มติชน - การเมือง

Subscribe to มติชน - การเมือง feed
ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ กีฬา บันเทิง-ศิลปวัฒนธรรม ต่างประเทศ การศึกษา
Updated: 59 min 8 sec ago

หมอสุภัทร นำศิษย์เก่าหาดใหญ่วิทยาลัย ชูป้ายกระดาษให้กำลังใจศิษย์ ญว. ปัจจุบันแสดงออกประชาธิปไตย

Sun, 08/09/2020 - 10:04

วันที่ 9 สิงหาคม นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา รองประธานชมรมแพทย์ชนบท ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ระบุข้อความดังนี้

พี่ๆศิษย์เก่า ส่งกำลังใจให้น้องนักเรียน ญว.สู้ภัยเผด็จการอำนาจนิยม

เมื่อน้องนักเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย(ญว.) แสดงออก แล้วมีการคุกคามจากทั้งฝ่ายความมั่นคงและครูบางคนในโรงเรียน พี่ๆศิษย์เก่า 5 คน จึงขอแสดงออกเพื่อสนับสนุนน้องนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

สิทธิในการชูกระดาษขาวยังไม่มี เช่นนี้แล้วประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพจริงในสังคมจะมีได้อย่างไร

อยากเชิญชวนคุณครู ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ร่วมกันแสดงออก เพื่อปกป้องน้องนักเรียนผู้มีสำนึกแห่งการมีส่วนกำหนดอนาคตประเทศด้วยตัวเขาเองด้วยครับ

ประชาธิปไตยและอนาคตของเรา ต้องลงแรงจึงจะได้มาครับ

ผมก็ศิษย์เก่าโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย(ญว.) ดีใจและภูมิใจที่ร้องนักเรียนกล้าแสดงออก นี่คือวิชาสังคมศึกษาของจริงวิชาประชาธิปไตยนอกตำรา

ความรู้นอกตำรานั้นมีคลื่นลมเสมอ ทราบว่าน้องๆกว่า 60 คนที่ออกมารวมตัวชูกระดาษขาวนาน 13 นาที มีตำรวจมาดูแลมากถึง 50 คน ที่สำคัญคือ มีคุณครูออกมาต่อว่า “พวกเธอทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง” มีครูกระทำการไม่สุภาพไปดึงกระดาษกาวบนหน้าอกเสื้อนักเรียนที่ปิดชื่อไว้ออกด้วย และมีการข่มขู่ว่าจะไปฟ้องผู้ปกครอง นี่คือวิชาประชาธิปไตยแห่งความเป็นจริงที่น้องๆจะได้เรียนรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงย่อมมีปฏิกริยาเสมอ

การแสดงออกใดๆในขอบเขตที่สันติวิถี ควรที่โรงเรียนจะสนับสนุน การสนับสนุนของโรงเรียนทำได้เพียงแค่ไม่ไปขัดขวางหรือ bully นักเรียน เคารพในสิทธิการแสดงออกของเขา

ในฐานะศิษย์เก่า ขอบอกว่า “น้องๆสุดยอดมาก”

The post หมอสุภัทร นำศิษย์เก่าหาดใหญ่วิทยาลัย ชูป้ายกระดาษให้กำลังใจศิษย์ ญว. ปัจจุบันแสดงออกประชาธิปไตย appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

เรืองไกร ร้อง ชวน เปิดชื่อ 113 ส.ส. ค้างหนี้นกแอร์ และขอให้สอบ กมธ. ตบทรัพย์ฯ จากห้องงบ

Sun, 08/09/2020 - 09:39
เรืองไกร ร้อง ชวน เปิดชื่อ 113 ส.ส. ค้างหนี้นกแอร์ และขอให้สอบ กมธ. ตบทรัพย์ฯ จากห้องงบ

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กล่าวว่า พรุ่งนี้ (10 สิงหาคม) ก่อนประชุมอนุ กมธ. แผนบูรฯ 1 ตนจะยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการสองเรื่อง คือ 1.ขอให้เปิดเผยรายขื่อ ส.ส. 113 คนที่ค้างหนี้ บมจ.นกแอร์ และ 2.ขอให้ตรวจสอบเรื่องที่อธิบดีออกมาโวยว่า ถูกอนุ กมธ. ตบทรัพย์ 5 ล้านบาท แลกการปล่อยผ่านงบประมาณ

โดยเรื่องนี้นายเรืองไกร ไม่เห็นด้วยที่จะให้ กมธ. สอบกันเอง เพราะอาจผลัดกันเกาหลัง และตนยังถูกร้องขอไม่ให้เข้าไปยุ่ง ทั้งที่เป็นคนหนึ่งที่บังเอิญไปพบเหตุการณ์นี้ด้วย โดยทราบว่า เรื่องนี้มีการเคลียร์กันแล้ว ดังนั้น การจะสอบกันเอง จึงไม่น่าจะได้ความจริง ดังนั้น ตนจึงขอให้นายชวน ลงมาดูแลตรวจสอบเรื่องนี้เอง เพราะสถานที่เกิดเหตุ คือ สภาผู้แทนราษฎร

The post เรืองไกร ร้อง ชวน เปิดชื่อ 113 ส.ส. ค้างหนี้นกแอร์ และขอให้สอบ กมธ. ตบทรัพย์ฯ จากห้องงบ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

คิดว่า รัฐบาลแห่งชาติเป็นทางออกของการเมืองขณะนี้หรือไม่

Sun, 08/09/2020 - 09:33
คิดว่า รัฐบาลแห่งชาติเป็นทางออกของการเมืองขณะนี้หรือไม่

วันที่ 8 สิงหาคม ที่สกายวอล์คหน้าศูนย์การค้าเอ็มบีเคมีการประกาศรวมพลังจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ #ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส โดยกลุ่มสหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งระบุว่า ขณะนี้เริ่มมีพรรคฝ่ายค้านพรรคหนึ่งดีลตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ท่านมีความเห็นอย่างไร คิดว่า รัฐบาลแห่งชาติเป็นทางออกของการเมืองขณะนี้หรือไม่

สามารถแสดงความคิดเห็นได้ทางเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ “Matichon online”

***หมายเหตุ ขอความร่วมมือแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ

ที่สกายวอล์คหน้าศูนย์การค้าเอ็มบีเคมีการประกาศรวมพลังจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ #ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส โดยกลุ่มสหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยกล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งระบุว่า มีพรรคฝ่ายค้านพรรคหนึ่งดีลตั้งรบ.แห่งชาติ
ท่านคิดว่า รัฐบาลแห่งชาติเป็นทางออกของการเมืองขณะนี้หรือไม่

— Matichon Online (@MatichonOnline) August 9, 2020

The post คิดว่า รัฐบาลแห่งชาติเป็นทางออกของการเมืองขณะนี้หรือไม่ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

“ลดาวัลลิ์” ชี้ยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิด วอนรัฐบาลรีบรับฟังความเห็นคนรุ่นใหม่ก่อนปมขัดแย้งบานปลาย

Sun, 08/09/2020 - 09:26

วันที่ 9 สิงหาคม นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ผู้ก่อตั้งพรรคเสมอภาค เปิดเผยว่า จากการติดตามกระแสข่าวการเมืองหลังมีแฟลชม็อบนักเรียน นักศึกษาในพื้นที่ กทม.และต่างจังหวัด หลายฝ่ายเป็นห่วงความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นใหม่กับรัฐบาลที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน และอาจจะมีปัญหาบานปลายเกิดความรุนแรง จากท่าทีแสดงออกของฝ่ายรัฐบาลขณะนี้ ทั้งที่เคยประกาศว่าพร้อมรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ จึงขอให้รัฐบาลรีบรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา

นางลดาวัลลิ์ กล่าวอีกว่า ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ผู้มีอำนาจ จะต้องมีความรัก เอ็นดู เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากกว่าการทำลาย ควรระงับอารมณ์แล้วพิจารณาถึงสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้มีแฟลชม็อบ และทุกฝ่ายต้องไม่ลืมว่า เยาวชนที่เห็นต่างกับรัฐบาลออกมาเรียกร้องความยุติธรรมความชอบธรรมให้สังคมไทยนั้น ลองมองย้อนกลับว่าวันนี้เมื่อ 10 -15 ปีที่ผ่านมา เยาวชนกลุ่มนี้มีอายุประมาณ 8-10ปี น่าจะซึมซับความรู้สึกจากปมความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงของรุ่นพ่อแม่ญาติพี่น้อง และเด็กยุคใหม่มีการเรียนรู้ถึงความเป็นไปในสังคมที่มีความถูกต้องชอบธรรมจากข้อมูลในสังคมโซเชียลที่สามารถรื้อค้นข้อมูลในอดีตได้ง่าย

“รัฐบาลซึ่งบริหารประเทศแทนประชาชนชาวไทย ควรพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบในประเด็นสำคัญที่เยาวชนลุกขึ้นมาเรียกร้องเพื่อต้องการกฎหมายที่เป็นกฎหมาย ประชาชนมีส่วนร่วมเขียนกฎหมายสำคัญของประเทศ และการบังคับใช้กฎหมายต่อประชาชนอย่างเสมอภาค จึงขอฝากให้รัฐบาลตระหนักในสัจจธรรมที่ว่า ยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิด และขอให้บริหารความขัดแย้งได้อย่างลงตัว อย่าให้กระทบความสงบสุขในสังคม” นางลดาวัลลิ์ กล่าว

The post “ลดาวัลลิ์” ชี้ยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิด วอนรัฐบาลรีบรับฟังความเห็นคนรุ่นใหม่ก่อนปมขัดแย้งบานปลาย appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

ศรีสุวรรณ รับลูก อธิบดีน้ำบาดาล จ่อ ยื่น ป.ป.ช. สอบอนุ กมธ.งบฯตบทรัพย์ 5-10 ล้าน

Sun, 08/09/2020 - 08:52
ศรีสุวรรณ รับลูก อธิบดีน้ำบาดาล จ่อ ยื่น ป.ป.ช. สอบอนุ กมธ.งบฯตบทรัพย์ 5-10 ล้าน

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวจากรัฐสภาแจ้งว่า ในระหว่างการประชุมอนุกรรมาธิการแผนบูรณาการ 2 ในชุดคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ได้เกิดปัญหาขึ้นเนื่องจากอนุ กมธ.ไม่ยอมปล่อยผ่านงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จนทำให้นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ถึงกับระเบิดกลางที่ประชุมว่า มีอนุกรรมาธิการฯบางคนโทรศัพท์เรียกเงิน 5 ล้านบาทแลกกับการผ่านงบประมาณให้นั้น

ในข่าวยังแจ้งด้วยว่า ไม่ได้มีเพียงแค่กรมน้ำบาดาลหน่วยงานเดียวเท่านั้นที่ถูกอนุกรรมาธิการฯชุดนี้เรียกเงินใต้โต๊ะ โดยอธิบดีบางกรมถูกเรียกเงินถึง 10 ล้านบาท แต่ไม่มีใครกล้าพูดกลางที่ประชุมเหมือนที่นายศักดาทำ โดยจะมีอนุกรรมการฯคนหนึ่ง คอยรวมเสียงอนุ กมธ.ฯไว้ คอยไล่บี้งบของหน่วยงานราชการที่ไม่ยอมปล่อยให้ผ่านง่ายๆ แลกกับการจ่ายเงินใต้โต๊ะ โดยร่วมกันทำเป็นขบวนการ ซึ่งกรณีดังกล่าวหากเป็นเรื่องจริง ถือว่าเป็นมะเร็งร้ายในระบอบอประชาธิปไตยของชาติ ซึ่งผู้ที่กระทำการดังกล่าวหากเป็น ส.ส. อาจเข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.114 ม.184 ม.185 ประกอบ พรป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ ส.ส.คนดังกล่าว สิ้นสุดลงได้ ตาม ม.101(7)

นอกจากนั้น ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.144 ยังห้ามกรรมาธิการมิให้ไปมีส่วนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดจัดทําโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรเงินงบประมาณโดยรู้ว่ามีการดําเนินการ อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว ถ้าได้บันทึกข้อโต้แย้งไว้เป็นหนังสือหรือมีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบ ย่อมพ้นจากความรับผิด และเมื่อ ป.ป.ช.ได้รับแจ้งต้องดําเนินการสอบสวนเป็นทางลับโดยพลัน หากเห็นว่ากรณีมีมูล ให้เสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดําเนินการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไปได้ แต่หากอนุ กรธ.งบประมาณดังกล่าวมิได้เป็น ส.ส. ก็ยังสามารถใช้ พรป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561มาดำเนินการเอาผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ตาม ม.128 ม.129 ประกอบ ม.4 ได้เช่นกัน

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปแจ้งต่อ ป.ป.ช. ในวันจันทร์ที่ 10 ส.ค.63 เวลา 10.30 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช.นนทบุรี เพื่อให้ ป.ป.ช. รีบเชิญอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลมาให้ข้อมูล และดำเนินการไต่สวนและสอบสวนอนุ กมธ.งบประมาณทั้งหมดที่เกี่ยวข้องเพื่อทำความจริงให้ปรากฎและยับยั้งมะเร็งร้ายของชาติดังกล่าวต่อไป ซึ่งการสืบหาหรือไต่สวนกรณีดังกล่าวไม่ยากเพียงแต่นำรายงานการประชุม อนุ กรธ.งบประมาณมาสังเกตดูก็จะพบความผิดปกติของขบวนการนี้ได้

The post ศรีสุวรรณ รับลูก อธิบดีน้ำบาดาล จ่อ ยื่น ป.ป.ช. สอบอนุ กมธ.งบฯตบทรัพย์ 5-10 ล้าน appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

กมธ.งบ’64 จ่อสอบอนุฯเรียก 5 ล้าน แลกผ่านงบน้ำ 10 สค.นี้ ป.ป.ช.ตั้งแท่นเรียกอธิบดีให้ข้อมูล

Sun, 08/09/2020 - 08:45
กมธ.งบ’64 จ่อสอบอนุฯเรียก 5 ล้าน แลกผ่านงบน้ำ 10 สค.นี้ ป.ป.ช.ตั้งแท่นเรียกอธิบดีให้ข้อมูล

กระแสข่าวว่าอนุกมธ.งบประมาณฯ คนหนึ่งได้เรียกเงิน 5 ล้านบาทจากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเพื่อผ่านงบประมาณให้ทำท่าจะบานปลายไม่จบง่ายๆ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 กล่าวถึงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในการประชุมอนุกมธ.งบประมาณบูรณาการน้ำ ที่มี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ยืนยันว่า กมธ.งบประมาณไม่ได้ นิ่งนอนใจต่อกระแสข่าวที่เกิดขึ้น เพราะถ้าเป็นเรื่องจริง จะเป็นเรื่องที่เสียหายร้ายแรง และเป็นการทุจริต ผิดกฎหมาย กระทบต่อความน่าเชื่อถือ ต่อการทำงานของคณะ กมธ.งบประมาณฯ อย่างยิ่ง ดังนั้น ในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคมนี้ กมธ.งบประมาณฯ จะได้มีการเชิญ น.ส.แนน เข้าชี้แจง ข้อเท็จจริง ในช่วงเวลา 13.00 น. และถ้าเป็น เรื่องจริงก็จะต้องดำเนินตามกฎหมายต่อไป ไม่มีการละเว้น อย่างแน่นอน

ด้าน นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 กล่าวว่า เรื่องนี้ในการประชุม ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ จะได้มีการเสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณาและดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เนื่องจาก น.ส.แนน บุณย์ธิดา เป็นประธานอนุกมธ.ในโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และโปร่งใส โดยทั้งนี้มั่นใจว่า น.ส.แนน บุณย์ธิดา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ขณะที่นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงานป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ว่า “กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวดังกล่าวนั้น จากที่ ป.ป.ช. มีการตรวจสอบข่าวทุจริตประพฤติมิชอบเป็นประจำอยู่แล้ว เมื่อมีข่าวลักษณะนี้เบื้องต้น ถ้าถามว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกขึ้นมาเป็นเหตุอันควรสงสัยได้เลยหรือไม่ ก็คงยังมิได้เพราะเพียงปรากฏเป็นข่าว แต่จะต้องมีการเข้าไปตรวจสอบก่อน เช่น อาจจะต้องเชิญนายศักดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมน้ำบาดาล มาชี้แจงเนื่องจากเขาเป็นคนพูดเพื่อสอบถามว่ามีการเรียกรับเงินจริงหรือไม่ ถ้ามีการเรียกรับจริงจากคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือกรรมาธิการ ก็อาจนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่ามีข้อมูลเพียงพอ เพื่อจะหยิบยกเหตุอันควรสงสัยขึ้นได้ เพราะหากมีความ ปรากฏต่อคณะกรรมการว่ามีการทุจริตก็สามารถยกขึ้นมาได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ร้อง

The post กมธ.งบ’64 จ่อสอบอนุฯเรียก 5 ล้าน แลกผ่านงบน้ำ 10 สค.นี้ ป.ป.ช.ตั้งแท่นเรียกอธิบดีให้ข้อมูล appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

09.00 INDEX สัญญาณ เตือน จาก สกายวอล์กแฟล็ชม็อบ ตลอด เดือนสิงหาคม

Sun, 08/09/2020 - 08:37

ปรากฏการณ์ของ“แฟล็ชม็อบ” ตลอดวันศุกร์ที่ 7ต่อเนื่องมายัง วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม กำลังจะเป็นดัชนีชี้ไปยัง “แฟล็ชม็อบ”ในวันอาทิตย์ที่ 9 และวันอื่นๆของเดือนสิงหาคมอย่างเด่นชัด

ไม่ว่าจะเป็น ณ บริเวณหน้าสน.สำราญราษฎร์ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณหน้าสน.บางเขนและหน้าสน.ห้วยขวางตามลำดับ

และที่สุดก็รวมศูนย์ไปยังบริเวณสกายวอล์ก แยกปทุมวัน

ตลอดเวลาของการชุมนุมแม้จะมีการเอ่ยถึง “เยาวชนปลดแอก” ประสานเข้ากับ “สหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”แต่สภาพก็เลื่อนไหลไปเหมือนกับมี ”มือที่มองไม่เห็น”ผลักรุน

เพราะเป็นการนัดกันผ่านออนไลน์ ผ่านเครือข่ายโซเชียล มีเดีย และในเบื้องต้นก็เป็นการชุมนุมโดยที่แทบมิได้ปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อที่เรียกกันว่ากระแสหลัก

ไม่ว่าจะเป็นสื่อ “หนังสือพิมพ์” ไม่ว่าจะเป็นสื่อ “โทรทัศน์”ซึ่งเคยอยู่ในฐานะครอบงำและกำหนดทิศทางของ”ข่าว”

แต่ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติผ่าน ”สื่อใหม่” โดยอัตโนมัติ

พิธีกรหลายสำนักข่าวที่เคยผ่านประสบการณ์แฟล็ชม็อบเมื่อเดือนธันวาคม 2562 สรุปว่าแฟล็ชม็อบเมื่อตอนเย็นวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม มีปริมาณและความคึกคักใกล้เคียงกัน

และที่เหมือนกันเป็นอย่างยิ่งก็คือ ด้านหลักเป็นมวลชนคนรุ่นใหม่ประสานเข้ากับคนรุ่นเก่าจำนวนหนึ่ง

และที่ทุกคนได้ยินก็คือเป้าหมายอยู่ที่วันที่ 16 สิงหาคม

หากเริ่มต้นจากความวิตกของทางการผ่านหมายจับที่พุ่งเป้าไปยัง นายอานนท์ นำภา และ นายภาณุพงศ์ จาดนอก ที่ต้องการตัดไฟแต่ต้นลมในทางการเมือง

ก็ต้องยอมรับ “เป้าหมาย” นี้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจประสบความ ล้มเหลว เพราะไม่เพียงแต่ไม่สามารถดำเนินการอะไรกับ 2 คนนั้นได้ ตรงกันข้าม กลับกลายเป็นการเรียกแขกอย่างมโหฬาร

ทำให้การชุมนุมที่เชียงใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคมมีความเข้มข้น ทำให้การชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันจันทร์ที่ 10 ยิ่งมีความเข้มข้น

จากสภาพการณ์อันปะทุขึ้นนับแต่วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมเป็นต้นมาเท่ากับเป็นคำตอบว่า “แฟล็ชม็อบ”อันมีจุดเริ่มจากวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม จุดติดหรือไม่

และเตือนด้วยว่า หลังจากนี้เป็นต้นไปสภาพการณ์จะยิ่งเกิดอัตรา”เร่ง”อย่างเร็วไวจนแทบจะเหลือเชื่อ

The post 09.00 INDEX สัญญาณ เตือน จาก สกายวอล์กแฟล็ชม็อบ ตลอด เดือนสิงหาคม appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

การเมืองเรื่องพลังงาน : ทำไมเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานจึงหอมหวาน

Sun, 08/09/2020 - 08:13

  … เราคงไม่รู้ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังการปรับครม.ประยุทธ์ 2/2 คืออะไร เรื่องใดเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้เกิดการปรับครม. จนทีมรัฐมนตรีชุดเก่า ที่สื่อมวลชนเรียกว่า สี่กุมาร ถึงกับจับมือกันลาออกยกทีม บ้างก็ว่าเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ บ้างก็ว่าเป็นเหตุผลทางการเมือง แต่ไม่ว่าจะเหตุผลใด เก้าอี้รัฐมนตรีสำคัญกระทรวงที่ถูกพูดถึงอย่างมากที่สุดในการปรับครม.ครั้งนี้ นั่นคือกระทรวงพลังงาน

 

หากผู้อ่านค้นข่าวเกี่ยวกับการจับจ้องเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในคราวปรับครม.ตั้งแต่ครั้งหลังชนะเลือกตั้ง จนถึงครั้งล่าสุด จะพบนักการเมืองไม่น้อยกว่า 5 คน ที่มีชื่อ หรือรายงานข่าวระบุว่าอยากนั่งเก้าอี้เจ้ากระทรวงนี้ 

 

โดยเฉพาะครั้งล่าสุด ชื่อออกมาชัดเจนถึง 2 คนเป็นข่าวคราวนานหลายวัน สุดท้ายไม่ได้ทั้งคู่ ว่ากันว่า โควต้ากระทรวงนี้ นายกฯเป็นคนคัดเอง เพื่อสยบปัญหาการแย่งเก้าอี้ 

 

ว่าแต่กระทรวงนี้มีอะไรดี ทำไมกลายเป็นกระทรวงเกรดเอ มีแต่คนอยากมาเป็นเจ้ากระทรวง คนทั่วไปอาจจะเข้าใจว่างบประมาณรายปี ก็มีแค่หลัก 1-2 พันล้าน น้อยกว่ากระทรวงอื่นเป็นสิบ เป็นร้อยเท่า 

 

เรานำคำถามนี้มาคุยกับ ดร.ชุมพล อุ่นพัฒนาศิลป์ อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ ผู้ที่มีผลงานการวิจัย และการสอนในประเด็นการเมืองเรื่องพลังงาน เพื่อตอบคำถามว่ากระทรวงนี้มีอะไรดี รวมถึงถามความเห็นเกี่ยวกับการเมืองเรื่องพลังงานของไทยในประเด็นเกี่ยวเนื่อง (บทสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นก่อนรู้รายชื่อคณะรัฐมนตรีใหม่)

 

  • การปรับครม. ครั้งนี้ กระทรวงพลังงานสำคัญไฉน ทำไมมีข่าวยื้อแย่งเก้าอี้กันอย่างหนัก กระทรวงอื่นไม่ดุเดือดขนาดนี้?

 

ผมก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ถึงเหตุผลส่วนตัว ทำไมนักการเมืองหลายคนยังอยากได้เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่ถ้าตอบด้วยหลักการทั่วไป ที่พบเห็นได้ในปัจจุบัน มันจะอธิบายผ่านงบประมาณที่กระทรวงแต่ละกระทรวงได้รับ มีการตัดเกรดเป็นกระทรวงเกรด A เกรด B เกรด C  

 

กระทรวงพลังงานเมื่อแรกตั้งในปี 2545 ก็เข้าใจว่าถูกจัดให้เป็นกระทรวงเกรดเอมาโดยตลอด เพราะเป็นกระทรวงที่กำกับควบคุมงบประมาณและทรัพยากร คำว่างบประมาณที่ผมพูดถึง ไม่ได้หมายถึงว่าประมาณในระบบอย่างเดียว แต่มันมีงบประมาณนอกระบบที่กระทรวงพลังงานสามารถกำกับควบคุมได้ เช่นงบประมาณของสำนักกำกับกิจการพลังงาน เมื่อปีที่แล้วจัดเก็บได้เป็นจำนวนมากกว่า 2 หมื่นล้าน กองทุนอนุรักษ์พลังงาน เก็บได้ประมาณ 2.3 หมื่นล้าน  กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาในปีนี้ ก็ได้ไปแล้วมากกว่า 30,000 กว่าล้าน   ในที่นี้ยังรวมไปถึงปตท. และกฟผ.ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานด้วย กฟผ.และปตท.เป็นรัฐวิสาหกิจที่สร้างรายได้ให้กับรัฐเป็นอย่างมาก ผมเข้าใจว่ามีช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้เอง  กองสลากเพิ่งจะกลายเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่จัดส่งรายได้เข้ารัฐมากที่สุด แซงหน้า กฟผ.และปตท. แต่ก่อนหน้านี้กฟผ.และปตท.เป็นหน่วยงานในกำกับการดูแลของกระทรวงพลังงานที่ส่งรายได้เข้ารัฐมากที่สุดมาอย่างยาวนาน เป็นอันดับ 1 และ 2 ของประเทศ ทำเงินอยู่ในระดับแสนกว่าล้าน 

 

เงินนอกงบประมาณเหล่านี้แหละครับ ที่ทำให้กระทรวงพลังงานถูกจัดเป็นกระทรวงเกรดเอ  เพราะว่าเจ้ากระทรวงสามารถเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ กำกับสั่งการ งบประมาณเหล่านี้ได้ ตรงนี้คือคำอธิบายในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับการใช้งบประมาณ 

 

ที่นี้ผมอยากจะชี้ชวนให้เห็นมากขึ้นไปอีกว่า รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานมีคุณค่าและมูลค่าในมิติอื่นๆด้วย ตัวอย่างเช่นกระทรวงพลังงานมีอิทธิพลอย่างมาก ในการกำกับกองทุนที่เรียกว่า “กองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า”หมายความว่าทุกที่ที่มีโรงไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ทุกที่ ทุกประเภทที่เป็นโรงไฟฟ้า ตั้งที่ไหน จะต้องมีกองทุนรอบโรงไฟฟ้าเอาไว้ เพื่อที่จะพัฒนาพื้นที่และพัฒนาผู้คนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า ทีนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะเจ้ากระทรวงก็มีบทบาทกำกับ ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าตรงนี้  

 

ลองจินตนาการดูว่า ทั่วประเทศโรงไฟฟ้ามีเยอะมากนะครับ  โดยตัวเลขก็เปลี่ยนแปลงตลอด ผมเข้าใจว่า 30-40 จังหวัดทั่วประเทศมีโรงไฟฟ้าอยู่  และก็มีตัวกองทุนรอบโรงไฟฟ้านี้อยู่  เมื่อกองทุนรอบโรงไฟฟ้านี้ทำงาน มันแจกจ่ายผลประโยชน์สู่ผู้นำชุมชน  ผ่านผู้คนในชุมชน  เข้าไปในหมู่บ้าน  การทำงานของกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้ามั่นไปผูกโยงกับกระทรวงพลังงาน ผูกโยงกับภาพลักษณ์กระทรวงพลังงาน ผูกโยงกับภาพลักษณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผมคิดว่าความสำคัญตรงนี้ทำให้กระทรวงพลังงานถูกจับตามอง พูดง่ายๆก็คือมันเป็นกระทรวงที่นักการเมืองกลุ่มฝ่ายต่างการต้องการเข้ามาควบคุมและมีอำนาจนั่นเอง  

 

“พูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้าคุณจะหาเสียง คุณใช้ผ่านกองทุนพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า คุณจะหาเสียงกับชาวบ้านในพื้นที่ได้กว้างขวางมหาศาลมาก ปีนี้คุณอาจจะกำหนดแนวทางการใช้เงินกองทุนนี้ ให้มันหลากหลาย ให้มันง่ายขึ้น ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้นำชุมชนผันเงินรอบโรงไฟฟ้าไปดำเนินการ โดยไม่ต้องมีระเบียบเยอะ เมื่อกองทุนนี้ทำงาน มันก็ยึดโยงกลับมาที่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง”

 

 

  • กองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้างบประมาณรวมทั้งประเทศประมาณเท่าไหร่ 

 

 

จำตัวเลขไม่ได้แน่ชัด แต่น่าจะมีหลักแสนล้าน  โดยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานจะเป็นคนกำกับ ว่าจะวางแนวทางในการจัดสรรอย่างไร  จากนั้นเม็ดเงินก็จะถูกส่งไปตามกองทุนต่างๆซึ่งในแต่ละกองทุนก็จะมีคณะกรรมการอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้นำชุมชน แล้วก็มีตัวแทนชาวบ้าน มาร่วมการตัดสินใจว่าจะใช้เงินตรงนั้นไปทำอะไร แต่ต้องดำเนินการใช้งบประมาณภายใต้แนวทางที่กระทรวงกำหนด 

 

อีกเรื่องที่สำคัญ และรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานมีบทบาท ก็คือความซับซ้อนของพลังงานในปัจจุบัน มันมีมากขึ้นกว่าเดิมมหาศาล ลองจินตนาการกลับไปในยุครัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์  ช่วงทศวรรษ 2520 ในปีพ.ศ. 2528 เราค้นพบแก๊สธรรมชาติที่อ่าวไทย การใช้งานก็ไม่ซับซ้อน ขุดแล้วส่งผ่านท่อ ขึ้นมาที่ฝั่ง แล้วก็เอาไปกลั่นกลายมาเป็นพลังงาน แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านพลังงานมันพัฒนามากขึ้นซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)  พลังงานลม  พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานจากต้นไม้ใบหญ้าที่เขาเอามาใช้กัน  การพัฒนาของเทคโนโลยีด้านพลังงานนี่แหละ  ที่ทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะเจ้ากระทรวงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเทคโนโลยีด้านพลังงานที่สังคมไทยจะใช้กัน เทคโนโลยีตัวไหนจะถูกเลือกใช้ ตัวไหนจะถูกปฏิเสธออกไป ไม่ถูกเอามาพิจารณา บทบาทของรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเล่นตรงนี้ได้อย่างกว้างขวาง 

 

  • “เล่น” ในที่นี้หมายถึง “เล่น” การเมืองกับเทคโนโลยีก็ได้  

  

ใช่  เราสามารถเลือกจะหยิบเอาเทคโนโลยีตรงนี้มาพิจารณาท้ายๆเลย  หรือเราจะเร่งเพื่อเอาเทคโนโลยีตรงนี้มาพิจารณาก่อน  เพื่อที่จะเอามันมาปฏิบัติได้ก่อน  ที่สำคัญก็คือเทคโนโลยีแต่ละตัว  มันผูกโยงกับกลุ่มทุนที่แตกต่างกันไป  

 

  • พอจะยกตัวอย่างถึงการใช้นโยบายด้านพลังงาน เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างชัดเจน  

 

ผมตอบแบบนี้ครับ ถ้าถามว่าใช้กระทรวงพลังงานเป็นเครื่องมือทางการเมือง  ผมว่ามันไม่ชัดขนาดนั้น  เพราะตัวกระทรวงพลังงานเองก็เป็นหน่วยงานเป็นองค์กร  แต่ถ้าใช้หน่วยงานในกระทรวงพลังงานเป็นเครื่องมือทางการเมือง  ผมพบว่ามีเยอะ มีเยอะมาก  ยกตัวอย่าง  สมัยก่อนจะมีการอธิบายกันว่าเวลาจะตอบแทนทางการเมือง ก็จะให้ไปนั่งอยู่ในบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ  กฟผ.และปตท.ก็ถูกบ่นอยู่ตลอดเวลา ว่ามีการแทรกแซงทางการเมือง คนของพรรคการเมืองถูกส่งเข้าไปเป็นบอร์ดบริหาร ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานเหล่านี้ อันนี้ก็คือยุคเก่า 

 

ไม่ใช้เฉพาะหน่วยงานรัฐ ในส่วนภาคประชาสังคม ก็ใช้หน่วยงานด้านพลังงานเป็นเครื่องมือทางการเมืองเหมือนกัน ที่ชัดมากที่สุดคือสมัยช่วงรัฐบาลทักษิณ ที่พยายามจะแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กับปตท. ภาคประชาสังคมในช่วงนั้นบวกกับขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ใช้การแปรรูปกฟผ. และปตท.นี่แหละ เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการล้มรัฐบาลทักษิณ ถ้าเราจำกันได้อยู่ใช่ไหมครับ  มีการต่อต้านกันขนานใหญ่ที่นำโดยภาคประชาสังคม และผนวกรวมกับกลุ่มพันธมิตรฯ การผนวกรวมตรงนี้ก็ใช้องค์กรในกำกับของกระทรวงพลังงานเป็นเครื่องมือ  

 

ในส่วนภาครัฐถามว่าใช้ไหม ผมคิดว่าเขาใช้ตลอด อาจจะไม่ใช่กระทรวงพลังงานโดยตรงอย่างที่เรียนให้ทราบตั้งแต่ตอนต้น แต่เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงพลังงาน อย่างล่าสุดกรณี covid รัฐบาลก็ให้หน่วยงานในกำกับของกระทรวงพลังงานอย่าง กฟผ. ลดค่าไฟใช่ไหม อันนี้ผมก็ว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการกำกับนโยบาย ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน  

 

อีกอันที่ผมคิดว่าภาครัฐมีบทบาทในการใช้หน่วยงานด้านพลังงานเป็นเครื่องมือมากๆเลย ก็คือการจัดเก็บรายได้ การเอาเงินรายได้จากหน่วยงานมาทำเป็นงบประมาณแผ่นดิน เอามาใช้จ่ายในกิจการของรัฐบาล กล่าวคือเอาเงินตรงนี้มาทำเป็นนโยบาย มาทำประชานิยม ตรงนี้ผมคิดว่าก็เห็นชัด รูปธรรมก็อย่างเช่นทุกรัฐบาลจะมีการตรึงราคาพลังงาน ก็คือการเอาเงินตรงนี้มาชดเชย ถือเป็นการนำเงินเอามาสร้าง แนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมืองของเขา  

 

ความตื่นตัวและการตรวจสอบของภาคประชาสังคมไทยต่อกระทรวงพลังงาน  

 

เรื่องความตื่นตัวของภาคประชาสังคมในการตรวจสอบกระทรวงพลังงาน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมศึกษาในส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผม  ว่าด้วยเรื่องความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวต่อต้านนโยบายพลังงานของรัฐไทย ศึกษาประมาณ 30 ปีย้อนหลังตั้งแต่เริ่มตั้งสำนักงานกิจการกำกับพลังงาน จากการศึกษาของผมชี้ให้เห็นว่า ภาคประชาสังคมเริ่มแสดงบทบาทตรวจสอบโครงการหรือนโยบายของกระทรวงพลังงานอย่างชัดเจนและจริงจัง ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2530 ก็คือสมัชชาคนจน ที่หยิบยกประเด็นเรื่องพลังงานมาต่อต้านการสร้างเขื่อนปากมูล เขื่อนปากมูลเป็นโครงการพัฒนาด้านพลังงานที่ไปลุกล้ำและสร้างภาระปัญหาให้กับชีวิตของเขา แล้วถ้าถามว่าก่อนหน้านั้นขบวนการเคลื่อนไหวไม่ได้ใช้ประเด็นด้านพลังงานเลยหรือ คำตอบคือใช่ เขาไม่ได้มีโฟกัสหลักเรื่องพลังงาน ส่วนใหญ่เป็นประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน  สมัชชาคนจนนี่แหละคือภาคประชาสังคมแรก ที่เริ่มใช้ประเด็นด้านพลังงานหยิบยกมาเคลื่อนไหว เพื่อตรวจสอบหรือต่อต้านอำนาจรัฐในการปฏิบัตินโยบายทางด้านพลังงาน 

 

ถัดมาอีกช่วงคือปี 2533 ก็จะเป็นโครงการแม่เมาะ ที่มีการปล่อยแก๊สพิษออกมาทำให้คนในชุมชนมีผลกระทบ มีการรวมตัวของเครือข่ายผู้ประสบภัย เพื่อเรียกร้องการตรวจสอบโรงไฟฟ้า เรียกร้องการตรวจสอบกฟผ. เรียกร้องการตรวจสอบกระทรวงพลังงาน ถัดจากนั้นไม่นานก็เป็นเรื่องการประท้วงคัดค้านท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ของเครือข่ายภาคประชาสังคมทางภาคใต้   

 

จากนั้นก็เป็นปี 2542 นับเป็นขบวนการด้านพลังงานที่ใหญ่โตกว้างขวาง เป็นที่รับรู้ของสังคมนั่นคือขบวนการบ่อนอกหินกรูด  ที่มีความพยายามที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นการต่อสู้ระยะยาว มีการปะทะกับรัฐบ้างในบางระดับ  ในปี 2547 ภาคประชาสังคมก็มีการร่วมมือกับภาคการเมืองต่อสู้การแปรรูปกฟผ. ในรัฐบาลทักษิณ ในปี 2558 ก็มีการเคลื่อนไหวทวงคืนปตท.  ปี 2560 มีการเคลื่อนไหวต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดทางภาคใต้  โดยเฉพาะที่จะนะ จังหวัดสงขลา นี่คือพัฒนาการของภาคประชาสังคมที่พยายามกำกับตรวจสอบกิจกรรมหรือโครงการของกระทรวงพลังงาน

 

  • จริงไหม ต่อสู้ด้านพลังงาน ไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับการเมือง

 

คำตอบผมคือไม่ใช่-ไม่จริง การต่อสู้ด้านพลังงานเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างน้อยใน 2 ระดับ ตามทฤษฎีการเมืองพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นคำถามเรื่องการเมืองส่งผลอย่างไรกับพลังงาน เพราะการเมืองพูดถึงเรื่องอำนาจของตัวแสดงทางการเมืองที่มีอิทธิพลไปกำหนดทิศทางหรือความเป็นไปของนโยบายพลังงาน อย่างเช่นเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนนโยบายพลังงานเปลี่ยน เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนโรงไฟฟ้าก็อาจถูกเลื่อนออกไปไม่ได้สร้าง  หรือเมื่อภาคประชาสังคมมีอำนาจต่อรองกับรัฐบาลมาก นโยบายของรัฐบาลที่ถูกวางไว้ก็อาจถูกเปลี่ยนไป นี่คือการเมืองกำหนดพลังงาน  แต่อีกในระดับหนึ่ง การเมืองพลังงานมันพูดถึงเรื่องแล้วลักษณะทางธรรมชาติของพลังงาน มันไปกำหนดการเมืองอย่างไร  

 

ที่นี่ลักษณะทางธรรมชาติของพลังงานคืออะไร ตัวอย่างเช่น ผมจบจากญี่ปุ่นผมจะมีประสบการณ์เรื่องพลังงานกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นิดหน่อย เวลาพูดถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เรากำลังพูดถึงพลังงานที่มีเทคนิคทางวิศวกรรมค่อนข้างสูง ทำในระบบปิด มีการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในการควบคุมกำกับพลังงาน ว่ากันว่ามลพิษก็มีไม่มากยกเว้นที่เป็นกากนิวเคลียร์ แต่การเมืองในลักษณะธรรมชาติของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มันว่าด้วยเรื่องอะไร ลักษณะทางธรรมชาติของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มันสร้างการเมืองแบบไหน ในญี่ปุ่นลักษณะทางธรรมชาติของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มันไปกำหนดการเมืองเรื่องภัยพิบัติ เพราะผู้คนมันหวาดกลัว  ถ้าระเบิดมาทีมันสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความเสียหายกับสุขภาพของคนมากมายมหาศาล ลักษณะทางธรรมชาติของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาจึงสร้างการเมืองเรื่องภัยพิบัติ    

 

 ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งประเทศไทยอาจจะคุ้นชินเพราะมีโรงไฟฟ้าประเภทนี้พอสมควร ลักษณะทางธรรมชาติของมันคือใช้ถ่านหินในการผลิต ผลลัพธ์จากการผลิตคือจะมีฝุ่นควันออกมา จะเป็นฝุ่นควันพิษหรือสะอาดแบบที่ภาครัฐบอกก็แล้วแต่ว่าฝ่ายไหนจะมอง แต่ผลที่เหลือจากการผลิตคือมีฝุ่นและควันแน่นอน ทีนี้ ลักษณะทางธรรมชาติของโรงไฟฟ้าถ่านหินมันไปกำหนดสร้างการเมืองแบบไหน ผมคิดว่ามันไปกำหนดสร้างการเมืองที่ว่าด้วยเรื่องสุขภาพ 

 

อีกอันที่เราว่ามันดีมากๆและรณรงค์กันเป็นกระแสทั่วโลก ก็คือพลังงานหมุนเวียน Green Energy หรือพลังงานสีเขียว  ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการเมืองของมัน ลักษณะของพลังงานประเภทนี้ไปกำหนดการเมืองว่าด้วยเรื่องทัศนียภาพ  การเมืองที่ว่าด้วยเรื่องการใช้พื้นที่ เช่นการเอากังหันลมไปตั้งที่หนึ่งแล้วมันไปทำลายทัศนียภาพของคนในชุมชนนั้น คุณจะถกเถียงกันเรื่องนี้อย่างไร หรือคุณไปสร้างโซล่าฟาร์ม ที่ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ มันก็มีข้อถกเถียงว่าใช้พื้นที่มหาศาลขนาดนี้ กับการที่คุณจะเอาพื้นที่นี้ไปใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ไปทำเกษตร ไปทำอุตสาหกรรม หรือใช้ประโยชน์อื่นบนที่ดิน นี่คือการเมืองที่กำกับอยู่ไหนแต่ละชนิดพลังงาน    

 

เชื่อมโยงกับคำถามข้อที่แล้ว ที่ถามว่าการต่อสู้ด้านพลังงานกับการเมืองแยกกันได้หรือไม่ ผมจึงตอบว่าแยกกันไม่ได้ มันก็เกี่ยวสัมพันธ์กันอย่างแนบชิดมาก เพราะข้อต่อสู้ของภาคประชาสังคมเรื่องพลังงาน มันก็จะวนเวียนอยู่ใน 2 ระดับแบบนี้ คือการเมืองกำหนดพลังงาน และพลังงานกำหนดการเมือง 

 

 

  • ประชาชนควรสนใจและจับตากระทรวงพลังงานให้มากกว่านี้

 

 

เราหนีไม่พ้นที่จะต้องสนใจมัน เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้ความสนใจกับกระทรวงพลังงานและกิจกรรมของกระทรวงพลังงาน  เพราะอะไร ผมอธิบายอย่างนี้ครับ  คืออนาคตและโลกข้างหน้าของมวลมนุษยชาติทั้งหมดเลยมันวางอยู่บนพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานที่เรียกว่าไฟฟ้ากับน้ำมัน ลองจินตนาการง่ายๆแบบนี้ครับ Mobility หรือการเคลื่อนย้ายของคน  ในสมัยก่อนการเคลื่อนย้ายของมนุษย์มันขึ้นกับกำลังของมนุษย์เอง เราเดินเราวิ่งไปเองได้  หรือพึ่งพาพลังงานจากสัตว์ หรือการเคลื่อนย้ายของคนในยุคปัจจุบัน หรือ Modern mobility  มันวางอยู่บนพลังงานทั้งหมด  เราขับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เราขึ้นรถไฟฟ้า  คนย้ายจากต่างจังหวัดมากรุงเทพ มันวางอยู่บนพลังงานหมด ชีวิตคนเราผูกโยงกับพลังงานแทบจะทั้ง 24 ชั่วโมง ขนาดว่าเรานอนไปแล้วมันร้อนเราก็ต้องเปิดแอร์ แอร์มันก็ต้องใช้ไฟฟ้า วิถีชีวิตมันผูกโยงกับพลังงานทั้งหมด ฉะนั้นเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องสนใจกระทรวงพลังงาน เพราะการสนใจต่อกระทรวงพลังงาน มันคือการสนใจต่ออนาคต และการออกแบบชีวิตของเราในอนาคต เพราะว่าถ้านโยบายพลังงานเปลี่ยน นโยบายการผลิตพลังงานเปลี่ยน สิ่งเหล่านี้มันผูกโยงกับการออกแบบชีวิตในอนาคตเรามาก มันปฏิเสธไม่ได้ 

 

ตัวอย่างง่ายๆเช่น  ช่วงโควิดที่ผ่านมาทุกคนต้องอยู่บ้าน ภาครัฐประกาศต้องไทยชนะ  พออยู่บ้านมากก็ต้องใช้พลังงานมาก เมื่อใช้พลังงานมากค่าไฟก็แพง นี่คือตรรกะที่สมเหตุสมผลที่สุด ค่าไฟแพงเป็นผลมาจากอะไร เป็นผลมาจากต้นทุนการผลิตสูง แล้วเราจะใช้พลังงานที่มีต้นทุนการผลิตต่ำจากไหน  มันก็มีตัวเลือกไม่มากนอกจากคุณผลิตเอง จากโซล่าเซลล์บ้านคุณ หรือคุณต้องเทิร์นเทคโนโลยีทั้งหมดไปสู่การใช้พลังงานนิวเคลียร์ ที่มีต้นทุนในการผลิตพลังงานต่ำสุด มันเกี่ยวโยงกันเป็นระบบหมด

 

  • บรรยากาศและเสถียรภาพทางการเมืองก็มีผลต่อนโยบายพลังงานประเทศ       

 

คือตอบคำถามอย่างนี้ เสถียรภาพของรัฐบาลมีผลต่อนโยบายในระยะสั้น มากกว่าระยะยาว นโยบายพลังงานตั้งแต่ไหนแต่ไร คือนโยบายพลังงานมันมีความซับซ้อนในเชิงเทคนิคสูง โดยเฉพาะเทคนิคด้านวิศวกรรม เราเรียกว่าวิศวกรรมพลังงาน อีกตัวหนึ่งคือมีความซับซ้อนด้านเศรษฐศาสตร์พลังงาน การคำณวนต้นทุนต่างๆในการเลือกใช้วัตถุดิบต่างๆในการผลิตพลังงาน การคำณวนอายุของโรงไฟฟ้าที่จะมีผลต่อต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า มีผลต่อค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ผันแปรตามวัตถุดิบที่เอามาผลิตไฟฟ้า อันนี้ว่าด้วยเรื่องเศรษฐศาสตร์พลังงาน กับอีกอันนึงคือว่าด้วยเรื่องนโยบายสาธารณะ คือการคิดต้นทุนกำไรของตัวเลือกทางนโยบาย นโยบายพลังงานหลักๆถูกปกคลุมด้วยเทคนิคองค์ความรู้ 3 ด้าน วิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และนโยบายสาธารณะ 

 

ทีนี้ การพัฒนานโยบายพลังงานในระยะยาวถูกกำกับด้วยนักเทคนิคและข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ มากกว่าภาคการเมือง จะเห็นได้ชัดว่าแผนพลังงานส่วนใหญ่ของประเทศไทยเป็นแผนระยะยาว 5-10ปี ตัวอย่างเช่นแผนพัฒนาพลังงานว่าด้วยเรื่องการผลิตไฟฟ้า แผนน้ำมัน ว่าด้วยการนำเข้าส่งออกน้ำมัน แผนพลังงานทดแทน ที่ว่าด้วยเรื่องการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การสร้างโรงไฟฟ้าหมุนเวียน การสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย รายกลาง รายใหญ่ ในการผลิตพลังงาน เหล่านี้ อายุของแผนจะมากกว่า 5-10 ปีทั้งสิ้น โอเคมันมีการทบทวนแผนอยู่ประจำ แต่กรอบของแผนอยู่ที่ 5-10 ปีตลอด  ซึ่งแผนตรงนี้มันมีอายุยาวนานกว่าอายุรัฐบาล ผมเคยสัมภาษณ์อดีตรัฐมนตรีพลังงานสองคน  ทั้งสองท่านยืนยันตรงกันว่า องค์ความรู้ในการทำแผนพวกนี้ส่วนใหญ่มาจากข้าราชการประจำซึ่งเป็นนักเทคนิคเสียมากกว่า เพราะฉะนั้น กระทรวงพลังงาน นักเทคนิคหรือข้าราชการประจำจะมีบทบาทสำคัญในการวางแผนระยะยาว ถามว่าเสถียรภาพของรัฐบาลมีผลต่อนโยบายแบบไหน ในความเห็นของผม มีผลระยะสั้น ตัวอย่างเช่น การตรึงราคาพลังงาน การกำหนดภาษีน้ำมัน การออกนโยบายอุดหนุนราคาพลังงาน พวกกรอบมาตรการด้านนโยบายพลังงานระยะสั้นแบบนี้ เสถียรภาพของรัฐบาลมีผลโดยตรงต่อมาตรการด้านนโยบายเหล่านี้มาก 

 

อีกอันที่อยากจะชวนคุย คือเสถียรภาพของรัฐบาลมีผลอย่างมีนัยยะสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “จินตนาการเชิงตัวเลือก” นโยบายพลังงาน คือถ้าคุณเป็นรัฐบาลได้ยาวนาน คุณก็สามารถนำเสนอสิ่งที่เรียกว่าจินตนาการเชิงตัวเลือกนโยบายพลังงานได้บ่อยๆ ให้คนในสังคมถกเถียงกัน ชวนให้คนในสังคมช่วยกันคิดว่า มันควรจะพัฒนาไปในแบบนี้ดีไหม อย่างเช่นในช่วงรัฐบาล สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีความพยายามที่จะนำเสนอโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กับสังคม แต่ตอนนั้นเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล อายุสั้นเพียงปีเดียว จินตนาการตรงนี้มันก็หมดไป เมื่อรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ออกไป  หรือในปัจจุบัน จินตนาการรูปแบบโรงไฟฟ้า ก็อาจจะสื่อสารได้อย่างยาวนานหน่อย เพราะอยู่ในตำแหน่งมานาน ตัวอย่างเช่น เคยได้ยินโรงไฟฟ้าประชารัฐ ไหมครับ นี่คือแคมเปญในการสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้ ก็มีการสื่อสารนโยบายนี้เสมอ หรืออีกอันคือโรงไฟฟ้าชุมชน โรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าชนิดนี้เริ่มจริงๆยุครัฐบาลทักษิณ  แต่ว่าไม่ค่อยมีการประชาสัมพันธ์ หรือโยนประเด็นให้สังคมถกเถียงกันอย่างกว้างขวางยาวนานเท่ากับรัฐบาลปัจจุบันที่เริ่มโดยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีการโปรโมต ประชาสัมพันธ์ เรื่องโรงไฟฟ้าขยะ นำขยะมาผลิตไฟฟ้า เสถียรภาพของรัฐบาล จึงมีผลต่อจินตนาการตัวเลือกเชิงนโยบายใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น 

 

 

 

  • แม้เราจะมีการพัฒนาด้านพลังงานมานาน แต่นโยบายด้านพลังงานในพรรคการเมืองไทย ก็ยังไม่โดดเด่น 

 

 

ผมพยายามนึกถึงนโยบายด้านพลังงานของพรรคการเมือง เท่าที่ผมดู เท่าที่ดูเข้าใจว่าเขาไปโฟกัสที่พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก เพราะอันนั้นเป็นกระแสโลก อิงกับรสนิยมของนักอนุรักษ์ในเมืองไทยด้วยที่พยายามจะส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนเข้ามา คือนโยบายพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศเขาก้าวไปไกลกว่าที่ประเทศไทยถกเถียง ยกตัวอย่างพรรค Green ในเยอรมัน เขาไม่ได้ถกเถียงว่าคุณจะมีจินตนาการพลังงานหมุนเวียนยังไงแล้ว เขาถกเถียงไปถึงขั้นคุณจะให้ incentive ยังไง ให้แรงจูงใจกับประชาชนคนธรรมดายังไง ให้หันมาเป็นผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนเอง แต่ละบ้านคุณต้องติดตั้งแผงโซล่าห์เซลล์เอง สมัยก่อนเยอรมันก็ไม่มีคนติดตั้ง รัฐบาลต้องตัดสินใจเอาเงินงบประมาณเพื่อให้ทุกคนช่วยกันติดตั้ง เพื่อที่จะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทิ้งไป แล้วก็หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนแทน  เขาถกเถียงกันไปถึงว่าการผลิตไฟฟ้ามันไปกระทบกับสิทธิคนอยู่ในเมืองยังไง มันถกเถียงกันถึงว่าการผลิตไฟฟ้ามันส่งผลต่อการออกแบบเมืองยังไง คือมันไปไกลกว่าที่ประเทศไทยถกเถียงกันอยู่มาก 

 

อย่างในญี่ปุ่นที่ผมมีประสบการณ์มา โรงไฟฟ้าในญี่ปุ่นเขาถกเถียงไปถึงขั้นที่เรียกว่า ถ้าเกิดคุณไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คุณมีสิทธิที่จะซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าประเภทอื่นไหม คือไม่ใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ได้  ผมขอซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าอันอื่นเพราะผมไม่ชอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แล้วโรงไฟฟ้าประเภทอื่นก็ส่งไฟฟ้าประเภทอื่นไปให้ครัวเรือนนั้นใช้ คือการถกเถียงระดับนี้ได้ เทคโนโลยีในการกระจายไฟฟ้า เทคโนโลยีในการคำณวนค่าไฟ มาตรการการแบ่งปันผลประโยชน์กลุ่มทุนผู้ผลิต โอ้โห..มันไปไกลมากกว่าประเทศไทยเยอะมากแล้ว 

 

 

 

  • ชุดความคิดที่ครอบงำการผลิตนโยบายกระทรวงพลังงาน 

 

 

อย่างที่กล่าวไป จากประสบการณ์การทำวิทยานิพนธ์ ที่เคยพูดคุยกับอดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน 2 ท่าน คณะกรรมการปฎิรูปพลังงาน 2-3 ท่าน ผู้ให้ข้อมูลของผมทั้งหมดชี้มาในทิศทางเดียวกัน คือกรอบการกำหนดนโยบายด้านพลังงานของประเทศนี้อยู่ภายใต้นักเทคนิค ข้าราชการประจำเป็นหลัก ทีนี้กรอบคิดในการกำหนดนโยบายมันวางอยู่บนเรื่องอะไร ผมคิดว่ามีอยู่ 2-3 เรื่อง เขาคิดบนฐานที่เรียกว่าความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งในความคิดของนักเทคนิคกระทรวงพลังงาน ก็คือความมั่นคงที่หมายความว่า   เมื่อจะต้องใช้พลังงาน ก็ต้องมีพลังงานให้ใช้เสมอ เปิดไฟปุ๊บ ไฟต้องติด ไม่ติดไม่ได้  ชุดความคิดนี้มันต่างกับภาคประชาสังคมมาก เพราะกรอบคิดของภาคประชาสังคมเป็นเรื่องของการผลิตพลังงานอย่างไร ให้ลดผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในสังคมให้มากที่สุด มันต่างกันแล้ว กลุ่มหนึ่งบอกต้องมีซับพรายด้านพลังงานเยอะๆ  เพื่อสำรองเอาไว้ไม่ให้ขาดมือ อีกกลุ่ม ให้ผลิตอย่างกระทบต่อชีวิตคนน้อยที่สุด  ทั้งสุขภาพ สิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตของผู้คน สองอันนี้ต่างกัน 

 

ความคิดอันที่สอง ผมคิดว่าผู้มีอำนาจทางนโยบายให้ความสำคัญก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่ยึดโยงกับพลังงาน เพราะเขามองว่าพลังงานคือปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจ ถ้าขาดพลังงาน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะถดถอย    

 

แนวคิดอันที่สาม แนวคิดด้านพลังงานมันจะวางบทบาทประเทศในเวทีระหว่างประเทศ คือการวางบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางพลังงาน ของประชาคมอาเซียน อันนี้เป็นอีกหนึ่งกรอบคิดที่นักเทคนิคพยายามนำเสนอ   

 

 

  • ดูเหมือนเงินนอกงบประมาณสำคัญสุด สำหรับกระทรวงพลังาน 

 

 

ผมคิดว่าเขาเป็นกระเป๋าตังค์ที่ดีของรัฐบาล ดีมากไหมไม่รู้ แต่เม็ดเงินสูงมาก ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมากฟผ.กับปตท.ส่งเงินให้รัฐ เป็นมูลค่าหลายล้านๆ  

 

 


   

The post การเมืองเรื่องพลังงาน : ทำไมเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานจึงหอมหวาน appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

Pages