมากต่อการระบาดซ้ำในสังคมไทยในระยะเวลาอันใกล้

ยกตัวอย่างเช่น การอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญหรือแรงงานฝีมือ/ทักษะเข้ามาในประเทศ ซึ่งหากหมายรวมถึงครูสอนภาษา และนักกีฬา ตามที่เป็นข่าวว่ามีการนำเข้าครูสอนภาษาจากต่างประเทศเข้ามา แม้จะเป็นไปตามเกณฑ์โดยคร่าวที่ศบค.ตั้งไว้ก็ตาม จะพบว่าเริ่มมีเสียงสะท้อนถึงความจำเป็นว่ามากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อคนไทยทั้งประเทศ

โดยหากเทียบอัตราการตรวจ RT-PCR พบการติดเชื้อ ของไทยอยู่ที่ประมาณ 0.2-0.5%, อเมริกา เฉลี่ย 8% (สูงกว่าไทยถึง 16-40 เท่า), อินเดีย 10% (สูงกว่าไทยถึง 20-50 เท่า) เซอร์เบีย 3.4% (สูงกว่าไทย 7-17 เท่า) หรือแม้แต่ ฟิลิปปินส์ 17% (สูงกว่าไทยถึง 34-85 เท่า) ดังนั้น ความเสี่ยงในการนำเข้ากลุ่มเป้าหมายต่างๆ จากต่างประเทศจึงสูงมาก แม้จะมีระบบคัดกรองกักตัวและติดตามเข้มแข็งเพียงใด ก็มีโอกาสหลุดได้ เพียงแต่ว่าจะเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

ค. อาวุธเพื่อรักษา และป้องกัน: ความหวังมี...แต่ใช้เวลา และประสิทธิภาพอาจไม่สูง เรื่องการวิจัยโรค COVID-19 นั้น กำลังมีการดำเนินศึกษาทางคลินิกกันอยู๋ 2,056 ชิ้นในฐานข้อมูลของ clinicaltrials.gov โดยจำแนกเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับยาอยู่ประมาณ 686 ชิ้น งานวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนอยู่ราว 70 ชิ้น ซึ่งงานวิจัยเหล่านั้น ยังต้องใช้เวลาในการดำเนินการศึกษาอีกนานพอสมควร

แม้บางชิ้นอาจอยู่ในระยะพิสูจน์ผลในการรักษาหรือป้องกัน ก็ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 6-9 เดือนกว่าจะสรุปผล ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก เริ่มออกมาให้ข้อมูลสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น องค์การอนามัยโลกออกมาชี้ว่าวัคซีนต่างๆ ที่ทดลองอยู่นั้นอาจไม่ใช่กระสุนวิเศษที่เราจะหวังมาใช้ป้องกันอย่างได้ผลในระดับสูง และล่าสุด Anthony Fauci และหน่วยงานอย่าง US FDA ก็ได้ออกข่าวมาว่า วัคซีนที่อเมริกากำลังทำนั้น อาจได้ผลในการป้องกันไม่มากนัก อาจอยู่ในระดับ 50% แม้เค้าจะหวังสูงกว่านั้นเช่นระดับ 60-75% ก็ตาม แต่ก็คงต้องรอผลการศึกษาที่จะออกมาปลายปีนี้

บทสรุป: สำหรับรัฐ ศบค. สมช. หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปตามภาวะปัจจุบัน คาดว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่จะมีการระบาดภายในประเทศภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ สิ่งที่ควรทำ คือ

1. ทบทวนเกณฑ์การผ่อนคลายอนุญาตให้กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่ประกาศไปในระยะที่ 5-6 เสียใหม่ โดยประเมิน"ความจำเป็น"ที่จะต้องนำเข้าคนต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทย กับประโยชน์ที่จะได้รับและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และควรหาทางส่งเสริมให้ใช้แรงงานในประเทศแทน ทั้งนี้ ความจำเป็นที่กล่าวอ้างโดยหน่วยงานต่างๆ ที่ขออนุญาตนำเข้านั้น ต้องเป็น"ความจำเป็นอย่างยิ่งยวด" มิใช่"จำเป็นแบบส่วนตัว"

2. ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดทั่วโลกจะแตะ 20 ล้านคนเช่นนี้ ควรยุตินโยบายฟองสบู่ท่องเที่ยวโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด โดยควรทิ้งระยะไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน ตามธรรมชาติของโรคระบาดในอดีตที่น่าจะค่อยลงบรรเทาลงใน 6-18 เดือน แล้วค่อยประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

3.ส่งเสริมหน่วยงานระดับนโยบายทุกหน่วยงาน ให้สร้างนโยบายพัฒนาประเทศโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ลดการพึ่งพาต่างชาติ ยืนบนขาตนเอง

4.ควรวางแผนพัฒนาระบบการตรวจคัดกรองโรค COVID-19 ให้มีความครอบคลุมทุกพื้นที่ และมีจุดบริการในทุกชุมชน เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์การระบาดซ้ำในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการตรวจได้โดยเร็ว ไม่ใช่จัดที่โรงพยาบาลเท่านั้น

5.ลด ละ เลิก แคมเปญสื่อสารสาธารณะที่จะทำให้ประชาชนประมาท การ์ดตก เช่น ความมั่นใจว่าจะเอาอยู่ การไม่มีเคสในประเทศ ฯลฯ แต่ควรมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักถึงปัญหาการระบาดซ้ำที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความรู้เกี่ยวกับระบบการตรวจคัดกรองใกล้บ้าน ความสำคัญของการป้องกันตัวและครอบครัว การสร้างจิตสำนึกของทุกคนในสังคมและรณรงค์ให้งดการให้บริการแก่คนที่ไม่ป้องกันตัว รวมถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดในระยะถัดจากนี้ไปที่ทุกคนจะต้องประเมินอาการตนเองและครอบครัว หากไม่สบายให้รีบไปตรวจรักษา

สำหรับประชาชน: จากข้อมูลข้างต้น พอจะทราบได้ว่า ยาและวัคซีนต้องใช้เวลาในการศึกษาอีกนานพอสมควร และหากจะได้ผล อาจได้ผลไม่สูงนัก การจะได้ยาหรือวัคซีนมาใช้แบบเดี่ยวๆ เพื่อหวังผลในการจัดการควบคุมโรค COVID-19 นั้นคงจะเป็นไปได้ยาก แต่จำเป็นต้องนำยาหรือวัคซีนนั้นมาใช้ควบคู่ไปกับมาตรการทางด้านการป้องกันตัวระดับบุคคล คือ ใส่หน้ากาก ล้างมือ อยู่ห่างๆ เลี่ยงที่แออัด และตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อหาการติดเชื้อและรีบนำเข้าสู่กระบวนการรักษา เพื่อให้หายดีและตัดวงจรการระบาดในชุมชน

สิ่งที่พวกเราทุกคนจะทำได้คือ รักตัวเองและครอบครัว ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ป้องกันตนเองเสมอ ใส่หน้ากาก ล้างมือ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร พูดน้อยลง พบปะคนน้อยลงสั้นลง เลี่ยงที่แออัดที่ชุมนุมที่อโคจร และสังเกตอาการตนเอง หากไม่สบายให้รีบไปตรวจครับ... วิเคราะห์สถานการณ์มาเล่าสู่กันฟัง ด้วยความห่วงใยเสมอ ถ้าพวกเราช่วยกันตามบทบาทหน้าที่ที่พึงมี ไม่ตกหลุมพรางของกิเลส ผมเชื่อว่าเราจะสู้กับ COVID-19 ได้ ประเทศไทยต้องทำได้ ด้วยรักต่อทุกคน รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 9 สิงหาคม 2563

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์โควิดไตรมาสสุดท้ายโควิด19COVID19
Categories: Economy

เตือนแง้มประตูประเทศไทย เสี่ยงสูงเชื้อโควิด-19 เล็ดรอดเข้าชุมชนได้

Sun, 08/09/2020 - 14:42

“หมอธีระ-พญ.ภัทรวัณย์” ให้ความรู้สถานการณ์โควิด-19 หลายประเทศยังพบการติดเชื้อสูง การระบาดรุนแรงทุกทวีป การแง้มประตูประเทศให้มีการเดินทางเข้ามาตามมาตรการคลายล็อก 5-6 ย่อมเสี่ยงสูงเชื้อเล็ดรอดได้

 

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

รศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

*************************************

วันนี้ไทยมีรายงานเคสใหม่ 3 คน มาจากอินเดีย บังคลาเทศ และอเมริกา โดย 2 คนเป็นชาวต่างชาติ มีคนไทยเพียงคนเดียว หวังใจให้ทุกคนปลอดภัย หายไวไว สถานการณ์โรค COVID-19 ตอนนี้ระบาดทั่วโลก หลายต่อหลายประเทศมีอัตราการตรวจพบการติดเชื้อจากการตรวจ RT-PCR สูงกว่าไทยหลายสิบเท่า และการระบาดนั้นรุนแรงทุกทวีป ดังนั้นการแง้มประตูประเทศให้มีการเดินทางของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เข้ามาตามประกาศคลายล็อคระยะที่ 5-6 ที่ศบค.อนุญาตไปนั้นย่อมมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดการเล็ดรอดของผู้ติดเชื้อเข้ามาสู่ชุมชนได้ แม้จะมีระบบคัดกรอง กักตัว และติดตามไว้ก็ตาม

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การ์ดของประชาชนทุกคน ว่าจะป้องกันตนเองและคนใกล้ชิดได้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าการ์ดไม่แข็งแรง...การระบาดซ้ำจะเกิดขึ้นแน่ๆ ไม่ช้าก็เร็ว และหากระบาดซ้ำ ระลอกสองจะคุมได้ยากกว่าระลอกแรก ทั้งในเรื่องสายพันธุ์เชื้อที่แพร่ไวขึ้น 3 เท่า โดยหากดูจากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ ที่กำลังเจอปัญหานี้อยู่ จะพบว่าลักษณะการระบาดที่เกิดขึ้นจะเกิดแบบทันทีทันใดและเป็นในวงกว้าง

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์

ขอให้ทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยงนี้ และเตรียมรับมือกับมันให้ดีครับ ถ้าเราสู้เต็มที่ มีสติในการใช้ชีวิต หากมีหลุดรอดมาในชุมชน ก็จะพ้นการระบาดซ้ำได้...ขึ้นอยู่กับมือเราจริงๆ ตบท้ายวันหยุดสุดสัปดาห์ วันนี้อ่านงานวิจัยทั่วโลกที่เพิ่งตีพิมพ์ออกมาราว 220 เรื่อง และสรุปสิ่งที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังดังนี้...

1. มีคนเยอะไหมที่ติดเชื้อจากคนที่ไม่มีอาการ? การศึกษาในจีนโดย Ren X และคณะ ได้ดูจากผู้ป่วย 449 คนที่ติดเชื้อนอกเมือง Wuhan พบว่ามีถึง 40% ที่ติดเชื้อจากผู้ที่ติดเชื้ออยู่โดยที่ไม่มีอาการ

2. โอกาสในการแพร่เชื้อในครอบครัวมีมากน้อยเพียงใด? ล่าสุด มีรายงานการศึกษา 63 ครอบครัวในกรีซที่ติดเชื้อไวรัสโรค COVID-19 โดย Maltezou H และคณะ พบว่ามีโอกาสสูงถึง 60% ที่ผู้ติดเชื้อได้แพร่ไปสู่สมาชิกในครอบครัว โดยเป็นการติดจากผู้ใหญ่ไปเด็ก แต่ไม่มีรายใดที่ติดจากเด็กไปผู้ใหญ่ หรือติดระหว่างเด็กด้วยกัน ทั้งนี้เด็กมักติดเชื้อแต่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย อย่างไรก็ตาม จากการทบทวนงานวิจัยทั่วโลก 40 ชิ้นพบว่า โอกาสในการถ่ายทอดระหว่างสมาชิกในครอบครัวจะอยู่ที่ประมาณ 18.8% (ช่วงความเชื่อมั่น 95% อยู่ระหว่าง15.4%-22.2%) ซึ่งถือว่าไวรัสโรค COVID-19 นี้แพร่ง่ายกว่าโรคซาร์ส และเมอร์ส ซึ่งเกิดจากไวรัสตระกูลโคโรน่าเหมือนกัน

3. ไวรัสในน้ำนมทนต่ออุณหภูมิร้อนเย็นได้มากน้อยเพียงใด? Walker GJ และคณะ วิจัยพบว่า อุณหภูมิ 56-63 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโรค COVID-19 ที่ปนเปื้อนในน้ำนมได้ แต่การแช่เย็นที่ 4 องศาเซลเซียส และ -30 องศาเซลเซียส ต่อให้นานถึง 48 ชั่วโมงหรือสองวัน ก็ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้

4. มีวิธีการคุมโรคอื่นๆ อยู่ในระบบรัฐอยู่แล้ว เราไม่ใส่หน้ากาก ล้างมือ อยู่ห่างๆ ได้ไหม? Drake JM และคณะ รายงานวิจัยผลของวิธีต่างๆ ในการคุมโรคระบาด COVID-19 พบว่า "การใส่หน้ากาก ล้างมือและรักษาสุขอนามัย และอยู่ห่างคนอื่นๆ/ไม่แออัด" เป็นปัจจัยสำคัญมากในการควบคุมโรคได้สำเร็จ แม้จะมีมาตรการอื่นๆ เช่น การตามหาเคสติดเชื้อในชุมชน การติดตามคนที่สงสัยว่าสัมผัสกับคนที่ติดเชื้อ การกักตัว และอื่นๆ ก็ตาม หากไม่ทำทั้งสามอย่างนี้ จะคุมโรคไม่อยู่

5. หิวเงิน...เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวเลยได้ไหม? การศึกษาในแคนาดาโดย Linka K และคณะ ทำการสร้างแบบจำลองคาดการณ์ผลของการเปิดให้มีการเดินทางของชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศ โดยลองประเมินผลกระทบในเมือง ชี้ให้เห็นว่า หากมีการเปิดประตูให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเมื่อไหร่ คาดว่าจะมีคนติดเชื้อภายในประเทศเกิดขึ้นวันเว้นวันเป็นอย่างน้อย แม้จะมีระบบการตรวจและกักตัวอยู่ก็ตาม

รศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์  (ภาพจากFB: Mahidol University )

 

ดังนั้น การคงนโยบายการห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมโรคระบาดที่ยังรุนแรงมากทั่วโลกในปัจจุบัน โรค COVID-19 นี้ติดง่ายกว่าไข้หวัดใหญ่ 3 เท่า...และสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน แพร่เร็วกว่าสายพันธุ์เดิม 3 เท่า โรค COVID-19 นี้ทำให้คนติดเชื้อไปแล้วเกือบ 20,000,000 คน ตายไปแล้วกว่า 700,000 คน โรค COVID-19 นี้ยังไม่มียารักษามาตรฐาน ไม่มีวัคซีนป้องกัน โรคโควิด...ติด...ไม่ใช่แค่คุณ

ยกการ์ดขึ้นกันนะครับทุกคน... ประเทศไทยต้องทำได้ ด้วยรักต่อทุกคน

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์รศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์โควิด19COVID19ไม่มีผิดไม่มีถูก
Categories: Economy

เปิดข้อมูลการเดินทางหลังผ่อนคลายกิจการ พบรถยนต์ส่วนบุคคลใช้สูงขึ้น 95%

Sun, 08/09/2020 - 14:12

ก.คมนาคม - วช.เผยข้อมูลการเดินทางรถยนต์ส่วนบุคคลพุ่งสูงขึ้น 95% หลังลดต่ำสุดช่วงปลายมี.ค.- เม.ย. ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะโดยรวมทุกรูปแบบกลับมาอยู่ 66%

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ศูนย์ปฏิบัติการด้านนวัตกรรมการแพทย์ การวิจัยและพัฒนา และศูนย์ปฏิบัติการด้านคมนาคมและการขนส่งทั่วราชอาณาจักร ของ ศบค. โดยนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม และ ศ. ดร. นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ได้เปิดเผยผลการศึกษาของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ว่า หลังจากรัฐบาลได้มีมาตรการผ่อนคลายให้กิจการต่างๆ สามารถกลับมาดำเนินการได้แล้ว ตามแนวทาง "หยุดโควิด แต่ไม่หยุดเศรษฐกิจไทย" พบว่า ปริมาณการเดินทางสูงขึ้นอย่างชัดเจน จากที่ลดลงต่ำสุดในเดือนเมษายน โดยเฉพาะการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล เพิ่มขึ้นจนเกือบเหมือนปกติก่อนประกาศใช้มาตรการควบคุมต่างๆ สำหรับการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ แสดงให้เห็นว่าประชาชนเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นหลัก เนื่องจากลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทางได้ง่ายกว่า

ปลัดกระทรวงคมนาคม และ เลขาธิการ วช. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้

- การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคล หลังจากลดลงต่ำสุดในช่วงปลายเดือนมีนาคม-เมษายนนั้น ในขณะนี้ได้กลับมาอยู่ในระดับ 95% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

- การเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะโดยรวมทุกรูปแบบ ปัจจุบันกลับมาอยู่ระดับ 66% เมื่อเทียบต้นปีแล้ว ซึ่งการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะทางรางมีการฟื้นตัวเร็วกว่าทางถนน ทางเรือ และทางอากาศ

ทั้งนี้ ในช่วงที่มีมาตรการเข้มงวดกับการเดินทางและประชาชนมีความกังวลเรื่องโรคโควิดอย่างมากนั้น การเดินทางในทุกรูปแบบได้ลดลงอย่างมาก ต่ำสุดในช่วงระหว่าง 1-15 เมษายน 2563 โดยทางรถยนต์ส่วนตัว มีปริมาณต่ำสุด ที่ 52% เมื่อเทียบการเดินทางช่วงต้นปี และการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะโดยรวม มีปริมาณต่ำสุดที่ 21% หรือเพียงหนึ่งในห้าของช่วงปกติเท่านั้น

เมื่อแยกเป็นการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะในแต่ละรูปแบบแล้ว

- การใช้ระบบขนส่งสาธารณะทางถนน ปัจจุบันอยู่ในระดับ 63% และทางราง อยู่ในระดับ 79% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

- ส่วนการเดินทางทางอากาศ ปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จากที่เคยลดลงต่ำสุดเหลือเพียง 1 % นั้น (หยุดเกือบทั้งหมด) ขณะนี้ได้กลับมาอยู่ที่ระดับ 55% หรือประมาณครึ่งหนึ่งของสภาวะปกติแล้ว

- การเดินทางทางน้ำ ยังต่ำกว่าการเดินทางแบบอื่นๆ ขณะนี้ยังอยู่ในระดับ 35% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

ประมวลข้อมูลโดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

 

รถยนต์ส่วนบุคคลปริมาณการใช้รถหลังโควิดโควิด19COVID19ข้อมูลการเดินทาง
Categories: Economy