ประชาไท - การเมือง

Subscribe to ประชาไท - การเมือง feed
Updated: 4 min 42 sec ago

'วัชระ' พร้อมสู้คดี หลังประยุทธ์ขู่ฟ้องปมปล่อยข่าวระดมทุน 4 หมื่นล้านตั้งพรรคทหาร

Wed, 04/25/2018 - 23:56

'วิษณุ' อัด 'วัชระ' ยกปมเงิน 4 หมื่นล้านตั้งพรรคการเมือง มีความผิดหากเจตนาพูดมั่วให้คนเข้าใจผิด ด้าน 'วัชระ' ลั้นพร้อมสู้คดี หลังประยุทธ์ขู่ฟ้องปมปล่อยข่าว แจงหัวหน้า คสช.คงฟังความไม่หมด 

แฟ้มภาพ เพจ Democrat Party, Thailand

25 เม.ย.2561 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุ จะฟ้องกรณีที่เผยเรื่องความเคลื่อนไหวระดมทุน 40,000 ล้านบาท เพื่อตั้งพรรคทหาร ว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงฟังความไม่หมด เพราะตนบอกว่าได้รับข้อมูลด้านการข่าว ว่ามีการระดมทุน เพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นใหม่ เพื่อสนับสนุนทหาร เป็นวงเงินดังกล่าว แต่ไม่ได้ระบุหรือกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความเกี่ยวข้อง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง จึงไม่ควรเดือดร้อน เพราะเป็นการกล่าวถึงคนในรัฐบาล ที่มีรายงานว่า มีการพูดคุยเรื่องระดมทุน เพื่อตั้งพรรคสนับสนุนทหารในทำเนียบรัฐบาล และว่า กล้าสาบานต่อวัดพระแก้วใน 7 วันหรือไม่ว่า ไม่มีการใช้ทำเนียบรัฐบาล พูดคุยกันเรื่องการตั้งพรรคการเมือง

"ผมไม่เคยกล่าวหาว่าท่านทุจริต หรือสั่งการให้มีการระดมทุน เมื่อท่านขู่ว่าจะฟ้องร้องผมและสื่อ ก็ขอร้องว่าอย่าฟ้องเลย แต่หากจะฟ้องผมก็ยินดี ที่จะต่อสู้ตามกระบวนการ เพราะมีความสุจริตใจในการให้ข้อมูล และหวังดีต่อท่าน ไม่อยากให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ อยากให้พอแล้ว เพราะท่านไม่ทันนักการเมืองที่ฉ้อฉลแน่นอน” วัชระ กล่าว

วัชระ ยังขอให้ พล.องประยุทธ์ ดูตัวอย่างจอมพลถนอม กิตติขจร และพล.อ.สุจินดา คราประยูร และขอให้เอาเวลาที่จะฟ้องร้อง ไปเร่งปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมาล้มเหลว และขอให้เร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พืชผลการเกษตรตกต่ำ ราคาปาล์ม ราคายางพารา อย่างไรก็ตาม หากจะฟ้อง ตนก็มีความสุจริตใจที่จะต่อสู้คดีตามกระบวนการ

ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ท้าเปิดหลักฐานนั้น วัชระ กล่าวว่า เรื่องนี้เปรียบเสมือนการหาใบเสร็จของการทุจริตคอรัปชั่น ยืนยันว่าข้อมูลที่ได้ มีพ่อค้า นักธุรกิจ นักลงทุนที่ได้ประโยชน์จากรัฐ ยืนยันว่ามีการระดมทุนจริง จึงขอให้ไปถามจากคนเหล่านั้น แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้ายืนยันต่อหน้าสื่อ เพราะยุคนี้เป็นรัฐบาล คสช.  

ขณะที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจมองว่าไม่ใช่เรื่องจริงเมื่อไม่จริงแล้วไปพูดอาจทำให้คนเข้าผิดและเชื่อ จึงต้องไปดูว่าผู้พูดมีเจตนาอะไรที่เอาเรื่องไม่จริงมาพูด วัชระ พูดว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อไปก็ 4 แสนล้านบาทได้ และคนอื่นก็สามารถไปพูดได้โดยไม่มีมูลความจริง และการพูดโดยไม่มีมูลความจริงผ่านสื่อสาสาธารณะใครก็รู้ว่ามีความผิด ทั้งนี้ไม่ทราบว่าจะดำเนินการอย่างไรกับนายวัชระเพราะไม่ได้เป็นคนคิดว่าจะเอาผิดหรือตั้งข้อหา ส่วนที่นายกฯระบุก็เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่ไปช่วยดูเท่านั้น ส่วนตนในฐานะที่เป็นรองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ก็ให้เจ้าหน้าที่ไปดูเช่นกัน และจะไม่พูดเรื่องนี้เป็นคนแรก จะพูดเป็นคนใกล้สุดท้าย

ต่อกรณีคำถามที่ว่าถือเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นั้น วิษณุ กล่าวว่า อาจไม่ถึงขนาดนั้น แต่อาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิด เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และร่ำลือกันไป ซึ่งก็เหมือนความผิดทั้งหลายทั้งการดูหมิ่น หมิ่นประมาท ตามความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เริ่มจากประโยคแบบนี้และส่งต่อข้อมูลมากขึ้นคนจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงทั้งที่ไม่เป็นความจริง และการกระทำแบบนี้หลายเรื่องเนื้อหาไม่ใช้การความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เมื่อพิสูจน์ไปถึงมูลเหตุจูงใจก็อาจจะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ได้ ยกตัวอย่าง ถ้าเราตบหน้านาย ก.อาจแค่ทำร้ายร่างกาย แต่ถ้าตบเพราะต้องการดิสเครดิตทางการเมือง ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง

 

ที่มา สำนักข่าวไทย และข่าวสดออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

บันทึก 6 ตุลา: หญิงสาวผู้ถูกละเมิดในเช้าวันที่ 6 ตุลา 2519

Wed, 04/25/2018 - 23:03

ทีมงาน “บันทึก 6 ตุลา”

 

วัชรี เพชรสุ่น ขณะเสียชีวิตอายุ 20 ปี เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีสันติราษฎร์บำรุง กรุงเทพมหานคร ครอบครัวอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ (ข้อมูลจากเอกสารลงทะเบียน มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์) แต่เอกสารชันสูตรพลิกศพระบุว่าอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี




เมื่อเดือนกันยายน 2560 โครงการ “บันทึก 6 ตุลา” ได้เขียนรายงานเรื่อง “ปริศนาความตายกรณี 6 ตุลา” โดยระบุว่าเราไม่รู้ว่าหญิงสาวที่เสียชีวิตในสภาพเปลือยเปล่า มีไม้หน้าสามวางอยู่ข้าง ๆ เสมือนถูกล่วงละเมิดทางเพศคือใคร เพราะเมื่อดูเอกสารชันสูตรพลิกศพแล้ว ไม่มีเอกสารใดระบุว่ามีผู้หญิงถูกข่มขืนหรือถูกทำร้ายทางเพศ แต่ ณ วันนี้เมื่อหนึ่งในทีมงานได้พิจารณาเอกสารชันสูตรฯ ของวัชรีอีกครั้ง ก็พบว่าเธอมีใบหน้าคล้ายกับหญิงสาวคนดังกล่าวอย่างมาก ทั้งในแง่โครงหน้า รูปกราม ดวงตาและปากที่ปิดไม่สนิท (ดูรูปที่ 1-3) ณ ปัจจุบันเราจึงสรุปข้อมูลบางส่วนได้ดังนี้

(ดูรายงานชันสูตรฯ)

1. วัชรีเสียชีวิตด้วยกระสุน 3 นัดที่เข้าด้านหลังตรงกับบริเวณช่องอก กระสุนไม่ได้ทะลุมาด้านหน้า ด้วยเหตุนี้ในรูปที่เธอถูกเปลือยจึงไม่เห็นคราบเลือดตรงด้านหน้าของเธอ

2. วัชรีจึงไม่ได้ถูกข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศจนเสียชีวิต

3. การล่วงละเมิดทางเพศต่อเธอเกิดขึ้นจริง นั่นคือจับเธอเปลื้องผ้า แต่น่าจะเกิดหลังจากวัชรีเสียชีวิตแล้ว นี่คือความโหดเหี้ยมต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า “ไม่ใช่ไทย” ด้วยการทำร้ายทารุณอย่างอุจาดกับร่างไร้ชีวิตของเธอ เหยียดหยามความเป็นเพศหญิงของเธอ ราวกับเธอไม่ใช่มนุษย์เหมือนกับเราและเป็นผู้หญิงที่ไร้ศักดิ์ศรี

4. รายงานชันสูตรพลิกศพไม่ได้ระบุว่าวัชรีถูกข่มขืนหรือถูกทำร้ายบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งทำให้สันนิษฐานได้สองประการคือ

(a.) เป็นไปได้ว่าวัชรีไม่ได้ถูกกระทำทารุณขนาดนั้น ไม้หน้าสามที่วางอยู่ข้าง ๆ กายเธออาจทำให้คนตีความเช่นนั้นได้ อีกทั้งรอยปื้นสีดำบริเวณอวัยวะเพศก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นรอยเลือด (ปรากฏในรูปเปลือย แต่ในที่นี้เราขอเบลอภาพดังกล่าว) ถ้าเช่นนั้นจะทำให้คนตีความไปในทำนองนั้นทำไมกัน หรือนี่เป็นการจัดแสดง (staged) อย่างอุจาดกับร่างไร้ชีวิตของเธอเพื่อปฏิเสธความเป็นคนและเหยียบย่ำความเป็นหญิงของเธอ?

(b.) วัชรีอาจถูกทำร้ายบริเวณอวัยวะเพศจริง แต่แพทย์ไม่ได้ระบุไว้ ทั้งนี้จากการเปรียบเทียบรายงานชันสูตรพลิกศพระหว่างรพ.ศิริราชและรพ.ตำรวจ (ผู้เสียชีวิตถูกส่งไปชันสูตรฯที่สองรพ.นี้) จะพบว่าแพทย์ของ รพ.ศิริราชชันสูตรพลิกศพและบันทึกการตายอย่างละเอียด และมักมีการผ่าศพพิสูจน์ ขณะที่รายงานของ รพ.ตำรวจจะสั้นมาก ไม่มีการผ่าศพ ในกรณีของวัชรี แพทย์ไม่ระบุด้วยซ้ำว่ากระสุนเข้าไปทำลายอวัยวะภายในส่วนใด บอกแต่เพียงว่าพบรูกลม ๆ บริเวณอกด้านหลัง 3 จุด สันนิษฐานว่าเสียชีวิตจากกระสุนเข้าช่องอก

ล่าสุด ทีมงานได้พบภาพของหญิงสาวอีกภาพหนึ่งที่มีใบหน้าคล้ายวัชรี (ดูรูปที่ 4 จาก บันทึกภาพและเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 โดย อรุณ เวชสุสรรณ, บก. ) ลักษณะของเสื้อแขนสั้นที่เปื้อนเลือดดูเหมือนรอยเลือดลามมาจากด้านหลัง วัชรีถูกยิงจากด้านหลัง แต่เรายังไม่ต้องการสรุปว่าเธอคนนี้คือวัชรี เพราะยังมีข้อสงสัย กล่าวคือ

• เอกสารชันสูตรฯระบุว่าวัชรีมีเสื้อสองตัว ตัวในเป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเนื้อลายหนังสือและกระดาษม้วน ซึ่งใกล้เคียงกับผู้หญิงในรูปที่ 4 และมีเสื้อตัวนอกสีเทาดำผูกอยู่ที่เอว แต่ในรูปนี้กลับไม่ปรากฏเสื้อตัวนอก เป็นไปได้ไหมว่าเสื้อตัวนอกเป็นของคนอื่นที่นำมาคลุมให้วัชรี? ทั้งนี้ พี่สาวของดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง หนึ่งในเหยื่อที่เสียชีวิตได้เล่าให้ทีมงานฟังว่า เมื่อเขาพบไปรับศพของดนัยศักดิ์ที่ รพ.ตำรวจ พบเสื้อแจ็กเก็ตของดนัยศักดิ์คลุมอยู่บนร่างของผู้หญิงคนหนึ่งในห้องเก็บศพ เขากล่าวว่าจำได้ดีเพราะในยุคนั้นไม่ค่อยมีใครใส่เสื้อแจ็กเก็ตยีนส์ ศพของวัชรีอยู่ที่ รพ.ตำรวจเช่นกัน ที่รพ.ตำรวจยังมีศพของผู้หญิงอีกคนคือภรณี จุลละครินทร์ แต่เอกสารระบุว่าภรณีใส่ชุดเสื้อกระโปรงติดกันผ้าเจอร์ซี่

• เอกสารชันสูตรฯระบุว่าวัชรีใส่กำไลพลาสติคสีม่วงที่ข้อมือข้างซ้าย ผู้หญิงในรูปนี้มีบางอย่างอยู่ที่ข้อมือข้างซ้ายเช่นกัน

• หากรูปนี้คือวัชรี รูปนี้ชี้ว่าเธอเสียชีวิตในธรรมศาสตร์และเจ้าหน้าที่กำลังเคลื่อนย้ายศพ ร่างของเธออยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่แล้ว การทำร้ายร่างที่ไร้ชีวิตของเธอจึงน่าจะเกิดขึ้นในบริเวณธรรมศาสตร์หรือสนามหลวงนี่เอง ไม่ได้เกิดขึ้นในที่ลับตา และจะต้องมีคนร่วมรับรู้จำนวนไม่น้อย

• หากผู้หญิงในรูปที่ 4 ไม่ใช่วัชรี ก็จะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วเธอคือใคร ร่างของเธออยู่ที่ไหน เพราะในเอกสารชันสูตรฯ ไม่มีคนอื่นที่ใกล้เคียงเธอเลย

ทีมงาน “บันทึก 6 ตุลา” ยังต้องการข้อมูลเกี่ยวกับวัชรีและครอบครัวของเธออีกมาก หากท่านใดที่เป็นเพื่อนหรือญาติของวัชรี และสมัครใจให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัชรี ขอความกรุณาติดต่อเราผ่านกล่องข้อความเฟซบุ๊คของโครงการบันทึก 6 ตุลา หรือทางอีเมล์ [email protected] จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง

 

หมายเหตุ: โครงการ “บันทึก 6 ตุลา” ตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของการเสนอภาพและข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต หากกรณีนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล ทางโครงการจะไม่มีทางเข้าไปเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด แต่กรณี 6 ตุลาชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงและอัปลักษณ์อย่างถึงที่สุดที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทย แต่ถูกปฏิเสธและละเลยมาโดยตลอดโดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ทั้ง ๆ ที่มีการจัดงานรำลึกตลอดมาแต่เราแทบไม่สนใจที่จะรู้จักพวกเขาเลย

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:  บันทึก 6 ตุลา: ปริศนาความตายกรณี 6 ตุลา บันทึก 6 ตุลา: รายงานชันสูตร วัชรี เพชรสุ่น ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

ใบตองแห้ง: อำนาจบนฟองสบู่

Wed, 04/25/2018 - 22:36

ใบตองแห้ง

 

และแล้ว คสช.ก็ใช้ ม.44 อุ้มทีวีดิจิทัลพร้อมยกเลิกการสรรหา กสทช.ชุดใหม่ อ้าว แล้วจะสอบสวนไปทำไมว่าคลิปเสียงใบสั่งของจริงของปลอม ในเมื่อเห็นกันชัดๆ ว่า “ไม่แฮปปี้”

ย้ำอีกที การสรรหารอบนี้ ไม่ได้บอกว่าผู้ผ่านการสรรหาดีเลิศประเสริฐศรี แต่คณะกรรมการสรรหายืนยันว่าทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับชัดเจน แต่ สนช. กลับอ้างว่า 8 คนขาดคุณสมบัติ แล้วล้มกระดาน จากนั้นก็ตามมาด้วย ม.44

ทำแบบนี้ จะให้กรรมการสรรหารู้สึกอย่างไร ที่สำคัญ ยังสะท้อนว่าระบอบที่วางไว้ตามกฎหมายไม่สามารถปฏิบัติจริงได้ ยังตัดสินด้วย ม.44 ที่อยู่เหนือกฎหมาย

นี่เป็นภาพซ้ำรอย ของการแต่งตั้งองค์กรอิสระ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือการยกร่างกฎหมายลูก ซึ่งเกิดความสับสนไม่ลงรอย ระหว่างอำนาจต่างๆ ที่วางไว้ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งที่ส่วนหนึ่งก็คนกันเอง นี่ถ้าไม่มี “อำนาจทุบโต๊ะ” ม.44 อยู่ในมือ เห็นทีจะไปไม่รอด

ขำไหมครับ ขนาดปฏิรูปตำรวจ ตั้งคนระดับ “อาจารย์ผม” พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ มาเป็นประธาน ที่ไหนได้ ส่งผลงานแล้วไม่พอใจ ปรมาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เอาไปรื้อใหม่ อ้างว่าต้อง “สลายขั้ว”

มองให้กว้างขึ้นไม่ต้องดูเรื่องการเมืองโดยตรงก็ได้ รัฐบาลยังเจอความขัดแย้งที่ไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆ อีกหลายเรื่อง เช่น กรณีบ้านพักศาลกับประชาสังคมเชียงใหม่ ที่ยิ่งพูดกันไปยิ่งบานปลาย กรณี ผอ.สำนักพุทธฯ แจ้งจับพระผู้ใหญ่ ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม ฝ่ายหนุนมองว่านี่คือการกวาดล้างเครือข่ายธรรมกาย ฝ่ายลูกศิษย์พระมองว่านี่คือการกวาดล้างมหานิกาย ทิศทางต่อไปก็มีแต่ชนกันเท่านั้น แถมฝ่ายพระยังไม่ไว้วางใจรัฐบาล

ความไม่ไว้วางใจนี่สำคัญนะ ยกตัวอย่าง ดราม่า แจ็ค หม่า “รวยแล้ว” จะมาช่วยคนไทย อันที่จริงมีทั้งได้ทั้งเสีย แต่ท่านพูดยังกะจะมาตั้งมูลนิธิ แถมคนไม่ไว้วางใจมาตั้งแต่รถไฟจีน เรือดำน้ำจีน แทนที่จะมองว่ามีข้อดีอยู่เหมือนกัน ก็มองด้านร้ายไว้ก่อน

ในทางการเมือง ความพยายามสืบทอดอำนาจอย่างโจ๋งครึ่ม ขนาดดึงหัวหน้าพรรคมวลชนเป็นที่ปรึกษา และรัฐมนตรีจะลงไปตั้งพรรคเอง ก็ถูก 2 พรรคใหญ่ต่อต้าน ประชาธิปัตย์ชี้หน้าเป็นตัวดูด กล่าวหาว่าจะใช้เงิน 4 หมื่นล้าน และสกัดกลุ่มธุรกิจไม่ให้สนับสนุนพรรคอื่น

มองข้ามวาทกรรมที่ขู่จะฟ้องกัน หรือยืนยันไม่ใช่เครื่องดูดฝุ่น นี่คือก้างขวางคอชิ้นสำคัญ เพราะไม่มีทางตั้งรัฐบาลได้ ถ้า ปชป.ไม่สังฆกรรม แม้วินาทีสุดท้ายอาจบีบได้ก็ไม่ราบรื่นหรอก

หัวหน้า คสช.เคยบ่นว่าถูก “รุมสกรัม” ทั้งที่ไม่มีใครนัดหมาย ท่านอยู่นานไปจนปัญหาต่างๆ ประดัง ตัวระบอบเองก็เริ่มสร้างปัญหา ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ใช้จริงไม่ได้ มีอำนาจมากแค่ไหน เมื่อสืบทอดก็มีปัญหา ไม่สามารถอ้างความชอบธรรม มีแต่เอาหนังหน้าถูพื้นไป และสุดท้ายจะไปไม่รอด แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น

เอาเข้าจริง อำนาจในวันนี้เหมือนลอยอยู่บนฟองสบู่ หรือฟองน้ำลาย ได้แต่ปะทะปะทังและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย ม.44 พร้อมวาทกรรม ที่ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนดูละคร ไม่อยู่ในโลกแห่งความจริง

เพียงแต่คนส่วนใหญ่ยังมืดมน ไม่เห็นทางออก หรือรู้สึกธุระไม่ใช่ ได้แต่ดิ้นรนกันไปในระหว่างที่ฟองสบู่ยังไม่แตกเท่านั้นเอง

 

ที่มา: ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

DOC+TALK: ‘รัฐสวัสดิการ’ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของประเทศคือทรัพยากรมนุษย์

Wed, 04/25/2018 - 17:48

ฉายหนังฟังเสวนา "กลัวตกงาน...รัฐสวัสดิการช่วยได้?” ษัษฐรัมย์ชี้ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบที่ยากจนกว่า 10 ล้านคน อำนาจต่อรองกับกลุ่มทุนยิ่งลดลง คนไทย 80% คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง แต่มีแค่ 40%ที่จะอยู่รอดปลอดภัยจริง เสนองบ 4-5 แสนล้านบาทต่อปี สร้างรัฐสวัสดิการ ที่เด็กได้เงินตั้งแต่เกิดเดือนละ 2,000 บาท

22 เม.ย. 2561 Documentary Club และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ร่วมจัดงาน DOC+TALK ครั้งที่ 14 ที่ห้องออดิทอเรียมชั้น 5 BACC ฉายหนังสารคดี "Merci Patron!" (Thanks Boss!) หนังสารคดีฝรั่งเศสเจ้าของรางวัล Best Documentary Film จากเวที César Awards ปี 2017 ว่าด้วยเรื่องแรงงานผู้ประสบปัญหาจากการเลิกจ้าง หลังฉายหนังร่วมสนทนาในหัวข้อ "กลัวตกงาน...รัฐสวัสดิการช่วยได้?” โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

รัฐสวัสดิการของฝรั่งเศสที่ได้มาด้วยการต่อสู้ยาวนาน

ษัษฐรัมย์เล่าถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่พัฒนามาเป็นแนวคิดรัฐสวัสดิการว่า ที่ฝรั่งเศสมาถึงจุดนี้ได้ก็ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ฝรั่งเศสมีภาพการต่อสู้กันมาตลอดเวลา ตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ปัจจุบันฝรั่งเศสถูกจัดว่าเป็น สาธารณรัฐที่ 5 หมายความว่า ฝรั่งเศสเคยมีสาธารณรัฐ 1,2,3,4 และถูกคั้นด้วย จักรวรรดิ 1,2,3,4 ประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสจึงเป็นช่วงเวลาของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ประชาธิปไตยนำสู่การรบราฆ่าฟัน คอร์รัปชั่น ผูกขาดเผด็จการรัฐสภา การยกอำนาจให้นายพล แต่สิ่งที่ผ่านมาในเวลา 200 ปี คือการที่ประชาชนฝรั่งเศสยืนยันว่าสุดท้ายแล้วต้องพยายามมุ่งหน้าสู่ประชาธิปไตยเพื่อให้มันดีขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่รัฐสวัสดิการของฝรั่งเศสอยู่ในเงื่อนไขหนึ่งคือ การต่อสู้ของสหภาพแรงงาน ขบวนการแรงงานอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วง 30-40 ปีที่แล้ว ฝรั่งเศสก็ประสบกับชะตากรรมเดียวกับหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริการวมถึงละตินอเมริกา คือ การคืบเข้ามาของเสรีนิยมใหม่ คือการเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนต่างๆ แสวงหากำไรได้อย่างเต็มที่ ตัดสวัสดิการของคน การทำลายสหภาพแรงงาน ในอังกฤษคือมาร์กาเรต แธตเชอร์ ในอเมริกาคือโรนัลด์ เรแกน แต่ในฝรั่งเศสยังมีเงื่อนไขการต่อสู้ของสหภาพแรงงานที่ยาวนานต่อเนื่อง ส่วนไทยเราไม่ต้องแปลกใจที่ไม่มีภาพแบบนั้นเพราะเรามีสมาชิกสหภาพแรงงานอยู่ 3 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนแรงงาน

ขณะเดียวกันในปัจจุบันก็มีความพยายามทำลายรัฐสวัสดิการซึ่งต่างกันไปแต่ละที่ อย่างในอังกฤษสิ่งที่รัฐบาลจะทำลายคือสวัสดิการด้านสุขภาพที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ของฝรั่งเศสที่เป็นเสาหลักของฝ่ายซ้ายอยู่คือกฎหมายแรงงาน สิ่งที่ แอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสพยายามทำคือการปฏิรูปกฎหมายแรงงาน ภายใต้คำพูดว่าให้แรงงานยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนงานได้ เกิด SMEs ทำให้สตาร์ทอัพเติบโต แต่ในอีกด้านหนึ่งเพื่อทำลายสหภาพแรงงาน หรือในไทยคำว่า Aging Society หรือสังคมผู้สูงอายุ ในอีกด้านหนึ่งคือพยายามจะบอกว่าคนแก่เป็นภาระ คนแก่ไม่ยอมเก็บเงิน แต่จริงๆ แล้วที่เป็นแบบนี้เพราะค่าแรงเขาเป็นแบบนี้ สวัสดิการเขาเป็นแบบนี้ เขาเป็นหนี้เพื่อส่งลูกเรียน แล้วพอถึงเวลาลูกก็ไม่สามารถเลื่อนลำดับชั้นได้ คนแก่ไทยเลยกลายเป็นภาระแบบที่เราเห็น เป็นปัญหาจากการที่เราทิ้งคนส่วนใหญ่ในสังคมไว้

กระแสรัฐสวัสดิการที่กำลังกลับมา

ษัษฐรัมย์วิเคราะห์ว่า ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 สังคมนิยมถูกมองว่าเป็นเพียงแค่รสนิยม ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ดีแต่เป็นไปไม่ได้ แม้นักวิชาการนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายก็ไปรับแนวคิดของแธตเชอร์มา ระบบทุนนิยมถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดไม่ว่าจะชอบหรือไม่

“สมัยที่ผมเรียนต่างประเทศ อาจารย์ท่านหนึ่งที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม พอผมเถียงด้วยสำนวนที่ซ้ายหน่อย อาจารย์จะบอกว่า โอเค ผมเข้าใจคุณนะ ถ้าคุณอายุไม่ถึง 25 คุณไม่เป็นซ้าย คุณเป็นคนที่ไม่มีหัวใจ แต่ถ้าคุณอายุเกิน 25 แล้วยังเป็นซ้ายอยู่ แสดงว่าคุณเป็นคนไม่มีสมอง” ษัษฐรัมย์กล่าว

เขาชี้ว่า ช่วง 1990-2000 ต้นๆ การเป็นซ้ายคือตัวตลก แต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นชัยชนะของรัฐบาลฝ่ายซ้ายในสังคมละตินอเมริกา เราจะเห็นขบวนการ World Social Forum ขบวนการที่ชูคำขวัญว่า 'Another world is possible' มีโลกใบใหม่ที่เป็นไปได้ เป็นกระแสที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกลับมาในยุโรป และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในยุโรป ในสหรัฐอเมริกาเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น มีนักการเมืองที่ชูอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่ชนะการเลือกตั้งมากขึ้น แม้กระทั่งในสังคมไทย ถ้าย้อนกลับไป 6-7 ปีก่อน การพูดถึงฝ่ายซ้าย รัฐสวัสดิการต่างๆ เป็นภัยคุกคาม แต่ 2-3 ปีมานี้คนพูดถึงมากขึ้น

รัฐสวัสดิการต้องผูกติดกับความรับผิดชอบของคนในสังคม

ษัษฐรัมย์ยกตัวอย่างในประเทศแถบละตินอเมริกา เช่น เวเนซุเอลา นโยบายประชานิยมนำมาสู่การล้มละลาย ซึ่งถูกนำมาใช้โจมตีว่ารัฐสวัสดิการจะทำให้ประเทศเจ๊ง ล้มละลาย ด้านหนึ่งเพราะนักการเมืองเวเนซุเอลาเลือกที่จะประนีประนอมกับกลุ่มทุนข้ามชาติ เพื่อที่จะไม่ผลักดันให้รัฐสวัสดิการไปกระทบกับโครงสร้างภาษีมากเกินไป เวเนซุเอลาใช้เงินที่ได้จากการขายน้ำมันมาทำรัฐสวัสดิการ มันจึงถึงจุดจบได้โดยง่ายเพราะราคาน้ำมันผันผวน

ในขณะที่นอร์เวย์เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นประเทศเศรษฐีน้ำมันเหมือนกัน พรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมในนอร์เวย์พยายามบอกว่า เลิกเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก เพื่อให้กลุ่มทุนสามารถเติบโตได้ แค่เงินจากการขายน้ำมันก็สามารถสร้างรัฐสวัสดิการของนอร์เวย์ได้ไม่รู้กี่สิบปีแล้ว แต่ภาคประชาสังคมนอร์เวย์บอกว่าไม่ รัฐสวัสดิการไม่ใช่สิ่งที่ผูกกับกำไรของประเทศ แต่มันผูกกับความรับผิดชอบของคนในสังคม เพราะฉะนั้นรัฐสวัสดิการต้องมาจากเงินของคนในสังคมที่มีมากกว่าอย่างเลี่ยงไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ต่างกันระหว่างโมเดลของเวเนซุเอลาและนอร์เวย์

วัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยคือเงื่อนไขการเกิดรัฐสวัสดิการ

ศิโรตม์ตั้งคำถามว่า การเกิดขึ้นของรัฐสวัสดิการในฝรั่งเศสเกิดขึ้นมาจากการประวัติศาสตร์การต่อสู้ของฝรั่งเศสที่เข้มข้นเป็นระดับ 100 ปีได้ มีประชาชนลุกฮือกลางเมือง ยึดมหาวิทยาลัย มันมีเงื่อนไขที่ทำให้สังคมแบบรัฐสวัสดิการเดินหน้าต่อได้ แต่กรณีของไทยมันมีประวัติศาสตร์ที่ประชาชนถูกปราบ ถูกฆ่ากลางมหาวิทยาลัย เงื่อนไขพื้นฐานที่จะทำให้ประชาชนรวมตัวสร้างรัฐสวัสดิการได้อยู่ตรงไหน

ษัษฐรัมย์อธิบายว่าวิธีการคิดแบบคนฝรั่งเศสคือมันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ทุกอย่างได้มาด้วยการต่อสู้ การถกเถียง การทำให้ทุกอย่างมันยุ่ง ดังนั้นทุกอย่างมันต้องไปจบบนท้องถนน แม้ฝรั่งเศสจะเป็นประเทศที่บ้าเรื่องการออกแบบระบบ ระบบการเมืองของฝรั่งเศสเป็นกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา มีประธานาธิบดีที่ชี้ขาดได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ มีอำนาจเป็นประมุข มีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นซีอีโอ ถ้าขัดแย้งกันระหว่างประธานาธิบดีกับนายกรัฐมนตรีสามารถให้ประชาชนทำประชามติได้ เป็นระบบที่ยุ่งยากมากเพราะกลัวเผด็จการ แต่ถึงกระนั้นคนฝรั่งเศสก็พร้อมจะทิ้งระบบลงไปต่อสู้บนท้องถนน ถ้าเขาคิดว่าระบบแบบนั้นไม่สามารถจะตอบโจทย์ได้ ดังนั้นปัญหาไม่เคยหายไปอันนี้เป็นหัวใจสำคัญ ถึงแม้คนฝรั่งเศสจะเชื่อเรื่องการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของมวลชน แต่การต่อสู้ครั้งหนึ่งก็จะนำไปสู่ปัญหาและการต่อสู้ครั้งต่อไป อันนี้ผมคิดว่าเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่น่าสนใจ

“ในไทยซึ่งมีวัฒนธรรมทางการเมืองแตกต่างจากฝรั่งเศส เราจะเห็นเทคโนแครตบ้านเราเมื่อมีรัฐประหารก็จะเข้าไปอยู่ในแวดวงของการออกแบบนโยบาย แล้วพูดว่าฝรั่งเศสใช้เวลาเป็นร้อยสองร้อยปีกว่าจะได้ประชาธิปไตย กว่าจะได้สวัสดิการที่ก้าวหน้า ไทยเราเพิ่งไม่กี่ปีนี้เองเพราะฉะนั้นต้องใช้เวลาร้อยสองร้อยปีเหมือนกัน ซึ่งอันนี้ผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่ามันมีเรื่องวัฒนาการทางสังคมที่สังคมจะเดินก้าวหน้าไป” ษัษฐรัมย์กล่าว

ษัษฐรัมย์ยกตัวอย่างกรณีประเทศเกาหลีใต้ ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน เกาหลีใต้ยังเป็นประเทศที่ไม่พัฒนา ประชาชนยากจน แต่มีจุดเปลี่ยนสำคัญคือเหตุการณ์ที่กวางจู มีการปิดล้อมฆ่านักศึกษาในเมือง มีผู้เสียชีวิตเกือบพันคน ช่วงเวลาเดียวกันมีเหตุการณ์ ‘ชุน แต อิล’ กรรมกรที่จุดไฟเผาตัวเองเพื่อประท้วงความไม่เป็นธรรมในกฎหมายแรงงาน สองเหตุการณ์นี้นำสู่การสร้างฉันทามติในเกาหลีใต้ว่า ถ้าเราอยากไปด้วยกันสิ่งเหล่านี้จะต้องเป็นครั้งสุดท้าย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่เกาหลีใต้สามารถก้าวขึ้นมาได้

“เกาหลีใต้กับไทยเหมือนกันที่มีเหตุการณ์ทหารฆ่าประชาชน แต่ต่างกันตรงที่เกาหลีใต้ผู้นำทหารที่ฆ่าประชาชนถูกลงโทษตามกฎหมาย ส่วนไทยไม่เคยมีการดำเนินคดีกับทหาร นี่คือวัฒนธรรมการเมืองที่ต่างกัน” คือข้อสรุปของษัษฐรัมย์

ศิโรตม์ถามสรุปว่าดังนั้นรัฐสวัสดิการจะเกิดขึ้นได้เมื่อสังคมเป็นสังคมประชาธิปไตยก่อนหรือไม่

ษัษฐรัมย์เปรียบเทียบกับคำถามไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน เขาอธิบายว่าถ้าเราไปดูในรายละเอียดในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นการเสริมแรงซึ่งกันและกัน เราไม่จำเป็นต้องพักอะไรก่อนแล้วไปสู้กับอีกอย่าง แม้ตอนนี้เราไม่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แต่มันนำสู่คุณภาพของชีวิตประชาชนที่ดีมากขึ้น คนก็จะทวงถามประชาธิปไตยที่มากขึ้น และจะทวงถามรัฐสวัสดิการที่ถ้วนหน้าครบวงจรมากขึ้น เราสามารถต่อต้านทุนนิยม ต่อต้านนายทุน ต่อต้านการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยควบคู่กันได้ เพราะจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องเดียวกัน

เขายกตัวอย่างงานของ เดวิด ฮาร์วีย์ คือหนังสือประวัติศาสตร์โดยย่อของลัทธิเสรีนิยมใหม่ มีตอนหนึ่งระบุว่า เมื่อระบบทุนนิยมพัฒนาไปเต็มขั้น สิ่งที่ตามมาคือลัทธิอนุรักษ์นิยมใหม่ การใช้จารีต ประเพณี ชาตินิยม ครอบครัวนิยม ความสัมพันธ์ที่เหลื่อมล้ำระหว่างชายหญิง มาควบคุมความเหลื่อมล้ำในระบบทุนนิยม สิ่งเหล่านี้จะเกิดตามมา เพราะฉะนั้นการผูกขาดของระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องเดียวกับการผูกขาดในระบบทุนนิยม

“ประเทศในแถบนอร์ดิกจริงๆ แล้วตอนที่เขาเริ่มทำรัฐสวัสดิการก็เป็นประเทศยากจน สวีเดนถ้าย้อนกลับไปปลายศตวรรษที่ 19 เป็นประเทศเกษตรกรรม เกิดทุพภิกขภัยคนเกือบครึ่งประเทศต้องอพยพไปสหรัฐอเมริกาเพราะยากจนมาก แต่เขาค้นพบเรื่องรัฐสวัสดิการเพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดของประเทศคือทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้ประเทศอย่างเกาหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน ก็นำแนวคิดนี้มาใช้ ไม่ใช่ว่าเขามีเงินก่อนถึงค่อยมาจัดรัฐสวัสดิการ แต่จริงๆในวัฒนาการของสังคมมนุษย์ รัฐดูแลคนก่อน และคนคือคนที่สร้างมูลค่าให้แก่รัฐ” ษัษฐรัมย์กล่าว

กลุ่มทุนขยาย อำนาจต่อรองผู้ใช้แรงงานต่ำ รัฐสวัสดิการจะถูกจุดให้ติดได้ในสังคมไทย

ษัษฐรัมย์อธิบายว่า ปัจจุบันในไทยส่วนที่จะคุ้มครองเมื่อตกงานคือการชดเชยจากประกันสังคม ถ้าเป็นการลาออกด้วยตัวเองจะมีการชดเชย 3 เดือน ถ้าถูกเลิกจ้างจะได้ชดเชยจากประกันสังคมเป็นเวลา 6 เดือน ทั้งสองวิธีนี้จะได้เงินชดเชยเดือนละประมาณ 4,000 กว่าบาท ถือว่าต่ำ นอกจากนี้คนไทยเข้าสู่ระบบการจ้างงานแบบเป็นทางการน้อยลง สถิติล่าสุด ไทยเป็นไม่กี่ประเทศที่เศรษฐกิจโตแล้วเกิดแรงงานนอกระบบเพิ่มมากขึ้นซึ่งสิ่งที่น่ากลัวและน่าแปลกใจ แรงงานนอกระบบคือคนที่ไม่ได้รับเงินเดือนประจำ ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ไทยมีแรงงานนอกระบบขยายตัวจนปัจจุบันอยู่ที่หลัก 10 ล้านคน

เขายกตัวอย่างงานวิจัยของแบ๊งค์ งามอรุณโชติ แรงงานนอกระบบที่มีมากขึ้นเหล่านี้ส่วนมากเป็นแรงงานที่ยากจน มีรายได้น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน คนเหล่านี้ต้องไปกู้หนี้ยืมสินนอกระบบ ไม่มีหลักประกันสุขภาพใดๆ นอกจากบัตรทอง เป็นลักษณะที่น่าเป็นห่วงเพราะด้านหนึ่งกลุ่มทุนขยายใหญ่มากขึ้น อำนาจต่อรองของผู้ใช้แรงงานต่ำลง

ในปี 2544 เกิดจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจมากนั่นคือประเทศที่ยากจนอย่างเราสามารถมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ ทำให้ทุกคนสามารถไปหาหมอได้ฟรี ตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถเกิดขึ้นได้ ด้านหนึ่งแม้ไม่มีการรวมตัวของลูกจ้างในสถานประกอบการ แต่ขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยของนักสังคมวิทยาการเมืองว่าคนไทยมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า relative deprivation หรือการถูกลิดรอนสิทธิโดยสัมพัทธ์ หมายถึงปกติไม่ชอบการรวมตัวแต่ถ้าถูกละเมิดสิทธิก็จะไม่โอเค ซึ่งคนไทยจะมีเซ้นส์แบบนี้ไวมาก เชื่อว่าวันนี้ไม่สามารถมีรัฐบาลไหนแม้รัฐบาลของพอเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจะมีมาตรา 44 มีคำสั่ง คสช. ก็ไม่สามารถจะล้มเลิกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคได้

กระบวนการเติบโตและขยายตัวของนโยบาย 30 บาท คิดว่ายังอยู่ในเส้นทางที่ยังเป็นบวก แต่กระบวนการทำลายมีอยู่จริงแน่นอน ในทุกประเทศทั่วโลก คือกระบวนการสร้างไพร่ในระบอบประชาธิปไตย คือระบอบยังคงอยู่ นโยบายยังคงอยู่ แต่ถูกทำให้อ่อนเปลี้ยไปไม่สามารถฟังก์ชั่นได้ มีตัวเลขที่บอกว่าพอ 30 ออกมางบประมาณในการดูแลสุขภาพต่อครัวเรือนจาก 5 เปอร์เซ็นต์เหลือ 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันงบประมาณในการดูแลสุขภาพของคนไทยอยู่ที่ 8 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่งบรายหัวของบัตรทองเพิ่มขึ้น เพราะด้านหนึ่งบัตรทองถูกสตาฟไว้ไม่ให้โตขึ้นมาตอบสนองชีวิตประจำวันของเราได้ การใช้สิทธิบัตรทองต้องมีเวลาในวันธรรมดาประมาณ 6 ชั่วโมงในการไปหาหมอ ดังนั้นเป็นโรคขาจรก็อาจจะต้องไปโรงพยาบาลอื่นเพื่อให้ไวขึ้น แต่หมายความว่าต้องควักเงินจ่ายเอง มันเกิดขึ้นเพราะกลุ่มทุนด้านการรักษาพยาบาลขยายตัวจนติดท็อปเทนของประเทศแล้วในตอนนี้ ภายใต้การบอกว่าจะให้ไทยเป็น hub ด้านสาธารณสุข แต่อีกด้านคือการปล่อยให้เรื่องพวกนี้กลายเป็นสินค้า

หรือถ้ามองในช่วงปี 2553-2554 ก่อนหน้านี้คนไทยในชนบทก็ถูกกดขี่ มีสถานะเป็นทาสเป็นไพร่มาเป็นเวลานานหลายร้อยปี ทำไมอยู่ดีถึงกล้าออกมาปิดถนนใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ของชนชั้นกลาง เพื่อแค่ให้รัฐบาลขนาดนั้นยุบสภาและมีการเลือกตั้ง มีการสลายการชุมนุมเดือนเมษา คนก็ยังชุมนุมกันอยู่ นี่คือการถูกลิดรอนสิทธิโดยสัมพัทธ์ หรือคุณอาจจะบอกว่าประชาธิปไตยในไทยเป็นประชาธิปไตย 4 วินาที เลือกตั้งไปเขาไปโกง พอครบ 4 ปีก็กลับมาเลือกตั้งใหม่ แต่ถ้าถึงวันหนึ่งเขาบอกว่า 4 วินาทีที่เป็นของคุณไม่ใช่ของคุณอีกต่อไป ก็จะพบว่ามีกระแสของคนจำนวนมากที่ไม่พอใจและสามารถเดิมพันและเสี่ยงได้แม้กระทั่งชีวิต

“ผมเชื่อว่าในสังคมไทยการพูดถึงสวัสดิการแบบก้าวหน้าครบวงจรมันจะสามารถจุดติดได้ และถ้ามันจุดติดขึ้นมาแล้วก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมไทยก้าวหน้าขึ้นมาอีกจุดหนึ่งทั้งในแง่วัฒนธรรมการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า” ษัษฐรัมย์กล่าว

คนไทย 80% คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง แต่มีแค่ 40%ที่จะอยู่รอดปลอดภัยจริง

ษัษฐรัมย์ยกตัวอย่างงานวิจัยที่พบว่าคนไทย 80 เปอร์เซ็นต์รับรู้ว่าตนเองเป็นชนชั้นกลาง แต่ด้วยสถานะจริงๆ ทางเศรษฐกิจที่พอจะจัดได้ว่าเป็นชนชั้นกลาง (คนชั้นกลางในที่นี้คือคนที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยในทางเศรษฐกิจการได้ ไหลไปตามระบบแล้วชีวิตค่อยๆ ดีขึ้น) จริงๆ แล้วมีอยู่ ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หมายความว่ามีคนไทยอีก 40 เปอร์เซ็นต์ที่จริงๆ แล้วเป็นชนชั้นล่างแต่เข้าใจว่าตัวเองสามารถจะไต่ระบบขึ้นไปได้

งานวิจัยจากคณะพาณิชยศาสตร์ฯ จุฬาฯ บอกว่าคนไทยมีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองที่จะปลอดภัยหลังเกษียณ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ต้องทำงานจนตาย

ใน 30 เปอร์เซ็นต์นั้น เงินเดือนตอนอายุ 25 ต้องอยู่ที่ 30,000 บาท ต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5-10 เปอร์เซ็นต์ มีการปรับเงินเดือนขึ้นอีกปีละ 8 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะมีชีวิตที่ปลอดภัย มีคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจำนวนมากเรียกว่า “แรงงานเสี่ยง” เป็นคนที่แบบรับความเสี่ยงแทนชนชั้นนายทุนทั้งหมด

“ทัศนคติที่กลัวการเสียภาษีมาก กลัวการเสียผลประโยชน์จริงๆ ก็มีเหตุมีผล เพราะเขาไม่เชื่อว่ามันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ และพื้นที่ข้างล่างของไทยมันน่ากลัวมาก ถ้าคุณต้องเป็นชนชั้นล่างของประเทศไทย มันไม่มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผมเคยทำวิจัยในพื้นที่ชุมชนแออัดเกี่ยวกับแรงงานอพยพ ไม่มีแรงงานอพยพคนไหนที่อยากอยู่ที่นี่ตลอดไป เขาตั้งเป้าอยู่ประเทศไทยแค่ 5-7 ปี คนจนในประเทศไม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าของประเทศนี้ พอพื้นที่ข้างล่างมันน่ากลัว ครั้นเราจะหวังพึ่งทางการเมืองเราก็มีรัฐประหาทุก 7-8 ปี การเกิดรัฐประหารบ่อยทำให้ความเป็นไปได้ต่างๆ มันหายไปด้วย ถ้าไม่มีรัฐประหารตั้งแต่ปี 49 ผมเชื่อว่าจะมีความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจมากกว่านี้” ษัษฐรัมย์กล่าว

เขาเสริมว่า ความเชื่อเรื่องการเลื่อนลำดับทางชนชั้นทางการศึกษาของประเทศไทยไม่ใช่ของจริง มันเป็นเพียงการยืนยันสถานะของคนที่มีอยู่แล้ว เราต้องต้านรัฐประหารและทำลายมายาคติว่าข้างล่างมันน่ากลัวและเราต้องเอาตัวรอด

เสียภาษีสร้างรัฐสวัสดิการกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ซื้อประกันกับเอกชนคุณจะยิ่งจนลง

ษัษฐรัมย์เริ่มจากการยกตัวอย่างธุรกิจที่สามารถทำได้ เช่น ธุรกิจภาพยนตร์ การท่องเที่ยว หรือการบันเทิง แต่มีหลายอย่างที่ไม่ควรเป็นธุรกิจ เช่น เรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาล การประกัน

“พอคำนวณออกมาในประเทศที่ให้เอกชนเข้ามาทำปรากฎว่าค่าใช้จ่ายในการที่ต้องซื้อประกันมันสูงขึ้นทุกปี เพราะในสูตรการประกันก็จะมีพรีเมี่ยมมากขึ้นๆ และคุณต้องจ่ายแพงมากขึ้นๆ ทำงานหนักมากขึ้น และผลที่ออกมาในท้ายที่สุดคุณก็จะพบว่าบริษัทประกันก็จะรวยขึ้น กลุ่มทุนโรงพยาบาลก็จะรวยมากขึ้น เจ้าของบริษัทที่คุณเป็นลูกจ้างก็จะรวยมากขึ้น ภายใต้โมเดลนี้คนที่จนลงคือคุณ เพราะคุณต้องทำงานหนักและซื้อประกันแพงมากขึ้น แต่เมื่อดูประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการจะพบว่าเป็นประเทศที่เสียภาษีสูงมาก เช่น สวีเดนเสียภาษีเงินได้สูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ มี capital gains tax หรือการขายหุ้นในตลาดหุ้นเสียภาษี 28 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมืองไทยไม่มีเลย ถ้าเก็บภาษีเยอะก็ยิ่งต้องจนใช่ไหม คำตอบคือไม่ใช่ ประเทศพวกนี้มีดัชนีกำลังการซื้อของคนสูง มีดัชนีเสรีภาพสูง มีดัชนีทางด้านวัฒนธรรม คือคนมีรสนิยม เพราะคนมีเงิน ไม่ต้องคิดว่าจะเก็บเงินไปส่งลูกเรียนอินเตอร์ ดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า คนมีทางเลือกมากขึ้น

“งานวิจัยของอ.เดชรัตน์ สุขกำเนิด บอกว่าคนไทยมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่าย 70 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนหมดไปกับค่ากิน ซึ่งด้านหนึ่งมันเป็นปัจจัยพื้นฐานมาก จนทำให้คุณไม่สามารถไปซื้อตั๋วดูละครเวที มาฟังเสวนา หรือออกไปเที่ยว ตัวเลขรายได้ของคนไทยจึงต่ำมากจนเงินที่ได้มาหมดไปกับเรื่องปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่ขณะที่คนรวยในประเทศหมดค่าใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยว

“ถ้าเทียบกับประเทศที่มีเงินเช่น สหรัฐอเมริกาซึ่งพร่ำบอกเรื่องอเมริกันดรีม การเลื่อนลำดับทางชนชั้น คนมีเสรีภาพ แต่เป็นประเทศที่มีสวัสดิการต่ำ เมื่อคิดตัวเลขดัชนีการเลื่อนลำดับชั้นทางสังคม เช่นถ้าคุณเกิดมาใน 20 เปอร์เซ็นต์ที่จนมีโอกาสสูงแค่ไหนที่คุณจะจบฐานะในการเป็น 20 เปอร์เซ็นต์จนเหมือนเดิม ปรากฎว่ามีโอกาสสูง 60-70 เปอร์เซ็นต์ที่จะอยู่ในฐานะแบบเดิม แต่ประเทศที่มีรัฐสวัสดิการคนจะไม่ถูกขังเรื่องชาติกำเนิด และมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น แม้สหรัฐอเมริกาจะมีสวัสดิการสำหรับคนจน แต่ก็หมดค่าใช้จ่ายไปกับการจ้างพนักงานมาพิสูจน์ความจนเหมือนกับไทย การคอร์รัปชั่นเงินคนจน ซึ่งเป็นกระบวนการที่เสียค่าใช้จ่ายและคนไม่ได้ประโยชน์โดยตรง” ษัษฐรัมย์กล่าว

ใช้เงิน 4-5 แสนล้านบาทต่อปี สร้างรัฐสวัสดิการ ที่เด็กได้เงินตั้งแต่เกิดเดือนละ 2,000 บาท

ษัษฐรัมย์ได้ชี้ตัวเลขว่า การเก็บภาษีในไทยที่จะทำให้ไทยก้าวสู่รัฐสวัสดิการครบวงจรแบบกลุ่มประเทศนอร์ดิกนั้นใช้ภาษี 4-5 แสนล้านบาทต่อปีเท่านั้น งบประมาณรายจ่ายประจำปีของเราอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท งบกลาโหมอยู่ที่ 2 แสนกว่าล้านบาท และยังมีงบด้านอื่นที่ถูกใช้ไปในกลุ่มเฉพาะ เช่น การอุดหนุนราคาข้าว ราคายาง แต่ถ้าเราสามารถปรับงบประมาณเหล่านี้ได้เพื่อให้ไทยมีรัฐสวัสดิการ โดยที่ในระยะแรกอาจจะยังไม่กระทบเงินการคลังด้วยซ้ำไปแต่ก็มีฐานภาษีบางอย่างที่จำเป็นต้องเก็บแล้วเรายังไม่ได้เก็บ และเป็นเรื่องของการลดอำนาจทางการเมืองและอำนาจทางเศรษฐกิจด้วยเช่น ภาษีที่ดินของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ภาษีมรดก

เขาสมมติว่าด้วยเงินจำนวนนั้น เด็กทุกคนที่เกิดมาจะมีเงินเดือนเดือนละ 2,000 บาท จนอายุ 18 ปี เรียนมหาวิทยาลัยได้รับเงินเดือนต่อ มาทำงานปรับเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มจะสามารถมีบำนาญได้สูงสุด 15,000 บาทต่อเดือน จากปัจจุบันอยู่ที่ 7,700 บาท และมีเบี้ยผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 2,500 บาท ซึ่งเท่ากับเส้นความยากจนโดยเฉลี่ย การปรับตัวเลขเหล่านี้ใช้เงินเพียง 4-5 แสนล้านบาทต่อปีเท่านั้น คิดแล้วเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายประจำปี

ในขณะที่บัตรทองหากเราสามารถขยับตัวเลขขึ้นได้ จาก 3,000 บาทต่อหัวไปที่ 5,000 บาทต่อหัว ซึ่งเป็นการจูงใจให้โรงพยาบาลต่างๆ รับคนไข้สิทธิบัตรทองมากขึ้น แน่นอนว่าต้องมีการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นในระยะยาว

“มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ แต่ความเป็นไปได้ทางการเมืองเรากำลังต่อสู้กับ 40 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยที่เป็นชนชั้นกลางและไต่ขึ้นไปได้ 40 เปอร์เซ็นต์นี้ไม่ลำบากมาก เพราะความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจกำลังอยู่หน้าปากประตูเขา เขาต้องเก็บเงินส่งลูกเรียนอินเตอร์เพราะเชื่อว่าจะเป็นการเลื่อนลำดับทางชนชั้นได้ เขาต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกพ้นจากสังคมที่มันเส็งเคร็ง เพราะเขารู้สึกว่าข้างล่างมันน่ากลัวมาก แต่ถ้าเราทำให้สังคมรู้สึกปลอดภัย คนรวยคนจนคนชนชั้นกลางใช้ระบบประกันสุขภาพอันเดียวกัน ส่งลูกเรียนที่เดียวกันได้ อยู่ในชุมชนคนแก่แบบเดียวกันได้ ความเหลี่ยมล้ำ แตกต่าง ขัดแย้งระหว่างชนชั้นจะน้อยลง” ษัษฐรัมย์กล่าว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

เมย์เดย์ปีนี้ 'สมานฉันท์แรงงาน' ไม่ร้องเพิ่ม ทวงประยุทธ์ 10 ข้อปีที่แล้ว ทำให้ได้ก่อน

Wed, 04/25/2018 - 17:03

'สมานฉันท์แรงงาน-สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ' ร้องประยุทธ์ ทำตามข้อเรียกร้อง 10 ข้อปีที่แล้วให้ได้ เผยขบวนวันกรรมกรสากลปีนี้ รณรงค์พรรคการเมืองของคนงาน และการเลือกตั้งโดยเร็ว 

25 เม.ย.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ ตัวแทนคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล 

สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานว่า สาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน คสรท. และเลขาธิการ สรส. ระบุ ปีนี้คณะทำงานจัดงานวันกรรมกรสากล คสรท.และสรส. มีมติร่วมกันว่าจะเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังทำเนียบรัฐบาล เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ หรือ วันกรรมกรสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 1 พ.ค. ของทุกปี และได้มีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว แต่ในปีนี้จะไม่มีการยื่นข้อเรียกร้องใหม่ต่อรัฐบาล แต่จะเป็นการทวงถามข้อเรียกร้องเดิม จำนวน 10 ข้อ ตั้งแต่ปี 2560 เพราะยังไม่มีข้อใดได้รับการแก้ไข อาทิ ค่าจ้างแรงงานเท่ากันทั้งประเทศ ประกันสังคมไม่ได้ครอบคลุมการรักษาทุกโรค และปัญหาของแรงงานยังมีความรุนแรงมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวประชาไท สอบถาม ธนพร วิจันทร์ รองประธาน คสรท.เปิดเผยว่า ข้อเรียกร้องปีนี้เป็นการทวงถามข้อเรียกร้องเดิม จำนวน 10 ข้อ ตั้งแต่ปีที่แล้ว สำหรับค่าจ้างนั้นเราเรียกร้องค่าจ้างที่เป็นธรรมที่สามารถเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวได้อีก 2 คน 

สำหรับคำถามที่ว่า หากปีนี้รัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องอีกจะดำเนินการย่างไรต่อนั้น รองประธาน คสรท. กล่าวว่า มันต้องขับเคลื่อนต่อไป คสรท. เราอาจต้องยกระดับวิธีคิดของคนงาน จากข้อเรียกร้องที่ผ่านมามันไม่ได้รับการแก้ไข ทุกวันนี้เราไปร้องขอเขา ทั้งรัฐบาลที่มาจากทุนหรือทหาร ที่ไม่ทำให้เรา ซึ่งทุกวันนี้ก็ยิ่งแย่เข้าไปอีก    ธนพร กว่าวว่า สิ่งหนึ่งที่คนงานมองคือเรื่องของพรรคการเมือง เนื่องจากในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการก็มีพรรคการเมืองของคนงาน รวมทั้งสถานการณ์ตอนนี้ที่มีทั้ง เศรษฐกิจ 4.0 ซึ่งอาจส่งผลให้คนงานตกงานมากขึ้น ดังนั้นวันนี้คนงานควรมองประเด็นนอกโรงงาน เรื่องพรรคการเมืองมากขึ้น ไม่ใช่แค่พิธีกรรมวันกรรมกรสากลเท่านั้น ไม่ว่าคนงานเสื้อสีแดงสีเหลือง โดยที่ขบวนกรรมกรสากลปีนี้ คสรท. จะรณรงค์พรรคการเมืองของคนงาน และการเลือกตั้งโดยเร็ว และจะชี้ให้เห็นทางเลือกทางการเมืองที่นอกจากทหารหรือนักการเมืองที่มาจับมือกับทหาร   สำหรับข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ประกอบด้วย 1.รัฐต้องจัดให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ 2.รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน 3.ต้องใช้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ไอแอลโอ จำนวน 3 ฉบับ เกี่ยวกับเสรีภาพและการคุ้มครองสิทธิของแรงงาน 4.รัฐต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนารัฐวิสาหกิจให้บริการดี มีคุณภาพ อาทิ ยกเลิกการแปรรูปและแปลงภาพทุกรูปแบบ 5.รัฐต้องยกเลิกนโยบายลดสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจและครอบครัว 6.รัฐต้องปฏิรูประบบประกันสังคม อาทิ ให้โครงสร้างการบริหารสำนักงานประกันสังคมเป็นอิสระ เพิ่มสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน และผู้ชราภาพ และให้มีการจ่ายเงินสมทบในสัดส่วนเท่ากันระหว่างรัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง 7.รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและใช้กฎหมายเคร่งครัดกรณีไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย 8.รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุนโดยให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันคุ้มครองสิทธิแรงงาน อาทิ ชดเชยให้แก่ลูกจ้างกรณีเลิกจ้างหรือเลิกกิจการ 9.รัฐต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนากลไกเข้าถึงสิทธิ์ ในด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมการทำงาน และ10.รัฐต้องจัดสรรงบให้กับสถาบันความปลอดภัยฯเพื่อใช้บริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพ   ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

อัด 'ไทยนิยม' ไม่ยั่งยืน จี้หยุดรัฐสงเคราะห์ ชูรัฐสวัสดิการแก้เหลื่อมล้ำได้ยั่งยืน

Wed, 04/25/2018 - 14:26

ภาคประชาชน วิจารณ์ยับ ไทยนิยมไม่ยั่งยืน หยุดรัฐสงเคราะห์ เชื่อทำให้ประชาชนพึ่งตัวเองไม่ได้ ชูรัฐสวัสดิการแก้เหลื่อมล้ำได้ยั่งยืน

25 เม.ย. 2561 รายงานข่าวแจ้งว่า เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ จัดงานแถลงข่าว “ไทยนิยม” ไม่ยั่งยืน หยุดรัฐสงเคราะห์ เดินหน้ารัฐสวัสดิการ ประชาชนต้องมีบำนาญถ้วนหน้า ที่สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ให้สัมภาษณ์ว่า การดูแลประชาชนที่เป็นสวัสดิการโดยรัฐไม่อยู่ในแผนของรัฐเลย ในแผนปฏิรูปประเทศฉบับนี้ไม่มีเรื่องรัฐสวัสดิการ หรือบำนาญถ้วนหน้า สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่รัฐไม่สนใจดูแลประชาชน มองเพียงว่าเป็นภาระของประเทศ ซึ่งเป็นจุดอันตรายสำหรับสังคมสูงวัย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่คนในชาติแก่ก่อนรวย ทำให้การใช้ชีวิตยากลำบาก แต่รัฐกลับไม่ให้ความสำคัญต่อการจัดรัฐสวัสดิการ

“ประเทศนี้ไม่พร้อมดูแลคน แต่ออกนโยบายประชารัฐ ชวนเชื่อว่าว่ารัฐจะดูแลประชาชน โดยผูกไว้กับการเมือง การเลือกตั้ง ไม่ต่างอะไรกับนโยบายประชานิยม ซึ่งทำให้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าต้องเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาหัวหน้า คสช. ให้เป็นรัฐบาลต่อไป ไม่เช่นนั้นบัตรคนจนอาจหายไป โดยเราถูกหลอกเรื่องรัฐสวัสดิการผ่านนโยบายที่แอบแฝงหวังคะแนนเสียง ให้คนติดกับทางการเมือง ซึ่งนโยบายแบบนี้เป็นการสงเคราะห์ของรัฐ และเมื่อประเทศไม่มีทิศทางในการทำเรื่องรัฐสวัสดิการ การช่วยเหลือเป็นครั้งๆ หรือการเลือกว่าจะให้หรือไม่ให้ใคร ผ่านการใช้วิจารณญาณโดยอำนาจของราชการ ซึ่งไม่มีกลไกกำกับหรือตรวจสอบ เป็นต้นตอของการทุจริตเชิงนโยบาย และตัวเงิน เช่น มีการทุจริตเงินการศึกษาของเด็กมาเป็นเวลา 10 ปี” นิมิตร์กล่าว

ตัวแทนจากเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าวต่อไปว่า ประชาชนต้องลุกขึ้นมาสร้างรัฐสวัสดิการให้ได้ ผ่านการเข้าร่วมกลุ่มกับเครือข่ายฯ หรือร่วมกันตั้งคำถามกับผู้บริหารประเทศ ตัวแทนพรรคการเมือง หรือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศว่า วาระของประเทศที่จะเดินหน้าไปสู่รัฐสวัสดิการจะเป็นอย่างไร โดยต้องเห็นโจทย์นี้ร่วมกัน และหยุดการใช้เงินภาษีของประชาชนเป็นเบี้ยหัวแตก แต่ต้องมีทิศทางและมีประสิทธิภาพ

"ในเฉพาะหน้านี้ พวกเราจะร่วมกันคัดค้านแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีด้านสาธารณสุขที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ที่มีนัยยะทำลายระบบบัตรทอง ทำลายการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแทนที่ด้วยระบบราชการล้าหลังที่ต้องการดึงระบบสวัสดิการให้ถอยหลังเป็นระบบสงเคราะห์" นิมิตร์ กล่าว

นุชนารถ แท่นทอง ตัวแทนจากเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวถึงกรณีของการให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐแก่ผู้มีรายได้น้อยว่า นโยบายเช่นนี้ไม่ถือเป็นรัฐสวัสดิการ แต่เป็นการสงเคราะห์และจัดประเภท หมวดหมู่ แบ่งชนชั้นคน เพื่อให้สังคมรู้ว่าคนนี้จน คนนี้มีเงิน ซึ่งการสงเคราะห์ของรัฐทำให้ประชาชนขาดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

“บัตรคนจนทำให้เกิดความขัดแย้ง คนจนจริงไม่ได้บัตร ส่วนบางครอบครัวได้บัตรหลายใบ ซึ่งสะท้อนการทำงานของรัฐที่ไม่ได้มีมาตรฐานตรวจสอบ เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แทนที่จะสนับสนุนรัฐสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว เช่น ด้านการศึกษา สาธารณสุขให้ดีขึ้น หรือเพิ่มการเข้าถึงสาธารณูปโภคที่ประชาชนควรได้รับ มากกว่าการแจกจ่ายเงิน ที่เหมือนการหาเสียง หรือประชานิยม โดยไม่มีมาตรการตรวจสอบ” ตัวแทนจากเครือข่ายสลัมสี่ภาคกล่าว

นุชนารถ เสนอว่า สวัสดิการที่รัฐจะให้ควรเป็นแบบถ้วนหน้า เพราะแนวคิดแบบรัฐสงเคราะห์นั้นไม่ยั่งยืน คือ พอมีเงินก็สงเคราะห์ ไม่มีเงินก็ไม่สงเคราะห์ ซึ่งเราไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้ประชาชนไม่เติบโต พึ่งพาตัวเองไม่ได้ อยู่อย่างไม่มีศักดิ์ศรี และเกิดความเหลื่อมล้ำ ทั้งนี้ รัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าจะเกิดได้ถ้าให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการทำรัฐสวัสดิการ ไม่ใช่คิดนโยบายมาจากรัฐ

ชุลีพร ด้วงฉิม ตัวแทนจากกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ให้ความเห็นว่า โครงการไทยนิยมยั่งยืน มีวัตถุประสงค์หลักของโครงการฯ คือ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้พ้นจากความยากจน โดยการนำเงินงบประมาณลงชุมชน ซึ่งโครงการนี้ต่อยอดจากโครงการประชารัฐเดิม แต่อย่างไรก็ดี ได้มีการประเมินไหมว่าโครงการนั้นเกิดความยั่งยืนแค่ไหน และจะลดความเหลื่อมล้ำ หรือทำให้ประชาชนพ้นจากความยากจนได้อย่างไร

“โครงการไทยนิยมใช้งบประมาณมหาศาล คือ มีงบประมาณ 200,000 บาท ลงชุมชนกว่า 80,000 แห่งทั่วประเทศ และมีการตั้งคณะกรรมการเกือบ 8,000 คณะ ซึ่งค่าบริหารจัดการโครงการอีกเท่าไหร่ ถึงแม้จะมีการทำเวทีประชาคม แต่เมื่อการรับรู้ของคนในชุมชนไม่ทั่วถึง การมีส่วนร่วมก็ไม่เกิด บางโครงการชาวบ้านไมได้จับเงินเลย จากการจัดซื้อจัดจ้างสิ่งของ เช่น สร้างสนามกีฬา ซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกาย เหล่านี้ล้วนซ้ำรอยโครงการเดิมๆ ที่สุดสนามก็รกร้าง  แบบนี้แก้ปัญหาความยากจนได้ไหม ยั่งยืนตรงไหน คุณภาพของประชาชนจะดีขึ้นอย่างไร” ชุลีพร กล่าว

ตัวแทนจากกลุ่มคนรักหลักประกันฯ เสนอว่า รัฐสามารถนำเอางบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนเช่นนี้ลงไปในระบบหลักประกันสุขภาพ หรือทำเรื่องบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าให้กับผู้สูงอายุทุกคน ให้พ้นจากเส้นความยากจน หรือส่งเสริมเรื่องการศึกษา ซึ่งหากทำเช่นนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์โดยตรงจากรัฐสวัสดิการ เงินจะถึงประชาชนจริง และเกิดประโยชน์จริง พร้อมหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

กก.พิจารณา ก.ม.ตำรวจฯ จ่อโอนงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำรวจให้ท้องถิ่น

Wed, 04/25/2018 - 11:56
คณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เตรียมแยกภารกิจหลักของตำรวจให้ชัด ขณะงานสืบสวนสอบสวน ยังเป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจ พร้อมพิจารณาแยกงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำรวจออก เช่น งานทะเบียน งานจราจร โอนให้ อปท.

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. .... กล่าวถึงผลการประชุมเมื่อวันที่ 23 เม.ย.61 ว่า ได้พิจารณาถึงปัญหาภารกิจของตำรวจที่มีปริมาณงานจำนวนมาก คณะกรรมการฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะมีแนวทางที่จะแยกงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำรวจออก เช่น งานทะเบียน และงานจราจร เป็นต้นโดยเห็นว่าควรทยอยถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ที่มีความพร้อมไปดำเนินการต่อแต่ยังให้ตำรวจรับผิดชอบงานหลักอยู่จากนั้นจะมีการพิจารณาต่อไปว่าจะต้องมีการปรับโครงสร้างของตำรวจให้สอดคล้องกับภารกิจของตำรวจได้อย่างไรส่วนเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนั้นเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งคณะกรรมการฯ กำลังพิจารณาว่ามีภารกิจใดบ้างที่สามารถโยกย้ายได้แล้วไม่เกิดความเสียหาย ขณะที่งานสืบสวนสอบสวน ยังเป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจ เนื่องจากต้องทำควบคู่ไปกับการป้องกันและปราบปราม แต่จะแยกให้ชัดเจนขึ้น โดยมีการจัดทำคุณลักษณะเฉพาะของพนักงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระไม่ให้ถูกแทรกแซงการทำงานจากผู้บังคับบัญชา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพนักงานสอบสวนมีจำนวนไม่เพียงพอ แต่หากสามารถตัดภารกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลักของตำรวจออกไปก็จะสามารถจัดสรรกำลังพลไปเป็นพนักงานสอบสวนเพิ่มได้

มีชัย กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ว่า ก่อนหน้านี้ข้อเสนอให้ปฏิรูปตำรวจให้มีอิสระในการทำงาน แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าต้องทำอย่างไร ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ จะนำรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) และผู้ที่ศึกษาก่อนหน้านี้ มาพิจารณาประกอบการจัดทำร่างกฎหมายให้มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายประมาณ 2-3 เดือนและส่งให้รัฐบาลพิจารณาก่อนส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะประกาศใช้ไม่ทันการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในปีนี้ จึงต้องใช้หลักอาวุโสมาพิจารณาเป็นหลักไปก่อน

คำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 2 ซึ่งมี มีชัย เป็นประธาน ดังกล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเน้นไปที่การถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่งานตำรวจแท้เป็นหลัก และมีข้อสรุปเป็นพื้นฐานว่า แก่นแท้ของงานตำรวจ คือ การรักษาความสงบเรียบร้อย การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การนำบุคคลที่กระทำความผิดทางอาญามาสู่กระบวนการยุติธรรม ถือเป็นงานหลักที่ต้องรักษาไว้ ส่วนงานที่นอกเหนือไปจากนี้ที่มีลักษณะเป็นงานบริการประชาชน งานทะเบียน งานจัดระเบียบอื่น ๆ อาทิ งานจราจร ถือเป็นงานรอง สมควรถ่ายโอนภารกิจให้หน่วยงานอื่นได้กระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม เพื่อให้องค์กรตำรวจกระชับตัวลงและกำลังพลที่มีอยู่สามารถรองรับงานหลักได้เต็มที่

คำนูณ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการจะถ่ายโอนภารกิจของตำรวจดังกล่าว ต้องไม่สร้างความกระทบกระเทือนให้แก่ประชาชน และต้องไม่สร้างภาระแก่งบประมาณแผ่นดินมากเกินไป ทั้งนี้การถ่ายโอนภารกิจในความหมายนี้ จึงไม่ใช่การถ่ายโอนงานสอบสวนคดีอาญาบางประเภทที่ต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางไปให้หน่วยงานอื่นที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านนั้น และปัจจุบันตำรวจทำงานด้านสืบสวนสอบสวนอยู่แล้วและมีอำนาจจับกุม หากถ่ายโอนให้หน่วยงานอื่น จะทำให้มีหน่วยงานสอบสวนเพิ่มขึ้นใหม่อีกเป็นจำนวนมากอยู่ต่างสังกัดกัน จะเป็นการสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก

“หากทำเช่นนั้นอาจเป็นการสร้างนรกให้กับประชาชน หรือทำให้ประชาชนประสบสภาวะหนีเสือประจรเข้ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างสูง งานสอบสวนคดีอาญาที่ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง อาจยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นได้ โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในแต่ละด้านนั้นมาเป็นที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยของพนักงานสอบสวน จะมีการแบ่งอำนาจการบังคับใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาที่เป็นเรื่องเฉพาะของท้องถิ่นจริง ๆ อาทิ งานสาธารณสุข งานควบคุมอาคาร ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม” คำนูณ กล่าว

โฆษกคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้พิจารณาการลดจำนวนของความผิดที่มีโทษทางอาญาที่มีอยู่ในกฎหมายฉบับต่าง ๆ ได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 และบรรจุอยู่ในแผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายอยู่แล้ว โดยจะมีการยกเลิกโทษทางอาญาสำหรับความผิดที่ไม่ร้ายแรง หรือให้มีการเปลี่ยนโทษปรับทางอาญาเป็นโทษปรับทางปกครองแทน ซึ่งเมื่อกระทำสำเร็จ จะเป็นการลดภารกิจที่ไม่จำเป็นของตำรวจไปด้วยอีกทางหนึ่ง และเมื่อรู้ภารกิจหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณากำหนดโครงสร้างองค์กร

 

ที่มา เว็บไซต์วิทยุรัฐสภาและสำนักข่าวไทย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

ชำนาญ จันทร์เรือง: หน้าที่ของพรรคการเมือง

Wed, 04/25/2018 - 11:49

 

ชำนาญ จันทร์เรือง

 

ในการเปิดโอกาสให้มีการจดแจ้งพรรคการเมืองต่อ กกต.ในช่วงเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา มีกลุ่มการเมืองยื่นเสนอความจำนงถึง 97 พรรค แต่คงมีไม่กี่พรรคที่จะผ่านขั้นตอนการเป็นพรรคโดยสมบูรณ์และลงสนามการเลือกตั้ง หลายคนสงสัยว่ากลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองทั้งที่มีอยู่แล้วและที่สิ้นสภาพไปนั้นมีหน้าที่อะไรกันแน่จึงได้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมาย และก็สิ้นสภาพไปอย่างมากมายเช่นกันด้วยเหตุแห่งการไม่ได้ทำหน้าที่ของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง


พรรคการเมือง (political party) คืออะไร

พรรคการเมือง (political party) มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินว่า Par (คำเดียวกับที่ใช้ในสนามกอล์ฟนั่นแหละครับ) ซึ่งแปลว่า “ส่วน” พรรคการเมืองจึงหมายถึงส่วนของประชาชนในประเทศที่แยกเป็นส่วนๆตามความคิดเห็นและประโยชน์ได้เสียทางการเมือง

ในทางทฤษฎีแล้วพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในระบบการเมือง เพราะพรรคการเมืองเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยคนจำนวนมากที่มีภารกิจที่จะไปสู่จุดหมายเดียวกัน พรรคการเมืองเป็นสื่อกลางที่จะเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และพรรคการเมืองเป็นเครื่องมือสำคัญที่ชักนำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง พรรคการเมืองเป็นผู้รวบรวมผลประโยชน์ของประชาชนมาเป็นนโยบายของพรรคตน ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งคนใดเห็นด้วยกับนโยบายของพรรคการเมืองใดก็จะเลือกพรรคการเมืองนั้นเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของตนในรัฐสภา แต่ในความเป็นจริงแล้วในระบอบการเมืองไทยที่ผ่านมาพรรคการเมืองไทยแทบจะไม่ได้ทำหน้าที่ที่กล่าวมานี้เลย


หน้าที่ของพรรคการเมือง

ในเรื่องนี้อาจารย์ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับหน้าที่ของพรรคการเมืองในหนังสือ “รัฐศาสตร์” ซึ่งผมใช้เป็นตำราประกอบการสอนและเขียนบทความมาโดยตลอดอย่างยาวนานกว่าสิบปีว่า

1.ประกาศหรือแถลงนโยบายหลักของพรรคการเมือง เพื่อที่ประชาชนจะได้นำไปศึกษาพิจารณา เพื่อตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง

2.ปลุกเร้าและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งพรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการสร้างหรือปลุกเร้าความคิดความเห็นทางการเมืองของประชาชน

3.ส่งผู้แทนเข้าสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้ง

   ซึ่งในเรื่องนี้ผมมีข้อสังเกตว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 91 (5) บัญญัติไว้ว่าหากพรรคการเมืองใดไม่ส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไปสองครั้งติดต่อกันหรือเป็นระยะเวลาแปดปีติดต่อกัน สุดแต่ระยะเวลาใดจะยาวกว่ากัน พรรคการเมืองนั้นเป็นอันสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ฉะนั้น พรรคการเมืองใดที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่มีการส่งสมาชิกลงเลือกตั้งจึงมิใช่พรรคการเมืองทั้งทางทฤษฎีรัฐศาสตร์และทางกฎหมาย

4.จัดตั้งรัฐบาลหากได้รับเสียงข้างมากในสภาฯและปฏิบัติภารกิจตามนโยบายที่ได้วางไว้

5.ควบคุมรัฐบาลหากไม่สามารถได้เสียงข้างมากในสภาฯก็ทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน คอยควบคุมการทำงานของรัฐบาล โดยการตั้งกระทู้ถามหรือเสนอญัตติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเป็นรายกระทรวงหรือคณะ นอกจากนี้ยังสามารถวิจารณ์การทำงานการทำงานของรัฐบาลผ่านทางสื่อมวลชน การประชุมสัมมนา และช่องทางอื่นๆเพื่อมิให้รัฐบาลใช้อำนาจตามอำเภอใจ

6.ประสานระหว่างกลุ่มผลประโยชน์กับรัฐบาล โดยการพยายามเสนอข้อเสนอของกลุ่มผลประโยชน์ของตนเอง และไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ให้ได้เพื่อผลประโยชน์ของชาติ และในขณะเดียวกันต้องไม่ขัดกับผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองให้ได้มาที่สุด

ในความเป็นจริงสำหรับการเมืองไทยเรา พรรคการเมืองไทยแทบจะไม่ได้ทำหน้าที่ที่พึงกระทำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามข้อ 5 และข้อ 6 เพราะแต่ละพรรคต่างก็มุ่งที่จะเป็นพรรครัฐบาล จนมีคำกล่าวได้ว่าพรรคการเมืองมีเพียง “พรรครัฐบาล”กับ “พรรครอร่วมรัฐบาล”เท่านั้น หรือไม่เช่นนั้นเมื่อเป็นพรรคฝ่ายค้านแทนที่จะทำหน้าที่ “ฝ่ายค้าน”อย่างสร้างสรรค์แต่กลับทำหน้าที่เป็น “ฝ่ายแค้น”แทน    

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของพรรคการเมืองกันอย่างมาก บางคนเข้าใจว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่ฝากลูกฝากหลานเข้าโรงเรียน บางคนเข้าใจว่าพรรคการมีหน้าที่ฝากลูกฝากหลานเข้าทำงานราชการ ฯลฯ แต่ก็อย่างว่าที่ผ่านมาพรรคการเมืองไทยเราก็มักจะสร้างความเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ

อย่างไรก็ตามขนบธรรมเนียมของไทยเราเวลามีงานประเพณี งานบวช งานแต่ง งานตาย กฐิน ผ้าป่า ฯลฯ ผู้คนก็หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากพรรคการเมืองหรือนักการเมืองในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่ไม่ใช่ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศกำหนดวันเลือกตั้งแล้วย่อมเป็นสิ่งที่ต้องระวังเพราะแทนที่จะได้บุญกลับจะกลายเป็นโทษแทน

เมื่อเราเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของพรรคการเมืองที่แท้จริงแล้ว ก็ไม่ยากที่เราจะพิจารณาว่าเราจะเลือกใครหรือพรรคการเมืองใดเข้าไปทำหน้าที่แทนเราในสภาฯ  หมดยุคการเมืองแบบเก่าๆที่ใช้วิธีการกำหนดนโยบายพรรคไว้อย่างสวยหรูแต่ไม่ทำตาม หมดยุคของการที่จะโน้มน้าวให้ประชาชนมาเลือกพรรคหรือสมาชิกของตนด้วยวิธีการใส่ร้ายป้ายสี โดยหันมาเสนอนโยบายหรือวิธีการที่จะบรรลุนโยบายที่วางไว้ว่ามีอะไรและจะทำอย่างไร และกรณีที่จะต้องมีการใช้เงินหรือค่าใช้จ่าย ก็ต้องบอกด้วยว่าจะเอางบประมาณมาจากไหน อย่างไร

ประชาธิปไตยเราก่อกำเนิดมาตั้ง ๒๔๗๕ มีการสะดุดหยุดลงหลายครั้งด้วยการรัฐประหาร ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเมืองไทยไม่พัฒนา แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบพรรคการเมืองแบบเก่าๆก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยเราไม่พัฒนาไปเท่าที่ควรเช่นกัน

หากระบบพรรคการเมืองเข้มแข็งทั้งประชาชนและพรรคต่างรู้หน้าที่ที่แท้จริงของพรรคการเมือง การรัฐประหารย่อมเกิดขึ้นได้ยากหรือหมดสิ้นไป เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองของโลกเราที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าในที่สุดแล้ว ballots (บัตรเลือกตั้ง) จะชนะ bullets (กระสุนปืนหรือการยึดอำนาจด้วยอาวุธ) เสมอ

 

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 25 เมษายน 2561

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

คสช. ใช้ ม.44 ออกคำสั่งยุติการสรรหาคณะกรรมการ กสทช. และเตรียมหนุนทีวีดิจิทัล

Wed, 04/25/2018 - 10:37

ราชกิจจานุเบกษาเผยคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 7/2561 สั่งยกเลิก และระงับกระบวนการสรรหาคัดเลือกคณะกรรมการ กสทช. ชี้ การคัดเลือกรอบก่อนไม่เป็นไปตามกฎหมายที่ต้องการคนมีความรู้ ความสามารถ ด้านโฆษกนายกฯ เผย คสช. เตรียมใช้ ม.44 หนุนทีวีดิจิทัล

25 เม.ย. 2561 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 7/2561 เรื่อง การยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคล เพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยระบุถึงกระบวนการสรรหาครั้งก่อนหน้าว่าไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ของกฎหมายที่ต้องการคนมีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งยังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ผ่านการสรรหา จึงเห็นว่าควรให้มีการระงับกระบวนการสรรหา และให้คณะกรรมการชุดปัจจุบันปฏิบัติหน้าไปพลางก่อน พร้อมสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาคัดเลือกรีบหาทางแก้ไขปัญหา (อ่านรายละเอียดคำสั่งด้านล่าง)

แฟ้มภาพ

ขณะที่เมื่อวานนี้ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม คสช.ได้พิจารณาแนวทางความช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล โดยมี 13 บริษัท จาก 22 บริษัทที่ประกอบการทีวีดิจิทัล ได้มีหนังสือร้องขอมาที่ คสช. และบางส่วนส่งเรื่องไปยัง กสทช. เพื่อขอความช่วยเหลือจากการประกอบกิจการ อาทิ บางกอกมีเดีย ,ไทยรัฐทีวี ,อัมรินทร์ ทีวี , จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ 2 ช่อง ,เนชั่น ทีสี ,วอยซ์ทีวี ,เดลินิวส์ ,ทีเอ็นเอ็น 24 , สปริงนิวส์ ขณะที่ บีอีซี 3 ช่อง , อสมท 2 ช่อง ,อาร์เอส , โมโน ,ช่อง 7 และเวิร์คพอยท์ ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือเข้ามา สำหรับปัญหาที่พบในขณะนี้ คือ การชำระค่างวดที่เหลือ 5 งวด ตามการช่วยเหลือให้ขยายเวลาชำระก่อนหน้านี้ คือ ปี 2561 / 2562 / 2563 / 2564 และ 2565 เพื่อสภาพคล่องต่อการทำธุรกิจ ซึ่งในปี 2561 นั้น ประสบปัญหา ไม่มีงบประมาณ

พล.ท.สรรเสริญ ระบุว่า ที่ประชุม คสช. ได้สรุปแนวทางเป็นมาตรการความช่วยเหลือเบื้องต้น 3 แนวทาง ประกอบด้วย

1.อนุญาตให้พักการชำระค่างวดได้ 3 งวด จาก 5 งวดที่เหลือ คือ งวดเดือน พ.ค. ปี 2561-2565 แต่จะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยนโยบาย ร้อยละ 1.5 ในช่วงการพักชำระดังกล่าวด้วย

2.กรณีการเช่าโครงข่ายจากระบบอนาล็อกเป็นดิจิทัลนั้น ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ 3 ราย ประกอบด้วย สถานีโทรทัศน์ไทยทีพีบีเอส ,บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5  โดย กสทช.จะให้การช่วยเหลือ คือ จ่ายเงินให้ครึ่งหนึ่ง เป็นระยะเวลา 2 ปี

และ 3.อนุญาตให้สามารถโอนใบอนุญาตต่อได้ ทั้งนี้ต้องนำแนวทางดังกล่าวไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมที่สุด ก่อนนำเสนอหัวหน้า คสช.พิจารณาเห็นชอบออกคำสั่งมาตรา 44 ต่อไป.

คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 7/2561

เรื่อง การยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคล เพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ตามที่ได้มีการตราพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560เพื่อปรับปรุง โครงสร้างและอํานาจหน้าที่ ตลอดจนกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รวมทั้งวิธีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคล เพื่อแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว แต่โดยที่ปรากฏว่าได้เกิดสภาพปัญหาในทางปฏิบัติเป็นอย่างมาก ทําให้การสรรหาและคัดเลือกบุคคลไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการสรรหา และคัดเลือกเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับปรากฏข้อร้องเรียนเป็นจํานวนมากเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ผ่านการสรรหา เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว จึงเป็นการสมควรที่จะต้องระงับ กระบวนการสรรหาและคัดเลือกไว้ก่อน เพื่อให้มีการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างรอบคอบและเหมาะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลที่มีคุณสมบัติและมีความสามารถที่เหมาะสมต่อการ ปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์แก่การปฏิรูปการกํากับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ และประชาชน

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 265ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557หัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งได้ดําเนินการอยู่ในวันก่อนวันที่ คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และให้ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติไว้ก่อน จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

ข้อ 2 ให้กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ยังคงดํารงตําแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่จําเป็น ไปพลางก่อนต่อไป ตามที่กําหนดในมาตรา 42แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ในระหว่างนี้หากกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติพ้นจากตําแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น

ข้อ 3 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการสรรหา และคัดเลือกเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ และดําเนินการให้มีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

ข้อ 4 ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบ แห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้

ข้อ 2 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 24เมษายน พุทธศักราช 2561

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ


 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics