มติชน - เศรษฐกิจ

Subscribe to มติชน - เศรษฐกิจ feed
ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ กีฬา บันเทิง-ศิลปวัฒนธรรม ต่างประเทศ การศึกษา
Updated: 19 min 53 sec ago

ได้ฤกษ์ประชุมคณะกก. 5G นัดแรก 14 ส.ค.นี้ ‘พุทธิพงษ์’ ยันไม่ได้ล่าช้า

51 min 47 sec ago
ได้ฤกษ์ประชุมคณะกก. 5G นัดแรก 14 ส.ค.นี้ ‘พุทธิพงษ์’ ยันไม่ได้ล่าช้า

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)​ เปิดเผยว่า วันที่ 14 สิงหาคม​ 2563 จะมีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งเบื้องต้นมีวาระการประชุม​ ประกอบด้วย 1.รายงานความคืบหน้าการดำเนินการ 5G ว่านอกจากการประมูลแล้ว เป้าหมายและยุทธศาสตร์ของประเทศไทยเป็นอย่างไร 2.จะอธิบายถึงการใช้ประโยชน์ 5G ของหน่วยงานภาครัฐ อาทิ 5G ในภาคการเกษตร, การสาธารณสุข และภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร เพื่อให้รัฐมนตรีจากทุกกระทรวงที่อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ นำไปกำหนดนโยบาย โดยจะมีการยกตัวอย่างรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส)​ เพื่อให้แต่ละภาคส่วนเห็นถึงประโยชน์​มากขึ้น

และ 3.ผลักดันการจัดตั้งกองทุน 5G โดยร่วมกันระหว่างกระทรวงดีอีเอส และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อสนับสนุนสตาร์ต​อัพในการต่อยอดการใช้งาน 5G โดยขณะนี้อยู่ระหว่างวางรูปแบบการได้มาซึ่งเงินในกองทุนดังกล่าวว่าจะมีสัดส่วน​เท่าไร อย่างไร โดยเบื้องต้นคิดว่าจะนำมาจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) และกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี)

“การจัดการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ ครั้งที่ 1 ไม่ได้ล่าช้า แต่ที่เพิ่งจัดการประชุมได้เนื่องจากอยากให้การประมูลคลื่นความถี่เสร็จสิ้นก่อน ประกอบกับผลกระทบจากสถานการณ์​การ​แพร่ระบาด​ของไวรัสโควิด-19 ด้วย ขณะที่ โอเปอเรเตอร์ก็ได้รับผลกระทบจากการขยายโครงข่ายเช่นกัน ซึ่งการจัดการประชุมที่จะเกิดขึ้นจะต้องสอบถามไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ด้วย” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)

The post ได้ฤกษ์ประชุมคณะกก. 5G นัดแรก 14 ส.ค.นี้ ‘พุทธิพงษ์’ ยันไม่ได้ล่าช้า appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Economy

คลัง ย้ำตรวจสอบโรงแรมเข้าร่วม ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ตลอดเวลา หากพบทำผิดจริง ตัดสิทธิแน่นอน

3 hours 13 min ago
คลัง ย้ำตรวจสอบโรงแรมเข้าร่วม ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ตลอดเวลา หากพบทำผิดจริง ตัดสิทธิแน่นอน

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการเราเที่ยวปันสุข ในส่วนของแพคเกจเราเที่ยวด้วยกัน ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 4.76 ล้านราย ลงทะเบียนสำเร็จ 4.51 ล้านราย โดยมีผู้ประกอบการโรงแรมสนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 6,815 แห่ง กระจายตัวอยู่ทั่วทุกจังหวัดในประเทศ ส่วนการจองโรงแรมที่เปิดให้ผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จเข้าไปใช้สิทธิจองที่พัก เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยว นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ล่าสุด ผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จ เข้าไปใช้สิทธิจองโรงแรมแล้ว 386,469 สิทธิ จากจำนวนสิทธิที่กำหนดไว้ไม่เกิน 5 ล้านสิทธิ และมีการจองแล้วชำระเงินให้โรงแรมกว่า 373,214 ห้อง โดยในส่วนนี้แบ่งเป็นผู้ลงทะเบียนที่เข้าใช้บริการโรงแรมที่จองไว้ ทำการเช็กอินแล้วกว่า 85,326 ห้อง และมีเช็กเอ้าท์แล้ว 79,884 ห้อง โดยจากการสำรวจพบว่า มีประชาชนเดินทางออกไปท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรีมากที่สุด 14,338 ห้อง รองลงมาคือ ประจวบคีรีขันธ์ 6,497 ห้อง กรุงเทพฯ 5,261 ห้อง เชียงใหม่ 5,258 ห้อง และกระบี่ 4,626 ห้อง

ลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

นายลวรณ กล่าวว่า สำหรับการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ประกอบการเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการโรงแรมนั้น กระทรวงการคลังได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในการตรวจดูพฤติกรรมของผู้ประกอบการโรงแรม ขณะนี้พบว่ามีผู้ประกอบการที่พักขนาดเล็ก 1 แห่ง มีพฤติกรรมต้องสงสัยอาจเข้าข่ายทุจริต ในการเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน โดยที่พักดังกล่าวมีพฤติกรรมในการรับจองห้องพักเกินกว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่จริง และมียอดการจองห้องพักเต็มอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งผู้เข้าพักมีประวัติการใช้อีวอชเชอร์สำหรับการซื้ออาหารในที่พัก ทั้งที่โรงแรมดังกล่าวไม่มีห้องอาหารไว้ให้บริการแก่ผู้เข้าพัก ซึ่งขณะนี้ได้ระงับการจ่ายเงินสนับสนุนค่าที่พักในสัดส่วน 40% ของราคาที่พัก และอีวอชเชอร์แล้ว โดยในระยะถัดจากนี้ หากพบว่ายังทำพฤติกรรมดังกล่าวอยู่ จะพิจารณาตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันต่อไป ในส่วนของการตรวจสอบผู้ประกอบการในระบบ ขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติเพิ่มเติม

“คลังกับธนาคารกรุงไทยมีการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ประกอบการอยู่ตลอดเวลา จึงยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้มีการฉวยโอกาสของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อให้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงอยากให้ทั้งผู้ลงทะเบียนและผู้ประกอบการเป็นส่วนสนับสนุนในการสร้างบรรยากาศที่ดีให้การท่องเที่ยวไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง ส่วนแพคเกจกระตุ้นท่องเที่ยวที่จะมีเพิ่มเติมออกมานั้น เบื้องต้นเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนออกมาในเร็วๆ นี้” นายลวรณ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post คลัง ย้ำตรวจสอบโรงแรมเข้าร่วม ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ ตลอดเวลา หากพบทำผิดจริง ตัดสิทธิแน่นอน appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Economy

ดีอีเอส ขอขยายเวลาควบรวม ‘แคท-ทีโอที’ อีก 6 เดือน จ่อเข้าครม.สัปดาห์นี้

4 hours 30 min ago
ดีอีเอส ขอขยายเวลาควบรวม ‘แคท-ทีโอที’ อีก 6 เดือน จ่อเข้าครม.สัปดาห์นี้

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)​ เปิดเผยว่า สำหรับการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที นั้น จะนำเรื่องขอขยายระยะเวลาการควบรวมกิจการออกไปอีก 6 เดือน เข้าสู่ที่ประชุม​คณะรัฐมนตรี (ครม.)​ เพื่อพิจารณา​ในสัปดาห์นี้ จากเดิมที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในวันที่ 14 กรกฎาคม​ 2563 เป็นแล้วเสร็จ​ในเดือนมกราคม​ 2564 โดยการขอขยายระยะเวลาครั้งนี้ จะมีการกำหนดกรอบการทำงานที่ชัดเจนว่าแต่ละช่วงเวลาจะดำเนินการอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ จะเป็นประธานคณะกรรมการในการควบรวมกิจการเอง จากเดิมที่มี นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดีอีเอส เป็นประธาน

“การว่าจ้างที่ปรึกษามีความคืบหน้าไปมากแล้ว โดยต่อไปจะมีการหารือในรายละเอียด อาทิ โครงสร้างองค์กรจะเป็นอย่างไร แผนยุทธศาสตร์ในการบริการ แผนการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป้าหมายจะต้องชัดเจน คำนึงถึงจัดอ่อน-แข็ง โอกาสในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการขับเคลื่อน 5G ของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีแนวคิดในการเสนอให้ทุกหน่วยงานภาครัฐที่ต้องใช้ 5G พิจารณา​ใช้งานของเอ็นทีก่อน ซึ่งจะเกิดผลดีกับบริษัทในการแข่งขัน​กับผู้ให้บริการ​โทรศัพท์​เคลื่อนที่​ (โอ​เปอเร​เตอร์)​ รายอื่นๆ” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post ดีอีเอส ขอขยายเวลาควบรวม ‘แคท-ทีโอที’ อีก 6 เดือน จ่อเข้าครม.สัปดาห์นี้ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Economy

บัญชีกลาง ยัน จ่ายเบี้ยยังชีพ 10 ส.ค. แนะสถ.ตรวจงบให้ถูกต้อง หลังบางแห่งไม่เพียงพอ

Sun, 08/09/2020 - 18:39
กรมบัญชีกลาง แจง การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินเบี้ยความพิการ เดือนสิงหาคม 63

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นางสาววิลาวรรณ พยาน้อย รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่ได้กำหนดปฏิทินการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินเบี้ยความพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งต่อมากรมบัญชีกลางได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่างบประมาณในบัญชีเงินฝากคลังของ อปท. บางแห่งในระบบ GFMIS ไม่เพียงพอจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิรับเงิน ทำให้ต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม

“กรมบัญชีกลางใส่ใจและพร้อมดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง จึงเร่งดำเนินการและพร้อมจ่ายเงิน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินเบี้ยความพิการของ อปท. ตามกำหนดเดิมในวันที่ 10 ส.ค. 63 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ สถ. ตรวจสอบงบประมาณให้ครอบคลุมจำนวนผู้มีสิทธิ และสอดคล้องกับปฏิทินการจ่ายฯ เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินครบถ้วนตามกำหนดเวลา” โฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าว

โฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินเบี้ยความพิการ ในเดือนถัดไป ยังคงจ่ายในวันที่ 10 ตามระยะเวลาเดิม ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมบัญชีกลาง 02 270 6400 ในวัน เวลาทำการ

The post บัญชีกลาง ยัน จ่ายเบี้ยยังชีพ 10 ส.ค. แนะสถ.ตรวจงบให้ถูกต้อง หลังบางแห่งไม่เพียงพอ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Economy

กระทรวงอุตฯ ผนึกยูนิโด-ภาคี มอบรางวัล GCIP Thailand Awards 2019

Sun, 08/09/2020 - 17:06
กระทรวงอุตฯ ผนึกยูนิโด-ภาคี มอบรางวัล GCIP Thailand Awards 2019 ขยายผลพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด สร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรม

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม มีภารกิจหน้าที่หลักในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาอุตสาหกรรมให้ผู้ประกอบการดำเนินการ สามารถอยู่ร่วมกับสังคมและชุมชน ตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมี กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจ เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดโลก ตลอดจนเกิดองค์ความรู้ในการดำเนินการต่าง ๆ จึงได้ร่วมมือกับ องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ดำเนินโครงการ GEF UNIDO Cleantech Programme For SMEs in Thailand ส่งเสริมพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) ให้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs และ Start-ups ของไทย ในการเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านการทำธุรกิจ การสร้างเครือข่ายกับนักธุรกิจด้วยกัน มีโอกาสเชื่อมโยงไปยังสถาบันการเงิน และการต่อยอดด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม สามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้เกิดเป็น Cleantech Innovation Ecosystem สร้างโอกาสทางการค้ามากขึ้น

นายภาสกร ชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับและดูแลโครงการ Cleantech Promotion Programme for SMEs in Thailand ระบุว่า กสอ. ดำเนินโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 พ.ศ. 2560 และ พ.ศ. 2562 เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการพัฒนาด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาดทั้ง 6 สาขา ได้แก่ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ (Water Efficiency) การใช้ของเสียเป็นพลังงาน (Waste to Benefits) พลังงานทดแทน (Renewable Energy) อาคารสีเขียว (Green Building) และการขนส่ง (Transportation)

ทั้งนี้ การจัดประกวดผลงานนวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาด ในปี 2562 ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก ผลการประกวด มีผู้ได้รับรางวัลจำนวน 4 ทีม ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ ทีม ธาอีส อีโคเลทเธอร์ ใช้กระบวนการ New Eco-Material Solution หรือ กระบวนการรีไซเคิลขยะเศษหนังขึ้นมา เป็นวัสดุใหม่ที่มีสีสันและลวดลายของหนังแต่ละแผ่นที่ไม่เหมือนกัน เป็นเอกลักษณ์แบบ “one-of-a-kind” หรือมีชิ้นเดียวในโลก เป็นงานศิลปะที่มีคุณค่า สร้างสีสันให้กับวัสดุที่สวยงาม สามารถช่วยกำจัดขยะเศษหนังลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้มากถึง 10 ตันต่อปี , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ทีมทีไออี สมาร์ทโซลูชั่น พัฒนานวัตกรรม AI Energy platform หรือ ระบบการตรวจสอบการใช้พลังอัตโนมัติ เกิดขึ้นจากการเก็บข้อมูล หรือ Big Data เพื่อวินิจฉัยความผิดพลาดที่เกิดจากการทำงานของระบบปรับอากาศที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้อุปกรณ์ปรับอากาศเสื่อมสภาพ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียพลังงานงานโดยเปล่าประโยชน์ โดยนวัตกรรมดังกล่าว ช่วยให้ผู้ดูแลอาคารทราบถึงสาเหตุของปัญหา และสามารถดำเนินการควบคุมคุณภาพอากาศได้อย่างเหมาะสม

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ทีมออร์ก้าฟีด ใช้วิธีการกำจัดขยะที่เกิดจากเศษอาหาร หรือของเหลือจากอุตสาหกรรมอาหาร โดยใช้แมลงวันลายเข้ามากินเศษอาหาร และแปรรูปแมลง ให้กลายเป็นผงโปรตีนคุณภาพดี เพื่อส่งต่อให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งโปรตีนในแมลงวันลายมีมากกว่าโปรตีนจากเนื้อวัวถึง 10 เท่า ดังนั้น การใช้แมลงเข้ามาเพิ่มมูลค่าให้กับขยะเหลือทิ้งจากภาคอุตสาหกรรม หรือ upcycle จากขยะเหลือทิ้ง 1 ตัน สามารถผลิตเป็นอาหารสัตว์มูลค่ากว่า 4 แสนบาท ถือเป็นการใช้วัตถุดิบที่จำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 3 ทีมเอ็นเนอร์ยี่ รีโวลูชั่น นำระบบกังหันน้ำ หรือ Hydro Turbine มาใช้ทดแทนการทำงานของมอเตอร์ชุดขับใบพัดระบายความร้อนในระบบหอหล่อเย็น (Cooling Tower) ในภาคอุตสาหกรรม ช่วยให้ประหยัดการใช้ไฟฟ้าต่อชั่วโมงการทำงานของระบบทำความเย็นของอาคารได้ถึง 100 – 150 กิโลวัตต์/หอหล่อเย็นใน กรณีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สามารถประหยัดได้มากกว่า 500 กิโลวัตต์ หรือคิดเป็นค่าไฟฟ้าประมาณ 15 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ดี จากความร่วมมือของหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนกับสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย นับเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ในการพัฒนาต่อยอดเชิงธุรกิจ เกิดการขยายเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ตลอดจนเกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบครบวงจร สามารถสร้างความยั่งยืนทางพลังงานและเทคโนโลยีสะอาด สร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) นอกจากนี้ สามารถเพิ่มยอดขายทั้งสิ้นกว่า 400 ล้านบาท และลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 217 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Ton Co2eq) ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ให้เติบโตบนพื้นฐานความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานได้อย่างยั่งยืนต่อไป นายภาสกร กล่าวทิ้งท้าย

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) และ 7 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D BANK) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดพิธีปิดโครงการและแถลงผลความสำเร็จในการส่งเสริมพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) ให้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs และ Start-ups ของไทย ภายใต้โครงการ GEF UNIDO Cleantech Programme for SMEs

The post กระทรวงอุตฯ ผนึกยูนิโด-ภาคี มอบรางวัล GCIP Thailand Awards 2019 appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Economy

อนุสรณ์ เตือนยังไม่จำเป็นต้องกู้เงินจากตปท.ตอนนี้

Sun, 08/09/2020 - 16:15
อนุสรณ์ ประเมินการกู้เงินธนาคาร ADB ผลต่อเศรษฐกิจ ฐานะทางการคลังและค่าเงินบาท

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต เปิดเผยว่า การก่อหนี้สาธารณะด้วยการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศจะส่งผลกระทบทางลบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางและระยะยาว รวมทั้ง ขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อมีไหลเข้าจากการกู้เงิน ความจำเป็นในการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศอาจมีขึ้นในอนาคตแต่ไม่ใช่ในระยะนี้ เนื่องจากสภาพคล่องในระบบยังสูงและเรามีความเสี่ยงปัญหาเรื่องกับดักสภาพคล่องมากกว่า สภาพคล่องในระบบมีเพียงพอ ความจำเป็นเฉพาะหน้าระยะสั้นในการกู้เงินจากต่างประเทศจึงยังไม่มี ขณะนี้ แม้นรัฐบาลเร่งรัดการลงทุนก็ยังไม่พบปัญหา Crowding Out Effect หรือ ทำให้สภาพคล่องลดลงและไปแย่งเม็ดเงินเอกชน ดันอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นแต่ประการใด เพราะการลงทุนภาคเอกชนยังคงติดลบหรือหดตัวไปอีกอย่างน้อย 2-3 ไตรมาสเป็นอย่างน้อย การใช้นโยบายการเงินเชิงรุกควบคู่การเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐก็เพียงพอแล้ว เพิ่มปริมาณเงินให้เพียงพอ กดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำ ยังไม่จำเป็นต้องกู้เงินต่างประเทศตอนนี้ การกู้เงินต่างประเทศจะทำให้เป็นภาระทางการคลัง แม้นดอกเบี้ยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียจะไม่สูงก็ตาม หนี้รัฐบาล ในส่วนของสกุลเงินต่างประเทศของประเทศแม้นยังอยู่ในระดับต่ำ แต่การกู้เงินต่างประเทศจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเข้ามาและสถานการณ์ในอนาคตค่าเงินดอลลาร์จะมีความผันผวนสูงมาก และ มีแนวโน้มอ่อนค่าลง หนี้ต่างประเทศเทียบหนี้สาธารณะทั้งหมดไม่ถึง 3% จึงไม่ใช่ประเด็น ประชาชนผู้เสียภาษีและรัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องไปเสียดอกเบี้ยให้สถาบันการเงินต่างชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถเพิ่มสภาพคล่องในระบบเพราะเรามีทุนสำรองระหว่างประเทศมากเพียงพอต่อการหนุนหลังค่าเงินสำหรับปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น

นายอนุสรณ์  กล่าวอีกว่า หากการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างสัญญาเงินกู้ในนามของรัฐบาลไทยจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) วงเงิน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 48,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการแผนงานตาม พ.ร.ก.เงินกู้ ควรเป็นเพียงการเตรียมการเอาไว้ใช้ในคราวจำเป็นหากไม่สามารถกู้ในประเทศได้เพียงพอ หากจะเดินหน้ากู้เงินจากต่างประเทศ ขอให้ต่อรองอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงื่อนไขการชำระเงินกู้ใหม่ ดอกเบี้ยควรต่ำกว่านี้ ต้องยืดระยะเวลาการชำระคืนเงินต้นออกไปเพื่อไม่เป็นขีดจำกัดในการใช้จ่ายภาครัฐและงบประมาณในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า งบประมาณของประเทศควรกำหนดสัดส่วนการชำระหนี้คืนเงินต้นไว้ต่ำจนกว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นสู่ภาวะปรกติจึงค่อยผ่อนชำระในสัดส่วนที่สูงขึ้นในอนาคต

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ เปิดเผยว่า จากงานวิจัย “การวิเคราะห์ผลกระทบหนี้สาธารณะต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยวิธีการถดถอยแบบควอนไทล์” (ผลงาน กัญญ์สุดา นิ่มอนุสรรณ์กุลและทีมงาน ลงในวารสารวิชาการ CMU Journal of Economcis) พบว่า “กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเอเชีย (Developing Asia) พบว่า อัตราการเจริญเติบโตของ อัตราส่วนระหว่างหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (DEBTG) มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDPG) ในทิศทางตรงกันข้าม เฉพาะที่ระดับควอนไทล์ 0.25 และจากวิธี conditional mean เท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDPG) ได้แก่ อัตราการเจริญเติบโตของอัตราส่วนระหว่างการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (INVG) เฉพาะที่ระดับควอนไทล์ 0.5 และ 0.75 โดยมีผลกระทบทางบวก และผลกระทบเพิ่มขึ้นเมื่อระดับควอนไทล์เพิ่มขึ้นด้วย และพบว่า อัตราการเจริญเติบโตของอัตราการเปิดประเทศ (OPENG) มีผลกระทบทางบวกต่ออัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDPG) จากวิธี conditional mean และมีผลกระทบทุกระดับควอนไทล์ โดยผลกระทบจะมีเพิ่มขึ้นมากขึ้นจากระดับ ควอนไทล์ 0.25 จนถึงระดับ ควอนไทล์ 0.5 แล้วผลกระทบลดลงจนถึงระดับควอนไทล์ 0.75 หากทำ การเปรียบเทียบ ความแตกต่างของผลกระทบของหนี้สาธารณะต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศต่างๆ ซึ่งมีระดับหนี้สาธารณะที่แตกต่างกัน พบว่า ทุกกลุ่มประเทศ อัตราการเจริญเติบโตของอัตราส่วนระหว่างหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ (DEBTG) มีผลกระทบทางลบต่อ อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDPG)”

นายอนุสรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากต้องการกู้ต่างประเทศจริงๆโปรดระมัดระวังการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้ดี และ อย่าให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเกิน 60-65% รวมทั้ง ต้องใช้เงินกู้อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เป็นไปตามเป้าหมายและยุทธศาสตร์งบประมาณที่กำหนดเอาไว้อย่างแท้จริง

The post อนุสรณ์ เตือนยังไม่จำเป็นต้องกู้เงินจากตปท.ตอนนี้ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Economy

เตือนอย่าแชร์ต่อข่าวเท็จ อ้างชื่อ “เจ้าสัวธนินท์” เรื่องโปรแกรมเทรด “บิทคอยน์”

Sun, 08/09/2020 - 14:23

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม รายงานข่าวแจ้งว่า ตามที่มีข่าวปรากฎในสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นกระบวนการหลอกลวง ผ่านแพลตฟอร์มการลงทุน Crypto Currency ที่ชื่อว่า Bitcoin Loophole โดยแอบอ้างชื่อนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด(เครือซีพี) ว่ามีการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ และพูดถึงการเป็นเศรษฐีได้ง่ายๆ ด้วยการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล Crypto Currency เพื่อหลอกลวงให้สังคมหลงเชื่อ และอ้างว่าเป็นรายงานพิเศษในเว็บไซต์ sanook.com ซึ่งมีการตรวจสอบพบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวปลอม และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเว็บไซต์ sanook.com อีกทั้งเป็นการปลอมแปลงโลโก้ของเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือนั้น

ในการนี้ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือ เครือซีพี ยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ โดยนายธนินท์ เจียรวนนท์ ไม่เคยให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ตามที่มีการแอบอ้าง และไม่ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องการเทรดอัตโนมัติแต่อย่างใด ดังนั้น ขอให้อย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และไม่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงดังกล่าว โดยขอความร่วมมืออย่าแชร์ต่อ เพราะจะเกิดความเสียหาย และร่วมกันหยุดมิจฉาชีพในโลกออนไลน์

The post เตือนอย่าแชร์ต่อข่าวเท็จ อ้างชื่อ “เจ้าสัวธนินท์” เรื่องโปรแกรมเทรด “บิทคอยน์” appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Economy

กรมประมงช่วยชาวพิษณุโลก สร้างรายได้จากกุ้งก้ามกราม จากแหล่งน้ำชุมชนบึงไชยนาม

Sun, 08/09/2020 - 11:42

นายปรีชา พาชื่นใจ หัวหน้ากลุ่มโครงการและกิจกรรมพิเศษ กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กรมประมง เปิดเผยว่า ตนและนายสรสิทธิ์ สังขะพงษ์ หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง สำนักงานประมงจังหวัดพิษณุโลก และนางชุติญา ตันติกาโมทย์ เจ้าพนักงานประมงปฏิบัติงาน สำนักงานประมงจังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกับประชาชนในชุมชนบึงไชยนาม ตำบลชัยนาม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม ลงแหล่งน้ำชุมชน เพื่อเพิ่มปริมาณของกุ้งก้ามกรามให้กับแหล่งน้ำ ซึ่งกุ้งก้ามกรามนั้นเลี้ยงง่ายและโตไว ให้ผลตอบแทนที่รวดเร็ว เป็นที่ต้องการของตลาด

นายปรีชา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ทางกรมประมง เล็งเห็นในการส่งเสริมให้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำชุมชนเป็นอาชีพแก่เกษตรกร เพื่อโอกาสที่จะช่วยกันดูแลผลผลิตส่วนรวมร่วมกัน และบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และเสริมสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของชุมชน

“กรมประมงได้เข้ามาสนับสนุนตั้งแต่เรื่องของการจัดฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะในด้านการจัดการดูแลตั้งแต่การเตรียมแหล่งน้ำชุมชน รวมถึงการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามทุกขั้นตอน ไม่ว่า การสร้างอาหารธรรมชาติ, การอนุบาลลูกกุ้ง และ การสร้างที่หลบภัยให้กับกุ้งก้ามกราม เพื่อให้กุ้งที่ปล่อยสามารถเจริญเติบโตกลายเป็นทั้งแหล่งอาหารและช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่” นายปรีชา กล่าว

The post กรมประมงช่วยชาวพิษณุโลก สร้างรายได้จากกุ้งก้ามกราม จากแหล่งน้ำชุมชนบึงไชยนาม appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Economy

ขนส่งทางบก ยันไม่ยึดคืนใบขับขี่ตลอดชีพ ไม่เรียกมาทดสอบสมรรถนะใหม่

Sun, 08/09/2020 - 10:16
กรมการขนส่งทางบก ยืนยัน!! ไม่ยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพและไม่เรียกผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพทั้งหมดมาทดสอบสมรรถนะใหม่หรือทดสอบขับรถใหม่ตามข้อมูลที่มีการแชร์กันในขณะนี้อย่างแน่นอน แต่จะศึกษาถึงแนวทางการคัดกรองผู้ที่ขาดสมรรถนะหรือมีสภาวะโรคที่แพทย์วินิจฉัยแล้วเห็นว่ามีความเสี่ยงหรือมีผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่อย่างปลอดภัย

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกยืนยันว่าจะไม่ยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพและไม่เรียกผู้มีใบอนุญาตขับรถตลอดชีพทั้งหมดมาทดสอบสมรรถภาพของร่างกายใหม่หรือทดสอบขับรถใหม่ตามข้อมูลที่มีการแชร์กันในขณะนี้อย่างแน่นอน แต่จะมีการศึกษาว่าจะทำอย่างไรที่คัดกรองผู้ที่ร่างกายเสื่อมสมรรถภาพหรือมีสภาวะโรคที่แพทย์วินิจฉัยแล้วเห็นว่ามีผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่อย่างปลอดภัย เช่น โรคทางสมอง โรคปัญหาการมองเห็นที่รักษาไม่หาย เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน โดยการศึกษาดังกล่าวต้องหารือร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และแพทยสภา และต้องพิจารณาข้อกฎหมายประกอบอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบสิทธิผู้ถือใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ ดังนั้น ที่มีการแชร์ข้อมูลว่าจะมีการยึดคืนใบอนุญาตขับรถตลอดชีพที่ออกให้แล้วหรือการให้เข้ามาทดสอบสมรรถภาพของร่างกายใหม่หรือทดสอบขับใหม่จึงไม่เป็นความจริง การดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถยังคงเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามปกติ

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกยังได้มีการนำสถิติการเกิดอุบัติเหตุและผลการศึกษาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับรถ โดยแบ่งเป็น 7 มิติ ประกอบด้วย 1.การกำหนดสภาวะโรค 2.การทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย 3.การอบรมและทดสอบความรู้ของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ (ภาคทฤษฎี) โดยจะมีการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรการอบรม ให้สอดคล้องกับการขอรับใบอนุญาต พร้อมทั้งจัดทำระบบอบรมภาคทฤษฎีออนไลน์แบบ e-Learning 4.การอบรมการขับรถและทดสอบความสามารถในการขับรถของผู้ขอรับใบอนุญาตภาคปฏิบัติ 5.การบริหารจัดการ 6.การปรับปรุงรูปแบบใบอนุญาตขับรถ โดยจะปรับปรุงให้สอดคล้องกับอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยการจราจรทางถนน ค.ศ. 1968 และ 7.การควบคุมพฤติกรรมการขับรถด้วยมาตรการตัดแต้ม (การติดตามประเมินผล) เพื่อพัฒนามาตรฐานใบอนุญาตขับรถของประเทศไทยให้ครอบคลุมทุกมิติ ยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศ

The post ขนส่งทางบก ยันไม่ยึดคืนใบขับขี่ตลอดชีพ ไม่เรียกมาทดสอบสมรรถนะใหม่ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Economy

อุตุฯพยากรณ์อากาศ 24 ชม.ข้างหน้า เหนือ-อีสาน-ตะวันออก-ใต้ฝั่งอันดามัน ยังเจอฝนตกหนักบางแห่ง

Sun, 08/09/2020 - 09:53

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้เผยแพร่พยาการณ์อากาศ 24 ชม.ข้างหน้าของกรมอุตุฯ ระหว่างวันที่ 9-10 สิงหาคมนี้ ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งอันดามัน

พื้นที่ภาคเหนือมีเมฆเป็นส่วนมาก ฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนักบางแห่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, พะเยา, แพร่, น่าน, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์ และตาก ภาคอีสานมีสภาพอากาศเช่นเดียวกับภาคเหนือ จังหวัดที่มีฝนตกหนักบางแห่ง ได้แก่ สกลนคร, นครพนม, มุกดาหาร, อำนาจเจริญ, ชัยภูมิ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบาลราชธานี ส่วนภาคตะวันออกจังหวัดที่ฝนตกหนักบางแห่ง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด และภาคใต้ฝั่งอันดามัน พื้นที่ฝนตกหนักบางแห่ง ได้แก่ ระนอง, พังงา, ภูเก็ต และกระบี่

ส่วนภาคกลาง, กทม.และปริมณฑล รวมถึงภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย มีสภาพอากาศ เมฆเป็นส่วนมากและฝนฟ้าคะนอง

The post อุตุฯพยากรณ์อากาศ 24 ชม.ข้างหน้า เหนือ-อีสาน-ตะวันออก-ใต้ฝั่งอันดามัน ยังเจอฝนตกหนักบางแห่ง appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Economy