มติชน - การเมือง

Subscribe to มติชน - การเมือง feed
ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ กีฬา บันเทิง-ศิลปวัฒนธรรม ต่างประเทศ การศึกษา
Updated: 58 min 3 sec ago

‘ไพบูลย์’ อ้าง ‘พีระพันธุ์’ บอกเอง กมธ.ศึกษาแก้รธน. ยังไม่มีมติใดๆทั้งสิ้น

Sun, 08/09/2020 - 15:08
‘ไพบูลย์’ แจงความหน้าศึกษาแก้รธน. คาดรายงานเข้าถกสภา 9 ก.ย. นี้ ก่อนส่งรายงานพร้อมความเห็นส.ส.ให้รัฐบาล

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค และส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 คนที่หนึ่ง กล่าวว่า ตามที่ปรากฎเป็นข่าวว่ากมธ.มีมติให้แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เมื่อการประชุมวันศุกร์ที่ผ่านมา จึงได้ซักถามประเด็นนี้ต่อที่ประชุม ซึ่งทางประธานกมธ.แจ้งว่าไม่ได้มีมติเช่นนั้น และตลอดการพิจารณาของกมธ.ก็ไม่ได้มีมติ เพียงแต่มีความเห็นกันในขณะนั้นซึ่งมีกมธ.อยู่จำนวนหนึ่ง จึงไปแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ดังนั้นจึงยังไม่มีมติใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น กมธ.จะให้มีคณะทำงานขึ้นมาเพื่อยกร่างรายงานซึ่งจะบันทึกความเห็นของกมธ.ที่อภิปรายในแต่ละหมวดแบบใดอย่างใด คาดว่าจะมีมติประมาณวันที่ 27 สิงหาคม แล้วส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นทางสภาฯก็จะนำเข้าบรรจุระเบียบวาระพิจารณาน่าจะประมาณวันที่ 9 กันยายน เชื่อว่าคงจะมีส.ส.อภิปรายกันเป็นจำนวนมากในรายงานฉบับนี้ จากนั้นทางสภาจะนำส่งรายงานกมธ.และการอภิปราย ความเห็น ของส.ส.ไปยังรัฐบาล จากนั้นพรรคการเมืองต่างๆคงจะมีการสอบถามความเห็นกันในพรรคและจัดทำร่างญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกัน ซึ่งในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ คงจะมีการพิจารณากันรวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลอื่นด้วย และคงเสนอเป็นญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล

The post ‘ไพบูลย์’ อ้าง ‘พีระพันธุ์’ บอกเอง กมธ.ศึกษาแก้รธน. ยังไม่มีมติใดๆทั้งสิ้น appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

พิธา ย้ำเป็นหน้าที่ ส.ส.ต้องปกป้อง ปชช.ที่ถูกคุกคาม หลังเตรียมใช้ตำแหน่งประกันตัวผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดี

Sun, 08/09/2020 - 15:06
พิธา ย้ำเป็นหน้าที่ ส.ส.ต้องปกป้อง ปชช.ที่ถูกคุกคาม หลังเตรียมใช้ตำแหน่งประกันตัวผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ จ.สมุทรปราการ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการชุมนุมของนักศึกษา และการที่ ส.ส.พรรค ก.ก. เสนอเตรียมใช้ตำแหน่งประกันตัวประชาชนผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีว่าจะถูกโยงว่าพรรคอยู่เบื้องหลังการชุมนุมหรือไม่นั้น ว่า สิ่งที่พวกเราทำเป็นการปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตยและเป็นการเรียกร้องตามหลักสันติวิธี โดยพรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่มาจากประชาชน ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน ดังนั้น เมื่อประชาชนโดนคุกคาม ในฐานะผู้แทนราษฎรก็ต้องเข้าไปปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ นอกจากนี้ ในทางกลับกันตนขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ถึงความจริงใจในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นักเรียน นักศึกษา อย่ามองประชาชน เยาวชนที่อาจมีความเห็นไม่ตรงกับท่านเป็นศัตรู ทั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยออกมากล่าวว่า ท่านพร้อมที่จะรับฟัง แต่กลายเป็นว่าหลังจากนั้นก็มีการออกหมายจับประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง ซึ่งไม่ใช่หมายเรียกด้วยซ้ำ แต่เป็นหมายจับเลย แต่ในขณะเดียวกันมีลูกวีไอพีขับรถชนคนตาย หมายเรียกกว่าจะออก ดังนั้น จึงขอฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า ต้องมีคำพูดและการกระทำที่สอดคล้องกันด้วย

“ต้องยอมรับว่าน้องๆ นักศึกษา และประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง ส่วนหนึ่งเป็นการออกมาเรียกร้องที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตทางการเมือง และเป็นเรื่องของวิกฤตศรัทธาด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ รวมทั้งการออกมาเรียกร้องเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของพวกเขา อนาคตทางการศึกษา และเรื่องของวิกฤตโควิด-19 ที่สะสมมา จึงจำเป็นออกมาเรียกร้องกัน ถ้าเรามองกันอย่างตรงไปตรงมา พวกเขากำลังประสบปัญหา และประเทศนี้ไม่มีอนาคตให้พวกเขา ต้องกลับมามองที่ตัวผู้ใหญ่เองว่ามีอะไรที่จะต้องแก้ไข แทนที่จะมีความพยายามในการใช้ปฏิบัติการไอโอ สร้างการยุยง ปลุกปั่น เพื่อให้มีม็อบผู้ใหญ่ออกมาชนกับม็อบของเยาวชน นิสิตนักศึกษา จะทำให้สถานการณ์บานปลายและประเทศก็จะถึงทางตัน” นายพิธากล่าว

นายพิธากล่าวว่า คำว่าฟังก็ต้องเป็นการฟังจริงๆ ฟังด้วยจิตใจที่มีวุฒิภาวะ ฟังด้วยการเปิดใจในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง และตอบสนองในสิ่งที่พวกเขาต้องการโดยนำไปแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้พวกเขามีอนาคตในประเทศแห่งนี้ และทำให้ประเทศเป็นประเทศของประชาชนจริงๆ ไม่ใช่เป็นประเทศของอภิสิทธิ์ชน ซึ่งจำเป็นต้องดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติจากเหตุเพราะมีทรัพยากรมากกว่า มีเส้นสายมากกว่า หรือมีนามสกุลที่ดังกว่า

The post พิธา ย้ำเป็นหน้าที่ ส.ส.ต้องปกป้อง ปชช.ที่ถูกคุกคาม หลังเตรียมใช้ตำแหน่งประกันตัวผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดี appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

พิธา จี้ กตต. ลงตรวจ ลต.ปากน้ำ – เผยพบพิรุธกว่า 20 หน่วย ไม่มีสายรัดหีบ-ป้ายหาเสียงใกล้หน่วย-แจกเงินแบบโจ๋งครึ่ม

Sun, 08/09/2020 - 14:53
พิธา จี้ กตต. ลงตรวจ ลต.ปากน้ำ – เผยพบพิรุธกว่า 20 หน่วย ไม่มีสายรัดหีบ-ป้ายหาเสียงใกล้หน่วย-แจกเงินแบบโจ๋งครึ่ม

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 9 สิงหาคม ที่ จ.สมุทรปราการ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า สถานการณ์การเลือกตั้งใหม่ในวันนี้ ตนได้เรียกร้องให้ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มาดูในพื้นที่ เนื่องจากถึงตอนนี้ได้รับการแจ้งสถานการณ์ผิดปกติเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้ง ส.ส.ของพรรค ก.ก. ที่ลงชื่อกับ กกต. แล้วเพื่อเข้าไปสังเกตการณ์ในหน่วยเลือกตั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า หรือบางหน่วยหีบบัตรเลือกตั้งไม่มีสายรัด บางหน่วยเลือกตั้งมีป้ายหาเสียงของผู้สมัครบางพรรคอยู่หน้าหน่วย บางหน่วยก็มีการตั้งโต๊ะแจกเงินกันอย่างโจ๋งครึ่มกลางวันแสกๆ ซึ่งเราจะรวบรวมหลักฐานนี้ส่งให้ทาง กกต.ต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้เราต้องช่วยกันพยายามสกัดกั้นไม่ให้การโกงเลือกตั้งเกิดขึ้น โดยที่ได้รับแจ้งมาตอนนี้มีความผิดปกติแล้วกว่า 20 หน่วย หลังจากนี้ ตนจะไปลาดตะเวนดูในพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่ก็ไม่ใช่หน้าที่ตน แต่เป็นของ กกต.ที่ต้องมาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม

“อยากเรียกร้องให้ กกต. ดูแลเรื่องการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งใหญ่ หรือการเลือกตั้งซ่อมหลายๆ ครั้ง มีข้อสังเกตและคำถามว่าเป็นการจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนจริงหรือไม่ ที่ผ่านมามีสิ่งที่เป็นวิกฤตเยอะ ดังนั้น การเลือกตั้งใหม่สมุทรปราการครั้งนี้ ถ้า กกต.ทำได้ดี บริสุทธิ์ยุติธรรมและสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนจริง ก็จะได้รับคำชื่นชม แต่ถ้าทำไม่ได้ นี่จะเป็นฟางเส้นสุ้นท้ายวิกฤตศรัทธา กกต. ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่อยากให้ใช้เวลานี้ให้เต็มที่ที่สุด” นายพิธา กล่าว

The post พิธา จี้ กตต. ลงตรวจ ลต.ปากน้ำ – เผยพบพิรุธกว่า 20 หน่วย ไม่มีสายรัดหีบ-ป้ายหาเสียงใกล้หน่วย-แจกเงินแบบโจ๋งครึ่ม appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

กมธ.พัฒนาการเมือง ยันคณะทำงาน PVT ประกาศผล ลต. ก่อน กกต. ได้ภายใน 2 ทุ่มวันนี้ ชี้พิรุธหลายจุด

Sun, 08/09/2020 - 14:46
กมธ.พัฒนาการเมือง ยันคณะทำงาน PVT ประกาศผล ลต. ก่อน กกต. ได้ภายใน 2 ทุ่มวันนี้ ชี้พิรุธหลายจุด

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน เเละการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้เเทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงความคืบหน้าในการทำงานของคณะทำงานเพื่อสังเกตการณ์ขับเคลื่อน เพื่อสังเกตการณ์เลือกตั้ง ตรวจสอบความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเลือกตั้ง (Pararell Vote Trabulation) (PVT) กับเครือข่ายประชาชน PVT Thailand ว่า วันนี้อาสาสมัครทั้ง 200 คนที่ผ่านการฝึกอบรม ลงพื้นที่สังเกตการณ์ 90 หน่วยเลือกตั้งจากทั้งหมด ซึ่งมีการจัดตั้งกองอำนวยการ (ห้องวอร์รูม เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว) ที่โรงเเรมมิราเคิลเเกรนด์ สุวรรณภูมิ โดยอาสาสมัครทั้งหมดจะกระจายปฏิบัติหน้าที่ตามหน่วยต่างๆ เมื่อพบพฤติกรรมต้องสงสัย ผิดปกติ จะส่งข้อมูลรายงานมายังห้องห้องวอร์รูม เป็นหน่วยกลางเพื่อติดตามความเคลื่อนไหว

นายปดิพัทธ์ระบุว่า ภายในครึ่งวันของการเลือกตั้งพบความผิดปกติหลายหน่วยตั้งแต่เปิดหีบบัตร ซึ่งพบข้อสังเกต กรณีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ใส่เสื้อของตระกูลดัง เข้าประจำตามหน่วยเลือกตั้ง และพบผู้ใหญ่บ้าน หัวคะเเนนยืนอยู่นอกหน่วยเลือกตั้ง เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ต้องสังสัย อาจเข้าข่ายทุจริตเลือกตั้ง เเละช่วงที่สำคัญที่สุดคือ ช่วงนับคะเเนน อาสาสมัครที่ประจำแต่ละหน่วยเลือกตั้ง จะรายงานผลคะเเนนในเเต่ละหน่วย มายังห้องวอร์ลูม โดยเจ้าหน้าที่จะกรอกคะเเนน เเละรวบรวมใช้เวลาประมาณไม่เกิน 2 ชม. คาดว่าทราบผลคะเเนนทันที

นายปดิพัทธ์ กล่าวด้วยว่า คณะทำงานจะทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมสังเกตการณ์ในการเลือกตั้งซ่อม เขต 5 จ.สมุทรปราการ ที่ถือว่าเป็นเคสเเรกในการลงพื้นที่ของคณะทำงาน เพื่อป้องกันเเละปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมไปถึงขอให้พี่น้องประชาชนร่วมจับตาการทุจริตเลือกตั้งในครั้งนี้ เพื่อให้การเมืองไทยได้เดินต่อไปได้ โปร่งใส ปราศจากการทุจริต

The post กมธ.พัฒนาการเมือง ยันคณะทำงาน PVT ประกาศผล ลต. ก่อน กกต. ได้ภายใน 2 ทุ่มวันนี้ ชี้พิรุธหลายจุด appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

นิด้า เปิดโพลแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วการเมืองไทยจะดีขึ้น? เสียงส่วนใหญ่ 35.14% เชียร์ เชื่อมั่นฉบับประชาชนแท้จริง

Sun, 08/09/2020 - 14:46

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “แก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วการเมืองไทยจะดีขึ้น ?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 3 – 4 สิงหาคม 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,255 หน่วยตัวอย่าง ทำการสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการรับทราบของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการทำประชามติด้วย พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.22 ระบุว่า ไม่ทราบ ขณะที่ ร้อยละ 24.78 ระบุว่า ทราบ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 35.14 ระบุว่า ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ รองลงมา ร้อยละ 33.94 ระบุว่า ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตรา ร้อยละ 13.87 ระบุว่า ไม่ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร้อยละ 17.05 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วการเมืองไทยจะดีขึ้น พบว่า ร้อยละ 21.35 ระบุว่า มีความมั่นใจมาก เพราะคิดว่าน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มาจากประชาชนและได้รับการยอมรับจากประชาชนอย่างแท้จริง ร้อยละ 23.03 ระบุว่า ค่อนข้างมีความมั่นใจ เพราะ เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการรับฟังความคิดเห็น เน้นการมีส่วนร่วม ซึ่งจะสามารถช่วยลดความขัดแย้งได้ ร้อยละ 25.98 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความมั่นใจ เพราะเท่าที่เห็นทุกวันนี้ไม่ว่าจะเเก้ไขมาเเล้วกี่ครั้งก็ยังคงมีเเต่ปัญหา เนื่องจากปัญหาการเมืองมีการสะสมมานานแล้ว แก้ไขได้ยาก ขณะที่บางส่วนระบุว่า ขึ้นอยู่กับผู้นำประเทศด้วย ร้อยละ 27.33 ระบุว่า ไม่มีความมั่นใจเลย เพราะมองว่าไม่มีทางที่การเมืองไทยจะดีขึ้น และเชื่อว่าเมื่อแก้ส่วนนี้แล้ว ก็จะให้แก้ส่วนอื่นอีกต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่บางส่วนระบุว่า การเมืองไทยจะดีขึ้นนั้นไม่ได้เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้อง และร้อยละ 2.31 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 8.84 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 25.74 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑล และภาคกลาง ร้อยละ 18.33 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.62 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 13.47 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่างร้อยละ 49.00 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.00 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่างร้อยละ 7.65 มีอายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 15.62 มีอายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 22.15 มีอายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 33.46 มีอายุ 46 – 59 ปี และร้อยละ 21.12 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 94.10 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.06 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 0.88 นับถือศาสนาคริสต์ และอื่น ๆ และร้อยละ 0.96 ไม่ระบุศาสนา ตัวอย่างร้อยละ 21.27 สถานภาพโสด ร้อยละ 74.50 สมรสแล้ว ร้อยละ 3.35 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 0.88 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส

ตัวอย่างร้อยละ 30.12 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 29.80 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.33 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.06 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 5.42 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 1.27 ไม่ระบุการศึกษา ตัวอย่างร้อยละ 10.76 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 14.98 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 20.72 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 14.98 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.46 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.20 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 2.47 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 0.08 เป็นพนักงานองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร และร้อยละ 1.35 ไม่ระบุอาชีพ

ตัวอย่างร้อยละ 18.80 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 25.18 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 26.30 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 10.04 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 4.54 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 6.77 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.37 ไม่ระบุรายได้

The post นิด้า เปิดโพลแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วการเมืองไทยจะดีขึ้น? เสียงส่วนใหญ่ 35.14% เชียร์ เชื่อมั่นฉบับประชาชนแท้จริง appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

เลขาธิการก้าวไกล เผยพบเหตุพิรุธเลือกตั้งใหม่ ‘ปากน้ำ’ อื้อ

Sun, 08/09/2020 - 14:33
เลขาธิการก้าวไกล เผยพบเหตุพิรุธเลือกตั้งใหม่ ‘ปากน้ำ’ อื้อ

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ จ.สมุทรปราการ นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีการสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ เขต 5 จ.สมุทรปราการ ว่า ตั้งเเต่เปิดหีบบัตรเลือกตั้ง เวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ผิดปกติหลายอย่าง โดยเมื่อเวลาประมาณ 09.15 น. ผู้สังเกตการณ์ของพรรคก้าวไกล พบว่าในหน่วยเลือกตั้งที่ 37 หมู่ 10 ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ พบว่ามีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยได้ยกหีบบัตรลงคะเเนนไปให้ผู้ใช้สิทธิ์หย่อนบัตรถึงคูหาลงคะเเนน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติ เนื่องจากหีบบัตรเลือกตั้งปกติเเล้วจะต้องตั้งอยู่กลางหน่วยเลือกตั้ง ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนั้นผิดปกติ เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ไม่อนุญาตให้ตัวเเทนพรรคก้าวไกลเข้าไปสังเกตการณ์ประจำหน่วย ซึ่งในเบื้องต้นนั้นทางพรรคได้เเจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่วงหน้าเรียบร้อยเเล้ว

“นอกจากนี้ ผู้สังเกตการณ์ของพรรคก้าวไกลยังพบพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งหน่วยอื่นๆ เข้าข่ายความผิดปกติอีกหลายอย่าง อาทิ เจ้าหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิซึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีการชวนผู้เดินมาใช้สิทธิ์พูดคุย และมีการขอดูบัตรประชาชน ขณะที่บางหน่วยพบว่าหีบเลือกตั้งไม่มีสายรัด ซึ่งเชื่อว่าไม่ได้เกิดขึ้นจากความสะเพร่า เพราะเจ้าหน้าที่ต้องทราบหลักการดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานว่ามีการแจกเงินให้ผู้มาใช้สิทธิ์ที่หน้าหน่วยเลือกตั้งในบางหน่วยด้วย เพียงแต่ยังไม่พบพยานหลักฐาน” นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้สถานการณ์เลือกตั้งน่าเป็นห่วง พรรคก้าวไกลขอเรียกร้องให้ กกต.กลาง เเละเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง เร่งตรวจสอบว่าพฤติกรรมดังกล่าวส่อทุจริตเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งในกรณีดังกล่าว เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่ กกต. จะไม่ทราบวิธีปฏิบัติ

The post เลขาธิการก้าวไกล เผยพบเหตุพิรุธเลือกตั้งใหม่ ‘ปากน้ำ’ อื้อ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

หัวหน้าพรรคก้าวไกลจี้ประธาน กกต. ตรวจเข้มเลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ พบความผิดปกติอื้อ

Sun, 08/09/2020 - 14:16

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ฝากประธาน กกต. เข้มในการเลือกตั้งซ่อมที่สมุทรปราการ เพราะตั้งแต่เปิดหีบ พรรคก้าวไกลรับรายงานความผิดปกติหลายครั้ง

เวลา 11.30 น. วันที่ 9 สิงหาคม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังพรรคก้าวไกลได้รับรายงานความผิดปกติในการเลือกตั้งซ่อมเขต 5 จังหวัดสมุทรปราการ หลายครั้งตั้งแต่เริ่มเปิดหีบลงคะแนน

นายพิธา กล่าวว่า ถึงแม้นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้ง ตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ทางพรรคก้าวไกลก็ยังรับรายงานจากผู้หวังดีว่ามีเหตุการณ์ที่น่าสงสัยเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น หีบหย่อนบัตรบางหีบก็ไม่มีการรัดหีบ บางหน่วยเลือกตั้งยังมีป้ายหาเสียงของผู้สมัครบางพรรคตั้งอยู่หน้าหน่วยเลือกตั้ง บางหน่วยมีการตั้งโต๊ะแจกเงินกันกลางวันแสกๆ เชิญชวนประชาชนไปเลือกผู้สมัครพรรคใดพรรคหนึ่งอยู่ ซึ่งทั้งหมดทางพรรคกำลังรวบรวมหลักฐานให้ทาง กกต. ซึ่งมีหน่วยเลือกตั้งที่น่าสงสัยขณะนี้กว่า 20 หน่วย แต่ขณะนี้ตนและพรรคต้องการที่จะสกัดกั้นการกระทำเหล่านี้ โดยตนและสมาชิกพรรคได้ลาดตระเวณตรวจสอบตามหน่วยเลือกตั้ง

“อยากฝากถึงนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ให้จัดการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ผมคิดว่าการเลือกตั้งซ่อมที่สมุทรปราการครั้งนี้เป็นฟางเส้นสุดท้าย เพราะวิกฤตศรัทธาทางการเมืองไทยเยอะมาก หากท่านเป็นกรรมการที่ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์ ยุติธรรม จึงอยากเรียกร้องให้ท่านตรวจสอบการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง”

The post หัวหน้าพรรคก้าวไกลจี้ประธาน กกต. ตรวจเข้มเลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ พบความผิดปกติอื้อ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

จุรินทร์ นำทีม ปชป. ลงพื้นที่ลาดกะบัง-คลองสามวา เผยคัดตัวผู้สมัคร สส. สก. จบแล้วกว่า 80 %

Sun, 08/09/2020 - 14:00

วันที่ 9 สิงหาคม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำถุงยังชีพมาลงพื้นที่ช่วยประชาชนที่เขตลาดกระบัง-คลองสามวา กรุงเทพมหานคร ร่วมกับนายอนันต์ ฤกษ์ดี อดีตสมาชิกสภากรุงเทพ และ มารีญา ฤกษ์ดี ยุวประชาธิปัตย์ ลาดกระบัง และยุวประชาธิปัตย์อื่นๆ เช่น เจษฎา เชี่ยวธาดา ดวงพร วัฒนสุขชัย พัลลภ วุฒิไตรมงคล นันทญา ตำนานโต ภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมเกียรติ ปานดำ ดนัยเทพ ศรีธัญรัตน์ โอตป สมิตะพินทุ ทั้งนี้เพื่อการดูแลประชาชนโดยนำคนรุ่นใหม่คอยสานต่อเจตนารมณ์การเข้าถึงและช่วยเหลือประชาชนอย่างไร “อุดมการณ์ทันสมัย” ไม่ว่ายามใดก็อยากให้ตัวแทนที่อย่างสม่ำเสมอ

นายจุรินทร์ เปิดเผยว่า สำหรับประชาธิปัตย์นั้นมีบุคลากรทุกรุ่น ขณะเดียวกันยอมรับว่าปัจจุบันได้คัดเลือกตัวผู้สมัคร ส.ส.และ ส.ก.เสร็จแล้วเกือบ 80% “จากระยะเวลาที่ผ่านมา กทม. เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญไม่แพ้ภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ และถือว่าเป็นพื้นที่เป้าหมายพื้นที่หนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นการลงพื้นที่จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะหัวหน้าพรรค และทีมงานของพรรค ซึ่งวันนี้ถือว่าเป็นอีกโอกาสหนึ่งในการลงพื้นที่ กทม. และนายจุรินทร์ แจ้งความคืบหน้าถึงการเตรียมตัวเรื่องผู้สมัครรับเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมมาก โดยเฉพาะผู้สมัคร ส.ส. และ ส.ก. ได้มีการคัดเลือกผู้สมัครเสร็จสิ้นแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 80”

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า วันนี้พาคนรุ่นใหม่เลือดใหม่ประชาธิปัตย์ลงพื้นที่มาด้วยหลายคนเนื่องจากแต่ละคนก็ต้องการเรียนรู้ซึมซับการทำงานรับใช้ประชาชนซึ่งหลายคนมีความตั้งใจที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นบ้างระดับระดับชาติบ้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องดีที่มีคนรุ่นใหม่สนใจทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างจริงจังและใช้เวลาอบรม ฝึกฝน เรียนรู้ ลงพื้นที่พบประชาชน ต่อกันไปทำงานจะได้เข้าใจประชาชนและไม่ทิ้งประชาชนเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด

ทั้งนี้ นายจุรินทร์ยังกล่าวถึงภารกิจกระทรวงพาณิชย์ในการลดราคาค่าครองชีพให้กับประชาชนเพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชนว่า ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องและจะทำต่อไป สำหรับวันนี้โครงการแจกถุงยังชีพที่ช่วยเหลือประชาชนในวิกฤตโควิดก็ดำเนินมาต่อเนื่องเช่นกันโดยการแจกถุงยังชีพที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน เช่น สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมทูน่าไทย เป็นต้น จากนั้นนายจุรินทร์และขณะได้ร่วมกันมอบเครื่องอุปโภคบริโภค บรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ณ โรงเรียนรัตนโกสินทร์ร่มเกล้า การเคหะร่มเกล้าเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

The post จุรินทร์ นำทีม ปชป. ลงพื้นที่ลาดกะบัง-คลองสามวา เผยคัดตัวผู้สมัคร สส. สก. จบแล้วกว่า 80 % appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

ราเมศ ยัน ส.ส.แนน เสนอ กมธ.งบ ชุดใหญ่ ตั้งกรรมการสอบ ปมอธิบดีกรมน้ำฯโวย อนุ กมธ.งบฯ เรียกเงิน 5 ล้าน

Sun, 08/09/2020 - 12:47
ราเมศ ยัน ส.ส.แนน เสนอ กมธ.งบ ชุดใหญ่ ตั้งกรรมการสอบ ปมอธิบดีกรมน้ำฯโวย อนุ กมธ.งบฯ เรียกเงิน 5 ล้าน

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ระบุว่ามีอนุกรรมาธิการแผนบูรณาการ 2 ใน(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 เรียกเงินจำนวน 5 ล้านบาทว่า ข้อเท็จจริงที่ออกมาเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมสับสน เพราะคนที่ออกมาพูดไม่มีการบอกรายละเอียดใดๆ ว่าใครเป็นคนดำเนินการ ดังนั้นในเรื่องนี้พรรคฯ ขอสนับสนุนให้มีการตรวจสอบเพื่อให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งในส่วนของ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลฯ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกมธ ฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งจะได้เสนอต่อ กมธ.งบฯชุดใหญ่ ให้ตั้งกรรมการสอบ เพื่อให้เรื่องนี้เกิดความกระจ่างและโปร่งใสต่อไป

“หากเราต้องการให้การเมืองสุจริต ไม่มีทางไหนดีกว่าการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้ง ส.ส.แนน บุณย์ธิดา ก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และที่สำคัญรัฐธรรมนูญมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนในเรื่องการห้ามมิให้ ส.ส. กระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ห้ามมิให้กระทำการไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม มีส่วนร่วมในการใช้งบประมาณหรือจัดทำโครงการ ฝ่าฝืนมีความผิดตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคฯ จะได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป” นายราเมศ กล่าว

The post ราเมศ ยัน ส.ส.แนน เสนอ กมธ.งบ ชุดใหญ่ ตั้งกรรมการสอบ ปมอธิบดีกรมน้ำฯโวย อนุ กมธ.งบฯ เรียกเงิน 5 ล้าน appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

‘ทิพานัน’ลงพื้นที่จอมทอง เผยปชช.อยากให้แก้ปัญหาปากท้อง-ว่างงาน มากกว่าแก้รธน.

Sun, 08/09/2020 - 12:39

‘ทิพานัน’ลงพื้นที่จอมทองรับฟังปัญหา-แจกทรายอะเบทกำจัดยุงลาย เผยปชช.อยากให้แก้ปัญหาปากท้อง-ว่างงาน มากกว่าแก้รธน. ชี้ความวุ่นวายทางการเมืองกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนใน-ต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่เขตจอมทอง 3 ชุมชน โดยออกเยี่ยมผู้ป่วยและแจกจ่ายทรายอะเบทให้แก่พี่น้องประชาชนจำนวน 1,300 ถุง เพื่อป้องกันการเพาะพันธุ์ของยุงลายในแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก พร้อมกันนี้ยังได้มอบกระจกโค้ง หรือกระจกส่องมุม ให้กับชุมชนปลั่งอนุสรณ์ และชุมชนโพธิ์แก้ว เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ และผู้ใช้รถใช้ถนน สามารถมองเห็นยานพาหนะและคนที่สัญจรไปมาได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนทั้ง 3 ชุมชน เกี่ยวกับการดูแลป้องกันตนเองและสอดส่องดูแลในชุมชนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อไม่ให้กลับมาแพร่ระบาดรอบสอง เนื่องจากหลายประเทศทั่วโลกและประเทศเพื่อนบ้านยังมีการกลับมาแพร่ระบาดซ้ำ และรุนแรงกว่ารอบแรก โดยในประเทศไทยพบว่าการปลดล็อกมาตรการต่างๆ ส่งผลให้ประชาชนรวมกลุ่มกันมากขึ้น พร้อมกับรับเรื่องร้องเรียนต่างๆภายในชุมชน เพื่อนำไปประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรายงานต่อคณะทำงานของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า พี่น้องประชาชน อยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้อง การว่างงาน และความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร่งด่วน มากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนได้ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่า พรรคพปชร. โดยการนำของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีความห่วงใยและได้สั่งการให้ส.ส.และอดีตผู้สมัครส.ส.ของพรรคช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเต็มที่ และพร้อมผลักดันการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต่อรัฐบาลผ่านรัฐมนตรีสังกัดพรรคพปชร.ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพร้อมสนับสนุนให้มีการแก้ไข และจะมีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับร่างของคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ เป็นประธานด้วย ฉะนั้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลไม่ได้เพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากแต่ตอนนี้เป็นขั้นตอนในส่วนของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนไปก่อน ส่วนการเรียกร้องให้ยุบสภาฯ ในช่วงเวลานี้น่าจะไม่เป็นผลดีต่อประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมวิกฤติ

“หากมีการเปลี่ยนแปลงและมีความวุ่นวายทางการเมือง จะเกิดความไม่แน่นอน และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โครงการต่างๆอาจได้รับผลกระทบ เช่นการฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องชะงักไปด้วย จึงอยากให้กลุ่มผู้เรียกร้องคำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและประชาชน เรื่องใดสามารถทำได้ ฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมทำเช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องของการยุบสภาฯที่จะส่งผลกระทบเสียหายต่อประเทศมากกว่านั้น เชื่อว่านายกฯให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบในการบริหารประเทศ เพื่อฝ่าฟันวิกฤติมากกว่าใช้อำนาจยุบสภาฯ” น.ส.ทิพานัน กล่าว

The post ‘ทิพานัน’ลงพื้นที่จอมทอง เผยปชช.อยากให้แก้ปัญหาปากท้อง-ว่างงาน มากกว่าแก้รธน. appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

ปธ.กกต. คาดรู้ผลคะแนนเลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ แบบไม่เป็นทางการ 4 ทุ่มวันนี้

Sun, 08/09/2020 - 12:35
ปธ.กกต. คาดรู้ผลคะแนนเลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ แบบไม่เป็นทางการ 4 ทุ่มวันนี้

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์เปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หน่วยแรก ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 28-29 (เต๊นท์บริเวณที่ทำการ อบต.บางเสาธง) อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ในพื้นที่ อ.บางเสาธง อ.บางบ่อ และ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ทั้งนี้ นายอิทธิพร ให้สัมภาษณ์ว่าการเลือกตั้งในวันนี้ กกต.มีความพร้อมเต็มที่โดยการลงคะแนนเลือกตั้ง เราได้จัดเตรียมมาตรการคัดกรองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ “โควิด-19″000000000000000 ทั้งนี้ การเลือกตั้งซ่อมโดยปกติจำนวนผู้มาใช้สิทธิจะไม่เท่ากับการเลือกตั้งทั่วไป แต่สำหรับการเลือกตั้งสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 5 เมื่อการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 74.6 % ถือว่าเป็นจำนวนที่สูง ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้คาดหวังว่าประชาชนจะพร้อมใจออกมาใช้สิทธิอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถทราบผลคะแนนแบบไม่เป็นทางการได้ประมาณเวลา 22.00 น.

The post ปธ.กกต. คาดรู้ผลคะแนนเลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ แบบไม่เป็นทางการ 4 ทุ่มวันนี้ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

พรรคก้าวไกลจับโป๊ะ ฟ้องด้วยภาพ เลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ ยกหีบไปไหน?

Sun, 08/09/2020 - 12:15

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม เพจเฟซบุ๊กของพรรคก้าวไกลได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความเชิงตั้งคำถามว่า “ยกหีบไปบริการถึงที่ก็ได้?!?” และระบุข้อความดังนี้

#เลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ เปิดหีบลงคะแนนมาได้ไม่นานก็เกิดเหตุร้องเรียนการทุจริตเลือกตั้งไปทั่วโดยเวลา 09.30 น. หน่วยเลือกตั้งที่ 37 หมู่ 10 ตำบลบางบ่อ อำเภอบางบ่อ เขตเลือกตั้งที่ 5 สมุทรปราการ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งยกหีบบัตรออกไปจากที่ตั้ง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้เลยว่าระหว่างนั้นมีการทำอะไรบ้างกับหีบและบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ผิดปกติไม่โปร่งใสแน่ๆ

โปรดติดตามความคืบหน้าต่อไป
#ยกหีบหนี #ก้าวไกล

The post พรรคก้าวไกลจับโป๊ะ ฟ้องด้วยภาพ เลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ ยกหีบไปไหน? appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

2 รมต.พรรคชาติไทยพัฒนา แถลงผลงานในรอบ 1 ปี

Sun, 08/09/2020 - 12:14
2 รมต.พรรคชาติไทยพัฒนา แถลงผลงานในรอบ 1 ปี

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ห้องจูปิเตอร์ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้มีการให้รัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรค ชทพ. ได้แก่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลงานรอบ 1 ปี

โดยนายประภัตร กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้เข้าไปทำหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีปัญหามาก เพราะช่วงแรกที่เข้าไปรับตำแหน่งก็เจอปัญหาฝนทิ้งช่วง ดังนั้น ช่วง 1 ปีที่เข้าไปทำหน้าที่ ก็จะต้องแก้ปัญหาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตนถือว่าเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งที่ลงพื้นที่บ่อยที่สุด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประภัตรได้เปิดวิดีโอเพื่อรายงานผลงาน โดยเนื้อหาในคลิประบุว่า มีโครงการต่างๆ ออกมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เช่น การป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ที่เมื่อเกิดโรคขึ้นทำให้เนื้อหมูมีราคาแพงมาก ต่อมาคือโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย ซึ่งให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ประชาชน นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่เกษตรกรทั่วทุกภาค ได้มีการมอบโค กระบือให้เกษตรกรจำนวนมาก และจัดให้มีการส่งเสริมและวิจัยข้าวสู่ระดับสากล ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อยกระดับสินค้า และเพิ่มความปลอดภัย ทั้งยังได้ปรับปรุงท่าเทียบเรือตลาดประมงทั้ง 18 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์กส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย

ด้านนายวราวุธ ได้เปิดคลิปรวมผลงานตลอด 1 ปี ใน 4 นาที ก่อนกล่าวว่า 1 ปีที่ผ่านมาที่ได้เข้ามาทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีโอกาสเดินทางไปอุทยานแห่งชาติที่ต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหาที่แท้จริง เราได้ผลักดันการยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกซึ่งสามารถลดการใช้ถุงพลาสติก และขยะจากพลาสติกได้กว่า 2 แสนตัน จากประเทศที่อยู่ลำดับ 6 ในการทิ้งถุงพลาสติกลงทะเล ก็ลดลงมาอยู่ที่อันดับ 10 นอกจากนี้ เรายังมีโครงการพัฒนาป่าต้นน้ำ โดยประสานงานกับทุกกระทรวงทั้งกรทรวงเกษตร และกระทรวงมหาดไทยปลูกป่าทั่วประเทศ ซึ่งเรามีเป้าหมายที่จะปลูกป่าและปลูกต้นไม้ให้ได้มากที่สุด ปีหน้าเราต้องปลูกให้ได้ 100 ล้านต้น โดยใช้พื้นที่ป่าชุมชนก่อนเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และกระทรวงทรัพย์ฯได้จัดทำแอพพลิเคชั่นติดตามต้นไม้ที่ปลูกด้วยว่าเติบโตเท่าไหร่ อย่างไรด้วย ทั้งนี้ สิ่งที่ตนภูมิใจที่สุดคือการสานต่อโครงการป่าชุมชน โครงการที่นายกฯคนที่ 21 ของประเทศไทย คือนายบรรหาร ศิลปอาชา ได้ริเริ่มโครงการไว้ โดยขณะนั้น ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ยังไม่เป็นกระทรวงทรัพย์ฯ ผ่านมา 40 ปี ตนได้เซ็นเอกสารฉบับเดียวกันเพื่อนำเสนอเข้า ครม. ดังนั้น พรรค ชทพ.เราไม่ใช่พรรคใหม่ เราเป็นพรรคที่มีตำนาน มีเรื่องราว จะว่าเป็นพรรคพ่อลูกก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนทำให้เราได้มีโอกาสเข้ามาทำงาน มาต่อยอด และมาสานต่อสิ่งที่นายบรรหารได้ริเริ่มไว้

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า สำหรับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เราได้ส่งน้ำสะอาดให้ประชาชนได้ใช้ และหากมีน้ำท่วมเราจะมีวิธีการแก้ปัญหาโดยการขุดบ่อเก็บน้ำไว้ใต้ดิน ซึ่งน้ำนี้สามารถดึงขึ้นมาใช้ในอนาคตได้ด้วย ซึ่งเราขุดเจาะบ่อบาดาลไป 2,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ สามารถแก้ปัญหาน้ำแล้งให้ประชาชนได้กว่า 200-400 ครัวเรือน อย่างไรก็ตาม วันนี้เราได้แสดงให้ทุกคนในประเทศ และทุกพรรคการเมืองเห็นแล้วว่า แม้วันนี้พ่อบรรหารไม่อยู่ แต่ต้นกล้าเล็กๆ ที่พ่อได้เพาะ คนที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่อบรรหารมายังสามารถทำงาน และเป็นกำลังหลักให้กับประเทศชาติ และรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ ตนเชื่อว่ารัฐมนตรีของพรรค 2 คน เป็นที่เชิดหน้าชูตาให้กับรับบาลได้ ทั้งนี้ เราไม่เคยพูดเอาดีใส่ตัว เราไม่เคยหักหลังใคร เรามุ่งเน้นทำงานให้แผ่นดินเป็นหลัก

The post 2 รมต.พรรคชาติไทยพัฒนา แถลงผลงานในรอบ 1 ปี appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

รายงานหน้า2 : ปฏิกิริยา-เสียงเตือน จับ‘แกนนำ’แฟลชม็อบ

Sun, 08/09/2020 - 12:07

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการ นักการเมือง องค์กรสิทธิ ภายหลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่จับกุม นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และนายภาณุพงศ์ หรือไมค์ จาดนอก นักกิจกรรมชาว จ.ระยอง แกนนำการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย และมีการเผยแพร่เอกสารรายชื่อแกนนำเยาวชนปลดแอก 31 คน ที่อาจถูกออกหมายจับ

 

โคทม อารียา
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

ส่วนตัวไม่กลัวว่าจะมีเหตุการณ์ซ้ำรอยอดีต ถ้าไม่มีคนเข้าไปแทรกแซงมาก ปล่อยให้ขบวนการต่างๆ ขยับเขยื้อนไป ซึ่งนี่คือเรื่องคุกคาม ดังนั้น จะต้องกลับมาหาหลักการบางอย่าง ที่ตนเสนอคือ 1.กติกาที่ยอมรับกันได้ เยาวชนขอมา บอกว่าอย่าคุกคามหากจะเรียกร้องทางการเมือง 3 ข้อนี้ ให้มีสิทธิ เสรีภาพ อย่าอ้างว่าจะติดโควิด ไม่ต้องพูดเรื่องนั้น ขณะเดียวกันฝ่ายผู้มีอำนาจก็เสนอกติกาว่า เรียกร้องได้ เราไม่คุกคาม แต่ถ้าข้ามมาเรื่องนี้ เช่นนี้ลำบาก เยาวชนยอมรับได้หรือไม่ ถ้ายอมรับได้ก็สามารถเรียกร้องเรื่องของการเมืองได้ ไม่น่าจะบานปลายอะไร
การคุยอย่างไม่เป็นทางการมีหลายช่องทาง ไม่ต้องไปคุยแบบกระโตกกระตาก แบบนั่งคุย มีสื่อมวลชนมาล้อมรอบเพื่อความโปร่งใส ต้องอธิบายเรื่องนี้ ซึ่งในแง่ของการทำความเข้าใจ กลายเป็นว่า ถ้ามีความกระโตกกระตากเราก็จะไม่ได้คุยกัน ไม่ได้ตั้งใจฟัง ตั้งใจแต่จะพูด ซึ่งบางทีไม่ได้พูดให้คนที่อยู่ข้างหน้าฟัง แต่พูดผ่านสื่อไปถึงประชาชน ซึ่งไม่ถูกวัตถุประสงค์ คุยกันแบบเงียบๆ อย่างถ้อยที ถ้อยรับฟัง แต่จะคุยระดับไหนก็แล้วแต่ จะมีคนกลางมาช่วยจัดเวทีให้ก็ได้ ถ้า ส.ส.หรือคนที่นักศึกษาไว้ใจได้ คนที่ทางการไว้ใจได้ สามารถช่วยได้ ก็มาช่วยกันจัดเวที แต่ก็พยายามมาหลายทีแล้วไม่สำเร็จเพราะไม่ตั้งใจจริงที่จะคุย ราว 10 ปีมานี้มีแต่ตั้งใจที่จะหาทางเอาชนะทางการเมือง

 

ธเนศวร์ เจริญเมือง
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

นักศึกษาหรือเยาวชนรุ่นใหม่มีการตื่นตัวทางการเมืองสูง เข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั่วโลก มีความห่วงใยบ้านเมืองไม่แพ้ผู้ใหญ่ สิ่งที่เยาวชนเรียกร้องคือ การไม่สืบทอดอำนาจรัฐประหาร ที่ไม่ได้มาจากประชาชน อยากให้มีการเลือกตั้งตามวาระทุก 4 ปี ประกอบกับมีโควิดระบาดที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ประชาชนและคุณภาพชีวิต ทำให้มีการตื่นตัวทางความคิด เนื่องจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องแบกรับภาระหนี้ของรัฐบาล 1.9 ล้านล้านบาทในอนาคต
“การที่เยาวชนหรือนักศึกษาเคลื่อนไหวเพราะห่วงใยเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง อยากมีส่วนร่วมเลือกผู้นำประเทศ และตัวแทนสภา ให้ระบบยุติธรรมเกิดความเที่ยงธรรม ประเทศเดินไปข้างหน้าได้เพราะต้องถ่วงดุลและแข่งขันกับนานาชาติ ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ได้นับตั้งแต่ปี 2475 หรือ 88 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยยังไม่เต็มใบ หรือไม่ถึงไหน ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม โดยเฉพาะช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกิดปัญหาความขัดแย้ง ไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้”
การจับกุมแกนนำนักศึกษาหรือเยาวชนไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดออกมาเองว่า ต้องการเปิดเวทีรับฟังเสียงนักศึกษาและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ควรสั่งให้ยุติการดำเนินคดีแกนนำนักศึกษาไว้ก่อน ควรหันหน้ามาพูดคุยกัน และเปิดใจรับฟังเยาวชนอย่างจริงจัง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช้วิธีโรยผักชี หรือเล่นละครทางการเมืองเท่านั้น
“หากใช้นิติศาสตร์หรือกฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับแกนนำนักศึกษา เชื่อว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ยิ่งเพิ่มความขัดแย้งรุนแรง อาจนำไปสู่สถานการณ์ประท้วง ต่อต้านรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลมีอายุสั้นลง ซึ่งหลายรัฐบาลเคยมีบทเรียนและถูกบันทึกทางประวัติศาสตร์มาแล้ว ดังนั้น ควรใช้หลักรัฐศาสตร์ยืดหยุ่นประนีประนอม ออมชอม ที่ไม่นำไปสู่ความรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลให้ประเทศเสียหาย บอบช้ำมากกว่าเดิม”

 

ยุทธพร อิสรชัย
นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การชุมนุมของนักศึกษาหรือแฟลชม็อบที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะการชุมนุมที่เป็นเซลล์อิสระ ทั้งในสถาบันการศึกษาใน กทม.และต่างจังหวัด ขณะที่การชุมนุมใหญ่จะต้องมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการระดมทรัพยากร การระดมมวลชน และชุมนุมที่ยังไม่มีเงื่อนไขที่ครบถ้วนพอ การชุมนุมใหญ่จึงเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก แต่เมื่อมีการจับกุมแกนนำก็อาจกลายเป็นเงื่อนไขทำให้การชุมนุมที่มีการขยายตัวมากขึ้น และสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการระดมมวลชน แต่การดำเนินการต่างๆ ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ขณะที่ภาครัฐไม่ควรสร้างเงื่อนไขบางประการให้ถูกนำไปใช้เพื่อขยายมวลชนมากขึ้น
สำหรับผลทางการเมืองระยะสั้น คงจะมีการเรียกร้องของผู้ชุมนุมเพื่อขอให้ปล่อยตัวบรรดาแกนนำ นอกจากนั้นมีโอกาสที่จะมีการหยิบประเด็นนี้ไปสู่การเมืองในสภา อาจจะมีการตั้งกระทู้ถามเนื่องจากการจับกุมแกนนำก็มี ส.ส.บางส่วนที่เข้าไปให้กำลังใจ หรือว่าเข้าไปประกันตัวผู้ที่ถูกจับกุม แต่คราวนี้ต้องดูการเมืองทั้งในและนอกสภา หากมีการเชื่อมโยงกัน โอกาสที่จะเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองที่จะกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลก็มีความเป็นไปได้ เพราะว่าใน 2 ส่วนคงแยกจากกันได้ยาก และวันนี้อย่าลืมว่าการเคลื่อนนอกสภา น่ากังวลมากกว่าในสภา เพราะว่าในสภายังไม่มีการเพลี่ยงพล้ำเรื่องคะแนนเสียง แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือการเมืองนอกสภา อาจมีการระดมมวลชนมากขึ้น
สำหรับการเจรจาหรือรับฟังความเห็นจากแฟลชม็อบ ควรมีเวทีที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด การใช้เวทีไม่ควรกำหนดกรอบการทำงานของทางราชการมากเกินไป เช่น มอบหมายให้สภาพัฒน์ไปดำเนินการ หรือฝ่ายสภามีการตั้งกรรมาธิการเพื่อรับฟังความเห็นภายใน 90 วัน เรื่องเหล่านี้อาจมีปัญหาในการเข้าถึงความรู้สึกของผู้ชุมนุมหรือการมีส่วนร่วมต่างๆ อาจไม่ได้เกิดขึ้น เพราะยังมีข้อจำกัด ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำโดยเร็วคือการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ชุมนุม สร้างความเข้าใจด้วยการเปิดพื้นที่สาธารณะ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องดำเนินการโดยภาครัฐ แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็อาจจะมีตัวแทนของรัฐบาลที่มีอำนาจตัดสินใจเพื่อสร้างความเข้าใจ
การจับกุมแกนนำ 2 ราย ไม่มีผลกระทบกับการชุมนุม แต่ขณะเดียวกันมีกลุ่มอื่นและแกนนำส่วนอื่นไปเรียกร้องขอให้ปล่อยตัว ดูแล้วพลังไม่ได้ลดลง ตรงนี้จะกลายเป็นเงื่อนไขในการเรียกระดมมวลชนและอาจทำให้เกิดความเชื่อมโยงของเซลล์อิสระที่ไม่มีแกนนำที่ชัดเจนให้มาร่วมกัน ดังนั้น การจับแกนนำจึงไม่ได้ทำให้สถานการณ์สงบลง
ขณะที่การจับกุมมีโอกาสที่กระจายไปในต่างจังหวัดหรือส่วนอื่น แต่คงไม่ใช่ระยะเวลาอันใกล้ เพราะหลังจากจับกุม 2 แกนนำทำให้มีกระแสในสังคมโซเชียลหรือกระแสการชุมนุม เป็นสิ่งที่น่าสนใจ หากมีการจับกุมแล้วมีปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกพื้นที่ อาจทำให้ปัญหามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ประเมินว่าในระยะสั้นยังจะไม่มีการจับกุมแกนนำพร้อมๆ กัน แต่ในระยะยาวยังมีโอกาส ถ้ามีการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย

 

ปดิพัทธ์ สันติภาดา
ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน การมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร

เป็นความไม่สบายใจอย่างมากที่มีการออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วง ซึ่งเราเห็นว่ามีคนที่ถูกออกหมายจับกว่า 30 คน การกระทำเช่นนี้ถือว่าขัดแย้งกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังสื่อสารที่ให้มีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณามีมติให้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน สภาผู้แทนราษฎร อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ระบุว่าจะออกมารับฟังความคิดเห็นของนักศึกษาและผู้ชุมนุมด้วยตัวเอง แต่การดำเนินคดีกับเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การกระทำ
ความผิดเกิดขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคม แต่ว่าเกิดการจับกุมและนำตัวผู้ถูกออกหมายจับทั้ง 2 คนไปที่ศาลอาญาในวันที่ 7 สิงหาคม เป็นความเร่งรัดที่ไม่ตรงกับที่รัฐบาลบอก ฉะนั้น สถานการณ์ต่อจากนี้คงจะมีความตึงเครียด และดำเนินไปในทางที่อาจจะไม่ดีนักในแง่ของการสร้างความปรองดองด้วยความร่วมมือระหว่างกัน ที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าจะเปิดเวทีรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มเยาวชนและนักศึกษา
ขณะที่การแสดงออกของ ส.ส.พรรคก้าวไกลหลายคนที่พร้อมใจแสดงออกเพื่อปกป้องแกนนำเยาวชนที่ถูกออกหมายจับ อาจทำให้ฝ่ายรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจมองว่าพรรคก้าวไกลหรือคณะก้าวหน้าอยู่เบื้องหลังการชุมนุมหรือไม่ ผมขอชี้แจงว่า คิดว่าเราพร้อมใช้หน้าที่ของ ส.ส.ในการประกันทุกอย่างที่ประชาชนถูกอำนาจที่ไม่เป็นธรรมจากรัฐกระทำ แต่กรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา หลายคนที่ติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และผมที่เป็นประธาน กมธ.การพัฒนาการเมือง ทำให้เราจำเป็นต้องแอ๊กชั่นเรื่องนี้

 

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร
เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

กรณีดังกล่าวจะเป็นเชื้อบานปลายแน่นอน เพราะจากข้อเรียกร้อง 3 ข้อ 1.หยุดคุกคาม 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 3.ยุบสภา ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า แค่ข้อเรียกร้องแรกรัฐบาลก็ทำสวนทางกับสิ่งที่นิสิตนักศึกษาเรียกร้องแล้ว แม้การดำเนินการครั้งนี้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่พยายามป้องปราม เพราะกลุ่มประชาชนปลดแอกมีการนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 16 สิงหาคมนี้แล้ว แต่เมื่อการดำเนินคดีกับ 2 นักกิจกรรมมีการข้ามขั้นตอนด้วยการออกหมายจับทันที มันยิ่งบ่งชี้ว่าเป็นการคุกคามเต็มรูปแบบด้วยการเร่งรัดกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ โดยขาดการเรียนรู้รูปแบบการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยียุคโลกาภิวัตน์ในการสื่อสารกันแบบไร้พรมแดน และเข้าใจวิวัฒนาการของสังคมได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น จะเห็นได้เมื่อ 2 นักกิจกรรมโดนจับกุม พวกเขาใช้เวลาไม่นานในการสื่อสารเพื่อไปรวมตัวกันที่ด้านหน้าสถานีตำรวจเพื่อให้กำลังใจเพื่อน เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนชัดเจนถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลสืบทอดอำนาจที่สร้างความมืดมนไม่เห็นอนาคต ทำสังคมไม่มีความเท่าเทียม แล้วส่งต่อให้พวกเขาต้องมาแบกรับภาระเลี้ยงดูตัวเอง และสังคมผู้สูงอายุในอนาคตเอาไว้เต็มบ่า จนคนรุ่นใหม่รับไม่ได้ และตั้งคำถามว่า ทำไมต้องทน ทำไมต้องรอให้ชีวิตจมอยู่กับการสืบทอดอำนาจ
อย่างไรก็ตาม การประชุมยกระดับจัดตั้งคณะประชาชนปลดแอกเป็นหัวหอกการชุมนุม ยื่นข้อเรียกร้องหลัก 3 ข้อ และล่าสุด ประกาศเพิ่ม 2 จุดยืนคือ 1.ไม่เอารัฐประหาร 2.ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ มาเป็นทางออก ทำให้สถานการณ์การเมืองเดินมาถึงจุดเผชิญหน้า ปะทะกันระหว่างคนยุควัฒนธรรมเก่ากับคนยุควัฒนธรรมใหม่ การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นได้เราต้องได้ผู้นำที่ฉลาดยึดมั่นความเป็นธรรม แต่พฤติการณ์ที่ผ่านมาของผู้นำสืบทอดอำนาจมันฟ้องว่า เขาใช้กระบวนการ และคนของกระบวนการยุติธรรมเป็นของเล่นทำร้ายสังคม จนประชาชนสิ้นศรัทธาต่อองค์กรอำนวยความยุติธรรม การบริหารแบบอำนาจนิยม ไร้สัจจะ

The post รายงานหน้า2 : ปฏิกิริยา-เสียงเตือน จับ‘แกนนำ’แฟลชม็อบ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

วิเคราะห์ : ปัจจัย ชี้ขาด บิ๊กตู่ แก้เงื่อน การเมือง-ศก.

Sun, 08/09/2020 - 12:06

วิเคราะห์ : ปัจจัย ชี้ขาด บิ๊กตู่ แก้เงื่อน การเมือง-ศก.

วันที่ 6 สิงหาคม มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ จำนวน 7 คน
1.นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 2.นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 3.นายอนุชา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
4.นายปรีดี ดาวฉาย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 5.นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 6.นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ 7.นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2563

รายชื่อการปรับคณะรัฐมนตรีเป็นไปตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจตกเป็นโควต้าคนนอก ซึ่งถือเป็นโควต้าของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ
ส่วนโควต้าที่เหลือ พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย มีการสลับกระทรวงกัน
แต่เดิม พรรคพลังประชารัฐดูแลกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ขณะที่พรรครวมพลังประชาชาติไทยดูแลกระทรวงแรงงาน
ครั้งนี้สลับกัน โดยให้นายเอนกจากพรรครวมพลังประชาชาติไทยนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมฯ และนายสุชาติจากพรรคพลังประชารัฐนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
โดยมีนางนฤมลได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน
สำหรับโควต้ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น แต่เดิมเป็นของพรรคชาติพัฒนา แต่เมื่อปรับคณะรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐดึงมาเป็นโควต้าของตัวเอง
และเสนอให้นายอนุชา เลขาธิการพรรค เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

จากรายชื่อรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีบิ๊กตู่ 2/2 มองได้ว่า พรรคพลังประชารัฐที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค สามารถคว้าเก้าอี้รัฐมนตรีมาได้เพิ่ม
แต่ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของพรรคพลังประชารัฐทั้งหมด
เพราะข้อเสนอที่ผลักดันให้ พล.อ.ประวิตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เป็นผล
และข้อเสนอที่ผลักดันให้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ โยกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็ไม่เข้าเป้า
แม้ว่าก่อนหน้านี้ รายชื่อดังกล่าวจะออกในนามของมติพรรค แต่ก็ได้ไม่ครบถ้วนทั้งหมด
นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตรทำนายไว้ว่า หลังปรับคณะรัฐมนตรีอาจจะมีอาฟเตอร์ช็อก
แม้ว่าภายหลังนายสมศักดิ์จะออกมาปฏิเสธก็ตาม

หากย้อนกลับไปลำดับต้นสายปลายเหตุของการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาการเมืองและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
แก้ปัญหาการเมืองเนื่องจาก ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐ มองว่าถึงเวลาที่จะต้องสลับสับเปลี่ยนเก้าอี้ สลับเอาหัวหน้ากลุ่มก้อนภายในพรรคที่ยังไม่ได้ตำแหน่งให้มีสถานะเป็นรัฐมนตรีได้แล้ว
อีกส่วนคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ทำงานมาตั้งแต่ยังเป็นรัฐบาลในยุค คสช.
ทั้งนี้เพราะในระยะหลัง แนวร่วม พล.อ.ประยุทธ์เริ่มถดถอย เพราะปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า ขณะที่การบริหารราชการแผ่นดินก็ไม่มีผลงานน่าชื่นชม กระทั่งกลุ่มนักเรียนนิสิตนักศึกษาออกมาเรียกร้องให้ยุบสภา แก้ไขรัฐธรรมนูญ และเลือกตั้งใหม่
ปรากฏว่าในช่วงนั้นสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดแพร่เข้าสู่ประเทศไทยทันทีทำให้ทุกอย่างต้องหยุดชะงัก
รวมทั้งความเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย
แต่เมื่อสถานการณ์โรคโควิด-19 ดีขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องผ่อนปรนมาตรการเพื่อรีสตาร์ตธุรกิจให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่หยุดไประยะหนึ่งก็กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง
กลุ่มนักเรียนนิสิตนักศึกษาได้แฟลชม็อบกันทั่วประเทศ
ยื่นข้อเสนอ ยุบสภา แก้ไขรัฐธรรมนูญ และเลิกคุกคามคนเห็นต่าง

ขณะเดียวกัน หากหันกลับไปดูความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็พบว่ามีการปรับตัว
หลังสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยผ่อนคลายลง พล.อ.ประยุทธ์ประกาศบริหารราชการแผ่นดินแบบนิว นอร์มอล
ประกาศแนวทาง “รวมไทย สร้างชาติ” ออกตระเวนพบปะกลุ่มนักธุรกิจและสื่อมวลชน เพื่อฟังความคิดเห็น
และเมื่อเผชิญหน้ากับข้อเรียกร้องของ “แฟลชม็อบ” พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่รอช้าที่จะตอบรับ
โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เริ่มจากความเคลื่อนไหวของคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ เป็นประธาน
เสนอให้แก้ไขมาตรา 256 รัฐธรรมนูญ และตั้ง ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
นายโภคิน พลกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการชุดเดียวกัน เสนอระยะเวลาการดำเนินการ 2 ปี ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
พรรคประชาธิปัตย์ออกมาขานรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และมีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์จับเข่าคุยกับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยในเรื่องนี้
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังประกาศพร้อมรับฟังข้อเสนอของนักศึกษาด้วยตัวเอง
“กำลังหาเวลา เพื่อไปรับฟัง”
ทั้งหมดถือเป็นการปรับตัวทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์
ถือเป็นการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่รัฐบาลกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ดำเนินการแก้ไขปัญหาทางการเมือง และแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ด้วยการปรับคณะรัฐมนตรี สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพร้อมรับฟังข้อเสนอของนักเรียนนิสิตนักศึกษา
ถือเป็นการเริ่มต้นการแก้ปัญหาที่สอดรับกับสถานการณ์
แต่การแก้ไขปัญหาทั้งหมดจะสำเร็จหรือล้มเหลว ขึ้นอยู่กับวิธีการดำเนินการและผลลัพธ์หลังจากนี้
การปรับคณะรัฐมนตรีถ้าสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อน หยุดผลร้ายทางด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบถึงฐานรากได้
เสียงตอบรับในการบริหารงานของรัฐบาลก็จะดังกระหึ่มเหมือนกับที่สามารถระงับการระบาดของโรคโควิด-19 ภายในประเทศไทย
และถ้าการปรับคณะรัฐมนตรี สร้างความพอใจให้กับพรรคพลังประชารัฐยุค พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าได้จริง ย่อมส่งผลให้เสียงในสภาของรัฐบาลสมบูรณ์
เช่นเดียวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเกิดเป็นมรรคเป็นผล ไม่ปล่อยให้สมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่ล้มและกลายเป็นข้ออ้างของรัฐบาลที่จะไม่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
การเริ่มต้นของ พล.อ.ประยุทธ์ที่จะแก้ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจย่อมสำเร็จ
แต่ถ้าจังหวะก้าวแห่งการแก้ปัญหาเต็มไปด้วย “เล่ห์เหลี่ยม” และ “ความไม่น่าไว้วางใจ”
ยังไม่คิดที่จะเริ่มต้น “รวมไทย สร้างชาติ” อย่างจริงใจ
ปัญหาที่หนักอยู่แล้วจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ปัญหาการเมืองภายในรัฐบาล ปัญหาการเมืองภายนอก และปัญหาเศรษฐกิจจะกลายเป็นปัญหาเดียวกัน
จนยากที่จะแก้ไข นอกจากต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง

The post วิเคราะห์ : ปัจจัย ชี้ขาด บิ๊กตู่ แก้เงื่อน การเมือง-ศก. appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร : มนตร์‘เคลิบเคลิ้ม-งงงวย’

Sun, 08/09/2020 - 12:05

ลูกๆ หลานๆ อุตส่าห์ “โคลนนิ่ง” เอาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

มาร่วมร่ายเวทมนตร์คาถา “แฮร์รี่ พอตเตอร์”

บทที่ว่า “เอ็กซ์เปกโต พาโตรนุม” –Expecto Patronum (คาถาผู้พิทักษ์)

เพื่อปลุกให้ผู้พิทักษ์ ปกป้องประชาธิปไตย ตื่นขึ้นมาแสดงบทบาท

แต่ดูเหมือนจะไม่ขลังสักเท่าไหร่

เพราะหลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวไปถาม พล.อ.ประวิตร “ตัวจริง” ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ก็ได้คำตอบว่า ต้องดูว่า “กมธ. (คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560) ว่าอย่างไร ไม่เช่นนั้นเราจะตั้ง กมธ.ไว้ทำไม”

เมื่อถามต่อว่าหาก กมธ.เสนอให้แก้ไขในประเด็นไหนพรรค พปชร.จะดำเนินการตามนั้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ต้องดูว่า ส.ส.ว่าอย่างไร”

–แล้ว ส.ส.ว่าอย่างไร

ได้คำตอบจาก น.ส.พัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ โฆษก พปชร. ว่าต้องรอรายงานจาก กมธ. วิสามัญฯ ได้รับรายงานชุดดังกล่าวแล้ว จะนำรายงานมาปรึกษาหารือกันอีกครั้ง ว่าเป็นการแก้ไขรายมาตรา หรือแก้ไขทั้งฉบับ โดยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ในฐานะที่พรรคพลังประชารัฐ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะนำรายงานมาหารือกันในส่วนของวิปรัฐบาลก่อน เพื่อที่จะหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด เสนอต่อรัฐบาล

“จำเป็นต้องใช้เวลาในการพิจารณาให้ละเอียดและรอบคอบ” โฆษก พปชร.ย้ำ

วนเป็นเขาวงกต

และย้วย-ยืด ไปตามสถานการณ์

จนแทบจะคาดหวังอะไรไม่ได้

ยิ่งไปดูท่าทีของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา (ส.ว.) ก็ชัดเจนว่า ไม่เอาตามข้อเรียกร้องที่ให้มีการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีการตั้ง ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

โดยอ้างว่า ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง และจะยิ่งทำให้ยุ่งเหยิง

ทำให้เห็นว่า ข้อเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มเยาวชนปลดแอกชาติ เจอ “แรงเสียดทาน” หนักแน่

และยิ่งเมื่อเจอกรณี “พี่แดง” สอนน้อง “จปร.” ว่าโรคระบาดโควิด-19 ระบาดอย่างไร ก็ยังรักษาหายได้

แต่โรคชังชาติ รักษาอย่างไรก็ไม่หาย

บทเรียนพิสดารนี้ มิได้มีเป้าหมายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่พุ่งเข้าปะทะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ออกมายื่นข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตรงเลยทีเดียว

เป็นการพุ่งปะทะแบบไม่ต้องมาจับเข่าคุยกันอีกแล้ว

เพราะเมื่อเป็นโรคชังชาติ ซึ่งตามความเห็นของพี่แดงว่า “รักษาไม่หาย”

ก็ต้อง “เท” ทิ้ง คนเหล่านี้สถานเดียว

และตอนนี้ตำรวจก็เริ่มกวาดจับแกนนำกันอย่างเอิกเกริกแล้ว

ท่าทีเช่นนี้ ทำให้สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงออกมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไม่ว่า ความพร้อมที่จะคุยกับคนรุ่นใหม่

ไม่ว่า ความพร้อมที่จะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามผลการศึกษาของ กมธ.วิสามัญ

เบาโหวงลงแทบจะทันที

เพราะเมื่อทั้ง พี่ใหญ่ น้องเล็ก และกองหนุน ส.ว. แสดงออกถึง การไม่เอาด้วย กับสิ่งที่เหล่าแฟลชม็อบเสนอ

แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะสวนทางหรือ

นี่จึงทำให้มีการประเมินว่า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์พยายามจะประนีประนอม รับฟังเสียงต่างจากคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ความจริง

มิใช่ บท ผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย อย่างที่ลูกๆ หลานๆ พยายามร่ายหรอก

แต่เป็นการร่ายมนตร์ บท ที่ทำให้เคลิบเคลิ้ม งงงวย มากกว่า!

The post สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร : มนตร์‘เคลิบเคลิ้ม-งงงวย’ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

ซูเปอร์โพล ชี้คนไทยเริ่มไม่โอเค ปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจ-ทุจริต ระวัง “สึนามิ” คลื่นมหาชนสองวัย

Sun, 08/09/2020 - 12:04

วันที่ 9 สิงหาคม สำนักวิจัยซูเปอร์โพล โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง อารมณ์ประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ(Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่าน “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล”(Social Media Voice) ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 16,099 ตัวอย่างในโลกโซเชียล และ “เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม”(Traditional Voice) จำนวน 2,459 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 5-8 สิงหาคมที่ผ่านมา

ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.6 ระบุปัญหาการเมืองจะรุนแรง ลุกลามบานปลาย ในขณะที่ร้อยละ 18.4 ระบุไม่รุนแรง ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.9 ระบุปัญหาเศรษฐกิจจะรุนแรง ลุกลามบานปลาย คนตกงานเพิ่มขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 12.1 ระบุไม่รุนแรง

ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.2 ระบุ ปัญหาทุจริต คอรัปชั่นอยู่ในระดับรุนแรง ในขณะที่ร้อยละ 37.8 ระบุไม่รุนแรง นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่าก่ำกึ่งกันคือ ร้อยละ 49.1 อดทน ยอมรับได้ต่อปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ถ้าตนเองได้ประโยชน์ ในขณะที่ร้อยละ 50.9 ระบุ ไม่ทนต่อปัญหาทุจริตคอรัปชั่น แม้ตนเองจะได้ประโยชน์ก็ตาม

ผศ. ดร.นพดล กล่าวด้วยว่า ผลการสำรวจ “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll พบอารมณ์ประชาชนในโลกโซเชียลต่อข้อความการเมืองแต่ละข้อความที่สำคัญมีการปล่อยออกในโลกโซเชียลอย่างมีระบบแบบแผน มีการเคลื่อนไหวในลักษณะลูกคลื่น ที่มีการรับช่วงต่อเป็นทอด ๆ ของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่แรง ๆ โดยมีผู้ก่อการ ข้อความการเมืองมักเป็นพวกนินจาที่จัดอยู่ในกลุ่ม Influencer ระดับคะแนนแค่ 1จากคะแนนเต็ม 10 มีคนติดตาม (Follower) ประมาณ 20คนเท่านั้น จากนั้น แกนนำนักเคลื่อนไหวการเมืองจะนำข้อความการเมืองมาพูดซ้ำและได้รับการพาดหัวข่าวแพร่สะพัดกระจายเป็นไวรัล (viral) คลื่นอารมณ์ประชาชนก้อนโต ในโลกโซเชียล ยกตัวอย่าง ในวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้ก่อการใช้นามแฝง ปล่อยข้อความการเมืองเข้าสู่โลกโซเชียลว่า “ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส ใครก่อขบฐกับรัฐบาล คนนั้นคือวีรบุรุษ” ให้สังเกตคำว่า “ขบฐ” จงใจเขียนถูกเขียนผิดหรือไม่ และตอนนั้นไม่แรงเป็นแค่หลักหน่วยต่อมาในวันที่ 17 กรกฎาคม ได้ปล่อยข้อความเดียวกันออกมาอีกครั้งโดยมีเครือข่ายตอบรับเพิ่มอีกเล็กน้อยแต่ต่อมากลายเป็นไวรัล (viral) ในวันที่ 7 สิงหาคมขึ้นสู่หลักล้าน

ที่น่าพิจารณาคือ คลื่นอารมณ์ของประชาชนในโลกโซเชียลที่ก่อตัวเกิดขึ้นต่างวันและห้วงเวลาแบบกระจัดกระจาย กำลังมารวมตัวกันในห้วงเวลาเดียวกันเป็นก้อนใหญ่ระหว่างวันที่ 6 สิงหาคมเป็นต้นไป และมีศักยภาพจะกลายเป็น สึนามิ ได้อย่างน่ากลัวถ้ามีการเชื่อมโยงกันได้ระหว่างอารมณ์ประชาชนในโลกโซเชียลกับโลกความเป็นจริงตามยุทธการ (Online–Onground) โดยแต่ละข้อความการเมืองมีช่องทางในการสื่อแตกต่างกัน

ในการศึกษาครั้งนี้พบข้อความที่ว่า “คณะประชาชนปลดแอก” ใช้ทวิตเตอร์ร้อยละ 57.2 น้อยกว่าข้อความอื่น ๆ เช่น ข้อความที่ว่า “เยาวชนปลดแอก” ใช้ทวิตเตอร์ร้อยละ 91.3 โดยข้อความว่า คณะประชาชนปลดแอก หันไปใช้สำนักข่าวต่าง ๆ มากถึงร้อยละ 20 แต่ถ้าข้อความที่ว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” จะใช้อินสตาแกรม ร้อยละ 13.6 และใช้ทวิตเตอร์ร้อยละ 79.8 ในขณะที่ข้อความการเมือง ที่ว่า “ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส” ได้ใช้ทวิตเตอร์ร้อยละ 85.2 และใช้วิดีโอ ร้อยละ 8.8 ตามด้วย ข่าว ร้อยละ 4 เป็นต้น

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า อารมณ์ประชาชน กำลังปรับทิศทางเข้าหากันโดยเริ่มจากอารมณ์ประชาชนในโลกโซเชียลก่อนและเมื่อลุกลามมานอกโลกโซเชียลก็จะทำให้เกิดคลื่นมวลประชาชนออกมาแสดงตนต่อปัญหาทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่ประชาชนครึ่งหนึ่งจะไม่ทนต่อปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า จากการย้อนดูข้อมูลในช่วงเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมาพบว่า ก้อนคลื่นอารมณ์ประชาชนที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งรัฐบาลเป็นผู้ก่อจากการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรี การกดดันให้กลุ่มสี่กุมารลาออกในลักษณะเสร็จนาฆ่าโคถึกปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ ทำให้เกิดก้อนคลื่นอารมณ์ประชาชนที่ “ไม่โอเค” กับความวุ่นวายภายในรัฐบาล ขณะที่ประชาชนกำลังทุกข์ยากเดือดร้อน และมารวมตัวกับก้อนคลื่นอารมณ์ประชาชนที่อยู่ในโลกโซเชียลจากการออกมาแสดงความไม่โอเคต่อรัฐบาลที่นำโดยม็อบเยาวชนปลดแอกและคณะประชาชนปลดแอกที่กำลังนำไปสู่สถานกาณ์ที่เปราะบางของบ้านเมืองในอนาคตอันใกล้ จนยากจะหาทางออกได้ในเวลานี้ ทางแก้อยู่ที่ข้อมูลของคนมีอำนาจว่าจะแม่นยำถูกต้องครอบคลุมและทันเวลาหรือไม่ และอยู่ที่ผู้มีอำนาจจะให้เกิดปฏิบัติการอะไรออกมาที่ตรงเป้าความต้องการไม่ฝืนอารมณ์ประชาชน

The post ซูเปอร์โพล ชี้คนไทยเริ่มไม่โอเค ปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจ-ทุจริต ระวัง “สึนามิ” คลื่นมหาชนสองวัย appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

กัญจนา ชี้ รธน.ปี 60 มีปัญหา ควรได้รับการแก้ไข แต่ ชทพ.ขอรอฟัง กมธ.พิจารณาแก้ไขรธน.ฯก่อน ยก รธน. 40 เป็นฉบับ ปชช.ดีที่สุด

Sun, 08/09/2020 - 11:28
กัญจนา ชี้ รธน.ปี 60 มีปัญหา ควรได้รับการแก้ไข แต่ ชทพ.ขอรอฟัง กมธ.พิจารณาแก้ไขรธน.ฯก่อน ยก รธน. 40 เป็นฉบับ ปชช.ดีที่สุด

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ห้องจูปิเตอร์ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 โดยน.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ชทพ. ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้บรรดาส.ส. กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรคจากทั่วประเทศ เข้าร่วมบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดย น.ส.กัญจนา กล่าวตอนหนึ่ง ว่า พรรคชทพ.มีโอกาสทำงานฝ่ายบริหารใน2 กระทรวงที่สำคัญ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยบทบาทความรับผิดชอบของทั้ง 2 กระทรวงกว้างขวางอย่างมาก สามารถดูแลทุกข์สุขให้ประชาชนได้ทุกระดับชั้นไปจนถึงชนบท ถือเป็นความภูมิใจของพรรคชาติไทยพัฒนา และต้องกราบขอบคุณพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกลาโหม ที่ให้โอกาสพรรคชทพ. ได้ทำงานในสองกระทรวงที่สำคัญนี้ และอีกความภูมิใจหนึ่งของพรรค คือ รัฐมนตรีทั้งสองคนไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับพวกเราทุกคน โดยนายวราวุธ ทำงานจนอ้วนขึ้น เพราะไม่มีเวลาออกกำลังกาย ส่วนนายประภัตร ทำงานจนหนุ่มขึ้น เพราะทำจนลืมอายุตัวเอง

น.ส.กัญจนา กล่าวอีกว่า ถึงแม้ว่าวันนี้ไม่มีนายบรรหาร อยู่กับพวกเราแล้ว แต่พรรค ชทพ.ยังยึดมั่นตามเจตนารมณ์ของนายบรรหารอย่างแน่วแน่และเข้มแข็ง ตามที่นายบรรหารได้สอนให้พวกเรามุ่งเน้นทำงานไม่ต้องพูดมาก ไม่สร้างปัญหา ไม่สร้างศัตรู ใครว่าร้ายอะไร เรามีหน้าที่ต้องชี้แจง เรามีหน้าที่ที่ต้องแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ช่วยอะไรทำได้ก็ทำเต็มที่ในกรอบความรับผิดชอบและกรอบกฎหมาย เราทำทุกเรื่อง แต่เราพูดไม่เก่ง นายบรรหารย้ำกับทุกคนเสมอว่าเรามีมิตร 100 คน ก็น้อยไป มีศัตรู 1 คนก็มากไป และนายบรรหารก็ไม่เคยถือใครเป็นศัตรู เวลาใครให้ร้ายว่าร้าย แน่นอนความเป็นปุถุชนในตอนแรกก็ต้องมีอารมณ์ แต่สุดท้ายก็วางลงได้ แต่ในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยจะเป็นเช่นนั้น สังคมมีความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากเหลือเกิน ต่างคนต่างถือเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ และไม่ค่อยยอมฟังความเห็นต่าง ทั้งที่ในความเป็นจริง ความเห็นต่างมีในทุกสังคมในทุกประเทศชาติ และในความเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่ดี เป็นไปไม่ได้ในทุกที่ที่ทุกคนจะมีความเห็นเหมือนกันหมด เพียงแต่เราต้องเปิดใจและเปิดหูที่จะรับฟังความเห็นของคนอื่นด้วย

น.ส.กัญจนา กล่าวต่อว่า ในสังคมประกอบด้วยคนทุกรุ่น ทั้งรุ่นเก่ารุ่นกลางและรุ่นใหม่ ถ้าไม่มีคนรุ่นเก่าใครจะสร้างชาติมาให้เรา และถ้าไม่มีคนรุ่นใหม่ใครจะสืบสานชาตินี้ต่อไป เพราะฉะนั้นคนทุกรุ่นในสังคมสำคัญทั้งหมด ฉะนั้นเราอย่าแบ่งแยกกันเลยว่านี่คือคนรุ่นเก่าและนี่คือคนรุ่นใหม่ ซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสานคนทุกรุ่น เรามีคนร่วมรุ่นอยู่ทุกรุ่นและเรารับฟังซึ่งกันและกัน โดยไม่ได้ถือว่าเป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นไหน เพราะประเทศชาติต้องประกอบไปด้วยคนหลากหลายอยู่แล้ว รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีทั้งจุดแข็ง ข้อดี และมีทั้งที่เมื่อใช้ไประยะหนึ่งก็พบว่ามีปัญหา ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ก็เช่นกัน พรรคชาติไทยพัฒนาเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีประเด็นที่มีปัญหาและสมควรได้รับการแก้ไข แต่จะแก้ไขในเนื้อหาอะไรบ้างในกระบวนการแก้ไขแบบใดนั้น เราขอฟังข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ทางรัฐบาลได้จัดตั้งขึ้นก่อน ซึ่งทราบว่าภายในต้นเดือนกันยายนจะมีการเสนอผลการศึกษา และขอฟังความคิดเห็นข้อเสนอของประชาชนทุกกลุ่มที่ขณะนี้ออกมาเรียกร้องกันมากมาย และจากนั้นพรรคชทพ.จึงจะมาประชุมและกำหนดท่าที ก่อนจะเป็นความคิดเห็นของพรรคชทพ.อีกครั้งหนึ่ง

น.ส.กัญจนา กล่าวด้วยว่า เราให้ความสำคัญไม่เฉพาะเพียงเนื้อหาว่าจะแก้ไขอะไร แต่กระบวนการที่ให้ได้มาซึ่งการแก้ไขนั้นก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะถ้าที่มาของการแก้ไขไม่เป็นที่ยอมรับ ต่อให้ผลออกมาอย่างไร ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ ในสมัยที่พรรคชาติไทยภายใต้การนำของนายบรรหาร เมื่อปี 2538 ได้หาเสียงโดยชูประเด็นการปฏิรูปการเมือง แก้ไขรัฐธรรมนูญ และเมื่อได้มาเป็นรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2538 นายบรรหารได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง โดยมีนายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธาน ได้มีการศึกษาและนำมาซึ่งการจัดตั้ง สสร. ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนประชาชนทุกจังหวัดจากทุกกลุ่มอาชีพ นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ซึ่งนับถึงทุกวันนี้ยังถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ดีที่สุด แต่ในเวลานี้บริบทของสังคมและการเมืองมีความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราจะทำเหมือนเมื่อปี 2538 หรือปี 2540 เป๊ะเลยนั้น ก็คงต้องมาพิจารณาดูอีกครั้งหนึ่ง

น.ส.กัญจนา กล่าวต่อว่า ตนในฐานะหัวหน้าพรรค ชทพ. มุ่งมั่นนำพรรค ชทพ. ทำงานให้ประชาชนเพื่อให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน แก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างเอาจริงเอาจัง และถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ เราจะไม่ได้เป็นพรรคที่ใหญ่เหมือนสมัยนายบรรหาร แต่เราเป็นพรรคที่อบอุ่นและมีประสิทธิภาพ พร้อมจะเติบโตต่อไป แต่ตนก้าวเดินคนเดียวไม่ได้ ต้องได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกทุกคนและเชื่อว่าเราจะก้าวไปด้วยกัน นำพาพรรคชาติไทยพัฒนาให้เป็นพรรคของประชาชน แก้ปัญหาดูแลทุกข์สุข และวันหนึ่งเราจะเติบโตขึ้นกว่านี้

The post กัญจนา ชี้ รธน.ปี 60 มีปัญหา ควรได้รับการแก้ไข แต่ ชทพ.ขอรอฟัง กมธ.พิจารณาแก้ไขรธน.ฯก่อน ยก รธน. 40 เป็นฉบับ ปชช.ดีที่สุด appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

วราวุธ รอคุยอธิบดีกรมน้ำบาดาลจันทร์นี้ หลังมีข่าวถูกขู่ตัดงบ ระบุไม่อยากตอบไปก่อน ต้องรอข้อมูลให้ครบถ้วน

Sun, 08/09/2020 - 11:20
วราวุธ รอคุยอธิบดีกรมน้ำบาดาลจันทร์นี้ หลังมีข่าวถูกขู่ตัดงบ ระบุไม่อยากตอบไปก่อน ต้องรอข้อมูลให้ครบถ้วน

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 9 สิงหาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่า อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลถูกเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการอนุมัติงบประมาณ ว่า ขณะนี้ตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จึงยังไม่สามารถติดต่อกับอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ แต่ต้องเรียนว่าตั้งแต่เริ่มพิจารณางบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นในชั้นคณะกรรมาธิการมาจนถึงอนุกรรมาธิการ ต้องขอบคุณสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติทุกคน ไม่ว่าจะด้วยวาระใด กระทรวงทรัพย์ฯ ได้รับความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจอย่างดี สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นตนไม่ได้อยู่ในสถานที่ ได้ยินข่าวและข้อมูลที่ไม่ตรงกันอยู่บ้าง จึงไม่อยากให้ความเห็นในช่วงที่ข้อมูลยังไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารจะทำหน้าที่ว่าเมื่อได้รับงบประมาณมาเท่าใดเราก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการที่จะผลักดันให้งบประมาณออกมาเป็นรูปธรรมมากที่สุด ทั้งนี้ การเข้าไปชี้แจงงบประมาณหรือพูดคุยซักถาม ที่บางครั้งต้องมีการปรับลดงบประมาณนั้น อาจจะต้องมีการกระทบกระทั่งระหว่างกรรมาธิการกับข้าราชการ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ละปีจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น ทั้งนี้ คาดว่า ในวันที่ 10 สิงหาคม คงจะมีการพูดคุยกันในประเด็นดังกล่าวกับอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เชื่อว่าท้ายที่สุดจะสามารถพูดคุยกันและลุล่วงไปด้วยดี

“เป้าหมายของกรรมาธิการคงดูความคุ้มค่าของงบประมาณ สิ่งไหนที่ทางกรรมาธิการดูแล้ว พิจารณาแล้ว ก็อาจจะขอปรับลดบ้าง ทางฝ่ายราชการก็อาจจะมีความเห็นต่างกันไป พูดกันไปพูดกันมา หนึ่งบวกหนึ่งอาจจะไม่ใช่สองแต่เชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจดี เพื่อที่จะให้งบประมาณออกมาเป็นผลงานเพื่อประชาชน”นายวราวุธ กล่าว

นายวราวุธ กล่าวว่า ท้ายที่สุดต้องมาดูว่างบประมาณ แต่ละกรม แต่ละกระทรวงที่ได้นั้นได้มาประมาณเท่าใด หรือผลักดันออกมาเป็นผลงานได้เท่าใด ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด เงินงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน แต่ละบาท แต่ละสตางค์ สามารถผลักดันให้ออกมาเป็นผลงานให้ประชาชนกับมากน้อยแค่ไหน บางครั้งถ้าโดนตัดอาจจะไม่ถูกตัดตามที่เป็นข่าว เพราะว่ามีเหตุบางเหตุที่ต้องขอความร่วมมือจากทุกๆ หน่วยงาน เพื่อตัดแบ่งงบประมาณออกไปบ้าง 3% 5% 10% ยกตัวอย่างช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่มีการตัดลดงบประมาณในทุกหน่วยงาน ซึ่งมันจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ทุกปี อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องฟังข้อมูลให้ละเอียดก่อน ฟังฝ่ายเดียวคงไม่ได้

นายวราวุธ กล่าวถึงเรื่องการขุดบ่อบาดาล ว่า นาทีนี้เรื่องน้ำเป็นเรื่องที่สำคัญ ตนไม่ยอมให้ใครมาบีบหรอก ตนคิดแค่ว่าบ่อบาดาลอยู่ที่ไหน เกษตรกรได้ประโยชน์ ใครจะทำอย่างไรเรื่องของคุณ แต่ตนต้องการบ่อบาดาลที่อยู่ตรงนี้ และต้องการให้งานออกมาดี ประชาชนได้ประโยชน์ แต่ถ้าออกมาแล้วมาฟันกัน 20% 30% แล้วงานราชการออกมาเสียหาย อันนี้ตนรับไม่ได้ ดังนั้น ในขณะที่ตนยังเป็นรัฐมนตรี จะไม่ยอมให้ใครมาทำให้เงินงบประมาณของกระทรวงทรัพย์ฯ ใช้ไปทางที่ไม่เกิดประโยชน์ ตนไม่ยอม

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าเป็นเรื่องปกติหรือผิดปกติ นายวราวุธ กล่าวว่า การที่มีข่าวเช่นนี้ออกมา บางครั้งตนก็จะได้ยิน เพราะอยู่ในวงการการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ท้ายที่สุดจะไม่มีอะไร ขู่กันบ้าง เถียงกันบ้าง ตามประสาการพูดคุยในที่ประชุม แต่สุดท้ายจะไม่มีอะไร จบ และแยกย้ายกันไปทำงานด้วยดี

เมื่อถามว่า ถ้ามันมีเรื่องดังกล่าวจริงๆ จะบอกกับกรรมาธิการคนดังกล่าวอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า ไม่ขอออกความเห็น เพราะไม่อยากใช้คำว่าถ้า เพราะถ้าใช้คำว่าถ้าจะไปขยายความต่อได้ ตนไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ บางครั้งเรื่องที่เขาบอกว่า เขาเล่าว่า พอไปตรวจสอบกันจริงๆ มันโอละพ่อ จึงไม่อยากให้ความเห็นในขณะที่ยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานที่ครบถ้วน

เมื่อถามว่า ที่บอกว่าจะหาข้อมูลให้ครบถ้วน แนวทางจะเป็นอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า คงต้องมีการพูดคุยกับทางอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและทางกรรมาธิการฯ ท้ายที่สุดสิ่งสำคัญงบประมาณของกรมอยู่ที่เท่าไร สามารถผลักดันเป็นผลงานของกระทรวงได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้มันสำคัญมากกว่า

เมื่อถามว่า การขู่ในลักษณะนี้อาจจะเป็นการยกเมฆขึ้นมาหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า อาจจะไม่ใช่การยกเมฆ ตนถึงได้บอกว่าเรายังไม่รู้ว่ามีการพูดคุยกันอย่างไร เพราะไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ต้องรอฟังความให้ครบทุกฝ่ายก่อน จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

The post วราวุธ รอคุยอธิบดีกรมน้ำบาดาลจันทร์นี้ หลังมีข่าวถูกขู่ตัดงบ ระบุไม่อยากตอบไปก่อน ต้องรอข้อมูลให้ครบถ้วน appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

ชูศักดิ์ ชี้ถึงเวลาที่ รบ.ต้องยอมรับความจริง รธน. 60 สถาปนาขึ้นโดยไร้ความชอบธรรม

Sun, 08/09/2020 - 10:51
ชูศักดิ์ ชี้ถึงเวลาที่ รบ.ต้องยอมรับความจริง รธน. 60 สถาปนาขึ้นโดยไร้ความชอบธรรม

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย และในฐานะกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลฝ่ายผู้มีอำนาจต้องตั้งสติและยอมรับความจริงว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีที่มาจากการยึดอำนาจ ผู้ร่างคิดค้นสูตรต่างๆ ขึ้นเพื่อกีดกันพรรคการเมืองขนาดใหญ่ไม่ให้มีเสียงข้างมากในสภา โดยการคิดค้นสูตรการเลือกตั้งแบบพิสดารบัตรใบเดียว และเพื่อให้แน่ใจว่าฝ่ายตนเท่านั้นจะจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงคิดค้นสูตร ส.ว. ตามบทเฉพาะกาล 5 ปี ให้เลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส., ส.ว. ก็แต่งตั้งกันมาเองโดยละเลยไม่นำพาบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ว่าให้มีกรรมการสรรหาที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความเป็นกลางทางการเมือง คสช. กลับมาเป็นกรรมการสรรหาเสียเอง ชงเองกินเอง มี ส.ว. โดยตำแหน่งแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยก่อนหน้านั้นก็ยกร่างว่านายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. เพื่อให้แน่ใจว่าได้นายกรัฐมนตรีที่ตัวเองต้องการ อันเป็นการลดทอนประชาธิปไตยที่ยอมรับกันมาจนเป็นบรรทัดฐานแล้วของสังคมไทย รัฐธรรมนูญฉบับนี้บรรจุอะไรไว้มากมายเพื่อไม่พรรคการเมืองทำอะไรได้ ไม่อาจมีนโยบายอะไรได้ ทั้งยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งแผนปฏิรูปประเทศ ทั้งยังยอมรับให้ประกาศคำสั่งอะไรทั้งหลายของ คสช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายตลอดไป มีผลทำให้บทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่มีความหมาย ที่อ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ คงต้องไปย้อนดูประชามติในขณะนั้น ฝ่ายรัฐบาลมีครู ก. ครู ข. ครู ค. ออกไปชี้แจงประชาชนทั่วสารทิศถึงข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ ฝ่ายประชาชน ฝ่ายไม่เห็นด้วย ทำอะไรไม่ได้เลย แถมบัญญัติเอาผิดไม่ให้มีการรณรงค์แก่ประชาชนจนมีคดีมากมายมาจนถึงบัดนี้ จึงเป็นประชามติที่มิใช่ประชามติ แบบที่เคยทำเคยมีก่อนหน้านั้นเช่นสมัยรัฐธรรมนูญ 2550

นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องยอมรับความจริงว่ารัฐธรรมนูญ 2560 สถาปนาขึ้นโดยขาดความชอบธรรมตั้งแต่มีที่มาจากการยึดอำนาจ มีเป้าหมายเพื่อสืบทอดอำนาจของ คสช. ลดทอนประชาธิปไตยลงแบบถอยหลังเข้าคลองไป 40-50 ปี รัฐธรรมนูญ 2560 จึงเป็นปัญหาของประเทศ ทางออกที่เป็นสันติวิธีที่ควรจะยอมรับกันได้แล้วคือ ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีที่มาจากประชาชน เป็นของประชาชน อย่างแท้จริง

The post ชูศักดิ์ ชี้ถึงเวลาที่ รบ.ต้องยอมรับความจริง รธน. 60 สถาปนาขึ้นโดยไร้ความชอบธรรม appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

Pages