ประชาไท - การเมือง

Subscribe to ประชาไท - การเมือง feed
Updated: 40 min 52 sec ago

'พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค' ตกตึกชั้น 7 เสียชีวิต

1 hour 4 min ago

'พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค' ตกตึกชั้น 7 ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พบกระดาษเขียนด้วยลายมือมีข้อความลาตาย

  25 ก.พ. 2561 มติชนออนไลน์รายงานว่าเวลาประมาณ 11.30 น. เกิดเหตุ ชายพลัดตกจากที่สูง ภายในห้างดังแห่งหนึ่ง ที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่ร้านคริสปี้ครีม (ชั้น 1) จากนั้นเจ้าหน้าที่ห้างสรรพสินค้าได้ช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลชลประทาน โดยได้ตรวจสอบเอกสารของชายคนดังกล่าว ไม่พบเอกสารยืนยันตัวบุคคล และพบกระดาษเขียนด้วยลายมือ ปรากฏข้อความลาตายลงชื่อ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นพยานหลักฐาน จากนั้นพนักงานสอบสวนได้เดินทางไปยัง รพ.ชลประทาน และได้ตรวจสอบรูปพรรณศพ พบว่าผู้เสียชีวิตคือ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค จึงได้แจ้งแพทย์นิติวิทยาศาสตร์ มาร่วมชันสูตรศพต่อไป   จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และสอบปากคำพยาน พยานที่เห็นเหตุการณ์ พบว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตเดินอยู่บนชั้น 7 ตามปกติ จากนั้นได้เดินไปที่กระจกทางกั้น จากนั้นได้ปีนข้ามและพลัดตกลงไป   อนึ่งข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ระบุว่า พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค (5 มีนาคม พ.ศ. 2480 – 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561) เกิดที่ อ.เมือง จ.ราชบุรี อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ เป็นบุตรของหลวงพินิตพาหนะเวทย์ (พิง) มารดาชื่อ ทองอยู่ (สกุลเดิม ลิมปิทีป) สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รับราชการในกรมตำรวจ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน) ตำแหน่งที่สำคัญได้แก่ ผู้บังคับการตำรวจภูธร 12 ผู้บัญชาการศึกษา ผู้ช่วยอธิบดีตำรวจ และรองอธิบดีกรมตำรวจ ฝ่ายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ ตามลำดับ ปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก มหาวชิรมงกุฏ และเหรียญจักรพรรดิมาลา พล.ต.อ.สล้าง มีบุตรกับภรรยาชื่อ สุพรรณวดี (สกุลเดิม ชุมดวง) 3 คน ได้แก่ วันจักร พลจักร และเหมจักร นับเป็นลำดับชั้นที่ 7 พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค เสียชีวิต ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ   บทบาทที่สำคัญในเหตุการณ์ 6 ตุลา   ขณะนั้น พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค เป็นรองผู้กำกับการ 2 รับคำสั่งจาก พล.ต.ต.สุวิทย์ โสตถิทัต ผู้บังคับการกองปราบปราม ของคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ให้นำกำลังตำรวจปราบจลาจล 200 นายไปรักษาความสงบที่บริเวณท้องสนามหลวง และหน้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   ใน ครั้งนั้นมีการเรียกกำลังของตำรวจตระเวนชายแดนประมาณ 50-60 นาย ซึ่งมีอาวุธปืนขนาดใหญ่ ปืนครก อาวุธปืนที่ติดกล้องเล็ง และตำรวจแผนกอาวุธพิเศษ หรือหน่วย "สวาท" ทั้งแผนกอีก 45 นาย ในเช้าวันนั้นเฉพาะกำลังส่วนที่ติดอาวุธหนัก และร้ายแรงที่สุดของกรมตำรวจ 3 หน่วยนี้ที่ถูกใช้ในการโจมตีมีถึง 300 คน นอกจากนี้ยังมีตำรวจจาก สน.และหน่วยงานอื่นๆ อีกประมาณ 50 ถึง 100 หน่วยงานเข้าร่วมด้วย   ต่อมาเวลาประมาณ 8.00 น. ของวันเดียวกัน ก็ได้รับคำสั่งจากอธิบดีกรมตำรวจ ให้เข้าไปทำการตรวจค้นจับกุม และให้ใช้อาวุธปืนได้ตามสมควร แต่อย่างไรก็ตามที่ได้รับคำสั่งให้ใช้อาวุธได้ จากอธิบดีตำรวจนั้น ได้รับคำสั่งโดยมีนายตำรวจ มาบอกด้วยวาจา และมีการมาบอกกันหลายคน จนเกิดการใช้อาวุธหนักโจมตีเข้าไปใน ม.ธรรมศาสตร์ จึงมีนักศึกษา ประชาชน เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นจำนวนมาก   บทบาท พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีมากมาย แน่นอนว่าบทบาทของเขาในวันนั้นยังไม่หมดเท่านี้ ก่อนจะหมดวัน "ได้รับคำสั่ง" ให้ไปปฏิบัติการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง และทำให้มีชื่อเสียงที่ไม่อาจลบล้างได้จนทุกวันนี้   ในบ่ายวันดียวกัน หลังจากที่กลุ่มฝ่ายขวาเสร็จสิ้น "การฆ่าฟันนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์" สถานีวิทยุยานเกราะ ก็ได้สั่งการต่อให้กลุ่มลูกเสือชาวบ้านเดินทางไปที่สนามบินดอนเมือง เพื่อทำร้าย ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ แต่เจ้าหน้าที่สนามบินไม่ให้เข้าไป อย่างไรก็ตามพล.ต.อ.สล้าง ได้เดินทางไปที่ดอนเมืองตามคำสั่งของสถานีวิทยุยานเกราะ โดยที่ไม่ได้รับคำสั่งจากกรมตำรวจ และ พล.ต.อ.สล้าง ได้เข้าไปด่าว่า ดร.ป๋วย ขณะที่พูดโทรศัพท์อยู่ และตบหู จนโทรศัพท์ออกจากมือของ ดร. ป๋วย หลายปีภายหลัง พล.ต.อ.สล้าง ได้พยายามแก้ตัวว่า ได้รับวิทยุสั่งการโดยตรงจาก พล.ต.ต.สงวน คล่องใจ ผู้บังคับการกองปราบฯ ให้รีบเดินทางไปที่สนามบินดอนเมือง เพื่อป้องกันช่วยเหลือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ให้รอดพ้นจากการทำร้ายจากกลุ่มประชาชน พวกนวพล และกระทิงแดงให้ได้ จึงได้รีบเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง   แต่ในขณะที่ พล.ต.อ.สล้าง ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมตำรวจ หนึ่งในคดีวิสามัญฆาตกรรมที่อื้อฉาว สะเทือนขวัญ และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คงจะหนีไม่พ้น...   คดีวิสามัญฆาตกรรม "โจ ด่านช้าง" และพวกอีก 5 คน   26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่ง คือ นายศุภฤกษ์ เรือนใจมั่น หรือ โจ ด่านช้าง หัวหน้าแก๊ง นายสุบิน เรือนใจมั่น น้องชายของโจ ด่านช้าง นายประสิทธิ์ โพธิ์หอม นายยิ้ว ปริวัตรสกุลแก้ว นายหยัด และนายปราโมทย์ (ไม่ทราบนามสกุล) นำอาวุธสงครามครบมือ หวังฆ่านายอุบล หรือ เล็ก บุญช่วย อายุ 31 ปี หลังถูกหักหลังในธุรกิจค้ายาบ้าที่ทำร่วมกัน แต่ตำรวจ สภ.อ.สองพี่น้องสามารถสกัดทัน คนร้ายหลบที่ใต้ถุนสูงและมีน้ำท่วมรอบบ้านเลขที่ 107/1 หมู่ 5 ต.บางใหญ่ อ.บางปลาม้า และมีตัวประกันอยู่ในบ้านถึง 3 คน คือ นายประสงค์ ครุฑใจกล้า อายุ 45 ปี เจ้าของบ้าน ที่ป่วยเป็นอัมพาต นางบรรยงค์ ข้อทน อายุ 40 ปี ภรรยา และ ด.ญ.ประสาน ครุฑใจกล้า อายุ 11 ขวบ ลูกสาว จึงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องกับคนร้าย   พล.ต.อ.สล้าง นั่งเฮลิคอปเตอร์เดินทางไปสั่งการด้วยตัวเอง และเรียกประชุมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางคลี่คลาย มีคำคำสั่งให้ใช้การเจรจาเกลี้ยกล่อม และให้ตำรวจแฝงกายล้อมตัวบ้านในระยะใกล้ที่สุด เพื่อรอจังหวะลงมือ พร้อมส่ง พ.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปราม ถอดเครื่องแบบเดินถือโทรโข่งลุยน้ำเข้าไปเจรจา คนร้ายทั้ง 6 คน ยอมปล่อยตัวประกันและขอมอบตัว ต่อมาคนร้ายทั้ง 6 ถูกใส่กุญแจมือ และถูกตำรวจพาเดินลุยน้ำมาจนถึงฝั่ง เหตุการณ์ที่ดูทีท่าว่าจะคลี่คลายไปด้วยดีกลับตาลปัตรไปอย่างไม่น่าเชื่อ คำให้การของฝ่ายตำรวจบอกว่า คนร้ายได้ขอให้ตำรวจนำตัวกลับเข้าในบ้านอีกรอบ เพื่อค้นหาอาวุธของกลาง ตำรวจจึงพากลับไปตามที่ร้องขอ หลังเข้าไปในบ้านประมาณ 20 นาที เกิดมีเสียงปืนรัวขึ้น สิ้นเสียงปืนคนร้ายทั้ง 6 คนถูกวิสามัญฆาตกรรม จนเป็นตำนาน "อื้อฉาว" ไปทั่วโลกของ ...ตำรวจมือปราบวิสามัญ...!!!   หลังเกษียณอายุราชการ พล.ต.อ.สล้าง ได้ตั้ง "มูลนิธิ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค" ในปี 2541 มอบหมายให้เภสัชกรและนายแพทย์ในมูลนิธิฯ ผลิตยา วี1 (V1 Immunitor) อ้างว่าเป็นยาต้านโรคเอดส์ได้ โดยเฉพาะในปี 2544 เขาแจกยา วี1 ฟรีออกไปอย่างกว้างขวาง มีผู้ป่วยไปรอรับยาตัวนี้วันละนับหมื่นคนท่ามกลางข้อกังขาของวงการแพทย์และสังคมว่าเป็นการโฆษณาเกินจริง กระทั่งต้องสั่งให้หยุดโฆษณา และแก้เกี้ยวว่าเป็นเพียงยาบำรุงกำลัง อย่างไรก็ตามช่วงหลังเขาพยายามเสนอผลงานและแสดงความคิดเห็นสาธารณะ แต่สังคมไม่ได้ให้ความสนใจเขามากนัก และได้ออกมาแสดงบทบาททางการเมืองอยู่เป็นระยะ แต่ยังไม่ชัดเจน   'สล้าง บุนนาค'ขออาสา ยึดทำเนียบรัฐบาลคืนจาก พธม.   เขากล่าวเอาไว้ว่า   {{คำพูด|มีตำรวจมาพูดกับผมว่าตอนนี้ตำรวจไม่กล้าทำงานเพราะ ผู้ใหญ่ไม่กล้าตัดสินใจ ผมจึงคิดกับเพื่อนตำรวจนอกราชการที่อดีตเคยเป็นครู ตชด. ปจ. คอมมานโด กองปราบปราบ ตั้งกองกำลังกู้ทำเนียบรัฐบาล โดยจะเสนอรัฐบาลว่าจะเข้าไปยึดทำเนียบคืนเอง เบื้องต้นรวบรวมตำรวจนอกราชการได้กว่า 1,000 นาย ซึ่งถ้าหากตำรวจในราชการอยากร่วมด้วยก็ขอให้ไปลาราชการมาร่วมกันทำงาน ส่วนชาวบ้านทั่วไปก็มาร่วมได้แต่ให้มาทำงานในส่วนอื่นเพราะไม่ได้รับการฝึก มา ซึ่งกองกำลังสามารถรวบรวมได้ภาย ใน 3 วัน           ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติเรียกร้อง จนท. เคารพหลักสิทธิมนุษยชนกรณีควบคุมตัว 'ไอมัน หะเด็ง'

1 hour 19 min ago

เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักกฎหมายและเคารพสิทธิมนุษยชนกรณีควบคุมตัวไอมัน หะเด็ง หากพิสูจน์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องให้รีบปล่อยตัวทันทีและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

  24 ก.พ. 2561 เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติได้ออก แถลงการณ์เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ เรื่อง เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวตัวนายไอมัน หะเด็ง (ประธานเครือข่าย) ระบุว่าเมื่อเวลา 15:40 น. ของวันที่ 23 ก.พ. 2561 โดยการสนธิกำลังสามฝ่ายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาปิดล้อม ตรวจค้น ควบคุม ที่ร้านวีดาต ขายผ้าคลุม ถ.วิฑูรอุทิศ 1 ตลาดเก่า อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งเป็นร้านของนายไอมันและภรรยา โดยภรรยานายไอมัน (ขอสงวนชื่อ-สกุล) เผยว่าก่อนควบคุมตัวไปนั้น เจ้าหน้าที่เข้ามาในร้านซึ่งเป็นร้านของครอบครัว ถามหาตัว ชื่อนายไอมัน หะเด็ง ณ เวลานั้นนายไอมันซึ่งกำลังกินข้าวอยู่ที่โต๊ะทำงานของตน ภายหลังจากที่เข้ามาในร้านแล้ว ได้ทำการยึดโทรศัพท์ทั้งของไอมันและภรรยา รวมสามเครื่อง และเสื้อผ้าบางส่วน และจะขอตรวจค้นภายในร้าน ผลจากการตรวจค้นปรากฏว่าไม่พบสิ่งใดผิดปกติโดยมีไอมันและเพื่อนบ้านตามไปเป็นพยานด้วย ทางเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวและพานายไอมัน หะเด็ง ไปที่ ฉก.12 ตือเบาะ อ.เมือง จ.ยะลา เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ภรรยานายไอมันตามไปด้วย เมื่อสอบถามการควบคุมตัวนายไอมัน หะเด็ง เจ้าหน้าที่ได้อ้างว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีระเบิดที่ตลาดสดพิมลชัย อ.เมือง จ.ยะลา ว่ามีการซัดทอดจากคนที่ถูกควบคุมก่อนหน้านี้ 3-4 วัน แถวพื้นที่ นะกูโบร์-จาเราะ จากนั้นเวลาประมาณ 18:30 น. เจ้าหน้าที่ทาง ฉก. 12 ได้สอบถามและตรวจสอบแล้วจะปล่อยตัวว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ แต่ทางเจ้าหน้าที่ค่ายทหารวังพญายืนยันว่าต้องการตัว ขณะนี้นายไอมัน หะเด็ง ประธานเครือข่าย ยังคงถูกควบคุมตัวที่ค่ายทหารพราน วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา โดยไม่ทราบระยะเวลาการควบคุมตัวว่าจะยาวนานเท่าใด    นายไอมัน หะเด็ง เป็นอดีตจำเลยที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายและได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางศาลแล้ว โดยตกเป็นจำเลยในคดีความมั่นคงเพียงคดีเดียว และศาลได้พิพากษายกฟ้อง หลังจากได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ นายไอมัน หะเด็ง ได้ร่วมกลุ่มกับเพื่อนๆอดีตจำเลย ก่อตั้งกลุ่มเครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ (JOP) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือแนะนำความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบด้วย นอกจากนี้นายไอมัน หะเด็ง ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกเครือข่ายให้ดำรงตำแหน่งประธานเครือข่าย เนื่องจากนายไอมัน หะเด็ง จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์   จากเหตุการณ์การควบคุมตัวนายไอมัน หะเด็ง ครั้งนี้ เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ มีความกังวลและห่วงใยต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเหตุการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว กับอดีตประธานเครือข่าย นายมูหาหมัดยากี สาและ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่อ้างว่านายมูหาหมัดยากี มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎ์ธานี การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ผ่านมาเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ความรุนแรง มักจะเล็งเป้าหมายต่อกลุ่มบุคคลที่เคยถูกบังคับใช้กฎหมายหรือกลุ่มจำเลยในคดีความมั่นคงที่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้เป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่แต่อย่างใด เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ จึงขอเรียกร้องต่อหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อนายไอมัน หะเด็ง ดังต่อไปนี้   1. ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักการของกฎหมายและเคารพหลักสิทธิมนุษยชน โดยไม่มีทัศนคติในด้านลบต่อกลุ่มเพื่อนจำเลยในคดีความมั่นคง 2. ขอให้เจ้าหน้าที่ตระหนักถึงการปกป้องและคุ้มครองสิทธิของผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความรุนแรง โดยหามาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อมิให้เป็นเงื่อนไขสร้างชนวนของความขัดแย้งจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในพื้นที่ต่อไป 3. ขอเรียกร้องให้ภาครัฐนำข้อเท็จจริงจากภรรยาและครอบครัวของนายไอมัน หะเด็ง รวมทั้งผู้ใหญ่บ้านและเพื่อนบ้าน เพื่อประกอบเป็นข้อเท็จจริงในการพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับนายไอมัน หะเด็ง ด้วย 4. หากภาครัฐพิสูจน์ทราบอย่างชัดเจนนายไอมัน หะเด็ง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับเหตุการณ์ระเบิดที่ถูกกล่าวอ้าง ขอเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการปล่อยตัวนายไอมัน หะเด็ง ให้เป็นอิสระโดยทันทีและให้มีการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย รวมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเข้าใจถูกต้องต่อประชาชนทั่วไปและเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของนายไอมัน หะเด็ง ด้วย   ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

วิกฤติศรัทธาต่อราชการไทย

3 hours 48 min ago

สัพพัญญู วงศ์ชัย



ในห้วงเวลาตั้งแต่ปฏิทินได้เปลี่ยนเข้าสู่ปี 2561 สังคมไทยได้เกิดกระแสของการวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงต่อกระแสข่าวที่โด่งดังอย่างมาก ได้แก่ กรณีของน้องเมย นักเรียนนายร้อยที่เสียชีวิตอย่างปริศนา, กรณีของนาฬิกาสุดหรูของผู้มีอำนาจในรัฐบาล คสช., กรณีการเข้าป่าล่าสัตว์สุดฉาวโฉ่ว ของผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทก่อสร้างชั้นนำของประเทศ และกรณีล่าสุดได้แก่กรณีของคุณป้าขวานพิฆาต ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งกรุงเทพฯ กระแสข่าวทั้งหมดได้ชักนำให้ผู้เสพสื่อทั้งหลาย มุ่งประเด็นสำคัญหลายประเด็นด้วยกัน ทั้งประเด็นการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐ, กระบวนการยุติธรรม, การปฏิบัติหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง, การบังคับใช้กฎหมายที่ ‘ขัดตา ขัดใจ’ สังคมที่รายล้อมผู้กระทำผิดเหล่านั้นอย่างลอยหน้าลอยตา หรือแม้กระทั่งประเด็นเรื่องข้อเรียกร้องทางกฎหมายที่ถูกเพิกเฉยมาหลายปี ประเด็นทั้งหมดที่ผู้เขียนยกมาเป็นตัวอย่างเหล่านี้ล้วนลากเป้าสายตาของเราเข้าไปจ้องมอง หรือกระทั่งเพ่งมองไปสู่ การทำงานภายในภาคราชการ อันเป็นที่พึ่ง และความหวังของสังคมมาอย่างยาวนาน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กระแสสังคมได้ทุ่มโถมไปสู่การโจมตีการทำงานของข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่ผู้เขียนได้กล่าวในข้างต้น ได้แสดงออกมาในทิศทางของความ ‘ผิดหวัง’ ต่อระบบราชการ (bureaucratic system) ซึ่งเป็นหน่วย หรือองค์กรที่มีอำนาจมหาศาลในสังคมไทยมาโดยตลอด ระบบราชการได้เติบโตด้วยน้ำหล่อเลี้ยงที่ไหลออกจากกระเป๋าเงินของประชาชนในประเทศจำนวนมหาศาลมาอย่างยาวนาน และยังคงมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในทางกลับกัน ความหวังที่มีต่อข้าราชการ/ระบบราชการไทยนั้น กลับลดน้อยถอยลงทุกที ช่างสวนทางกับสิ่งที่เสียไปเหลือเกิน กล่าวง่าย ๆ คือ ‘ได้ไม่คุ้มเสีย’

วิกฤติการณ์ดังกล่าวไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาที่มีคู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ทั้ง การเล่นพรรคเล่นพวก, การทุจริตงบประมาณ หรือแม้กระทั่งการกระทำอันผิดต่อกฎหมายที่ถูกทำให้หายเงียบไป ได้ถูกกลบให้ดูเป็นประเด็นที่ถูกบดบังด้วยเงาของ ‘การกล่าวโทษนักการเมือง’ นักการเมืองตกเป็นจำเลยของวาทกรรม ‘นักการเมืองเลว เป็นพวกที่เข้ามาเพื่อทุจริต’ วาทกรรมดังกล่าวมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ดังประโยคที่มักจะถูกหยิบยกมา ได้แก่ “ถ้านักการเมืองไทยหยุดโกงเพียงสองปี ถนนประเทศไทยจะปูด้วยทองคำก็ยังได้” วาทกรรมดังกล่าวได้ถูกผลิตซ้ำ และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับยุคสมัยมาอย่างต่อเนื่อง โดยการนำของอุดมการณ์แบบต่อต้านการเมือง

ในปัจจุบัน สายตาที่ถูกบังจากเงาของ ‘นักการเมืองเลว’ นั้นไม่มีอีกต่อไป ภายใต้การปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารนั้น ภาพฉายของระบบราชการจึงเป็นภาพขนาดใหญ่มหึมาที่เข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วนของประเทศ ทั้ง การเมือง, เศรษฐกิจ และสังคม ชัดเจนมากกว่าสิ่งอื่นใด จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงแรงกระแทกจากสังคมโดยตรงได้ เกราะกำบังจากวาทกรรมกล่าวโทษนักการเมืองไม่อาจใช้มาอธิบายปรากฎการณ์ของการ ทุจริต และความไม่เป็นธรรมในสังคมได้อีกต่อไป ในขณะเดียวกันแรงโต้กลับของระบบราชการที่เป็นเสมือนยักษ์ใหญ่แห่งรัฐ (The giant of state) ในขณะนี้ได้ตอบกลับสังคมด้วย ‘ความไม่รับผิดชอบ’ ความไม่รับผิดชอบนี้หมายรวมถึง ความไม่รับผิดชอบต่อกิจที่ตนได้กระทำผิดไป และความรับผิดชอบที่ตนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในด้านจริยธรรม ศีลธรรม และกฎหมาย ยักษ์ใหญ่ตัวนี้กลายเป็นหน่วยที่แทบจะอยู่เหนือกฎหมายและความยุติธรรม ความผิดหวังต่อระบบราชการนั้นยังสามารถหมายรวบไปถึง ความผิดหวังที่มีต่อ รัฐบาล ที่ไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากร่างอวตารที่มาจาก หรือแทบจะเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับระบบราชการแทบเสียทั้งหมด

รัฐไทยจึงกลายเป็นรัฐราชการ (bureaucratic polity) อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เกษียร เตชะพีระ ได้อธิบายระบบราชการผ่านการประมวลผลงานของ Benedict Anderson ในงานเสวนา หัวข้อ เบน แอนเดอร์สัน กับชุมชนจินตกรรม และอื่น ๆ และ อื่น ๆ’ ได้อย่างชัดเจน สรุปใจความได้ว่า รัฐราชการไทยนั้นไร้ประสิทธิภาพ ทุจริต เล่นพรรคเล่นพวก ไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชน และกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบราชการ อันเกิดจากสภาวะเปลี่ยนผ่านที่ค้างเนิ่นนานจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ไม่ดับสูญสนิท (non-finished transition) ชนชั้นปกครองไม่อาจเอาความชอบธรรมแบบรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับมาใช้ได้อีกแล้ว ชนชั้นนำเหล่านี้จึงต้องมีการหาหุ้นส่วนภายในระบบราชการ โดยต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ราชเสนาอมาตยาสมาสัย’ กล่าวคือ ระบบราชการเป็นฐานในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ชนชั้นนำ ในการใช้อำนาจผ่านระบบราชการนั่นเอง (ดูเพิ่มเติม : https://www.youtube.com/watch?v=q1E-0o0eD_M)

สุดท้ายนี้ผู้เขียนต้องขอออกตัวว่า ไม่ได้มีความต้องการที่จะลดความเชื่อมั่น (Discredit) ต่อข้าราชการไทย เนื่องจากข้าราชการทั้งชั้นผู้น้อยและลำดับชั้นที่สูงขึ้นไปนั้น ต่างก็เป็น ‘ประชาชน’ เฉกเช่นเดียวกับเรา ๆ ทั้งหลาย ผู้เขียนมีความเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านมีความแคลงใจว่าเหตุใด ระบบราชการที่มีการหมุนเวียนบุคลากรอยู่แทบทุกปี คนรุ่นใหม่เหล่านั้นมีอายุเพียง ยี่สิบปีต้น ๆ เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่มีการศึกษาดี ส่วนใหญ่มาจากสถาบันอุดมศึกษาที่มีคุณภาพภายในประเทศ แต่กลับต้องถูกระบบที่มีขนาดมหึมาครอบงำความทะเยอทะยาน ความกระตือรือร้น และความต้องการกระทำตามอุดมการณ์ของตน พวกเขาเหล่านั้น (ข้าราชการ) กลับกลายเป็นกลุ่มที่รับแรงกดดันมากกว่าคนนอกระบบราชการอย่างเรา ๆ ทั้งหลาย ทั้งความคาดหวังจากภาคสังคม และแรงกดทับที่มาจากสายบังคับบัญชาของผู้มีอำนาจในระบบราชการ จึงมีหลายครั้งที่คนหนุ่มที่มีคุณภาพ มีแรงผลักดันในการทำงาน เกิดอาการ ‘หมดไฟ’ และตัดสินใจออกจากราชการอย่างน่าเศร้า



เกี่ยวกับผู้เขียน: สัพพัญญู วงศ์ชัย เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาการเมือง การปกครอง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

สวมหน้ากาก 'ยุทธ์น็อกคิโอ' ทวง คสช. เลือกตั้งปีนี้

Sat, 02/24/2018 - 20:18

ช่วงปราศรัยโดย "เพนกวิ้น" พริษฐ์ ชิวารักษ์, "จ่านิว" สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์  และบารมี ชัยรัตน์

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) จัดงาน "ปากปราศรัย น้ำใจเชือดเผด็จการ: 3-2-1 ถึงเวลาเปลี่ยน" ภายในงานมีการจัดตลาดนัดช็อปช่วยทาส จำหน่ายอาหาร หนังสือ และสินค้าบางส่วนเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือนักโทษการเมือง มีการตั้งป้ายคนสวมนาฬิการอเลือกตั้ง หีบเลือกตั้งจำลอง เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมถ่ายรูปด้วย ทั้งนี้มีการเล่นดนตรีสลับการปราศรัยท่ามกลางฝนตกในช่วงบ่าย

ต่อมาเมื่อฝนเริ่มซา ในเวลา 17.00 น. พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิ้น นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปราศรัยบนลังไม้ว่า ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าที่อยู่ในสภา จะเห็นได้ว่าใน คสช. และ สนช.ไม่มีคนรุ่นใหม่เลย อนาคตจึงไม่มี เพราะเขาไม่ได้เข้ามาสร้างอนาคต เขาฝืนธรรมชาติเพราะกลัวว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เรากำลังสู้กับศัตรูของประชาชน เขาไม่ยอมให้เรามีชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่เราจะเอาคุณภาพชีวิตของเรากลับคืนมา

คลิปช่วงจ่านิวชวนสวมหน้ากาก "ยุทธน็อกคิโอ" ทวงเลือกตั้งปีนี้

ต่อมาในเวลา 17.30 น. สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ "จ่านิว" กล่าว่า คสช. กัดกินประเทศชาติมา 4 ปีแล้ว ข้อเรียกร้องของประชาชนเป็นข้อเรียกร้องขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย คือจัดเลือกตั้งภายในปีนี้ เป็นสิทธิพึงมีพึงได้ของประชาชน

ที่ผ่านมา คสช. บอกว่าขอเวลาไม่นาน หลายคนบอกว่าเลือกตั้งไปแล้วไม่ได้อะไร แต่อยากถามว่าอยากจะอยู่กับ คสช.ไปอีกชาติหนึ่งหรือ การเลือกตั้งจะนำประชาชนออกจากเผด็จการไปสู่ทางเลือกที่ดีกว่า ไม่ใช่ให้แม่น้ำห้าสายมาเลือกแทน ถ้านับการโกหกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คสช. จมูกคงทะลุไปดาวอังคารแล้ว

ในช่วงท้ายจ่านิวเชิญชวนประชาชนสวมหน้ากาก "ยุทธน็อกคิโอ" และกล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ โกหกเรื่องเลือกตั้งกับประชาคมโลกและคนไทยมาหลายครั้งแล้ว จึงหมดเวลาของคนโกหกหลอกลวงอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. และได้เวลาของประชาชน การเลือกตั้งจะเป็นการกำหนดอนาคตด้วยมือประชาชน ทั้งนี้มีการเชิญชวนให้ตะโกนคำขวัญ "เลือกตั้งปีนี้ๆ" เป็นระยะ

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

วัฒนา เมืองสุข ปฏิเสธตลาดสวนหลวงไม่ใช่ของเมีย

Sat, 02/24/2018 - 19:11

วัฒนา เมืองสุข ปฏิเสธข่าวภรรยาเปิดตลาดสวนหลวงล้อมบ้าน "ป้าทุบรถ" ย้ำเมียชื่อ "พัชรา" ไม่ใช่ "พัชรี" ขณะที่ล่าสุดผู้ว่า กทม. สั่งปิดตลาด 3 ใน 5 แห่ง เพราะไม่มีใบอนุญาตตั้งตลาด มีผลตั้งแต่ 27 ก.พ. นี้

24 ก.พ. 2560 วัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีหลายสมัยและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมงาน "ปากปราศรัย น้ำใจเชือดเผด็จการฯ" ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ปฏิเสธข่าวว่าภรรยาที่ชื่อ "พัชรา เจียรวนนท์" ไม่ใช่เจ้าของตลาดยิ่งนรา หนึ่งในตลาดที่ล้อมบ้านป้าทุบรถ ภายในหมู่บ้านเสรีวิลล่า แขวงหนองบอน เขตประเวศ กทม. ย่านสวนหลวง

วัฒนากล่าวว่าภรรยาเขาชื่อ "พัชรา" ส่วน "พัชรี" ที่เป็นเจ้าของตลาดดังกล่าว เป็นภรรยาคนอื่น ดังนั้นกรณีตลาดย่านสวนหลวงดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่เขาไม่สามารถอธิบายแทนได้ และไม่จำเป็นต้องอธิบาย พร้อมขอให้โลกโซเชียลช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์

อนึ่งจากข้อมูลของไทยรัฐ วัฒนา เมืองสุข เกิด 28 พ.ค. 2500 เป็นบุตรของนายย้อม และนางนวรัตน์ เมืองสุข ภรรยาชื่อ พัชรา เจียรวนนท์ มีบุตร-ธิดา 3 คน ชื่อเพ็ญพิชชา, ดิศญุตม์ และวีดา ขณะที่สำนักงานอิศราระบุว่าวัฒนามีบุตร-ธิดา 4 คน ส่วนบุตรสาวคนโต วัฒนาได้จดทะเบียนให้เป็นบุตรบุญธรรมชาวต่างชาติ

โดยวัฒนาเริ่มต้นเส้นทางการเมืองในปี 2539 เป็น ส.ส.ปราจีณบุรี พรรคชาติพัฒนา ก่อนย้ายมาพรรคไทยรักไทยในปี 2544 เคยรับตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคม ในช่วงรัฐบาลไทยรักไทย และเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ในสมัยที่เป็น รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมในปี 2548 เคยเสนอแก้ปัญหาวัยรุ่นขับมอเตอร์ไซต์แข่งกันบนทางหลวง ด้วยการเปิดสนามแข่งรถจัดกิจกรรมแทน ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในเวลานั้น ก่อนที่ในสมัยปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์จนถึงยุค คสช. วัฒนาจะผันตัวมาเป็นนักเรียกร้องประชาธิปไตย

 

กรณีป้าทุบรถ สะเทือนถึงตลาดไม่มีใบอนุญาต

ในรอบสัปดาห์นี้มีกรณีป้าทุบรถ หรือกรณีที่ รัตนฉัตร แสงหยกตระการ อายุ 61 ปี และราณี แสงหยกตระการ อายุ 57 ปี ใช้ขวานและเสียมทุบทำลายรถยนต์กระบะที่จอดขวางประตูเข้าออกหน้าบ้านหมู่บ้านเสรีวิลลา เขตประเวศ เมื่อวันที่ 18 ก.พ. โดยตำรวจออกหมายเรียกรวม 3 ข้อหา คือ ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ข่มขู่ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว และพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีเหตุอันควร

ต่อมาผู้ก่อเหตุดังกล่าว ตั้งโต๊ะชี้แจงหน้าบ้านเมื่อวันที่ 20 ก.พ. สาเหตุการทุบรถที่จอดขวางประตูบ้านว่าต้องทนเดือดร้อนมากว่า 10 ปี เพราะซื้อที่ดินจัดสรรเพื่อเป็นบ้านอยู่อาศัย แต่สำนักงานเขตกลับปล่อยให้มีตลาดตั้งรอบบ้าน มีการจอดรถกีดขวางหน้าบ้านทุกวัน ต้องรอเขาซื้อของเสร็จถึงจะได้ออกจากบ้าน นอกจากนี้ยังเปิดเสียงดังรบกวนผู้อาศัยตลอดเวลา ตลาดก่อมลภาวะพิษ ทั้งควันรถ ควันอาหารทุกอย่าง มีการขนถ่ายสินค้าทั้งกลางวันและกลางคืน เสียงรบกวนชาวบ้านทั้งกลางวันกลางคืนยามวิกาล ไม่สบายก็ออกจากบ้านไม่ได้ นอกจากนี้เหตุผู้มีอิทธิพลคุกคามผู้อาศัย มีการลอบวางเพลิง ใส่ร้ายว่าเป็นบ้านค้าประเวณี ส่งหญิงข้ามชาติ ค้าสิ่งเสพติด รวมทั้งมีผู้ใช้บ้านเลขที่ไปจดทะเบียนเพื่อจ้างแรงงานข้ามชาติด้วย

ที่ผ่านมาเจ้าของบ้านได้ฟ้องศาลแล้วจนศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครอง แต่ที่ผ่านเจ้าหน้าที่ กทม. ยังไม่ดำเนินการแก้ไข ยังปล่อยให้มีตลาดรอบบ้านพัก

ทั้งนี้ตลาดที่ตั้งล้อมบ้านพักดังกล่าว ได้แก่ 1. ตลาดสวนหลวง (1) มีการขออนุญาตก่อสร้างอาคารจากสำนักการโยธา กทม. แต่ไม่มีการขออนุญาตสร้างตลาด 2. ตลาดเปิ้ลมาร์เก็ต และ 3. ตลาดยิ่งนรา  มีใบขออนุญาตใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่ห้ามขายของสด 

4. ตลาดรุ่งวานิชย์ และ 5. ตลาดร่มเหลือง ไม่มีใบอนุญาตสร้างตลาด

โดยขณะนี้ผู้ว่าราชการ กทม. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง สั่งตรวจสอบตลาดทั้งหมด และยังสั่งการให้สำนักงานเขตประเวศ ออกคำสั่งให้หยุดการดำเนินการตลาด 3 แห่ง ประกอบด้วย ตลาดรุ่งวาณิชย์ ตลาดร่มเหลือง และตลาดสวนหลวง (1) มีผลวันที่ 27 ก.พ. นี้

ทั้งนี้การขอเปิดตลาดในพื้นที่ ต้องขออนุญาตฝ่ายสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร

 

ผู้ทำบัญชียันบริษัทยิ่งนรา ไม่ได้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับตลาดยิ่งนรา 

โดยหลังกรณี "ป้าทุบรถ" มีข่าวว่าตลาดยิ่งนรา หนึ่งในตลาดที่ตั้งล้อมบ้านป้าทุบรถ มีเจ้าของคือ "พัชรี เจียรวนนท์" โดยไทยพีบีเอสพบข้อมูลจดทะเบียนบริษัทเมื่อปี 2553 ชื่อ "บริษัทยิ่งนราจำกัด" แจ้งประกอบธุรกิจซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองที่ไม่ใช่ เพื่อเป็นที่พักอาศัย เมื่อตรวจสอบย้อนหลังรายได้ ผลประกอบการ กำไร-ขาดทุนในแต่ละปี พบว่า ตั้งแต่ปี 2556 มีรายได้ 58 บาท ปี 2557 รายได้ 38 บาท ปี 2558 รายได้ 17 บาท และ 2559 มีรายได้ 18 บาท ปี 2560 ยังไม่มีข้อมูลแสดงผลประกอบการ กำไรขาดทุน

ทั้งนี้ไทยพีบีเอสตรวจสอบกับผู้ทำบัญชี จี้แจงว่าบริษัทยิ่งนรา เป็นนิติบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับตลาดสดยิ่งนรา แม้ว่าเจ้าของตลาดคือพัชรี จะเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัท

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

[คลิป] ประเทศไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงฯ: สิริพรรณ-สฤณี-อภิชาต-ปิยบุตร

Sat, 02/24/2018 - 17:53

คลิปจากงานเสวนา “ประเทศไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลง : อดีต ปัจจุบัน อนาคต ในบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมายและสังคม” ช่วงแรก

คลิปจากงานเสวนาหัวข้อ “ประเทศไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลง : อดีต ปัจจุบัน อนาคต ในบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมายและสังคม” ช่วงที่สอง

คลิปจากงานเสวนาหัวข้อ “ประเทศไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลง : อดีต ปัจจุบัน อนาคต ในบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมายและสังคม” 23 กุมภาพันธ์ 2561 ห้อง s106 บร.5 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

วิทยากรโดย [1] สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [2] สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนและนักแปล [3] อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ [4] ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย เจนวิทย์ เชื้อสาวะถี

จัดโดย สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เนื่องในงานสัมมนาสภานิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 24

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics

เลขาฯ คณะคุยสันติสุขย้ำนานาชาติยอมรับแนวทางดับไฟใต้

Sat, 02/24/2018 - 17:45
เลขาฯ คณะพูดคุยสันติสุขใต้ยืนยันแนวทางทำงานเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ย้ำตั้ง Safe House ภายใต้กฎหมายปกติ ไม่ได้ใช้มาตรการพิเศษ ผู้เห็นต่างที่มีหมายที่เข้าร่วมอาจได้ปล่อยตัวก่อน

  24 ก.พ. 2561 สำนักข่าวไทย รายงานว่าพล.ต.สิทธิ์ ตระกูลวงศ์ เลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้แจงประเด็นที่เป็นข้อกังวลและข้อคำถามที่สังคมยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน เกี่ยวกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธี ของรัฐบาล เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการยุติความรุนแรง ความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนาน และสร้างสันติสุขร่วมกันกับกลุ่มบุคคลที่มีความคิดและอุดมการณ์ต่างจากรัฐ ผ่านทางกระบวนการพูดคุยซึ่งเป็นวิธีที่นานาประเทศให้การยอมรับ และในอดีตประเทศไทยได้เคยนำมาใช้จนทำให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤติเรื่องความขัดแย้งทางด้านลัทธิ และอุดมการณ์ทางการเมือง ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนในชาติต้องจับอาวุธมาต่อสู้กันเอง   พล.ต.สิทธิ์  กล่าวว่า ส่วนการจัดตั้ง Safe House หรือศูนย์ประสานงาน เป็นขั้นตอนแรกของการจัดตั้ง Safety Zone หรือพื้นที่ปลอดภัยโดย Safe House จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประสานงาน และการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ รวมทั้งข้อกังวลของทุกภาคส่วนทั้งที่เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย กับสถานการณ์ หรือผู้ที่มีความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทั้งจากในและนอกพื้นที่ โดยการปฏิบัติงานใน Safe House จะประกอบด้วยผู้แทน จาก Party A คือเจ้าหน้าที่รัฐและ Party B คือกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ฝ่ายละ 7 คน ซึ่งจะทำบัตรประจำตัวให้กับบุคคลดังกล่าวนี้ เพื่อใช้เป็นมาตรการในการ รักษาความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานใน Safe House และ Safety Zone    “ผู้แทนของ Party B ที่เป็นบุคคลที่มีหมาย จะได้รับการช่วยเหลือให้ได้รับความเป็นธรรมทางด้านคดี ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ใช่การพักโทษ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้กับผู้ต้องขังและหากมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ กระทรวงยุติธรรมกำหนดอาจได้รับการพิจารณาให้ได้รับการปล่อยตัวก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลาตามคำพิพากษา ดังนั้น การจัดตั้ง Safe House จึงไม่ใช่การเปิดโอกาสให้คนร้ายเข้าประเทศตามที่มีการตั้งข้อสังเกตไว้ เพราะกระบวนการพูดคุยในระยะปัจจุบัน เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายปกติทั้งสิ้น  ไม่ได้ออกกฏหมายพิเศษเพิ่มเติมใดๆ มารองรับอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ” พล.ต.สิทธิ์ กล่าว   พล.ต.สิทธิ์ กล่าวว่า คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่อกระบวนการพูดคุย ตลอดเวลาที่ผ่านมาคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ยึดถือตามนโยบายและแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ และใคร่ครวญการดำเนินการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอจากทุกภาคส่วนมาพิจารณา เพื่อให้เกิดความรอบคอบ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การยุติปัญหาที่เป็นสาเหตุของความรุนแรง และการสูญเสียที่มีอย่างยาวนาน เพื่อนำสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่ ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai
Categories: Politics