ประชาไท - การเมือง

Subscribe to ประชาไท - การเมือง feed
Updated: 54 min 40 sec ago

ความสัมพันธ์ไทย-ภูฏาน: การค้า และวัฒนธรรม บนสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด

Tue, 07/17/2018 - 23:26

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก

 

 


ที่มา: http://www.bbs.bt/news/?p=83207

เป็นที่ทราบกันดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ไทยและภูฏานค่อนข้างมีความใกล้ชิด โดยเฉพาะความนับถือของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก (Jigme Khesar Namgyel Wangchuck) ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือรัชกาลที่ 9 ของไทย ในแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทั้งสองรัฐบาลต่างให้ความสำคัญและเป็นแบบแผนในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มันคงไม่มีอะไรมากนักหากผู้เขียนจะมาเล่าเรื่องสายสัมพันธ์เบื้องต้น เพราะคงเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว และสามารถหาอ่านได้ไม่ยากนัก แต่ในส่วนของบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนจะพาไปมองปรากฎการณ์ทางด้านความสัมพันธ์ทางด้านการทูต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมระหว่างไทยและภูฏาน ก่อนที่นายกรัฐมนตรีไทยจะเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กรกฎาคม

หากย้อนไปในประวัติศาสตร์พบว่าการถือกำเนิดความเป็นรัฐสมัยของภูฏาน เติบโตมาพร้อมกับการล่าอาณานิคมของจักรวรรดิตะวันตก การสถาปนาราชอาณาจักรภูฏานเป็นผลสำคัญจากการสนับสนุนของผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำประเทศอินเดีย เพื่อเป็นดินแดนเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างอังกฤษกับธิเบต อาณาจักรภูฏานก่อตั้งอย่างเป็นทางการภายหลังกษัตริย์อุกเยน วังชุก (Ugyen Wangchuck) สามารถเอาชนะตระกูลต่าง ๆ ในแว่นแคว้นภูฏานได้ทั้งหมด ในปี 1907 ความน่าสนใจคือภูฏานถือเป็นไม่กี่ประเทศในยุคอาณานิคมที่ไม่ถูกปกครอง เช่นเดียวกับเนปาล นับแต่นั้นเป็นต้นมาระบอบการปกครองของภูฏานก็อยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์เสมอมา กระทั่งปี 2008 ประเทศภูฏานได้เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้หนึ่งในประเทศที่มีบทบาทและสายสัมพันธ์ที่ดีที่สุดกับภูฏานเสมอมาคือประเทศอินเดีย โดยนับตั้งแต่อินเดียได้รับเอกราชในปี 1947 รัฐบาลอินเดียก็ได้มีการสานสัมพันธ์กับภูฏานอย่างต่อเนื่อง และมีความมุ่งหวังอย่างมากที่จะให้ภูฏานเป็นประเทศอธิปไตยสมบูรณ์ ภายหลังปัญหาการยึดครองธิเบตของจีน ทั้งนี้อินเดียและภูฏานได้ทำสนธิสัญญาพันธมิตรระหว่างกันขึ้น เพื่อเป็นการเกื้อหนุนให้ภูฏานหลุดพ้นจากความพยายามในการยึดครองดินแดนของจีน อย่างไรก็ตามกว่าภูฏานจะได้รับการยืนยันสิทธิความเป็นรัฐจากสหประชาชาติก็ล่วงเข้าสู่ปี 1971 ไปแล้ว หนึ่งในรายละเอียดสำคัญของเนื้อหาตามสนธิสัญญาที่ภูฏานทำไว้กับประเทศอินเดียในปี 1949 นั้นระบุไว้อย่างชัดเจนว่าแนวนโยบายต่างประเทศของภูฏานจะเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลอินเดียแนะนำ กล่าวกันว่านับตั้งแต่ปี 1949 รัฐบาลภุฏานแทบไม่มีโอกาสได้กำหนดแนวนโยบายต่างประเทศของตัวเองเลย เพราะติดปัญหาเรื่องสนธิสัญญาที่ได้ลงนามไว้กับอินเดีย ลักษณะดังกล่าวจึงส่งผลให้ภูฏานดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ฝักใฝ่อินเดียอย่างชัดเจนเสมอมา ถึงแม้ภูฏานจะมีพรมแดนติดกับจีนและมีข้อพิพาทกับจีนเสมอมา ภูฏานก็ไม่เคยเจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการกับประเทศจีน ส่งผลให้ภูฏานเป็นประเทศเพื่อนบ้านเดียวของจีนที่ไม่มีสถานทูตและการเจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการ

ในขณะที่ประเด็นด้านความมั่นคงนั้นก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันนักกับนโยบายต่างประเทศ เพราะปัจจุบัน ฐานทัพของกองทัพอินเดียจำนวนมากยังคงฐานที่มั่นอยู่ในประเทศภูฏาน โดยเฉพาะภายหลังจากเกิดปัญหาการยึดครองธิเบตของจีน ซึ่งยังผลให้ทั้งอินเดีย และภูฏานมีพรมแดนติดกับประเทศจีนไปโดยปริยาย นอกจากนี้การนำเข้าอาวุธสงครามของภูฏานเพื่อเสริมสร้างกองทัพยังคงเป็นเรื่องยากจากปัญหาเรื่องสนธิสัญญากับอินเดีย และเนื่องด้วยประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเลยิ่งทำให้ภูฏานต้องเอาใจใส่ต่อความสัมพันธ์กับอินเดียเป็นอย่างมากเสมอมา จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจของภูฏานโดยภาพรวมมากกว่าร้อยละ 80 มาจากการสนับสนุนและการทำการค้ากับประเทศอินเดีย เพราะภูฏานไม่สามารถส่งออกสินค้าไปทางด้านอื่นได้เลย

ถึงแม้ว่านโยบายต่างประเทศของภูฏานจะถูกครอบงำบางส่วนโดยรัฐบาลอินเดีย แต่ภูฏานก็
พยายามวางกรอบนโยบายของตนเอง เช่น ภูฏานจะไม่เจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจในสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทั้ง สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ จีน และรัสเซีย และนับตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา ภูฏานเริ่มวางนโยบายเพื่อเพิ่มสมดุลกับอินเดียมากยิ่งขึ้น โดยขยายการเจรจาความสัมพันธ์ไปยังหลากหลายประเทศ ในการนี้ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งใน 53 ประเทศ ที่ภูฏานมีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการด้วย ยิ่งไปกว่านั้นคือประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศที่รัฐบาลภูฏานจัดตั้งสถานเอกอัครราชทูตอย่างเป็นทางการ นอกเหนือจาก อินเดีย บังคลาเทศ และคูเวต ไทยจึงถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพิเศษอย่างมากกับประเทศภูฏาน ที่สำคัญกรุงเทพถือเป็นหนึ่งในเส้นทางการบินตรงของสายการบิน Druk Airline สายการบินแห่งชาติของภูฏานอีกด้วย


ภาพการเดินทางเยือนของนายกรัฐมนตรีภูฏานเพื่อเจรจาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และร่วมประชุมสัมมนาสหประชาชาติเนื่องในวันวิสาขบูชาประจำปี 2561
ที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของภูฏานทั้งในทางการเมืองและนโยบายต่างประเทศคือภายหลังปี 2007 เพราะมีเหตุการณ์สำคัญ 2 ประการ คือประการแรกรัฐบาลภูฏานตัดสินใจยื่นข้อเสนอไปยังรัฐบาลอินเดียในการขอแก้ไขสนธิสัญญามิตรภาพระหว่างสองประเทศโดยเฉพาะในส่วนเกี่ยวกับประเด็นนโยบายต่างประเทศ ที่ระบุว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศใด ๆ ของภูฏานจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำหรือให้ความเห็นจากรัฐบาลอินเดียด้วย นี่นำมาซึ่งการเปิดทางให้รัฐบาลภูฏานสามารถมีแนวนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นอิสระอย่างเป็นทางการ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ ภูฏานเริ่มมีการกำหนดนโยบายต่างประเทศของตนเองบ้างแล้วในช่วงสงครามเย็น และเป็นแนวทางที่ไม่สอดคล้องเท่าไหร่นักจากรัฐบาลอินเดีย เช่นประเด็นปัญหาเขมรแดงในกัมพูชา เป็นต้น ทั้งนี้การแก้ไขดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการภายหลังสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก (Jigme Singye Wangchuck) พระราชบิดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบันประกาศสละราชสมบัติ และเสนอให้มีการร่างรัฐธรรมนูญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองดังกล่าวเริ่มดำเนินการมานับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1990 ทั้งนี้รัฐธรรมนูญประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี 2007 นำมาซึ่งการเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ภูฏานในปี 2007 และ 2008 นี่ถือเป็นเหตุประการที่สองอันส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงท่าทีทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลภูฏานในเวลาต่อมา

ปัจจุบันประเทศไทยมีการตั้งสถานกงสุลใหญ่ประจำประเทศภูฏาน ภายใต้การดูแลของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและภูฏานมีร่วมกันในหลายลักษณะ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ทั้งสองที่ค่อนข้างมีความชัดเจนอย่างมาก เห็นได้จากการเสด็จเยือนระหว่างกันของทั้งราชวงศ์ไทยและราชวงศ์ภูฏานในโอกาสต่าง ๆ นอกจากนี้ความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองระหว่างรัฐบาลเองก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันแม้ว่าสายสัมพันธ์ทางการเมืองและการค้าระหว่างสองประเทศจะยังไม่มากนัก แต่ต้องยอมรับประเทศไทยได้ดุลการค้าจากประเทศภูฏานจำนวนมาก ภูฏานถือเป็นคู่ค้าลำดับที่ 166 ของประเทศไทย โดยมีมูลค่าการค้าราว 15.5 ล้านเหรียญ แต่มูลค่าการค้าเติบโตในแต่ละปีมากกว่าร้อยละ 38 โดยส่วนใหญ่รัฐบาลภูฏานจะนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยเป็นสำคัญ นอกจากนี้สัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวภูฏานที่มาเยือนไทยยังสูงมากกว่านักท่องเที่ยวไทยที่ไปภูฏานอีกด้วย ทำให้ในปี 2013 นายกรัฐมนตรี Lyonchhen Tshering Tobgay เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเพื่อลงนามในข้อตกลงการค้าระหว่างสองประเทศเพื่อลดปัญหาการขาดดุลทางการค้าระหว่างไทยและภูฏานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเดินทางเยือนของนายกรัฐมนตรีภูฏาน
ครั้งนั้นถือเป็นการเยือนครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีภูฏาน ณ ประเทศไทย

ในด้านความร่วมมืออื่น ๆ นั้น ไทยและภูฏานมีความร่วมมือระหว่างกันในหลากหลายด้านทั้งทางด้านเกษตรกรรม การท่องเที่ยว การสาธารณสุขและการศึกษา โดยรัฐบาลไทยได้ส่งความช่วยเหลือและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากไปยังประเทศภูฏานเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศที่มีต่อกันเสมอมา ตลอดจนมีการมอบทุนการศึกษาจำนวนมากให้นักเรียนภูฏานในการเข้ามาศึกษาในประเทศไทย  ในด้านความสัมพันธ์ระดับพหุภาคีทั้งไทยและภูฏานต่างเป็นสมาชิกของความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation: BIMSTEC) ซึ่งองค์การความร่วมมือนี้เป็นการเริ่มต้นของรัฐบาลไทยโดยการใช้เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอ่าวเบงกอล ปัจจุบันความร่วมมือนี้ยังมีข้อติดขัดในหลายประการ ทำให้ยังคงไม่มีความก้าวหน้ามากนัก จากการอาศัยช่องทางความร่วมมือพหุภาคีนี้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาภูมิภาคโดยภาพรวม อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญที่ค่อนข้างมีความชัดเจนระหว่างไทยและภูฏานคือความร่วมมือทางด้านศาสนา ซึ่งปัจจุบันภูฏานถือเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีการระบุให้พระพุทธศาสนาแบบมหายานเป็นศาสนาหลักของชาติ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันเสมอมาระหว่างคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์แห่งภูฏาน เกี่ยวกับประเด็นด้านพระพุทธศาสนา

สำหรับในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ทางรัฐบาลภูฏานได้เชิญให้นายกรัฐมนตรีของไทยเยือนอย่างเป็นทางการ และมีการตอบรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการนี้คาดว่าจะมีการพูดคุยและเจรจาประเด็นทางด้านการค้าและโอกาสทางด้านการลงทุนของไทยในภูฏานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้รายงานระบุว่าตามที่ทางการภูฏานได้มีการขอรับการสนับสนุนเกี่ยวกับตำราเรียนพระพุทธศาสนาในโรงเรียนนั้น การเดินทางเยือนครั้งนี้ของรัฐบาลไทยจะได้มอบตำราดังกล่าวด้วย นี่ถือเป็นภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและประเทศเล็ก ๆ ในเอเชียใต้อย่างภูฏาน ที่มีหลากหลายมิติอันเกี่ยวข้องสัมพันธ์ ทั้งนี้ในบทความถัด ๆ ไป ผู้เขียนจะบอกเล่าเรื่องราวและวิเคราะห์ถึงสถานการณ์และเหตุการณ์ที่สำคัญของประเทศภูฏานให้ได้อ่านกันด้วย

 

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก กำลังศึกษาปริญญาโท สาขา International Relations and Area Studies ณ Jawaharlal Nehru University ประเทศอินเดีย

  ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

ดูความรู้รอบเรือ เมื่อรัฐเล็งทุ่ม 3 พันล้านบาทซื้อเรือประมงไปทำปะการังเทียม

Tue, 07/17/2018 - 23:10

เปิดดูกฎหมาย ข้อบังคับ คำสั่งหัวหน้า คสช. กำกับการทำประมงผิดกฎหมายหรือ IUU เมื่อรองนายกฯ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะเผย จะซื้อเรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตทำประมง 680 ลำในวงเงิน 3 พันล้านบาท ที่ปรึกษาระบุ ซื้อไปแต่โครงเรือ รู้จัก IUU ใบเหลืองอียู กับมรสุมนโยบายที่ซัดเรือไทยทั้งในฝั่งและกลางทะเล นายกฯ สมาคมประมงลั่น ควรซื้อตั้งนานแล้ว

ที่มาภาพประกอบ เว็บไซต์ https://shiptoshorerights.org/

เมื่อ 16 ก.ค. 2561 มติชนรายงานว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรีและประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู-IUU-Illegal, Unreported and Unregulated)) ระบุหลังประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ตามแผนบริหารจัดการประมงทะเลที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไว้ตั้งแต่ 3 พ.ย. 2558

ลักษณะโครงการคือการซื้อเรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมง มีการแจ้งจุดจอดและจัดทำ UVI (อัตลักษณ์เรือ) จากกรมเจ้าท่า และไม่มีคดีใดๆ โดยจะจัดซื้อในราคาตามสภาพจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 50 ของราคากลางเป็นจำนวน 680 ลำ ในวงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งการจัดซื้อเป็นสามระยะ ระยะแรกจะเป็นการจัดซื้อเรือประมงขนาดเล็กและกลาง (น้ำหนักรวม 10-60 ตันกรอส) จำนวน 409 ลำ วงเงินประมาณ 690 ล้านบาท อีก 271 ลำที่เหลือเป็นกลุ่มเรือขนาดใหญ่จะได้ดำเนินการต่อไป คาดว่าไม่เกินกลางเดือน ส.ค. นี้จะเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอีกครั้งเพื่อให้ซื้อเรือคืนระยแรกดำเนินการได้ภายใน 30 ก.ย. 2561 โดยการซื้อเรือคืนครั้งนี้นอกจากเป็นการลดจำนวนเรือประมงให้เหมาะสมกับปริมาณปลาแล้ว ยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากการแก้ไขปัญหา IUU ด้วย

ผศ.ธนพร ศรียากูล คณะทำงานรองนายกฯ พล.อ.ฉัตรชัย ให้ข้อมูลกับประชาไทเพิ่มเติมว่าเรือที่ถูกซื้อไปนั้นเป็นการซื้อเพียงโครงเรือ ส่วนเครื่องนั้น เจ้าของเรือสามารถนำไปขายกับเซียงกงได้เพราะมีราคารับซื้อสูงกว่ารัฐบาล ปัจจุบันใบอนุญาตประมงอนุญาตให้เรือประมงออกทำการประมงได้ปีละ 240 วัน ในขณะที่สัดส่วนของเรือประมงกับสัตว์น้ำยังไม่มีความสมดุลเมื่อดูจากสถิติของกรมประมงแล้วก็พบว่าต้องมีการจำกัดจำนวนเรือ

“สถิติที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้นั้นลดลงเรื่อยๆ เมื่อพลอตกราฟเทียบกับเรือประมงที่จดทะเบียนกับกรมเจ้าท่าก็พบว่าสอดคล้องกัน คือจำนวนปลาลดลง แต่จำนวนเรือประมงที่จดทะเบียนกับกรมเจ้าท่าก่อนปี 2558 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น ขนาดของสัตว์น้ำที่ถูกจับมาได้ก็เล็กลงเรื่อยๆ ถ้าจะให้ปลาเพิ่มขึ้นก็ต้องลดความสามารถในการจับปลาเราให้ลดลง ในสหภาพยุโรปใช้วิธีโควตา คือเรือหนึ่งลำจับปลาได้ 1000 กก. ถ้าครบแล้วก็ออกจับปลาไม่ได้ แต่บ้านเราเห็นว่าสปีชีส์สัตว์น้ำ ลักษณะทางธรรมชาติอาจต่างจากอียู จึงใช้วิธีคุมเป็นจำนวนวัน”

ธนพรเล่าว่า ตั้งแต่ปี 2558 รัฐบาลมีมาตรการลดเรือออกจากระบบประมง ได้แก่วิธีสนับสนุนให้เจ้าของเรือสามารถซื้อเรือและใบอนุญาตของเรืออีกลำเพื่อนำโควตาวันออกทำประมงของอีกลำมาเป็นของตัวเองเพื่อให้ออกเรือได้นานขึ้น แล้วให้เรืออีกลำออกนอกระบบ คือไม่ทำการประมง เรียกวิธีนี้ว่าการควบรวมเรือ และวิธีที่สองคือการสนับสนุนให้ใช้เรือนอกระบบในงานอย่างอื่น เช่นเป็นเรือส่งสินค้า เรือโดยสาร เรือท่องเที่ยว จนมาถึงวิธีสุดท้ายคือการซื้อเรือคืน

“ตั้งแต่ปี 2558 มีเรือประมง 687 ลำที่ไม่สามารถออกทำการประมงได้อีกแล้ว เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตทำการประมงตั้งแต่ปี 2559 จึงถูกจอดล็อกอยู่กับท่า พี่น้องเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากมาตรการลดจำนวนเรือมานานแล้ว รัฐบาลก็ใช้ทุกวิถีทางแล้วและพบว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการซื้อเรือคืน”

ต่อคำถามว่าการซื้อเรือเช่นนี้เป็นการสร้างความนิยมให้กับรัฐบาล คสช. หรือไม่ ธนพรตอบว่า การซื้อเรือเป็นไปตามแผนการจัดการประมงทะเลที่ ครม. ได้อนุวัตไว้ตั้งแต่ 3 พ.ย. 2558 ตนมองว่าการมาซื้อเรือในตอนที่ชาวประมงครหามานานเป็นเรื่องที่ผิดเวลา ถ้าจะเรียกคะแนนนิยมก็มีวิธีที่ง่ายกว่านั้น เช่นการทำให้เนื้อหาในพระราชกำหนดการประมงหย่อนยานลง

ด้านมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมการประมงฯ ได้เรียกร้องให้มีการซื้อเรือคืนมานานแล้ว แต่รัฐบาลไม่ยอมมาเยียวยาตั้งแต่ต้นทำให้ปัญหาของชาวประมงที่ไม่สามารถจดใบอนุญาตประมงได้ก็ต้องจอดแช่เป็นเวลาสามปี ทำให้มีปัญหาเรื่องปากท้อง

“จริงๆ ต้องซื้อตั้งแต่ปี 2558 แล้ว ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้ การแก้ปัญหา IUU คือถ้าเรือมากกว่าจำนวนสัตว์น้ำที่จะผลิตตามธรรมชาติคุณก็ต้องซื้อเรือออก ยุโรปใช้เวลา 15 ปี ซื้อเรือออกหมดเลย ใช้เงินตั้งห้าแสนล้าน ของเราไม่ได้ใช้เงินเลย ทำให้ชาวประมงเราเดือดร้อน”

“ทำไมเราถึงเรียกร้องตลอดว่าแก้ผิด คือคุณไม่ยอมเยียวยาตรงนี้ตั้งแต่ต้น ถ้าเอาเงินมาซื้อเรือเขาออกจากระบบ ปัญหา IUU ไม่ได้เป็นอะไร ที่มีปัญหาเดือดร้อนกันวันนี้คือเขาหยุดประกอบอาชีพ เขาไม่มีรายได้แล้วเขาจะประกอบอาชีพอะไร แต่ถ้าคุณตั้งงบมาซื้อเลยป่านนี้เขาก็มีทุนไปประกอบอาชีพใหม่ได้ 3 ปีแล้ว ซึ่งเสียเวลาไปสามปี กว่าจะซื้อก็ซื้อช้า” มงคลกล่าว

ทำความรู้จัก IUU ใบเหลืองอียู กับมรสุมทางนโยบายที่ซัดเรือไทยทั้งในฝั่งและกลางทะเล

มาตรการซื้อเรือคืนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขนานใหญ่ของการทำประมงไทยที่เกิดขึ้นหลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ให้ใบเหลืองแก่ประเทศไทยจากการที่ไทยไม่มีมาตรการที่จะป้องกันและขจัดปัญหาการทำประมงแบบผิดกฎหมาย ไม่รายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู-IUU-Illegal, Unreported and Unregulated) เมื่อเดือน เม.ย. 2558 ซึ่งเป็นที่มาของการจัดระเบียบเรือประมงในสารพัดมิติ

แต่ IUU ไม่ได้เป็นอะไรกับอียูโดยตรงตามที่หลายคนอาจเข้าใจเนื่องจากการมาเยือนไทยเป็นแพ็คคู่ เอกสารของกรมประมงระบุว่าองค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้กำหนดแผนปฏิบัติการระหว่างประเทศเรื่อง IUU มาตั้งแต่ปี 2544 ด้วยความตั้งใจให้เกิดการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ IUU เป็นแผนปฏิบัติการให้ทุกประเทศนำไปปรับใช้บนพื้นฐานความสมัครใจ โดยคณะกรรมาธิการยุโรปมีความตั้งใจต่อสู้กับ IUU มานาน และได้ออกระเบียบเพื่อป้องกัน IUU ในปี 2551 เพื่อต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมายกับประเทศสมาชิกในอียูและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และไทยเองก็เป็นผู้ส่งออกสินค้าประมงไปยังอียู จึงต้องทำการรับรองสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว เป็นเหตุให้ฝนที่ตกทางยุโรปหนาวมาถึงไทยแลนด์ในรูปแบบของใบเหลือง เพราะอียูเคยยื่นคำขาดให้ไทยแก้ไขปัญหาและปฏิรูปนโยบายเรื่อง IUU ไม่เช่นนั้นจะถูกห้ามส่งออกอาหารทะเลไปยังอียู ซึ่งสื่อวอยซ์ ออฟอเมริการายงานว่าอาจทำให้ไทยสูญเสียรายได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์หรือราว 15,000 ล้านบาทต่อปี

รัฐบาล คสช. พยายามปรับตัวแบบระบบการประมงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ให้มี IUU เกิดขึ้น มีการตราพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 มาใช้แทนโดยเพิ่มข้อกำกับให้กับทั้งเรือและชาวประมง

อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ระบุว่า ตาม พ.ร.ก. ประมง 2558 แบ่งการประมงในน่านน้ำไทยเป็นสองประเภท หนึ่ง ประมงพื้นบ้าน คือเรือที่มีขนาดเรือไม่เกิน 10 ตันกรอส และประมงพาณิชย์ที่มีขนาดเรือตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป การทำประมงพื้นบ้านสนับสนุนให้จับสัตว์น้ำได้ไม่เกินสามไมล์ทะเล จากเดิมที่กำหนดไว้ 1.5 ไมล์ทะเล เรือประมงพื้นบ้านไ่ต้องมีใบอนุญาตทำการประมง แต่ต้องจดทะเบียนเรือจากกรมเจ้าท่า ขณะที่เรือประมงพาณิชย์คือการจับสัตว์น้ำมาจำหน่าย เมื่อ 2 เม.ย. 2560 มีเรือที่จดทะเบียนกับกรมเจ้าท่ารวม 37,000 ลำ แบ่งเป็นเรือประมงพื้นบ้าน 25,000 ลำ เรือประมงพาณิชย์ 12,000 ลำ (ที่มา: มติชน)

หน่วยตันกรอสคือการการคำนวณระวางบรรทุกสินค้าและห้องทั่วไปบนเรือ (ที่มา: ราชบัณฑิตยสภา)

ธนพรเล่าว่า หลังพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ฉบับที่ต่อมามีปรับเป็นฉบับที่สองในปี 2560 บังคับใช้ เรือประมงพาณิชย์มีข้อกำกับเพิ่มเข้ามาดังนี้

  • จำกัดวันออกประมงตามใบอนุญาต เช่น เรืออวนลากออกได้ 240 วัน

  • พระราชกำหนดประมง เช่น เรือขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ต้องติดอุปกรณ์ติดตามระบบ VMS แรงงานต้องมีใบอนุญาตถูกต้อง

  • เครื่องมือประมงที่ใช้ต้องถูกต้อง (ดูมาตรา 67-69 ในพระราชกำหนดฯ)

  • ออกทำประมงต้องแจ้งศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า – ออก (Port in-Port out - PIPO)

  • ออกประมงได้ไม่เกินครั้งละ 30 วัน

  • ถ้าเครื่อง VMS ที่ติดตั้งเอาไว้ดับลง สามารถถูกเรียกเข้าฝั่งได้ทุกเมื่อ

  • บันทึกการทำประมงหรือ Logbook

  • เข้าท่าเทียบเรือที่จดทะเบียนกับกรมประมงเท่านั้น

  • การชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำที่ท่า โดยสัตว์น้ำที่ชั่งที่ท่า กับที่เรือต่างกันได้ไม่เกินร้อยละ 10

(ประมงพาณิชย์หมายถึงการประมงโดยใช้เรือประมงขนาดตั้งแต่สิบตันกรอสขึ้นไป หรือที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าถึงขนาดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด หรือใช้เรือประมงโดยมีหรือใช้เครื่องมือทำการประมงตามประเภท วิธี จำนวนแรงงานที่ใช้ หรือลักษณะการทำการประมงตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และหมายรวมถึงการใช้เรือประมงดังกล่าวทำการแปรรูปสัตว์น้ำไม่ว่าจะมีการทำประมงด้วยหรือไม่ก็ตาม)

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) รวบรวมสถิติว่ามีการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ตามอำนาจมาตรา 44 เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมายและแรงงานข้ามชาติ

  • คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม จัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย(ศปมผ.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการทําประมงผิดกฎหมาย โดยมีกองทัพเรือ และศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เป็นกำลังหลักในการปฏิบัติการทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก (PIPO) จัดทําสมุดบันทึกการทําการประมง ตามรูปแบบ ระยะเวลา ให้ติดตั้งระบบติดตามเรือประมง (VMS) ไม่ให้เจ้าของเรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำการ เช่น ครอบครองเครื่องมือการทำการประมงที่ไม่ได้รับอนุญาต การนำเรือประมงที่มีเครื่องมือการทำการประมงที่ไม่ตรงกับอาชญาบัตรหรือไม่ได้รับอาชญาบัตรในการทำการประมงออกไปทำการประมง การนำเรือประมงที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายกำหนดออกทำการประมง เป็นต้น ควบคุมเรือประมง เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็นในการออกไปยังน่านน้ำต่างประเทศ ทะเลหลวง ควบคุมการขนถ่าย เก็บรักษาสัตว์น้ำเข้ามาในราชอาณาจักร กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 - 30 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามแต่ข้อหาที่ฝ่าฝืน

  • คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 24/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ให้งดจดทะเบียนเรือไทยจนกว่า ศปมผ. จะกำหนดให้จดทะเบียนได้ และควบคุมการใช้เครื่องมือทำประมงที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อใช้ซึ่งเครื่องมือทําการประมง เช่น เครื่องมืออวนรุนที่ใช้ประกอบกับเรือยนต์, เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีขนาดช่องตาเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตร ทําการประมงในเวลากลางคืนและ เครื่องมืออวนลากที่มีช่องตาอวนก้นถุงเล็กกว่า 5 เซนติเมตร เป็นต้น

  • คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 42/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 2 เพื่อปรับความแม่นยำในระบบรายชื่อทะเบียนเรือ

  • คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 17/2559 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดํารงตําแหน่ง สั่งให้วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง ย้ายไปอยู่สำนักนายกรัฐมนตรีและให้อดิศร พร้อมเทพ พ้นจากตําแหน่ง รองอธิบดีกรมประมง ดํารงตําแหน่ง อธิบดีกรมประมงแทน

  • คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 18/2559 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 10/2558

  • คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 69/2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการดําเนินคดีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายการประมง ไม่ให้นับเวลาที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

  • คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 3 เพื่อคุมจำนวนเรือประมง ควบคุมการขนถ่ายคนประจำเรือ ให้เรือประมงที่ไม่มีใบอนุญาตทำประมงแจ้งตำแหน่งจุดจอดเรือต่อ ผอ.สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค

  • คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เพิ่มเติมครั้งที่ 4 เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมายได้ทันท่วงที

  • คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 8/2561 เรื่อง ยกเลิกบทบัญญัติบางประการในคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติว่าด้วย การแก้ไขปัญหาการทําการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

จดหมายน้อยจากวัฒน์ วรรลยากูรในงานเปิดตัวหนังสือครูไพบูลย์ บุตรขันธ์

Tue, 07/17/2018 - 23:04

จากใจคนจร ในวาระงาน 100 ปีชาตกาล ครูไพบูลย์ บุตรขัน และ 20 ปี หนังสือ คีตกวีลูกทุ่ง เขียนโดย วัฒน์ วรรลยางกูร

เมื่อหนังสือที่ได้ทุ่มเทแรงงานสมองเขียนไว้ ได้กลับมาพิมพ์ซ้ำอีก ย่อมทำให้ได้ทั้งความสุขทางใจ และความอิ่มท้องทางปัจจัย นับตั้งแต่พิมพ์พ็อกเกตบุ๊คเล่มแรกในวัย 20 ปี จนถึงวันนี้ในวัยเลยเกษียณ ชีวิตผมอยู่ได้ด้วยการเขียนหนังสือ ไม่ต้องการเป็นอะไรอื่นมากกว่านี้ (มีบางทีพูดอำคนฟังว่า อยากเป็นประธานาธิบดี เพราะเบื่อราชาธิปไตยเต็มที)

นักเขียนต้องอยู่ได้ด้วยการเขียนหนังสือ และขายหนังสือ เช่นเดียวกับแม่ค้าข้าวแกงต้องอยู่ได้ด้วยการขายข้าวแกง ข้าวแกงต้องมีคุณประโยชน์และอร่อย ลูกค้าจึงอุดหนุนต่อเนื่อง

ถ้าสังคมไทยปกติ ไม่วิปริตผิดเพี้ยน ไม่ตรรกะวิบัติ ไม่หลงมายาคติ ไม่บ้าคลั่งงมงาย ไม่ประจบผู้มีอำนาจ ไม่สอพลอผู้ชนะในกระแสเฉพาะหน้า

นักเขียนที่สร้างงานด้วยแรงงานสมองอย่างมีมาตรฐานของตัวเองย่อมสามารถอยู่ได้อย่างเสรีชน ในอดีตมีตัวอย่างมาแล้ว เช่น ยุคของ ศรีบูรพา ยาขอบ ไม้ เมืองเดิม สร้างงานคุณภาพและอยู่ได้อย่างเสรีชน โดยไม่ต้องไปชะเง้อชะแง้รอคอยอภินิหาร หรือฟ้าประทานมาช่วยที่ไหนเลย

ในวาระครบ 20 ปี หนังสือคีตกวีลูกทุ่ง ไพบูลย์ บุตรขัน และเป็นการพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 5 ผมขอยืนยันมาตรฐานว่า หนังสือหนาราว 600 หน้าเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ควรมีอยู่ทุกบ้าน...ทุกบ้านที่มีดนตรี มีกวี และมนุษยธรรมอยู่ในหัวใจ

เมื่อนักเขียนอยู่ได้ด้วยการเขียน และการขายหนังสือ โดยความเมตตาของผู้อ่านที่เป็นวิญญูชน นักเขียนย่อมยืนหยัดมั่นคงอยู่อย่างเสรีชน ทำงานอย่างซื่อสัตย์ต่อตนเอง และจริงใจต่อผู้อ่าน

สี่ปีกว่าที่ต้องพลัดที่นา คาที่อยู่ ย่อมคิดถึงบ้าน แต่ผมไม่คิดกลับบ้าน บ้านเมืองที่ป่าเถื่อน เพียงคนคิดต่าง ก็ถูกไล่ออกจากบ้านเป็นหมูหมา และขนาดหนีออกจากบ้านแล้ว ยังตามไล่ล่า

ความคิดอยากกลับบ้านเพิ่งมาเกิดขึ้นสอง - สามวันนี้ เมือได้เห็นหมายงาน 100 ปี ชาตกาลครูไพบูลย์ และ 20 ปี หนังสือ คีตกวีลูกทุ่ง

ดูรายการ นึกคาดหมายภาพบรรยากาศน่าสนใจและน่าสนุก ทั้งภาคสาระและบันเทิง รวมทั้งสถานที่จัดงานคือร้านเฮมล็อก ผมเคยมานั่งตั้งแต่เปิดร้านใหม่ๆ สมัยเขียนคอลัมน์ประจำอยู่แถวๆ นี้

รู้สึกอกจะแตกครับ เหมือนเพื่อนเล่นบอลรออยู่ที่ลานวัด แต่เราไปไม่ได้เพราะต้องช่วยย่าขุดหลุมปลูกกล้วย อยากได้ฟังเพลงมนต์รักแม่กลองสดๆ ร่วมกับท่านทั้งหลาย ไม่ใช่ฟังอยู่คนเดียวขณะทำกับข้าวอยู่ในแคมป์ลี้ภัยอย่างที่เป็นมาหลายปี

หวนคิดถึงความสนุกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เปิดตัวหนังสือคีตกวีลูกทุ่ง ที่ริมน้ำแม่กลอง กาญจนบุรี สนุกกันจนรุ่งสางวันใหม่ คุณชูเกียรติ เจ้าของสำนักพิมพ์แพรวและคณะ สนุกจนดึกดื่น วาณิช จรุงกิจอนันต์ โดยมี เริงไชย พุทธาโร คอยดูแล 20 ปีผ่านไป ทั้งสามนามที่เอ่ยมา ไม่สามารถมาสนุกกับเราในวันนี้ได้แล้ว

ผมยังคิดถึงภาพน้องๆ สนพ.แพรว ช่วยกันทำกองฟาง และนั่งร้อยดอกลั่นทม ดอกลั่นทมเป็นดอกไม้ของกวี ครูไพบูลย์รำพันถึงดอกลั่นทมไว้เป็นสิบเพลง รองลงมาคือดอกพะยอม อันหมายถึงหญิงในชนชั้นต่ำต้อย

ปรารถนาให้สังคมไทยเสพโสตกับเพลงดีๆ ของครูไพบูลย์ ไม่ใช่แต่ละวันเสพแต่เรื่องโง่เขลา บ้าคลั่ง ทุกข์ยาก เวียนวน ได้ยินแต่ถ้อยคำต่ำช้าของคนเหลิงอำนาจ หรือเจอแต่ขยะไซเบอร์อันหยาบกระด้าง

เรามีทรัพยากรบุคคลากรทางวัฒนธรรมอุดมสมบูรณ์ทุกด้าน เพลง วรรณกรรม จิตรกรรม การแสดง คนไทยควรได้เสพสุขกับศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้เยี่ยงอารยชน ไม่ใช่เสพถ้อยเพ้อเจ้อน้ำท่วมทุ่งจนทำให้ วันศุกร์กลายเป็นวันทุกข์

ขอบคุณ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ บินหลา สันกาลาคีรี ที่อาทรห่วงใยเสียจนลูกสาวถามว่า พ่อเป็นอะไรกับพี่สองคนนี้ ตอบ...เราเป็นออเจ้ากันมาแต่ชาติปางก่อน บุพเพสันนิวาสจ้ะ

ขอบคุณพี่สุจิตต์ วงษ์เทศ ปลดเข็มน้ำเกลือมาเป็นหลักของงาน สี่สิบกว่าปี พี่จิตต์ไม่เคยเปลี่ยน ผม..ไอ้หมาวัฒน์ก็เลยเปลี่ยนไม่ได้ เพราะถ้าผมเปลี่ยน ผมจะพูดกับพี่ไม่รู้ภาษาคน

ขอบคุณ ธีร์ อันมัย และคณะ ที่มีสมาชิกนามสกุลอะไร..อันทะ (พร อันทะ-ประชาไท) พิมพ์ผิดป่าว ขอบคุณ นักแต่งเพลงผู้ไม่ประสงค์ออกนามว่า สมพงษ์ ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติ 100 ปีชาตกาลของครู

เกือบลืมบอกไปว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่สนใจจะกลับบ้าน คือหมายจับสองหมายที่มีอายุความ 15 ปี ตอนนี้ผ่านไป 4 ปี หมายความว่า หมายจับจะหมดอายุ พ.ศ. 2572 นี่คือเรื่องงี่เง่าปัญญาอ่อนของบ้านป่าเมืองเถื่อน

ขอให้สนุกกับงานชาตกาลของครู ไม่ต้องห่วงไอ้หมาวัฒน์อย่างผม ทุกวันนี้ชีวิตผมก็แค่ ย้ายที่กินเหล้า ย้ายที่อ่านหนังสือ ย้ายที่เขียนหนังสือ อย่าลืมอุดหนุนหนังสือผมด้วยนะครับ จะได้มีเงินซื้อเหล้ากินไปเรื่อยๆ

 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:  สุจิตต์ร่ายกำเนิด ‘เพลงลูกทุ่ง’ เหตุความขัดแย้งทางชนชั้น หลัง2475 สู่สัญลักษณ์การต่อต้าน ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

ใบตองแห้ง: ภาษีลาภซ้ำซ้อน

Tue, 07/17/2018 - 22:33

ใบตองแห้ง

 

รัฐบาลประกาศจะเก็บภาษี “ลาภลอย” จากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ที่ครอบครองที่ดินหรืออาคารชุดในเชิงพาณิชย์ ในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถไฟทางคู่ สนามบิน ท่าเรือ ทางด่วน กำหนดเพดาน 5% ของส่วนต่างมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น นับจากวันที่รัฐเริ่มก่อสร้างจนแล้วเสร็จ

ฟังดูก็เหมือนดี ชาวบ้านทั่วไปไม่เดือดร้อนอะไร ที่ดินเพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อเกษตรกรรมก็ไม่เก็บ มีแต่พ่อค้านายทุนที่ต้องเสียภาษี ซึ่งสมแล้วเพราะได้ประโยชน์จากการลงทุนสาธารณูปโภคของรัฐ อยู่ดี ๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย ราคาที่ดินก็เพิ่ม จึงต้องเก็บภาษีเสียบ้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรม

แต่ช้าแต่ นี่มันหลักเดียวกับการเก็บภาษีที่ดินไม่ใช่หรือครับ ภาษีที่ดินก็ถือหลักว่าที่ดินของคุณอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย เกิดความเจริญจากการลงทุนของรัฐ หรือความเติบโตของสังคม ทำให้บ้านเมืองขยายตัว จนที่ดินราคาตารางวาละพันเมื่อยี่สิบปีก่อนกลายเป็นหลักหมื่น เกิดการซื้อกักตุนเก็งกำไร จึงควรจ่ายภาษีตามราคาประเมินที่เพิ่มขึ้นทุกปี

พูดง่าย ๆ คือมันซ้ำซ้อนกัน ถ้าภาษีทั้ง 2 ฉบับประกาศใช้ ที่ดิน 100 ล้านใกล้รถไฟฟ้า ต้องเสียภาษีที่ดินทุกปี ตามราคาประเมินที่เพิ่มขึ้น แล้วก็ยังต้องเสียภาษีลาภลอย ตามราคาประเมินที่เพิ่มขึ้น เมื่อรถไฟฟ้าสร้างเสร็จ

ขณะเดียวกัน การประกาศพื้นที่กว้างขนาด 5 กิโลเมตรรอบโครงการ ก็เป็นเรื่องน่าขัน ถามว่าหมู่บ้านจัดสรรในซอยห่างรถไฟฟ้า 4.9 กม. ราคาเพิ่มขึ้นแค่ไหน ที่เพิ่มขึ้นเป็นการเพิ่มตามปกติ หรือมาจากรถไฟฟ้ากันแน่ คงเถียงกันตาย อ้าว อีกหมู่บ้านที่ห่างไป 200 เมตรก็เพิ่มเหมือนกัน ทำไมไม่ต้องเสียภาษี

ที่พูดอย่างนี้ จึงไม่ใช่ห่วงเศรษฐีนายทุนที่ไหน แต่อยากทวงถามว่าทำไมภาษีที่ดินไม่ผ่านสักที แถมดูไปดูมา ก็จะไม่ใช่การเก็บภาษีเพื่อความเป็นธรรม อย่างบ้านพักอาศัย ทีแรกกำหนดไว้ 50 ล้าน จะลดเพดานลง 20 ล้าน แล้วก็กลับไป 50 ล้าน คนมีบ้านหลังใหญ่โตมโหฬารราคา 49 ล้านไม่ต้องเสียภาษี เหมือนคนมีทาวน์เฮาส์ 16 ตารางวา มันเป็นธรรมที่ไหนกัน

ว่าที่จริงในสังคมที่คนไม่มีบ้านอยู่ตั้งเยอะแยะ บ้านราคา 1 ล้านก็ควรเสียภาษี แต่ในอัตราต่ำมาก แล้วขยับขึ้นไปตามอัตราก้าวหน้า คนอยู่บ้านราคา 10 ล้าน เสียภาษีปีละ 1-2 พัน เดือดร้อนอะไรกัน ในเมื่อแต่ละปี ราคาที่ดินเพิ่มมากกว่านั้นหลายเท่า

ยิ่งกว่านั้น ถ้าจะลดความเหลื่อมล้ำจริง ภาษีที่ดินต้องเก็บอัตราก้าวหน้า แบบใครถือครองมากยิ่งเสียมาก นับรวมจากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองทั้งประเทศ ไม่ใช่แยกเก็บรายแปลง โดยใช้โครงสร้างภาษีบำรุงท้องที่แบบดั้งเดิม

น่าสังเกตว่า การออกมาตรการภาษีในประเทศนี้เป็นเรื่องยาก ทำกล้า ๆ กลัว ๆ แบบภาษีที่ดินไม่กล้าเก็บบ้านพักอาศัยต่ำกว่า 50 ล้านบาท กลัวคนชั้นกลางระดับบนต่อต้าน ภาษีลาภลอยก็จำกัดวงเกิน 50 ล้านเพื่อการพาณิชย์ คนทั่วไปจะได้ไม่โวย ทั้งที่ไม่ควรซ้ำซ้อน ถ้าอยากลดเหลื่อมล้ำก็ต้องเก็บภาษีที่ดินทั้งหมดภายใต้อัตราก้าวหน้า

เคยย้อนดูบ้างไหมว่า ทำไมคนไทยไม่อยากเสียภาษี มองดูดี ๆ น่าจะเป็นเพราะระบบภาษีเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม คนรวยเลี่ยงได้ มนุษย์เงินเดือนหนีไม่ออก แถมเงินภาษีก็เอาไปขึ้นเงินเดือน เอาไปซื้อเครื่องบิน อะไรทำนองนั้น ใครมันจะอยากเสียภาษี

 

ที่มา: www.kaohoon.com/content/240969

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

โปรดเกล้าฯ ตั้ง ‘พล.อ.อภิรัชต์' เป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภฯ

Tue, 07/17/2018 - 18:51

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ‘พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์' เป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

17 ก.ค.2561 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ แต่งตั้งนายทหารพิเศษ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งนายทหารพิเศษอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 มาตรา 10 มาตรา 13 มาตรา 15 และมาตรา 18 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการ และการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม พุทธศักราช 2561 ประกาศ ณ วันที่ 17 กรกฎาคม พุทธศักราช 2561 เป็นปีที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ไทยโพสต์เขียนบทวิเคราะว่า พลเอก อภิรัชต์ เป็นเต็ง 1 ที่จะได้ขึ้นเป็น ผู้ชัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) คนต่อไป 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

กวีประชาไท: ถ้ำเมือง

Tue, 07/17/2018 - 17:59

รชา พรมภวังค์
13/7/61



ติดอยู่ใน ความฝันของคนอื่น
ในตัวเมืองค่ำคืน ที่สับสน
ไม่ใช่ถ้ำกลางขุนเขา แค่ฝูงชน
ที่ดาษดื่นและวกวนกลางแสงไฟ

ติดอยู่ในเส้นทางอย่างจนตรอก
เมืองไม่มีทางออกให้คว้าไขว่
เป็นหมูเมืองที่อับจนหนทางไป
ดิ้นรนบนเงื่อนไขของใครกัน

ติดอยู่ในความทุกข์ไม่ได้เลือก
มีความสุขเปลือกๆเหมือนความฝัน
กลับไม่ได้ ไปไม่ถึงก็หมดวัน
ขังอยู่ในนานนิรันดร์ของถ้ำเมือง

อยู่ท้ายถ้ำถลำเข้ามานานนัก
ใช้ชีวิตจมปลักอย่างเซื่องๆ
กับเพียงลมหายใจที่เปล่าเปลือง
ในกับดักความรุ่งเรืองไม่เท่าเทียม

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

หนี้ข้าราชการครู บทพิสูจน์เหรียญสองด้านอนุรักษ์นิยม-เสรีนิยมใหม่

Tue, 07/17/2018 - 17:20

จักรพล ผลละออ


ภาพประกอบที่ 1
ที่มา: http://daily.bangkokbiznews.com/detail/228300

ข้อถกเถียงเรื่องหนี้สินของข้าราชการครูกลายมาเป็นประเด็นอีกรอบ เมื่อมีกรณี “ปฏิญญามหาสารคาม” ที่ข้าราชการครูร่วมร้อยคนประกาศขอพักชำระหนี้เพื่อรอการเจรจาระหว่างลูกหนี้ (ข้าราชการครู) กับเจ้าหนี้ (ธนาคารออมสิน และ กองทุน ช.พ.ค.- ผู้ให้กู้/สกสค. – ผู้ค้ำประกัน)

สารภาพตามตรงว่าผมเห็นการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ของบรรดา “ปัญญาชน facebook” แล้วค่อนข้างอ่อนใจ คือแทบจะไม่เห็นใครเลยที่วิจารณ์ในลักษณะที่อ่านเนื้อหาข่าวแล้วจริงๆ คืออ่านกันแต่หัวข้อข่าวแล้วสรุปเอาเอง ก่อนจะมาเขียนวิพากษ์วิจารณ์กัน พูดตามตรงข้อวิพากษ์วิจารณ์ “พลาด” ตั้งแต่เรื่องข้อเรียกร้องของกลุ่มปฏิญญามหาสารคามแล้ว ปัญญาชนพวกนี้ไปตีขลุมเอาเองจากการพาดหัวข่าวว่าข้าราชการครูจะไม่ยอมจ่ายหนี้ แต่ถ้าได้อ่านเนื้อหาข่าวจะเห็นว่าข้อเรียกร้องของเขาไม่ใช้การยกเลิกหนี้สิน แต่ขอให้เปิดการเจรจาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และระบบการจ่ายหนี้ ลองดูจากคำสัมภาษณ์ที่ผมยกมาดังนี้

“นายธีร์สุริยนต์ สุวรรณวงศ์ เลขาธิการสมาคมช่วยเพื่อนครู เปิดเผยว่า เหตุผลที่ต้องการให้รัฐบาลพักหนี้ให้กับครูจำนวน 450,000 ราย เนื่องจากพบว่ามาตราฐานการชำระ การเรียกเก็บหนี้ รวมถึงดอกเบี้ยไม่คงที่ หรือมีการคิดดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามกฏหมาย มีการทุจริตแอบแฝงธุรกิจประกัน ทำให้ระบบการกู้เงินของข้าราชการครูไม่มีมาตราฐานที่ชัดเจน จึงอยากให้รัฐบาลพูดคุยกับธนาคาร ทบทวนแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้จบ เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระต่อครูรายอื่นๆอีกทั้ง อยากให้มีการทบทวนปรับมาตราฐานระบบการส่งเงินของสำนักงานคณะกรรมการและสวัสดิการ สวัสดิภาพ ข้าราชการครู และบุคลรากรทางการศึกษา หรือ สกสค. เพราะได้ทำการหักเงินทุกวันที่ 30 ของเดือน แต่นำส่งล่าช้า ทำให้ถูกเรียกเก็บเบี้ยปรับเพิ่ม ส่วนการหยุดจ่ายเงิน เพื่อชำระหนี้ชั่วคราว สมาคมฯ และสมาชิกได้ประสานผ่านตัวแทนเครือข่ายว่า จะหยุดชำระเงินชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 61 เป็นต้นไป และจะขอให้ทำการพักหนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 61 เป็นต้นไป เพื่อให้รัฐบาลและธนาคาร ทบทวนแก้ไขปรับปรุงระบบโครงสร้างให้มีความชัดเจน” [จากรายงานข่าวออนไลน์ของสำนักข่าวอมรินทร์ทีวี]

และอีกครั้งตามนี้

“สำหรับกรณีที่กระแสสังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ กรณีการไม่ชำระหนี้ของครู ทำนองว่าเป็นการสร้างหนี้ แล้วมีเจตนาไม่ชำระนั้น นายธีร์สุริยนต์ ระบุว่า สังคมกำลังเข้าใจผิดว่า ครูจะเบี้ยวหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ดูเพียงคลิปสั้น ๆ ที่ประกาศออกมา โดยใจความทั้งหมดไม่ใช่เป็นการเบี้ยวหนี้ แต่ต้องการหยุดจ่าย เพื่อให้มีการเจรจาก่อน ซึ่งจะเริ่มชำระได้เมื่อใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการพักหนี้ และรัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวเมื่อใด” [จากรายงานข่าวออนไลน์ของสำนักข่าวอมรินทร์ทีวี]

จะเห็นว่าข้อเรียกร้องของกลุ่มข้าราชการครูไม่ใช่การประกาศว่าจะ “ไม่จ่ายหนี้” แต่เป็นการขอ “งดชำระหนี้ชั่วคราว” เพื่อเปิดการเจรจา นี่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของพวกปัญญาชน Facebook ที่ชอบแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์นู่นนี่นั่นกัน แต่ไม่ค่อยทำข้อมูลหรืออ่านหนังสือกันสักเท่าไหร่

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นปัญหาเรื่องหนี้สินครูไม่ใช่เรื่องที่พึ่งเกิดแต่เป็นปัญหาคาราคาซังมานาน ที่ทำให้ตัวเลขจำนวนหนี้สินของข้าราชการครูมีจำนวนมูลค่ามากกว่า 1.2 ล้านล้าน แบ่งเป็นหนี้ที่กู้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและแหล่งกู้อื่น 7 แสนกว่าล้านบาท และหนี้ที่กู้กับธนาคารออมสินผ่านทางโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา [จากรายงานข่าวออนไลน์ของโพสต์ทูเดย์]

ซึ่งในบทความหรือรายงานข่าวต่างๆ ก็เสนอในแนวทางเดียวกันว่า ปัญหาเรื่องหนี้สินนี้เป็นเรื่องวินัยการเงินของข้าราชการครู ปมปัญหาที่น่าสนใจคือทำไมจึงมีแต่ข้าราชการครูที่มีปัญหาหนี้สินในระบบสูง หรืออย่างน้อยคือสูงที่สุดในหมู่ข้าราชการ? ปัญหาในทางหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือในหลายสถานศึกษาข้าราชการครูต้องเป็นผู้ออกเงินส่วนตัวจัดหาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการสอนเอง อันเนื่องมาจากความขาดแคลนงบประมาณส่วนกลางในการสนับสนุน เอกสารประกอบการสอนหลายอย่างมีเนื้อหาที่ไม่ถูกบรรจุเอาไว้ในตำราเรียน หรือตำราเรียนไม่ได้อัพเดทเนื้อหา ทำให้ครูต้องเป็นคนจัดหาเอกสารประกอบการสอนเพิ่มเติม ปัญหานี้พบได้ในโรงเรียนต่างจังหวัดหรือโรงเรียนขนาดเล็ก สมัยผมเรียนมัธยมก็มีเรื่องแบบนี้ที่ครูผู้สอนต้องทำเอกสารมาแจกเสริมให้นักเรียนอ่านเพิ่มเติม – นี่คือปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา – โอเค พวกเสรีนิยมใหม่อาจจะบอกว่าถ้าอย่างงั้นก็ควรให้เด็กจ่ายเงินค่าเอกสารเพิ่มเติม หรือพวกอนุรักษ์นิยมอาจจะซาบซึ้งไปกับความเสียสละของครู แต่ในมุมมองแบบมาร์กซิสต์แล้วมันไม่ใช่หน้าที่ของทั้งเด็กและครูที่ต้องมาจัดการเรื่องพวกนี้ แต่เป็นหน้าที่รัฐที่จะต้องจัดการรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดตรงนี้ หรือก็คือต้องทำให้การศึกษาเป็นรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบ


ภาพประกอบที่ 2

ปัญหาหนี้สินข้าราชการครูยังมีความซับซ้อนอย่างอื่นอีก อย่างเช่น ข้าราขการครูบางคนเรียนจบมหาวิทยาลัยมาด้วยการกู้เงินจาก กยศ. หรือ กรอ. ที่ทำให้เมื่อเข้าสู่การบรรจุเป็นข้าราชการแล้วก็จะถูกหักเงินเดือนในรายเดือนไป ยังไม่ต้องไปแตะถึงเรื่องค่าครองชีพ เฉพาะแค่เรื่องเงินเดือนที่ถูกหักไปก็ทำให้เกิดปัญหาแล้ว มันเป็นการชะลอการสะสมทุนเพื่อต่อยอดหรือนำไปบริโภคสินที่ขั้นพื้นฐานที่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างเช่น ยานพาหนะ หรือ โทรศัพท์มือถือ หรือที่พักอาศัย การจะซื้อสินค้าเหล่านี้ข้าราชการ (เช่นเดียวกัน หมายรวมถึงกลุ่มคนอื่นๆในสังคมด้วย) จึงจำเป็นต้องใช้การกู้ยืมเงินจากกองทุนต่างๆเพื่อนำเงินไปซื้อสินค้าเหล่านั้น ในฐานะที่มันเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ สภาวะแบบดังกล่าวนั้นทำให้เกิดปัญหางูกินหางในระบบหนี้ที่ไม่จบไม่สิ้น การกู้กองทุนนั้นตามระเบียบทำให้ข้าราชการสามารถถูกหักเงินเดือนได้สูงจนถึงเหลือเงินเดือนเพียงร้อยละ 10 ของเงินเดือนสุทธิ หรือเหลือเพียงร้อยละ 30 ของเงินเดือนสุทธิ (กรุณาดูภาพประกอบที่ 2) คำถามคือถ้าคำนวณเอาตามฐานเงินเดือนของข้าราชการครู ที่ได้รับการบรรจุเป็นครูผู้ช่วยซึ่งจะถูกหักเงินเดือนเหลือร้อยละ 30 ของฐานเงินเดือนแล้ว ภายใต้ค่าตอบแทนรายเดือนที่ 15,000 เศษ หักแล้วเหลือ 4,500 บาทเศษต่อเดือนนี่พอกินหรอ? (กรุณาดูภาพประกอบที่ 3)


ภาพประกอบที่ 3

อันที่จริงการอภิปรายมาทั้งหมดแต่ต้นนี้ คงต้องขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ได้กำลังประกาศว่าผมสนับสนุนการยกเลิกหนี้หรือการหนีหนี้ของข้าราชการครู (ตามที่กล่าวไปข้างต้น กลุ่มปฏิญญามหาสารคามก็ไม่ได้เรียกร้องให้ยกเลิกหนี้เพียงแต่ของดจ่ายชั่วคราวเพื่อเรียกร้องการเจรจา) และขณะเดียวกันก็ไม่ได้เห็นด้วยกับระบบหนี้สินหรือเรื่องวินัยการเงินหรือเรื่องความพอเพียง อันที่จริงเรื่องนี้ก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นเรื่องที่สร้าง “ฉันทามติ” ให้สังคมได้ดี เพราะดูเหมือนทั้งฝ่ายเสรีนิยม และฝ่ายอนุรักษ์นิยมต่างก็มีความเห็นไปในทำนองเดียวกันต่อเรื่องหนี้สินของข้าราชการครู (“ทำให้คนไทยหันมาสามัคคีกันได้” – ตามคำพูดติดตลกของพวกปัญญาชน)

น่าเสียดายที่ในห้วงขณะที่ปัญญาชนทั้งอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมในไทยต่างก็ยกเอาคุณธรรมศีลธรรมเรื่องการจ่ายหนี้ดาหน้าออกมาประณามข้าราชการครู (รวมถึงพวกคนจน คนยากไร้ ที่พวกเขามักจะหยิบยกมาด่าเป็นครั้งคราวว่าเป็นพวกไม่มีวินัยทางการเงินและไม่มีความพอเพียง) พวกเขากลับไม่สามารถตระหนักถึงรูปแบบสัจจะนิยมของทุนที่พวกเขากำลังผลิตซ้ำอยู่ได้

“หนี้สิน” ภายใต้ระบบทุนนิยมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อขยายกำลังการบริโภคของคน มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากความฟุ่มเฟือยของมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว หากแต่เกิดจากความต้องการขายสินค้าเพื่อแสวงหากำไรจากพวกนายทุนที่ทำการผลิตสินค้าออกมาจนเกิดสภาวะการผลิตจนล้นเกิน ขณะเดียวกันก็ต้องตอกย้ำว่าการยกระดับทางชนชั้นของมนุษย์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยากภายใต้โครงสร้างของระบบทุนนิยม กระทั่งในหมู่ข้าราชการครูเองการจะไปศึกษาต่อก็จำเป็นจะต้องอาศัยการกู้เงินเพื่อการศึกษา ท้ายที่สุดแล้ว “หนี้สิน” นั้นได้กลายเป็นรูปแบบที่สร้างแรงงานทาสสมัยใหม่ขึ้นมา มันบีบบังคับให้เราต้องทำงานเพื่อชดใช้ต่อหนี้ในรูปแบบของการเงิน ขณะที่ทาสในสมัยโบราณนั้นทำงานเพื่อชดใช้หนี้ในรูปแบบของความเชื่อ

อันที่จริงในช่วงต้นปีที่ผ่านมามีขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในแคนาดาที่เรียกร้องให้รัฐยกเลิกหนี้สินของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาทั้งหมดทิ้ง และให้เปลี่ยนไปใช้ระบบรัฐสวัสดิการทางการศึกษาเต็มรูปแบบแทน การเคลื่อนไหวนี้มีผู้เข้าร่วมราว 20,000- 40,000 คน

น่าเสียดายที่การเคลื่อนไหวหรือข้อเรียกร้องแบบดังกล่าวคงจะเกิดขึ้นยากในไทย ที่เป็นระบบทุนผูกขาดอันมีอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมร่วมกันปกป้องทุน.



ปล.หากคุณครูโรงเรียนเก่าที่เคยสอนผมบังเอิญมาเห็นกระทู้หรือข้อเขียนนี้ คงต้องสารภาพตามตรงว่าผมขออภัยหากทำให้ครูเสียใจที่สอนผมแล้วผมโตมาเป็นพวกฝ่ายซ้าย-มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ แต่ไม่ว่าครูจะมองว่าตนเองเป็นแรงงานหรือไม่ก็ตาม ในมุมมองของผมแล้วครูก็คือกลุ่มผู้ใช้แรงงานสมองที่ถูกขูดรีดและมีชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ที่สูงไม่ต่างจากผู้ใช้แรงงานกลุ่มอี่นๆเลย
.

อ้างอิง

แก๊งครูโต้ชักดาบหนี้ ช.พ.ค. งดจ่ายไม่เรียกเบี้ยว แค่รอชำระถ้ามาเจรจา (คลิป), อมรินทร์ทีวี (ออนไลน์), (7 กรกฎาคม 2561) : http://www.amarintv.com/news-update/news-10623/227593/

อภิปัญหาหนี้ครู...ปมที่แก้ไม่ตก 11 ปีลุกลาม 1.2 ล้านล้าน, ธเนศน์ นุ่นมัน, โพสต์ทูเดย์ (ออนไลน์), (27 พฤศจิกายน 2558) : https://www.posttoday.com/politic/report/401921

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วย การหักเงินเดือนเงินบําเหน็จบํานาญข้าราชการเพื่อชําระหนี้ เงินกู้ ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 : http://www.swutcc.co.th/…/rules&regulations/moe_reg_2551.pdf

ตารางบัญชีเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา แนบท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 : http://www.kroobannok.com/75120

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: จักรพล ผลละออ เป็นสมาชิกขององค์กร International Marxist Tendency ประจำประเทศไทย
 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

เสวนาอำนาจนำ และลัทธิ(ไม่)เสรีนิยม: เมื่อชนชั้นกลางไม่ชอบประชาธิปไตย

Tue, 07/17/2018 - 16:32

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม็กกิลล์ยกกรณีศึกษาไทยและสิงค์โปร์ โดยชี้ว่าชนชั้นกลางมีโอกาสถูกขัดเกลาให้เป็นคนหัวอนุรักษ์นิยมง่ายกว่าชนชั้นล่าง เผย 2 ปัจจัย “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” และ “คนดี” คืออุปสรรคประชาธิปไตยไทย ส่วน ‘ประจักษ์ ก้องกีรติ’ เสนอว่าชนชั้นกลางอาจหันหลังให้เผด็จการ หากสถาบันทางการเมืองเข้มแข็ง

แวดวงการศึกษาทางรัฐศาสตร์เคยเชื่อว่าชนชั้นกลางคือกำลังสำคัญในการวางรากฐานประชาธิปไตย ยิ่งประเทศไหนมีชนชั้นกลางเยอะ ประเทศนั้นก็มีโอกาสจะเป็นประชาธิปไตยเพิ่มมากขึ้น แต่ปรากฏการณ์ทั่วโลกในรอบทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้เหล่านักรัฐศาสตร์ต้องกลับมาตั้งคำถามกับแนวคิดดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นขบวนการชนชั้นกลางในไทยที่ร่วมกันต่อต้านรัฐบาลพลเรือนของทักษิณและยิ่งลักษณ์ อีกทั้งประเทศที่มีชนชั้นกลางจำนวนมากอย่างประเทศจีน และสิงคโปร์ ก็ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเลยแม้แต่น้อย

เพื่อตอบคำถามดังกล่าว ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ร่วมกับ ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จึงได้จัดงานเสวนา “Middle Classes in Southeast Asia : Hegemony and Illiberalism” ขึ้นเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ ศ.ดร.อีริก คูฮอนต้า จากมหาวิทยาลัยแม็กกิลล์ ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ จากคณะรัฐศาสต์ ธรรมศาสตร์ อาจารย์ดุลยภาพ จาตุรงคกุล จากคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร. เวียงรัฐ เนติโพธิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

คลิปเสวนา "Middle Classes in Southeast Asia : Hegemony and Illiberalism"

 

ชนชั้นกลางถูกขัดเกลาให้ยอมรับเผด็จการง่ายกว่าชนชั้นแรงงาน

การชุมนุมของ กปปส. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 (แฟ้มภาพ/ประชาไท)

อีริก คูฮอนต้า เริ่มอภิปรายด้วยการยกโควทของอริสโตเติ้ล นักปรัชญาการเมืองกรีกที่กล่าวไว้ว่า “ระบอบประชาธิปไตยโดยทั่วไปนั้นมีความความมั่นคงและยั่งยืนกว่าระบอบคณาธิปไตยก็ เพราะว่ามีชนชั้นกลางเป็นปัจจัยสำคัญ หากประชาธิปไตยไร้ซึ่งชนชั้นกลาง และชั้นล่างมีจำนวนมาก ย่อมเกิดปัญหา และพังทลายอย่างรวดเร็ว”

แม้จะเป็นถ้อยคำที่กล่าวเอาไว้นานกว่า 300 ปีก่อนคริสตกาล แนวคิดดังกล่าวได้ส่งผลต่อแนวคิดของนักรัฐศาสตร์สมัยใหม่อย่างมาก และได้กลายมาเป็นทฤษฎีการก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ (Modenization Theory) ที่อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การก่อตัวของชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะมีแนวคิดแบบเสรีนิยม มีความอดกลั้นทางการเมือง และต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ชนชั้นกลางจึงเป็นกำลังสำคัญในการท้าทายอำนาจเผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตยภายในประเทศ

อย่างไรก็ตามคูฮอนต้ากล่าวว่า วิธีคิดดังกล่าวมองข้ามปัจจัยด้านอุดมการณ์ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการประกอบสร้างพฤติทางการเมืองของชนชั้นกลาง ข้อเสนอของเขาคือชนชั้นกลางสามารถถูก “กล่อมเกลา (socialized)” ให้เชื่อและยอมรับอุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยมและกลายเป็นผู้สนับสนุนระบอบอำนาจนิยมภายในประเทศ และเมื่ออุดมการณ์ดังกล่าวครอบงำสังคมได้ในระดับที่ไม่มีอุดมการณ์อื่นท้าทายได้ อุดมการณ์ดังกล่าวก็จะกลายเป็นอำนาจนำ (hegemony) ในท้ายที่สุด โดยคูฮอนต้าได้นิยามชนชั้นกลางว่าหมายถึง คนที่เป็นแรงงานมีฝีมือ อาศัยอยู่ในเมือง ได้รับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป และไม่มีทุน

คูฮอนต้ากล่าวว่า จริงที่อุดมการณ์ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อระบอบการเมืองภายในประเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่าอุดมการณ์มีผลอย่างยิ่งต่อการกำหนดพฤติกรรมทางการเมืองของคนในสังคม โดยในกรณีของประเทศไทย อุดมการณ์ที่มีผลต่อการประกอบสร้างพฤติกรรมทางการเมืองของชนชั้นกลางไทยคือแนวคิดเรื่อง “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” และ แนวคิดเรื่อง “คนดี”

อุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ถูกสถาปนาขึ้นโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เชื่อว่าประชาธิปไตยจะต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมของคนไทย ที่รักความมีเสถียรภาพ (stability) ความมีระเบียบ (order) ความสามัคคีของคนในชาติ (national unity) และความจงรักภักดีในสถาบันกษัตริย์ แนวคิดทั้งหมดนี้นำไปสู่การให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารมากกว่าฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นการส่งเสริมแนวคิดทางการเมืองแบบผูกขาดไปในท้ายที่สุด

อุดมการณ์ที่สองคือแนวคิดเรื่อง “คนดี” ซึ่งถูกคิดค้นโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งคูฮอนต้าอธิบายว่าคึกฤทธิ์เป็นคนที่นิยมระบอบศักดินา (fuedalism) อย่างมาก คือชื่นชอบสังคมมีลำดับชั้นโดยมีสถาบันกษัตริย์เป็นจุดสูงสุดของสังคม รองลงมาคือช้าราชการ นักการเมือง และประชาชนตามลำดับ เมื่อมีแนวคิดตั้งต้นมาจากระบบศักดินา คึกฤทธิ์จึงไม่ชอบการเลื่อนลำดับชั้นทางสังคมแต่มองว่าคนทุกคนควรจะทำหน้าที่ของตัวเองในสังคมให้ดีอย่างมีศีลธรรม และปราศจากความเห็นแก่ตัว (self-interest) การเมืองจึงอุดมการณ์ของคึกฤทธิ์จึงไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ เพราะขอแค่เพียงให้คนดีได้ขึ้นมาปกครอง ประเทศก็จะดำเนินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ในระบอบดังกล่าว การทำรัฐประหารจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และยอมรับได้เพื่อขับไล่ผู้ปกครองที่ไม่มีศีลธรรมลงจากอำนาจ และสร้างเสถียรภาพภายในประเทศ

คูฮอนต้าสรุปว่า อุดมการณ์ทั้งสองข้างต้นได้ทำให้แนวประชาธิปไตยของไทยขัดแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นในมิติของความชอบธรรมในการปกครองที่ยึดติดกับแนวคิดทางศีลธรรมและศาสนา แทนที่จะเป็นหลักนิติธรรมและเสียงข้างมาก มองการแข่งขันทางการเมืองและการตรวจสอบถ่วงดุลว่าเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายความสามัคคีและความสงบเรียบร้อยของสังคม ให้ความสำคัญกับคนดีมากกว่าคนที่มาจากการเลือกตั้ง สนับสนุนสังคมที่มีลำดับชั้น ทั้งๆ หนึ่งในเป้าหมายของระบอบประชาธิปไตยคือการสร้างความเท่าเทียมในสังคม และสุดท้ายคือยอมรับการทำรัฐประหาร ซึ่งไม่ใช่ทางออกของวิกฤติการเมืองในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย

คูฮอนต้ากล่าวต่อว่า อุดมการณ์ “การเมืองแบบไทยๆ” และ “คนดี” ปรากฏตัวออกมาอย่างชัดเจนผ่านวิกฤติการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอเรื่อง สว. แต่งตั้งของขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ การเรียกร้องอย่างชัดเจนให้ทหารเข้าแทรกแซงการเมืองขบวนการ กปปส. จวบจนมาถึงรัฐบาล คสช. ที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังเดินตามแนวคิดประชาธิปไตยแบบไทยๆ ของจอมพลสฤษดิ์ ผ่านการร่างรัฐธรรมนูญที่เน้นการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองภายใต้การนำของกองทัพ มากกว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน

คล้ายคลึงกับประเทศสิงคโปร์ ที่แม้จะมีการเลือกตั้ง และมีสัดส่วนชนชั้นกลางมากที่สุดในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่พรรคกิจกรรมสังคมกลับชนะการเลือกตั้งมาโดยตลอดนับตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกในปี 1959 จึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยได้เต็มปาก ยิ่งไปกว่านั้น จากการสำรวจความพึงพอใจในระบอบการปกครองในปี 2009 ชาวสิงคโปร์กว่า 93% ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารู้สึกพึงพอใจกับรูปแบบการปกครองในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าชนชั้นกลางในสิงคโปร์ไม่มีแนวโน้มที่จะตั้งคำถาม หรือท้าทายรูปแบบการปกครองกึ่งอำนาจนิยมของประเทศตัวเองเลย เนื่องจากมีอุดมการณ์สามประการที่ครอบงำความคิดชนชั้นกลางสิงคโปร์อยู่นั่นคือ 1. “ความอยู่รอด (survival)” คือแนวคิดที่ว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ตนเองและประเทศอยู่รอดได้ท่ามกลางปัญหาและความท้าทายต่างๆ 2. “หลักปฏิบัตินิยม (pragmatism)” คือแนวคิดที่เน้นประสิทธิภาพและปฏิบัติได้จริง และ 3. “หลักคุณธรรมนิยม (meritocracy)” คือแนวคิดที่ให้คุณค่ากับความสามารถของตัวบุคคล

คูฮอนต้ากล่าวว่าชนชั้นนำสิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการสถาปนาอุดมการณ์ทางการเมืองว่า “พรรคกิจสังคมเหมาะสมที่จะปกครองประเทศ (หลักปฏิบัตินิยม) เพราะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (หลักคุณธรรมนิยม) ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทาย (ความอยู่รอด)” สิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการทำให้ประชาชนเชื่อว่าประเทศมีความท้าทายทางเศรษฐกิจ และการเมือง จึงจำเป็นจะต้องให้ผู้มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทางการเมืองสูงอย่างพรรคกิจสังคมบริหารประเทศต่อไป ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคกิจสังคมได้พิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่องได้จริง ในแง่นี้แนวคิดเรื่องคุณธรรมนิยม จึงไม่ต่างจากแนวคิดเรื่องคนดีของประเทศไทยมากนัก เพราะเป็นการสนับสนุนให้คนเพียงบางกลุ่มบริหารประเทศได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล ในท้ายที่สุดอุดมการณ์ดังกล่าวจึงสร้างความชอบธรรมให้ชนชั้นสูงปกครองประเทศต่อไป เพราะมองว่าชนชั้นนี้เหมาะสมที่สุดในการบริหารประเทศ

คูฮอนต้าอธิบายว่า อุดมการณ์ดังกล่าวยังถูกใช้เป็นข้ออ้างของรัฐบาลในการมองข้ามปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ เพราะมองว่าการที่คนยากจนนั้นเป็นเพราะพวกเขาไม่มีความพยายามหรือความสามารถมากพอ แม้สิงคโปร์จะมีพรรคฝ่ายค้านคือ พรรคคนงานที่มีฐานเสียงเป็นชนชั้นล่าง แต่พรรคดังกล่าวก็วิพากษ์วิจารณ์พรรคกิจสังคมแค่ในระดับนโยบายเท่านั้น

แต่ก็ใช่ว่าพรรคกิจสังคมจะไม่ถูกท้าทายเลย โดยในการเลือกตั้งปี 2011 พรรคกิจสังคมได้เสียงในสภาไปเพียง 66 เปอร์เซ็น ซึ่งลดลงเกือบ 10 เปอร์เซ็น จากการเลือกตั้งในปี 2005 แต่คะแนนเสียงหายไปเหล่านี้กลับไม่ใช่ชนชั้นกลาง แต่มาจากเขตพื้นที่ผู้ใช้แรงงานอาศัยอยู่เยอะ จึงกลายเป็นว่าชนชั้นที่พยายามจะท้าทายระบอบการเมืองของสิงคโปร์ไม่ใช่ชนชั้นกลาง แต่เป็นชนชั้นแรงงานเสียมากกว่า อย่างไรก็ตามพรรคกิจสังคมก็พยายามจะปรับตัวเพื่อดึงเสียงของชนชั้นแรงงานกลับมา โดยมีการออกนโยบายลดเงินเดือนรัฐมนตรี ลดราคาที่อยู่อาศัย และพัฒนาระบอบขนส่งมวลชนให้คนมีรายได้น้อยเข้าถึงได้มากขึ้น

คูฮอนต้าสรุปว่าชนชั้นกลางไม่เป็นผู้สนับสนุนประชาธิปไตยเสมอไป ชนชั้นกลางสามารถสลับไปมาระหว่างฝ่ายต่อต้านและสนับสนุนประชาธิปไตยได้ตลอดเวลา เพราะชนชั้นเหล่านี้มีโอกาสถึงการศึกษามากกว่าชนชั้นล่าง จึงถูกสถาบันทางสังคมกล่อมเกล่าให้เชื่อในอุดมการณ์ของรัฐได้ง่ายกว่าชนชั้นล่าง

“ความย้อนแย้งของเรื่องนี้คือยิ่งชนชั้นกลางมีการศึกษามากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งถูกขัดเกลาให้มีแนวคิดตามอุดมการณ์ของรัฐได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่กับชนชั้นแรงงาน ชนชั้นแรงงานมีแนวโน้มที่จะท้าทายระบอบการเมืองอย่างต่อเนื่องมากกว่าชนชั้นกลางอย่างขัดเจน” คูฮอนต้ากล่าว

 

ชนชั้นกลางไทยสลับไปมาระหว่างฝ่ายสนับสนุน และต่อต้านประชาธิปไตย

การชุมนุมของ กปปส. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
เมื่อเดือนธันวาคม 2556 (แฟ้มภาพ/ประชาไท)

กนกรัตน์ เลิศชูสกุล กล่าวว่า ที่ผ่านมาการศึกษาเรื่องชนชั้นกลางในไทยมักมีข้อจำกัดอยู่สองประการคือ 1. พยายามอธิบายว่าชนชั้นกลางต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งแบบตายตัว เช่นเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เป็นฝ่ายสนับสนุนทหาร หรือเป็นไม่เอาการเลือกตั้ง และ 2. คือมักมุ่งศึกษาความพยายามของชนชั้นนำไทยมากเกินไป ในงานศึกษาของเธอ กนกรัตน์ได้ไปสัมภาษณ์ผู้ที่เคยร่วมชุมนุมกับพันธมิตร และ กปปส. จำนวน 100 คน ซึ่งเป็นทั้งผู้ชุมนุมทั่วๆ ไป ไปจนถึงระดับแกนนำ

ข้อค้นพบของกนกรัตน์คือ ชนชั้นกลางสลับไปมาตลอดระหว่างฝ่ายสนับสนุน และต่อต้านประชาธิปไตย โดยในระยะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ประชาธิปไตย (democratic transition) เช่นเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 กับเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ 2535 ชนชั้นกลางมีบทบาทอย่างยิ่งในการท้าทายเผด็จการทหาร แต่เข้าสู่ช่วงการทำให้ประชาธิปไตยเป็นปึกแผ่น (democratic consolidation) ชนชั้นกลับมีแนวโน้มที่จะต่อต้านประชาธิปไตย เพราะการเลือกตั้งทำให้ชนชั้นล่างมีอำนาจมากขึ้น ชนชั้นกลางจึงรู้สึกว่าตัวเองถูกกีดกันออกจากการเมือง ชนชั้นกลางไทยจึงเริ่มแสวงหาอำนาจทางการเมืองผ่านการนิยมตัวเองเป็นมวลชนที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์เพื่อสร้างความชอบธรรมในการต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

 

“เสรีนิยม” กับ “ประชาธิปไตย” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 (แฟ้มภาพ/ประชาไท)

ดุลยภาพ จาตุรงคกุล กล่าวว่า นักรัฐศาสตร์สมัยใหม่มักจะตีความแนวคิดของอริสโตเติ้ลผิดซึ่งนำไปสู่การทำความเข้าใจชนชั้นกลางที่คลาดเคลื่อนตามไปด้วย แม้อริสโตเติ้ลจะมองว่าชนชั้นกลางจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบอบประชาธิปไตย แต่เขาก็เสนออีกเช่นกันว่า เมื่อคนเราถูกทิ้งให้อยู่กับความโลภของตนเองจะกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง กล่าวคือมนุษย์ไม่ได้จำเป็นต้องยึดติดอุดมการณ์เสมอไป หากแต่ยึดติดกับผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง นั่นหมายความว่าชนชั้นกลางก็พร้อมที่จะร่วมมือกับฝ่ายที่ไม่เป็นประชาธิปไตยตลอดเวลาเพื่อรักษาอำนาจ และผลประโยชน์ของตัวเองไว้

ดุลยภาพยังเสนออีกด้วยว่าเราควรจะมองคำว่า “เสรีนิยม” แยกออกจากคำว่า “ประชาธิปไตย” เพราะสองสิ่งนี้ไม่ได้จำเป็นต้องสอดคล้องกันเสมอไป เนื่องจากแนวคิดประชาธิปไตยเน้นหลักความเท่าเทียมกัน ขณะที่แนวคิดเสรีนิยมเน้นเรื่องเสรีภาพ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือในช่วงการชุมนุมคนเสื้อแดง มีการสร้างแคมเปญ Respect My Vote ซึ่งเป็นแนวคิดแบบประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่าย กปปส. ก็มีการทำแคมเปญ Respect My Tax ซึ่งมีรากฐานมาจากแนวคิดเสรีนิยม

 

เผด็จการปรับตัวตลอดเวลา

ประจักษ์ ก้องกีรติ เริ่มอภิปรายโดยกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะปกติแล้วคูฮอนต้าขึ้นชื่อว่าเป็นนักวิชาการสายสถาบันนิยม ส่วนตัวเขามักจะศึกษาเรื่องการเมืองเชิงวัฒนธรรม แต่วันนี้เขาต้องการจะเสนอว่าการจะทำความเข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองของชนชั้นกลางจำเป็นต้องกลับไปศึกษากลไกลทางการเมืองเชิงสถาบันด้วย

ประจักษ์เห็นด้วยกับคูฮอนต้าว่า อุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบไทยๆ กับ คนดี มีบทบาทอย่างยิ่งในการเมืองไทย แต่คำถามที่น่าคิดต่อคือรัฐไทยใช้วิธีการใดในการเผยแพร่อุดมการณ์ดังกล่าว เพราะต้องไม่ลืมว่านอกจากอุดมการณ์ทั้งสองแล้ว กลุ่มการเมืองต่างๆ ก็พยายามจะสถาปนา และเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองของตัวเองขึ้นมาท้าทายแนวคิดอนุรักษ์นิยมด้วยเช่นกัน แต่เมื่ออุดมการณ์เหล่านี้มาปะทะกัน ฝ่ายอุนรักษ์นิยมมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า เนื่องจากสถาบันทางการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย เช่นพรรคการเมือง และภาคประชาสังคมในไทยยังคงอ่อนแอเกินกว่าจะท้าทายระบอบการเมืองในปัจจุบันได้

นอกจากนี้ กระแสเศรษฐกิจโลกที่ดูจะดำเนินไปตามแนวทางเสรีนิยมใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เกิดการเมืองแบบประชานิยมเพิ่มมากขึ้น นักการเมืองเริ่มแสวงหาความชอบธรรมทางการเมืองผ่านนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของชนชั้นแรงงาน ซึ่งนโยบายเหล่านี้สร้างความไม่พึงพอใจให้กับชนชั้นกลาง ทำให้พวกเขารู้สึกว่าประชาธิไตยและการเลือกตั้งเป็นภัยคุกคามของพวกเขา หากประเทศนั้นมีสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง มีพรรคการเมืองที่เสนอนโยบายที่ก้าวหน้า และตอบสนองคนหลากหลายชนชั้น  ชนชั้นกลางก็อาจจะเลือกที่จะดำเนินตามครรลองประชาธิปไตย แต่ในกรณีของไทย สถาบันทางการเมืองเหล่านั้นกลับอ่อนแอ ชนชั้นกลางไทย จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสนับสนุนระบอบเผด็จการเพื่อให้ตัวเองได้เข้าถึงอำนาจทางการเมือง

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

โต้ประกาศ 5 ข้อสื่อไม่ปลอดภัยฯ ‘ใบตองแห้ง’ ชี้สื่อต้องกล้าถามท้าทายกรอบศีลธรรม

Tue, 07/17/2018 - 15:39

หลังกองทุนสื่อสร้างสรรค์ฯ ออก 5 ลักษณะสื่อไม่ปลอดภัย/ไม่สร้างสรรค์ ‘ใบตองแห้ง’ ชี้เป็นกฎที่ยิ่งจำกัดกรอบการสร้างสรรค์ตามโอวาทรัฐ ย้ำวิวัฒนาการสื่อต้องมาจากกล้าตั้งคำถามท้าทายกรอบศีลธรรม ขณะที่วิธีคิดแบบไทยๆ คือป้องกันเยาวชนจากสื่อไม่ดี แต่กลับไม่ติดทักษะ ‘การรู้เท่าทันสื่อ’

หลังจากเมื่อวาน (16 ก.ค. 61) คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ออกประกาศเรื่อง “กําหนดลักษณะของสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ พ.ศ.2561” ตั้งแต่เรื่องขัดต่อศีลธรรม ยุยงปลุกปั่น ส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขัดต่อกฎหมาย และขัดต่อหลักจรรยาบรรณสื่อ

จากเนื้อหาที่ตีความได้โดยกว้าง จึงเกิดคำถามว่าสื่อที่อยู่อยู่ภายใต้การตีกรอบเหล่านี้ ยังจะสามารถทำหน้าที่สื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมได้อยู่หรือไม่ ประชาไทสัมภาษณ์  อธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์เจ้าของนามปากกา ‘ใบตองแห้ง’ และพิธีกรวิเคราะห์ข่าววอยซ์ทีวี ต่อประเด็นดังกล่าว

อธึกกิต กล่าวว่า สื่อที่อยู่ภายใต้กฎ 5 ข้อนี้ นอกจากเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว  4 ข้อที่เหลือก็คือสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ในโอวาทรัฐ คือสื่อที่อยู่ในกรอบ ไม่ใช่สื่อที่เป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคมซึ่งต้องเปิดกว้าง ต้องมีความหลากหลาย ไม่จำกัดอยู่ภายใต้กรอบของคนส่วนใหญ่

เขา ชี้ว่า วิวัฒนาการของสื่อต้องมาจากสื่อที่กล้าท้าทายต่อศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรมในสังคมทั้งนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้คือการตีกรอบให้อยู่ในระบบ ให้เชื่อฟัง เช่นเดียวกับค่านิยม 12 ประการ ยกตัวอย่างเช่น คำว่า “ทุกคนต้องเป็นคนดี” สื่อก็จะไม่สามารถโต้เถียงได้ว่า “อะไรคือการเป็นคนดี” หรือการรณรงค์ไม่ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ พอมีสื่อที่โต้แย้งว่าเรายังมีสิทธิ์ดื่มเหล้าสูบบุหรี่ตราบใดที่ไม่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน สื่อแบบนี้ก็จะถูกมองว่าสื่อขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม หรือในแง่การวิพากษ์วิจารณ์ทางวัฒนธรรม เช่น คำสอนของศาสนาในข้อนี้อาจจะมีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิ์หรือจำกัดเสรีภาพ สื่อก็อาจจะไม่สามารถสร้างข้อถกเถียงทางศาสนาได้ หรือเรื่องขัดต่อกฎหมาย ก็ต้องตั้งคำถามว่าเราอยู่ในกฎหมายอะไร เราอยู่ในกฎหมายม. 44 สื่อบางครั้งก็ต้องขัดแย้งต่อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ไม่ได้ก่อให้เกิดความเท่าเทียม เสมอภาค

“ดังนั้นหน้าที่สื่อจึงไม่อาจอยู่ในกรอบ แต่หน้าที่สื่อคือการถกเถียงเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลง” อธึกกิตกล่าว

เขา กล่าวต่อเรื่องกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ออกว่า ทางกองทุนฯ เคยให้ทุนกับละครช่อง 5 เรื่อง ‘นายร้อยสอยดาว’ จำนวน 5 ล้านบาท ทั้งที่มีงบประมาณจัดสรรให้ช่อง 5 อยู่แล้ว ถามว่านั่นคือสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์จริงหรือไหม มีองค์กรอื่นที่ควรได้กว่านี้หรือไม่ หรือการให้ทุนกับสื่อสังคมออนไลน์เพื่อมาตุภมิ หรือการ์ตูนสำหรับเด็ก

“สิ่งเหล่านี้มันอาจเป็นอะไรที่ดีๆ ในแนวของรัฐแต่มันไม่หลากหลาย สิ่งที่แหกคอกออกไปถูกมองว่าไม่ใช่สิ่งดี วิธีคิดคือปกป้องเยาวชนจากการรับสิ่งไม่ดี แทนที่จะไปเสริมสร้างการเท่าทันสื่อหรือการรับมือกับโลกออนไลน์ยังไงให้ถูกวิธี” อธึกกิต กล่าวทิ้งท้าย

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

'สมัชชาคนจน' ร้อง 'ประยุทธ์' แก้ปัญหา 'ยาฆ่าหญ้า-ค่าครองชีพ-บัตรทอง-สิทธิแรงงาน'

Tue, 07/17/2018 - 15:16
สมัชชาคนจนร้องประยุทธ์แก้ปัญหานำเข้าสารเคมีอันตราย ราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพ ปัญหาสวัสดิการรักษาพยาบาลจากระบบบัตรทอง และปัญหาด้านแรงงาน ที่คนงานที่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมมากขึ้น

17 ก.ค.2561 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ. เดิม) บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนสมัชชาคนจน นำโดย บุญยืน สุขใหม่ กรรมการบริหารสมัชชาคนจน ฝ่ายกฎหมายแรงงาน พร้อมตัวแทนสมัชชาคนจนกว่า 50 คน เดินทางยื่นหนังสือเรียกร้องถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่าน พันศักดิ์ เจริญ ผู้อำนวยการส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน เพื่อให้ภาครัฐเร่งรัดในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาล คสช. ผ่านนโยบาย และออกประกาศคำสั่งต่างๆ รวม 4 ประเด็นคือ 

1. การนำเข้าสารเคมีอันตราย โดยเฉพาะ พาราควอต (ยาฆ่าหญ้า)เพื่อใช้ในภาคการเกษตร ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้ยังสามารถใช้ได้ในประเทศไทย ทั้งที่เกิดผลกระทบขึ้นมากมายต่อชีวิตเกษตรกร และผู้บริโภคประชาชนทั่วไป ทั้งเสียชีวิต และสะสมปนเปื้อนตกค้าง ในสภาพแวดล้อม และอาหารที่ทุกคนบริโภค จึงขอให้พิจารณาการจำกัดหรือยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ คือ พาราควอต คลอไพริฟอส และไกลโฟเซต

2. ราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนแพงขึ้นทุกวัน ในขณะที่รายได้ของประชากร กลับไม่ได้มากตาม ทำให้คนไทยต้องจนลง จากเงินในกระเป๋าที่ต้องจ่ายไปเป็นค่าเชื้อเพลิงพลังงาน และจากปัญหาความไม่โปร่งใสในแวดวงธุรกิจพลังงาน

3. ปัญหาสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล จากระบบบัตรทอง ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีความพยายามจะปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยผิดไปจากเจตนารมณ์เบื้องต้นที่ต้องการให้เกิดระบบสวัสดิการและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ในด้านการดูแลรักษาพยาบาล เพื่อให้เกิดเป็นระบบหลักประกันสุขภาพของคนไทยทุกคน โดยจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคนที่ใช้ระบบบัตรทอง โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนคนยากจน ที่จะถูกเลือกปฏิบัติสงเคราะห์อย่างไม่เป็นธรรม เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำในด้านการดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาล

4. ปัญหาด้านแรงงาน ที่ปัจจุบันมีจำนวนคนงานที่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมมากขึ้น โดยที่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถเข้าไปดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที กลับปล่อยให้บรรดาคนงานที่ถูกปิดงานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต้องเผชิญชะตากรรมโดยลำพัง โดยรัฐได้กำหนดนโยบายต่างๆ ที่ให้สิทธินักลงทุนมากขึ้นแทบทุกด้าน แต่สิทธิด้านแรงงานกลับไม่ได้รับการเหลียวแล แก้ไข

สำหรับรายละเอียดทั้ง 4 ประเด็นเรียกร้องมีดังนี้ 

ประเด็นการนำเข้าสารเคมีอันตราย

ประเด็นราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้น

ประเด็นระบบบัตรทอง

ประเด็นปัญหาด้านแรงงาน

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

สื่อฟินแลนด์ติดป้ายต้อนรับประชดประชุมทรัมป์-ปูติน วิพากษ์พฤติกรรมคุมสื่อ

Tue, 07/17/2018 - 11:43

นสพ. ใหญ่สุดของฟินแลนด์ประท้วงการมาเยือนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ด้วยข้อความต้อนรับแบบประชดประชันจากสื่อหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์โดยมีเจตนาวิจารณ์ผู้นำทั้งสองกรณีการลิดรอนเสรีภาพสื่อ

มีการประท้วงใหญ่ในกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2561 หนึ่งวันก่อนที่จะมีการพบปะหารือกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่จัดขึ้นในฟินแลนด์

 

As we welcome the presidents to the summit in Helsinki, we @hsfi want to remind them of the importance of free press. 300 billboards on the routes from the airport to the summit are filled with news headlines regarding presidents’ attitude towards the pressfreedom. #HELSINKI2018 pic.twitter.com/KmYJtLyeNE

— Kaius Niemi (@KaiusNiemi) July 15, 2018

 

ภาพป้ายโฆษณาข้อความต้อนรับในฟินแลนด์ (ที่มา: Twitter/Kaius Niemi)

ผู้นำทั้งสองประเทศได้รับการ ‘ต้อนรับ’ ด้วยป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่หนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดในฟินแลนด์ 'เฮลซิงงิน ซาโนมัต' เป็นผู้ซื้อโฆษณา ป้ายโฆษณาดังกล่าวระบุข้อความว่า "คุณประธานาธิบดี ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนที่มีเสรีภาพสื่อ" ซึ่งมีเจตนาจิกกัดทั้งทรัมป์และปูตินที่ทำตัวเป็นศัตรูกับนักข่าวและเป็นปฏิปักษ์ต่อเสรีภาพสื่อ

ไคอุส นิเอมี หัวหน้ากองบรรณาธิการของเฮลซิงงิน ซาโนมัต กล่าวว่าข้อความดังกล่าวเป็นถ้อยแถลงในฐานะตัวแทนของงานข่าวเชิงวิพากษ์และมีคุณภาพทั้งหลาย ในการต้อนรับประธานาธิบดีสองประเทศนี้พวกเขาต้องการย้ำเตือนพวกเขาให้เห็นความสำคัญของเสรีภาพสื่อ "สื่อไม่ควรจะเป็นสุนัขรับใช้ประธานาธิบดีหรือระบอบใดๆ"

หนังสือพิมพ์เฮลซิงงิน ซาโนมัตทำวิดีโอที่ชื่อ "The Land of Free Press (ดินแดนแห่งสื่อเสรี)" อธิบายว่าพวกเขาจงใจซื้อโฆษณาป้ายต่างๆ ตามทางระหว่างสนามบินกับสถานที่ประชุมรวมมากกว่า 280 ป้าย ซึ่งนอกจากข้อความต้อนรับดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อความต่างๆ ที่เป็นพาดหัวข่าวในอดีตเกี่ยวข้องกับผู้นำสองคนนี้โดยเฉพาะพาดหัวข่าวที่ประธานาธิบดีสองคนนี้ขัดแย้งกับสื่อหรือพูดเกี่ยวกับสื่อ เช่น การที่ทรัมป์โทษสื่อเวลาไม่พอใจเรื่องต่างๆ วิดีโอดังกล่าวยังระบุอีกว่าผู้นำทั้งสองคนนี้มีความพยายามควบคุมสื่อทั้งคู่

มีการตั้งข้อสังเกตว่าปูตินและทรัมป์พบปะหารือกันที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ในวันที่ 16 ก.ค. 2561 ไม่กี่วันหลังจากมีการดำเนินคดีกับทหารรัสเซียในข้อหาพยายามแทรกแซงการเลือกตั้ง โดยที่สำนักงานที่ปรึกษาพิเศษของ โรเบิร์ต มุลเลอร์ ประกาศเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมาว่ามีการตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่ทหารรัสเซีย 12 นาย จากเรื่องที่พวกเขาถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งปี 2559 ของสหรัฐฯ โดยรัฐบาลรัสเซีย

นอกจากป้ายโฆษณาแล้ว ประชาชนชาวฟินแลนด์ยังออกมาประท้วงแสดงความไม่พอใจผู้นำทั้งสองประเทศที่มาประชุมในประเทศของพวกเขา มีผู้ประท้วงชูป้าย "ไม่ต้อนรับ" โดยผู้ประท้วงรายหนึ่ง ผู้ประท้วงรายอื่นถือป้ายที่มีรูปการ์ตูนทรัมป์กับปูตินโอบกอดกันพร้อมข้อความก่นด่าทั้งคู่ ผู้ประท้วงชื่อ แอนนา บรูน กล่าวว่าเธอรู้สึกไม่ดีที่ผู้นำทั้งสองคนมาที่ประเทศเธอ บรูนบอกว่าเธอต่อต้านสิ่งที่เธอเรียกว่า ‘การเมืองของมหาอำนาจ’ ที่นำมาเล่นกันในเมืองบ้านเกิดของเธอ

เรียบเรียงจาก

Finnish Newspaper Greets Trump and Putin With Billboards Defending 'Free Press', Common Dreams, Jul. 15, 2018

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics