The Standard

Subscribe to The Standard feed
สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ.
Updated: 14 min 41 sec ago

ทีเด็ดช่วงท้าย! เคย์เชอร์ ฟูลเลอร์ ยิงท้ายเกม พาคอสตาริกาเฉือนญี่ปุ่น 1-0 เก็บ 3 คะแนนแรกในฟุตบอลโลก 2022

24 min 40 sec ago

ฟุตบอลโลก 2022 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม E นัดที่ 2 เป็นเกมระหว่างทีมชาติญี่ปุ่น ที่พลิกล็อกเอาชนะเยอรมนีมาในนัดแรก มาในเสื้อน้ำเงิน พบกับทีมชาติคอสตาริกา ในชุดเสื้อสีแดง ที่นัดแรกโดนสเปนถล่มมา

 

ทีมชาติญี่ปุ่นมาในระบบ 4-1-4-1 โดย ชูอิชิ กอนดะ เป็นผู้รักษาประตู กองหลัง 4 คน มี มิกิ ยามะเนะ, โค อิตาคุระ, มายะ โยชิดะ และ ยูโตะ นากาโตโมะ กลางรับใช้ วาตารุ เอนโดะ กองกลาง 4 คน ใช้ ริตสึ โดอัน, ไดจิ คามาดะ, โมริตะ ฮิเดะมาสะ และ ยูกิ โซมะ โดยหน้าเป้าเป็น อายาเสะ อุเอะดะ

 

ขณะที่คอสตาริกามาในระบบ 5-4-1 โดยที่ เคย์ลอร์ นาบาส เป็นผู้รักษาประตู กองหลัง 5 คน มี เคนดัลล์ วัสตัน, ออสการ์ ดูอาร์เต, ฟรานซิสโก คาลโว, ไบรอัน โอเบียโด้, เคย์เชอร์ ฟูลเลอร์ กองกลาง 4 คน มี เซลโซ บอร์เกส, เยลต์ซิน เทเยดา, เกอร์สัน ตอร์เรส และ โจเอล แคมป์เบลล์ โดยที่ แอนโธนี คอนเตรราส เป็นกองหน้าตัวเป้า

 

เริ่มเกมได้ 13 นาที ญี่ปุ่นได้ลุ้นก่อน ริตสึ โดอัน กึ่งยิงกึ่งผ่านไปทางหน้าประตูคอสตาริกา แต่สุดท้ายไม่มีใครถึงบอล

 

นาทีที่ 35 คอสตาริกาได้ลุ้นจากจังหวะพยายามยิงแบบดีดๆ แต่บอลก็ลอยข้ามคานออกหลังไปแบบไม่ค่อยได้ลุ้น ทำให้จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 0-0

 

ครึ่งหลังนาทีที่ 46 ญี่ปุ่นได้ทักทายก่อน เมื่อ โมริตะ ฮิเดมาสะ ลากบอลตัดเข้าในก่อนยิงด้วยซ้าย แต่เคราะห์ดีที่ เคย์ลอร์ นาบาส ปัดบอลออกหลังไปได้

 

นาทีที่ 57 ยูกิ โซมะ ได้ลุ้นประตูให้ญี่ปุ่นอีกครั้ง จากการได้ลองสับไก แต่บอลก็ไม่ใกล้เคียงปากประตูสักเท่าไร

 

นาทีที่ 63 ญี่ปุ่นมาได้ลุ้นจากจังหวะฟรีคิกบริเวณหัวกะโหลก แต่ ยูกิ โซมะ ยิงหลุดกรอบออกไปนิดเดียวเท่านั้น

 

นาทีที่ 72 ญี่ปุ่นมาได้ลูกฟรีคิกในครึ่งวงกลมหัวกะโหลก หลัง ฟรานซิสโก คาลโว ไปดึง จุนยะ อิโตะ ล้มลง โดย ไดจิ คามาดะ รับหน้าที่ลองยิง แต่ยิงไปติดกำแพงอย่างน่าเสียดาย

 

นาทีที่ 82 กลายเป็นคอสตาริกาที่ออกนำก่อน จากจังหวะตัดบอลได้หน้ากรอบประตูของ เยลต์ซิน เทเยดา ก่อนไหลไปที่ เคย์เชอร์ ฟูลเลอร์ ยกบอลให้ข้ามมือ ชูอิชิ กอนดะ แม้กอนดะจะพุ่งไปปัดได้ปลายมือ แต่ก็ไม่ดีพอที่จะปัดบอลออกจากปากประตู ทำให้คอสตาริกาขึ้นนำก่อน 1-0

 

นาทีที่ 89 ญี่ปุ่นพลาดโอกาสทองในการตีเสมอ เมื่อ ไดจิ คามาดะ ได้ยิงบอลในกรอบเขตโทษ ทว่ายังไปติดบล็อกก่อนบอลกระดอนหลายจังหวะ ก่อนไปเข้ามือ เคย์ลอร์ นาบาส รับไว้ได้

 

เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกมคอสตาริกาเอาชนะญี่ปุ่นไปได้ 1-0 เก็บ 3 คะแนนแรกได้สำเร็จ พร้อมขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ของตาราง

The post ทีเด็ดช่วงท้าย! เคย์เชอร์ ฟูลเลอร์ ยิงท้ายเกม พาคอสตาริกาเฉือนญี่ปุ่น 1-0 เก็บ 3 คะแนนแรกในฟุตบอลโลก 2022 appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

‘แอนนา’ มองคนรุ่นใหม่ต้องการการรับฟังที่เข้าใจ และได้รับการตอบแทนที่เป็นธรรม

30 min 48 sec ago

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ที่ Crystal Design Center (CDC HALL) งาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในธีม ‘EDGE OF TOMORROW เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ ปิดท้ายการเสวนาร่วมพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ ได้แก่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ, พริษฐ์ วัชรสินธุ, คมสันต์ ลี และ แอนนา เสืองามเอี่ยม ในหัวข้อ ‘GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่’ ดำเนินรายการโดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD

 

แอนนา เสืองามเอี่ยม Miss Universe Thailand 2022 เล่าถึงภาวะความสิ้นหวังของตนเองว่า ในช่วงวัยเรียนเธอและเพื่อนของเธอเคยวางแผนชีวิตจะไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ อยากไปเรียนรู้ อยากที่จะไปใช้ชีวิตที่นั่น ไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในช่วงนั้นมีสื่อจำนวนมากเข้ามาในชีวิต จนเกิดการเปรียบเทียบในชีวิตของคนที่อยู่ในต่างประเทศอย่างชัดเจน ทั้งคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษา แต่ด้วยฐานะของเราไม่สามารถเดินทางไปได้ จึงยังเป็นแค่ความฝันอยู่ 

 

“แอนนาว่าคนในเจเนอเรชันของแอนนารู้สึกเหมือนกัน ที่มีการตั้งเพจที่อยากย้ายไปเรียนต่างประเทศในหลายเพจ เรารู้ว่าชีวิตของเราจะดีขึ้นได้ เราต้องสู้ เราพยายาม เราอดทน แต่แค่เราคนเดียวไม่ไหว สังคมต้องเป็นฝ่ายที่มาซัพพอร์ตความพยายามของเราด้วย เราเลยคิดว่าการที่เราไปอยู่ในสังคมที่จะคอยซัพพอร์ตเรา หรือเอาความพยายาม ความอดทนของเรา และตอบแทนเราอย่างเป็นธรรม นี่คือสังคมที่เราอยากอยู่” แอนนากล่าว

 

ส่วนสาเหตุที่อยากไปเรียนในต่างประเทศนั้น แอนนามองว่าคุณภาพของเรียนการสอนทั้งเนื้อหาที่เรียน เธอเห็นว่าการเรียนของต่างประเทศนั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เรียนน้อยกว่า การบ้านน้อยกว่า แต่ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า จบมามีงานทำที่ง่ายกว่า และได้ค่าตอบแทนที่มากกว่า ใช้ชีวิตที่ดีกว่า เมื่อเทียบกับนักเรียนไทยกลับพบว่าอยู่ตรงกันข้าม อย่างตัวเธอเองเรียน 8 ชั่วโมง ต้องกู้เงินเพื่อเรียน ต้องทำจิตอาสาเพื่อตอบแทน พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยว่า ในเมื่อเป็นหนี้ที่เราต้องจ่าย เหตุใดเราต้องทำจิตอาสาอยู่

 

“เราจะทำจิตอาสาไปทำไม ทำไม กยศ. ต้องทำจิตอาสา หลายคนมองว่าเพราะเป็นการกู้จากรัฐบาลไป ต้องเป็นคนดี สามารถคืนเงินที่กู้ยืมเมื่อเรียนจบได้ และสถิติในปีที่ผ่านมามีคนกู้เงินที่ไม่คืนเงินกว่า 2 แสนรายยังไม่จ่ายเงิน ดังนั้นไม่สามารถยืนยันได้ว่าทำจิตอาสาแล้วจะเป็นคนดีหรือไม่ นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เราเหนื่อยกับการศึกษาไทย แต่สุดท้ายเราไปไหนไม่ได้ เราก็หวังอย่างไร้จุดหมายต่อไป” แอนนากล่าว

 

แอนนายังได้กล่าวถึงความเหนื่อยล้าเกี่ยวกับการศึกษาไทยว่า การที่มีการศึกษาที่ไม่เท่ากับคนอื่นนั้นมันเหนื่อยกว่าคนอื่นที่ไม่ต้องสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการศึกษา อย่างแม่ของเธออยากเรียนหนังสือ แต่ด้วยความที่ทางบ้านมีฐานะที่ไม่ดีนัก แต่ก็ผลักดันให้ลูกๆ ได้เรียนหนังสือ ต้องทำงานหลายแห่งเพื่อจุนเจือครอบครัว และส่งเธอเล่าเรียน แอนนาจึงตั้งคำถามกลับว่า แล้วเหตุใดที่ผู้หญิงคนหนึ่งไม่สามารถทำงานเพื่อความสุขของตัวเองนั้นได้เลย ต้องทำงานเพื่อส่งเสียให้เรียน ชีวิตมันต้องยากขนาดนั้นเลยหรือไม่ 

 

“เรื่องทุน กยศ. ที่ไม่แฟร์กับแอนนา เมื่อแอนนาเรียนจบก็ต้องคืน แล้วทำไมแอนนาหรือเพื่อนของแอนนาต้องเอาเวลาของตัวเองที่จะสามารถไปช่วยคุณพ่อคุณแม่ หรือเอาเวลาไปพักผ่อน หรือเอาเวลาไปทบทวนหนังสือเรียน แต่ 36 ชั่วโมงที่ต้องทำจิตอาสา เขาก็ต้องเอาเวลาเหล่านี้ไปทำสิ่งที่ตัวเองมีความสุขจากสิ่งที่เขาอยากทำจริงๆ” แอนนากล่าว

 

แอนนายังได้กล่าวย้ำว่า สิ่งที่เราทุกคนต้องการมากที่สุดคือ การที่ผู้ใหญ่รับฟังและทำ ตอนนั้นที่มีโอกาสได้ฟังพอดแคสต์ของ THE STANDARD มองว่าการฟังที่ดีคือการฟังด้วยใจ ที่ฟังแล้วแล้วไม่ใช่แค่ผ่านไป ฟังในแบบเรา แล้วจะรู้ว่าอุปสรรคของเรามันคืออะไรบ้าง อย่างแอนนานั้นเป็นเรื่องของอุปสรรคความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และรัฐสวัสดิการที่ฟรีไม่จริง และยังมีอีกหลายอย่างที่เราสามารถร่วมมือไปกันได้คือการฟัง เธอในฐานะคนรุ่นใหม่ พร้อมที่จะรับฟังและพัฒนาไปพร้อมกัน เพราะนี่ก็คือบ้านของเรา ไม่มีใครอยากตั้งต้นชีวิตใหม่ หากว่ายังมีความความหวังอยู่ เราก็พร้อมร่วมมือไปกับทุกคน

The post ‘แอนนา’ มองคนรุ่นใหม่ต้องการการรับฟังที่เข้าใจ และได้รับการตอบแทนที่เป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

พริษฐ์ ก้าวไกล ชี้การเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวนายกฯ หรือรัฐบาล แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างกติกาที่ไม่เป็นธรรม

34 min 36 sec ago

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ที่ Crystal Design Center (CDC HALL) งาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในธีม ‘EDGE OF TOMORROW เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ ปิดท้ายการเสวนาร่วมพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ ได้แก่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ, พริษฐ์ วัชรสินธุ, คมสันต์ ลี และ แอนนา เสืองามเอี่ยม ในหัวข้อ ‘GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่’ ดำเนินรายการโดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD

 

พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการรณรงค์สื่อสารนโยบาย พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ความผิดหวังของคนรุ่นใหม่แบ่งออก 2 ส่วน คนรุ่นใหม่ผิดหวังหรือไม่ แล้วส่งผลเสียอย่างไร หากถามว่าคนรุ่นใหม่ และผลเสียต่อประเทศ ไม่กล้าตอบแทนว่าคนรุ่นใหม่สิ้นหวังจริงหรือไม่ ไม่กล้าตอบแทน เพราะทุกคนมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน 

 

พริษฐ์มองปรากฏการณ์อยากย้ายประเทศของคนรุ่นใหม่ว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เนื่องจากมาพร้อมกับช่วงที่มีการเรียกร้องทางการเมืองของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก และมีการแสดงความคิดเห็น ซึ่งแม้ว่าแต่ละคนมีเหตุผลในการเลือกย้ายไปต่างประเทศแตกต่างกัน แต่หนึ่งในเหตุผลที่เชื่อมโยงกันคือเรื่องการเมือง ที่เกิดจากการสะสมความผิดหวังเกี่ยวกับการเมือง โดยเฉพาะเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากที่มีการรัฐประหาร และการยุบพรรคอนาคตใหม่ในปี 2562 

 

พริษฐ์กล่าวอีกว่า แต่ในปัจจุบันนั้นเราไม่สามารถสูญเสียบุคลากรให้แก่ต่างประเทศได้ การที่เรามีโอกาสที่จะสูญเสียให้แก่ประเทศอื่น จะสร้างวิกฤตให้แก่ประเทศอย่างมหาศาล ทั้งต่อเศรษฐกิจและระบบการเมืองไทย 

 

พริษฐ์ยังเผยถึงสถิติของการศึกษาไทยว่า ชั่วโมงเรียนเยอะ และเป็นนักเรียนที่เรียนหนักที่สุด แต่ในอีกสถิติหนึ่งคือ หากวัดทักษะจากการประเมิน ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 50 กว่า จาก 79 ประเทศทั่วโลก เด็กไทยเรียนหนักมาก แต่ไม่สามารถแปรเด็กเหล่านั้นมาเป็นทักษะได้ ดังนั้นชี้ให้เห็นว่า ต่อให้เด็กไทยขยันแค่ไหน หากระบบไม่ดี ไม่สามารถแปรความขยันมาได้ โดยเฉพาะเรื่องของความเหลื่อมล้ำที่ตกมายังรุ่นสู่รุ่น ทำให้ชะตากรรมของคนคนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตา ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ความสามารถและความพยายาม 

 

พริษฐ์ยังกล่าวถึงความหวังของคนรุ่นใหม่ต่อการเลือกตั้งครั้งที่จะสร้างความหวังให้ที่สำคัญมากของคนรุ่นใหม่ว่า เสียงของเขาเหล่านั้นมีความหมาย พร้อมทั้งยืนยันว่าเราต้องคาดหวังว่าการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างกติกาที่ไม่เป็นธรรมด้วย พรรคก้าวไกลเวลาที่คิดชุดนโยบายต้องคำนึงว่าต้องทำให้ได้ภายใน 4 ปีด้วย

The post พริษฐ์ ก้าวไกล ชี้การเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวนายกฯ หรือรัฐบาล แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างกติกาที่ไม่เป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ชมคลิป: ทำไมประเทศไทยเป็นคนตาบอด? ในมุมนักพัฒนาซอฟต์แวร์ผู้พิการทางสายตา | THE STANDARD

56 min 51 sec ago

ท่ามกลางสังคมที่ ‘โอกาส’ จำกัดจำเขี่ยเฉพาะบางกลุ่ม ‘วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์’ ผู้พิการทางสายตาที่หลงใหลในการเขียนโค้ด พุ่งชนทุกข้อจำกัด และเขียนอนาคตตนเองใหม่ จนสามารถทำงานเป็น Software Developer ได้ดั่งใจฝัน ปัจจุบันเขาทำงานอยู่ในบริษัท Vulcan Coalition บริษัทที่สร้าง AI ด้วยฝีมือคนพิการ ร่วมกับเพื่อนๆ คนตาบอดอีกกว่า 300 ชีวิต 

 

ความสำเร็จของวินและเพื่อนยังนับว่าเป็นส่วนน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนคนตาบอดในประเทศที่มีกว่า 2 แสนคน รวมถึงคนอื่นๆ อีกที่สังคมไม่เห็นอยู่ในสายตา วันนี้เขาจึงอยากเขียนโปรแกรมประเทศใหม่ ตอกย้ำให้เห็นว่า ถ้าพวกเขาถูกมองเห็น ประเทศจะเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างคาดไม่ถึง 

 

“ความหวังเดียวที่ผมอยากมองเห็นในตอนนี้คือ การที่ประเทศของเราออกแบบนโยบายโดยมองเห็นว่าชีวิตของทุกคนมีค่า รับรู้ว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย เปิดรับความคิดที่หลากหลายของประชาชน และไม่ต้องหันกลับมาคอยแก้ไขให้คนที่ถูกหลงลืมอีก เป็นประเทศไทยที่ผ่าตัดดวงตาสำเร็จ และกลับมามองเห็นทุกคนอย่างชัดเจนอีกครั้ง ไม่ต้องกลายเป็นคนตาบอดอีกต่อไป”

 

 

THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022

 

จับเทรนด์ เห็นอนาคต คว้าโอกาส ผู้นำกว่า 40 คน 15 เวที หาทางออกให้ประเทศไทย เสวนาเข้มข้นกับตัวจริงจากทุกวงการ เช่น ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ขัตติยา อินทรวิชัย, คมสันต์ ลี, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, เศรษฐา ทวีสิน, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, สมโภชน์ อาหุนัย, ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ แอนนา เสืองามเอี่ยม

 

RERUN TICKET รับชมย้อนหลัง 3 เดือนเต็ม รับชมทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2565 – 1 มีนาคม 2566

ดูรายละเอียดและซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ ThaiTicketMajor

The post ชมคลิป: ทำไมประเทศไทยเป็นคนตาบอด? ในมุมนักพัฒนาซอฟต์แวร์ผู้พิการทางสายตา | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ประมวลภาพวงสนทนา ‘คนรุ่นใหม่’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ความหวัง-อุปสรรค-การเปลี่ยนแปลง

58 min 14 sec ago

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ที่ Crystal Design Center (CDC HALL) หัวข้อเสวนาส่งท้ายงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ธีม ‘EDGE OF TOMORROW เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ เปิดเวทีร่วมพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล, คมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด และ แอนนา เสืองามเอี่ยม Miss Universe Thailand 2022 

 

ในหัวข้อ ‘GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่’ ดำเนินรายการโดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่อง ‘ความหวัง’ ที่แต่ละคนมี

 

พริษฐ์กล่าวว่า ตนไม่กล้าตอบแทนคนรุ่นใหม่ว่าทั้งหมดสิ้นหวัง เพราะแต่ละคนย่อมมีชุดความคิดที่แตกต่างกัน แต่ปรากฏการณ์หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งสิ้นหวัง คือการรวมกลุ่มประมาณ 1 ล้านคนพูดถึงการย้ายออกไปอยู่ประเทศ ในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่มีข้อเรียกร้องทางการเมือง มีการแสดงความคิดเห็น และปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้เชื่อมโยงกับเรื่องของการเมือง

 

ด้านศานนท์กล่าวว่า ส่วนตัวที่เปลี่ยนบทบาทจากภาคประชาสังคมมาเป็นระบบราชการ มองเห็นว่างานเมืองเองมีส่วนที่ทำให้เกิดความหวังได้มาก คนยังมีความหวังกับบางอย่างที่สิ่งที่ผู้บริหารเมืองทำได้ ฉะนั้นส่วนตัวมองว่าหน้าที่ผู้บริหารคือการให้ความหวังกับคน สุดท้ายคนไม่ได้หมดหวัง แต่เพียงย้ายที่หวัง คนเรายังคงขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ด้วยความหวัง

 

ขณะที่คมสันต์กล่าวว่า ตนได้สื่อสารและให้ความหวังกับเพื่อนร่วมงานเพื่อที่จะสามารถเดินหน้าต่อได้ ขณะเดียวกันได้ให้คุณค่ากับความล้มเหลวมากกว่า เพราะส่วนตัวเชื่อว่าอุปสรรคและความล้มเหลวที่พบเจอจะทำให้เราเดินได้ไกลขึ้น เราจะไม่ผิดพลาดกับมันอีก การที่เราจะได้รับโอกาสที่ดีกว่าในวันข้างหน้ามาจากวันนี้ที่เราล้มเหลว

 

ส่วนแอนนาได้สะท้อนเรื่องความหวังผ่านระบบการศึกษาที่มีผลกับตนโดยตรงว่า เมื่อวันที่ได้เปรียบเทียบเรื่องอนาคตความเป็นอยู่ที่จะได้รับจากการไปเรียนต่อต่างประเทศ สิ่งนั้นได้สร้างความหวังให้กับตัวเอง แต่ด้วยเงื่อนไขฐานะทางครอบครัวที่ไม่อาจเอื้ออำนวย สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นจึงเป็นเพียงความฝัน แต่ถึงแม้จะไม่ได้เรียนต่อต่างประเทศ ก็ไม่ใช่การสิ้นหวัง แต่เป็นเพียงหวังที่ไร้จุดหมาย

 

The post ประมวลภาพวงสนทนา ‘คนรุ่นใหม่’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ความหวัง-อุปสรรค-การเปลี่ยนแปลง appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

3 นักวิชาการมองการเมืองไทยติดหล่ม พร้อมตกเหวอีกครั้ง โจทย์เลือกตั้งปีหน้าคือจะเลือกนายพลคนพี่หรือคนน้อง

1 hour 3 min ago

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในช่วง ‘THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว’ โดยมี รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ, รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย โดยมี สรกล อดุลยานนท์ หรือ หนุ่มเมืองจันท์ และ ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ดำเนินรายการ

 

เริ่มต้นด้วยคำถามถึงการเมืองไทยติดหุบเหวอะไรบ้างในช่วงที่ผ่านมา ซึ่ง รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราติดหุบเหวทั้งหมด 2 อย่าง คือกับดักประชาธิปไตยแบบไทยๆ และกับดักการแบ่งแยกแตกขั้วร้าวลึก ซึ่งเราติดหล่มเหล่านี้มาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ซึ่งประเทศที่ติดกับดักเหล่านี้ออกจากกับดักยาก

 

“พอมันเข้าไปอยู่ในหล่มนี้นานๆ แล้วเราไม่แก้ไขมัน มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสำคัญทางสังคม กระทั่งร้าวลึกถึงครอบครัว ผมคิดว่าจนถึงวันนี้เราก็ยังติดกับดักนี้ แล้วเรายังไม่ออก เผลอๆ จะร้าวลึกกว่าเดิมด้วยซ้ำ เราต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงว่าทศวรรษที่ผ่านมาเรามีการเมืองไม่ปกติ” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

 

รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวต่อไปว่า ส่วนกับดักประชาธิปไตยแบบไทยๆ มันก็มาซ้ำเติมกับกับดักการแบ่งแยกแตกขั้วร้าวลึก ซึ่งการแก้ปัญหาคือต้องหาสัญญาประชาคมร่วมกัน ต้องมีกติกาที่ยอมรับร่วมกัน ถ้าทำตรงนี้ได้มันก็จะไม่มีความรุนแรง ซึ่งเมื่อเราพูดถึงความรุนแรงมันคือปลายเหตุแล้ว ความรุนแรงไม่ใช่ต้นเหตุของวิกฤต แต่คือมีวิกฤตมาก่อนแล้วก่อให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง อีกทั้งเราอยู่ในการเมืองที่ไม่ปกติของไทย คือไทยเราเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีรัฐประหาร 2 ครั้ง ในเวลาไม่ถึง 10 ปี

 

“การรัฐประหารมันคือวิธีการแก้ความขัดแย้งที่ล้าหลังที่สุดในโลก แต่เราเอามาใช้ พอเป็นแบบนี้ไม่มีทางที่การเมืองจะปกติได้ แต่เราอาจหลีกเลี่ยงที่จะพูดกันแบบตรงไปตรงมาว่าการเมืองของไทยมันพัฒนาอยู่ในระดับไหน” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

 

ขณะที่ รศ.ดร.อภิชาตกล่าวว่า ตนเห็นด้วยตามที่ รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวมาว่าหุบเหวของการเมืองไทยคือการรัฐประหาร ซึ่งเป็นวงจรอุบาทว์ที่นำไปสู่ความรุนแรง และการแก้ไขปัญหาความรุนแรงไม่ใช่ไปแก้ที่ความรุนแรง แต่ต้องแก้ที่สาเหตุ หนึ่งในนั้นคือความเหลื่อมล้ำ

 

“ความเหลื่อมล้ำมันไม่ใช่ตัวจุดระเบิดความรุนแรงด้วยตัวมันเอง แต่ในทัศนะของผมคือมันเหมือนกับเชื้อเพลิงที่สะสมไว้ มันรอประกายไฟ รอคนมาลั่นไกปืน ถ้าเราสะสมเชื้อไฟของความรุนแรงนี้ไว้ ถ้ามันถึงเวลาเหมาะสม มีคนมาจุดไฟ มันก็จะระเบิดด้วยความรุนแรง” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว

 

รศ.ดร.อภิชาตกล่าวต่อไปว่า หากเราดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของไทย การปฏิวัติปี 2475 มันเกิดเพราะว่าถูกจุดประกายด้วยภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจโลก แล้วก็นำไปสู่กบฏบวรเดช เมื่อถามว่าทำไมมันระเบิดขนาดนั้น เพราะว่าความเหลื่อมล้ำที่มันสะสมตั้งแต่รัชกาลที่ 4 และ 5 มันก็ระเบิดช่วงนั้น โดยเฉพาะชนชั้นนำที่สะสมที่ดินมากมายให้ชาวนาเช่าและเกิดการเปรียบเปรยว่าทำนาบนหลังคน หลังจากปี 2475 ข้อเสนอหลักหนึ่งของ ปรีดี พนมยงค์ คือให้รัฐบังคับซื้อที่ดินคืน ซึ่งขัดผลประโยชน์ของชนชั้นนำ ก็ระเบิดความรุนแรงเป็นกบฏบวรเดช

 

“ปัจจุบันเราถึงไหนแล้ว ถ้าเราดูตัวเลขเมื่อ 3-4 ปีก่อน คน 1% ของไทยครองสินทรัพย์ถึง 67% ถ้าเราใช้มาตรวัดเราถือว่าเหลื่อมล้ำที่สุดในโลก แล้วอาจารย์ในคณะผมเขาก็บอกว่าข้อมูลมันไม่สมบูรณ์ แต่แกเดาว่าตัวเลขนี้ถูก แล้วมากกว่านั้น ถ้าเราดูตัวเลข Top 10 ตระกูลที่ร่ำรวยในไทยช่วงรัฐประหารปี 2549-2561 รวยขึ้น 7.7 เท่า

 

“เมื่อความเหลื่อมล้ำสูง ความเป็นประชาธิปไตยมันจะเป็นไปยาก มันจะตั้งมั่นได้ยาก เพราะเมื่อเป็นประชาธิปไตยก็จะมีแรงกดดันให้กระจายรายได้สูงขึ้นแน่นอน เพราะคนชั้นล่างมีปากมีเสียงมากขึ้น และระดับความเหลื่อมล้ำที่สูงมันแปลว่าเขาจะเสียประโยชน์ที่ค่อนข้างสูง” รศ.ดร.อภิชาตกล่าว


ด้าน รศ.ดร.สิริพรรณกล่าวว่า เมื่อเราย้อนกลับไป 20 ปี ก็จะพบว่าทุกครั้งที่มีการรัฐประหารนั่นคือสังคมตกเหว และทุกครั้งเราก็พยายามขึ้นจากเหว ถ้าจะมองแบบปราณีก็ถือว่าขึ้นจากเหวแล้ว แต่ขึ้นมาแล้วเราก็ยังวนอยู่รอบปากเหว และการวนนี้ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาไปมากกว่านี้ได้ เหมือนการขับรถวน

 

“คนขับรถบางทีก็พาเราไปหลงทาง GPS ก็ใช้ไม่ค่อยเป็น บางครั้งก็ขับถอยหลัง เพราะทิศทางการเมืองของเราไมไ่ด้ถูกกำหนดเพื่อออกไปจากพื้นที่ตรงนี้ แต่ถูกกำหนดเพื่อรักษาคนขับรถ แล้วคนขับรถใบขับขี่ก็ใกล้หมดอายุ แต่ก็อยากขับรถต่อ” รศ.ดร. สิริพรรณกล่าว

 

รศ.ดร.สิริพรรณกล่าวต่อไปว่า นี่คือโจทย์ใหญ่ว่าต่อไปขาข้างหนึ่งของเราจะจุ่มลงเหวหรือเปล่า และหากย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เราใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งทุกครั้งที่เราขึ้นจากเหว เราใช้พละกำลังค่อนข้างมาก เราออกแบบสถาบันทางการเมืองใหม่ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราเคยมี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง และทุกครั้งที่เราพยายามขึ้นจากเหว เราใช้ยาแรงมากขึ้น โดยหลังจากการรัฐประหารปี 2549 เราใช้ ส.ว. คนละครึ่ง คือเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง แต่งตั้งครึ่งหนึ่ง แต่เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกาศใช้ เราใช้ระบบ ส.ว. แต่งตั้งทั้งหมด

 

“ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการขึ้นจากหุบเหวมันเหนื่อย และบางอย่างก็ขึ้นมาจากเหวแล้วก็จริง แต่ยังตกหลุม ยังขุดหลุมพรางตัวเองอยู่ อย่างเช่นความชอบธรรมการเลือกตั้ง ในอดีตเรามีการรณรงค์อย่าเลือกสัตว์เข้าสภา รณรงค์ให้โหวตโน ซึ่งถือเป็นการทำลายความชอบธรรมให้การเลือกตั้ง” รศ.ดร.สิริพรรณกล่าว

 

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปคนไทยยังต้องเผชิญกับโจทย์เดิม เพราะว่าผู้นำยังต้องการรักษาอำนาจอยู่ แต่ยังฝืนแม้จะมีเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญจำกัดแต่ก็ยังอยากไปต่อ ดังนั้นโจทย์การเลือกตั้งปีหน้ามันล้าหลังมาก เพราะโจทย์คือจะเลือกนายพลคนพี่หรือนายพลคนน้อง

 

“คือโลกนี้เมื่อเรากวาดสายตาไป ไม่มีประเทศไหนเอานายพลมาบริหารประเทศในยุคปัจจุบัน และในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ปรากฏการณ์ที่มีพรรคสองพรรค โดยนายพลสองคน ก็ถือว่าประหลาด ปกติก่อนหน้านี้รัฐประหารแล้วอยู่ได้สั้น 1-2 ปีก็ไป สังคมหยุดชะงักแป๊บเดียวก็เดินต่อได้ การรักษาอำนาจมันไม่มี แต่ครั้งนี้อยู่นาน มันไม่เปลี่ยนและเลือกตั้งปีหน้ามันไม่เปลี่ยนอีก ถ้าเป็นแบบนั้นมันเหมือนไม่สามารถมีกลไกเปลี่ยนผ่านอำนาจได้” รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

 

ขณะที่ รศ.ดร.สิริพรรณกล่าวว่า สิ่งที่คาดหวังได้คือพรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการจัดตั้งรัฐบาลมีความไม่แน่นอน ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย การที่พรรคต่างๆ มีโอกาสสลับกันเป็นรัฐบาล จะทำให้ผู้เล่นต่างก็เคารพกติกา เพราะต่างมีโอกาสเข้ามามีบทบาททางการเมือง

 

“ครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งแรกที่มีพรรคทหาร 2 พรรคพร้อมกัน เดิมเรามีพรรคเดียว ทั้งเสรีมนังคศิลา, สหประชาไทย และสามัคคีธรรม ตอนนี้เรามี 2 พรรค แต่ในทางปฏิบัติมันไม่ง่าย เพราะโฉมหน้าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้ามันจะมองว่าเป็นเสน่ห์ก็ได้ แต่อีกมุมหนึ่งคือระเบิดเวลาของความโกลาหล อลม่าน” รศ.ดร.สิริพรรณกล่าว

 

ด้าน รศ.ดร.อภิชาติกล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับอาจารย์ทั้ง 2 คน เพราะเหมือนประเทศไทยติดอยู่ในโคลนดูดที่ถูกดูดลงไปเรื่อยๆ ขณะนี้เรากำลังสู้กันระหว่างพลังอนุรักษ์นิยมกับพลังที่จะผลักสังคมไทยไปข้างหน้า ตนเชื่อว่า 1-2 ปีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะความคิดของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปมหาศาล ขณะที่พลังอนุรักษ์นิยมยังคงต้องการหมุนนาฬิกาย้อนกลับ

 

“เมื่อสิ่งใหม่กำลังจะเกิด แต่สิ่งเก่าไม่ยอมตาย เมื่อนั้นอสูรจะเกิดขึ้น อันนี้เป็นภาระ เป็นความห่วงใย ผมขอพูดแค่นี้ดีกว่า” รศ.ดร.อภิชาตกล่าวทิ้งท้าย

The post 3 นักวิชาการมองการเมืองไทยติดหล่ม พร้อมตกเหวอีกครั้ง โจทย์เลือกตั้งปีหน้าคือจะเลือกนายพลคนพี่หรือคนน้อง appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ปิดฉากเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันสุดท้ายคึกคัก หลากหลายวงการร่วมแลกเปลี่ยน หุบเหวอนาคตประเทศไทย

1 hour 8 min ago

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ที่ Crystal Design Center (CDC HALL) สำนักข่าว THE STANDARD จัดงานแห่งปี THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในธีม ‘EDGE OF TOMORROW เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ วันสุดท้าย เพื่อจับเทรนด์ เห็นอนาคต คว้าโอกาส ร่วมกับผู้นำกว่า 40 คน ตัวจริงจากทุกวงการ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และคนรุ่นใหม่ มาร่วมกันแชร์วิสัยทัศน์ และรับฟังความคิดเห็นที่มีประโยชน์ เพื่อร่วมกันหาทางออกให้ประเทศไทย  

 

สำหรับการพูดคุยในช่วงเช้ามี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหาคร บรรยายในหัวข้อบทบาทกรุงเทพฯ ต่อเศรษฐกิจไทย เพื่อสร้างเมืองให้มีความน่าอยู่สำหรับทุกคน ซึ่งบรรยากาศในวันนี้มี บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร รวมถึงมีประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก 

 

จากนั้นในช่วงเช้าจะต่อด้วยการเสวนา WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION?

 

อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง? โดย ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, มุขยา พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด และ สรวิศ ศรีนวกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol เพื่อร่วมกันฉายภาพความท้าทายและโอกาสของ Web 3.0 ในอนาคต 

 

ส่วนภาคบ่ายในช่วงแรก พบกับ Talk ทางการเมืองในหัวข้อ ‘THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว’ ร่วมพูดคุยกับ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์​มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย สรกล อดุลยานนท์ หรือ หนุ่มเมืองจันท์ และ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์

 

ต่อด้วยการ Talk ในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย โดยปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ และปิดท้ายการเสวนาด้วยการ Talk ร่วมกับคนรุ่นใหม่ ได้แก่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล, คมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด, แอนนา เสืองามเอี่ยม Miss Universe Thailand 2022 ในหัวข้อ GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่

 

จากนั้น เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร THE STANDARD ได้ขึ้นกล่าวปิดท้ายเวที ขอบคุณแขกทุกคนที่ให้ความสนใจงานในปีนี้ 

 

 

The post ปิดฉากเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันสุดท้ายคึกคัก หลากหลายวงการร่วมแลกเปลี่ยน หุบเหวอนาคตประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

เสียงแห่งความหวังที่สะท้อนจากตัวแทนคนรุ่นใหม่ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022

1 hour 16 min ago

 

“คนรุ่นใหม่เขาไม่ได้หมดหวัง แต่เขาเปลี่ยนที่ของความหวัง ความจริงแล้วทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่เราขับเคลื่อนด้วยความหวัง เรามีความหวังในทุกๆ วัน ทำให้เรายังขับเคลื่อนชีวิตเราได้… แต่บางอย่างที่เราต้องปิดตาข้างหนึ่ง แล้วเจ็บซ้ำๆ จนมันทำให้เกิดความสิ้นหวัง”

 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

กล่าวในหัวข้อ ‘GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“เป็นเรื่องปกติที่คนจะคาดหวังกับบางสิ่งที่ตัวเองกำลังทำหรือทำแล้ว ผมคิดว่าความสิ้นหวังหลายครั้งมาจากความคาดหวัง ซึ่งมันเป็นปกติที่เราจะมีความคาดหวัง แต่ทางกลับกัน ด้วยบทบาทที่ผมเป็นหัวหน้าครอบครัว ผมมักจะมองถึงความหวังและให้ความหวังมากกว่าที่จะมองความสิ้นหวังหรือมากกว่าที่จะมองความล้มเหลว”

 

คมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด กล่าวในหัวข้อ ‘GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“มีคนจำนวนมากที่สิ้นหวัง… แต่ในฐานะที่เราลงเล่นการเมือง ผมว่าเป็นความรับผิดชอบของนักการเมืองที่หล่อเลี้ยงความหวังของคนทั้งประเทศ”

 

พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล กล่าวในหัวข้อ ‘GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“เรารู้ว่าชีวิตของเราจะดีขึ้นได้ เราต้องสู้ เราพยายาม เราอดทน แต่แค่เราคนเดียวไม่ไหว สังคมต้องเป็นฝ่ายที่มาซัพพอร์ตความพยายามของเราด้วย เราเลยคิดว่าการที่เราไปอยู่ในสังคมที่จะคอยซัพพอร์ตเรา หรือเอาความพยายาม ความอดทน ไปตอบแทนเราอย่างเป็นธรรม นี่คือสังคมที่เราอยากอยู่”

 

แอนนา เสืองามเอี่ยม Miss Universe Thailand 2022 กล่าวในหัวข้อ ‘GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

The post เสียงแห่งความหวังที่สะท้อนจากตัวแทนคนรุ่นใหม่ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ผ่าอนาคตการเมืองไทยบนปากเหว ผ่านมุมมองประจักษ์-สิริพรรณ-อภิชาต

1 hour 37 min ago

งานแห่งปี THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในธีม ‘EDGE OF TOMORROW เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ เพื่อจับเทรนด์ เห็นอนาคต คว้าโอกาส ร่วมกับผู้นำกว่า 40 คนตัวจริงจากทุกวงการมาร่วมกันแชร์วิสัยทัศน์ และรับฟังความคิดเห็นที่มีประโยชน์เพื่อร่วมกันหาทางออกให้ประเทศไทยในวันสุดท้าย (27 พฤศจิกายน)

 

หนึ่งในไฮไลต์ที่คอการเมืองเฝ้ารอ คือเวทีทอล์กทางการเมืองในหัวข้อ ‘THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว’ ร่วมกับ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ, รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย ที่มี หนุ่มเมืองจันท์-สรกล อดุลยานนท์ และ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และจับตาอนาคตการเลือกตั้งในช่วงกลางปี 2566

 

 

“เราอยากให้ประเทศไทยมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง ให้คาดการณ์ได้บ้าง เมื่อแข่งจบแล้วใช้กติกาที่มันสากล ตอนนี้โลกมันผันผวนมาก ใครเป็นรัฐบาลก็เจอโจทย์ยาก รัฐบาลที่จะบริหารประเทศได้อยู่ครบเทอมคือ 1. เสถียรภาพ 2. ประสิทธิภาพ 3. ความชอบธรรม”

 

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“การรัฐประหารเป็นการรื้อฟื้นรัฐราชการที่ใช้ระบบราชการ ฐานกำลังสนับสนุนในการรักษาอำนาจที่จะปฏิรูป ผลที่มันเกิดขึ้นเมื่อมีการรัฐประหารแล้ว ส่งผลให้เราไปดึงส่วนปรับตัวกับโลกได้ช้าที่สุด และน้อยที่สุดมาบริหารประเทศ องค์กรนั้นคือกองทัพ การรัฐประหารส่งผลให้เราได้องค์กรที่ล้าหลังที่สุด ปรับตัวกับโลกได้ช้าที่สุด เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกน้อยที่สุด แต่ขึ้นมากุมอำนาจเบ็ดเสร็จของประเทศ”

 

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“โจทย์เลือกตั้งปีหน้ามันล้าหลังมาก ออปชันที่เขาเสนอมาให้สังคม คือจะเลือกนายพลคนพี่หรือนายพลคนน้อง การแย่งชิงอำนาจและความไม่ลงรอยของนายพล 2 คน ที่สืบทอดอำนาจมาตั้งแต่การทำรัฐประหารตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว มาตั้งพรรค แล้วตอนนี้ก็ทะเลาะกันแล้ว แล้วก็แยกทางกัน แล้วประชาชนผู้เลือกตั้งก็จะต้องเลือกนายพล ก. หรือนายพล ข. ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนเอานายพลมาบริหารประเทศ”

 

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาตร์การเมืองไทยครั้งแรก ที่เรามีพรรคทหาร 2 พรรคพร้อมกัน… และอีกมุมหนึ่งมันคือระเบิดเวลาของความโกลาหล อลหม่าน”

 

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

 

“เพื่อไทยสามารถผนึกกำลังกับพรรคอื่นได้… คิดว่าไม่ใช่การแลนด์สไลด์ของพรรคการเมือง แต่จะเป็นการที่พรรคฝ่ายค้านมีโอกาสที่จะแลนด์สไลด์เป็นกลุ่มที่จะรวมกัน คะแนนแลนด์สไลด์ประมาณ 265 ที่นั่ง”

 

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ในปีหน้าเศรษฐกิจมันไม่ดีแน่ แต่ของไทยมันตกหนักมาแล้ว ยังพอที่จะโตต่อไปได้ แต่ของเรายังไม่กลับเข้าที่เดิม ตอนนี้ต่ำสุด จะไม่ต่ำไปกว่านี้แล้ว”

 

รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ไม่ว่าใคร ไม่ว่าพรรคใด มันยากทั้งนั้น และยิ่งเป็นรัฐบาลที่ฝีมือไม่ดี เปลี่ยนคนก็ไม่มีอะไรดี ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง แต่ถ้าไม่เปลี่ยนคน ผมก็ไปอยู่ต่างประเทศ (หัวเราะ)”

 

รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

The post ผ่าอนาคตการเมืองไทยบนปากเหว ผ่านมุมมองประจักษ์-สิริพรรณ-อภิชาต appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ ประเทศไทยในมุมโปรแกรมเมอร์ตาบอด

1 hour 46 min ago

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition บริษัทสร้าง AI ด้วยฝีมือคนพิการ ขึ้นไปพูดสปีชบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในหัวข้อ ‘CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย’ เพื่อเป็นตัวแทนคนพิการ คนชายขอบ และกลุ่มคนเปราะบาง เพื่อบอกว่ายังมีพวกเขายืนอยู่ตรงนี้ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศและสร้างยุคสมัยใหม่ในอนาคต

 

 

QUOTE 1

“ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่เคยมีความฝัน เป็นคนตาบอดที่พยายามมองหาแสงสว่าง เป็นโปรแกรมเมอร์ที่พยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถ เป็นตัวแทนของคนพิการและคนตัวเล็กๆ จำนวนมาก อยากบอกให้ทุกคนรู้ว่า… พวกเรายืนอยู่ตรงนี้”

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

QUOTE 2

“คนตาบอดถูกมองเป็นคนชายขอบอยู่เสมอ โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่ถูกออกแบบโดยไม่ได้คิดถึงคนพิการ หลายอาชีพถูกแปะป้ายเอาไว้ว่าพวกเราไม่มีทางทำได้ พร้อมกับคำแนะนำที่ดูเหมือนหวังดี บอกให้พวกเราไปขายลอตเตอรี่ หรือเล่นดนตรีเปิดหมวกได้เท่านั้น”

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

QUOTE 3

“นอกจากผมแล้วยังมีคนตาบอดอีกคนหนึ่งที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี คนคนนั้นชื่อประเทศไทย คนที่ออกแบบนโยบายโดยไม่เคยมองเห็นคนชายขอบและคนตัวเล็กๆ ในขณะที่ประเทศเคลื่อนไปข้างหน้า มีคนมากมายถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

QUOTE 4

“ชีวิต 10 ปีในความมืด นานพอที่จะเรียนรู้และเลิกหวังว่าดวงตาทั้ง 2 ข้างจะกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง สิ่งเดียวที่ผมอยากเห็นในตอนนี้คือ การที่ประเทศของเราออกแบบนโยบายโดยมองเห็นว่าชีวิตของทุกคนมีค่า รับรู้ว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย เปิดรับความคิดที่หลากหลายของประชาชน ไม่เป็นคนตาบอดอีกต่อไป”

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

QUOTE 5

“ถึงแม้คนพิการจะขาดอะไรบางสิ่ง แต่พวกเราก็มีหนึ่งชีวิตไม่ต่างกัน เป็นชีวิตที่ไม่ได้อยากถูกมองเห็นเพราะความน่าสงสาร แต่ถูกมองเห็นเพราะมีคนรับรู้ถึงความสามารถของพวกเราจริงๆ”



วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

QUOTE 6

“ตอนนี้เรามีคนตาบอด 2 แสนคน คนพิการอีกกว่า 2 ล้านในประเทศ คนยากจน คนชายขอบอีกไม่รู้กี่ล้านคนที่พร้อมช่วยสร้างความเป็นไปได้ไร้ขีดจำกัดในฐานะ กำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ต้องให้สิทธิพิเศษมากกว่า เราขอแค่โอกาสที่เท่าเทียมกันก็พอ”

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

The post วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ ประเทศไทยในมุมโปรแกรมเมอร์ตาบอด appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

วาทะเด็ด ถกอนาคต Web 3.0 หลังฟองสบู่คริปโตแตก

1 hour 53 min ago

สรุปวาทะจากเวทีเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในหัวข้อ WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง? 

 

 

“Decentralization ไม่ใช่การสร้างแพลตฟอร์มบางอย่างขึ้นมาอยู่ตรงกลาง แต่คือการแข่งขันที่ทำให้มีแพลตฟอร์มหลายๆ อัน และเราสามารถเลือกเองได้ว่าอยากจะไปอยู่บนแพลตฟอร์มไหน” 

 

ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ในภาพจบ (ฟองสบู่คริปโต) ไม่ได้สร้างอะไรเหลือให้โลกใบนี้ นอกเหนือจากการพัฒนาของบล็อกเชน และการดึงคนมาพนันร่วมกัน ดึงคนมาเป็นหนูทดลอง” 

 

ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“คนที่ได้ประโยชน์ทุกอย่างคือ Big Tech Company ซึ่งเปิดให้เราสามารถใช้งานได้ฟรี แต่จริงๆ แล้วพวกเราคือผลิตภัณฑ์ของเขา พวกเขานำข้อมูลของเราไปสร้างรายได้ผ่านการขายพื้นที่โฆษณา”

 

มุขยา พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“คนมักจะพูดว่าตอนนี้ Web 3.0 เป็นเหมือนฟองสบู่ดอตคอม แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ มีคนเก่งๆ เข้ามาอยู่ในวงการ Web 3.0 มากขึ้น ซึ่งเป็นเหมือน Paradigm Shift”

 

มุขยา พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“Web 3.0 มีการใช้งานอยู่แล้วในขณะนี้ คือ Bitcoin ซึ่งเป็นตัวอย่างของ Peer to Peer ที่สามารถใช้เป็น Store of Value”

 

สรวิศ ศรีนวกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ในยุคของ Web 2.0 บริษัทที่เป็นเจ้าแพลตฟอร์มมีอำนาจสูงมาก นับเป็นประเด็นที่ควรกังวล เนื่องจากสามารถกำหนดทิศทางความคิดคนได้เลยทีเดียว”

 

สรวิศ ศรีนวกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

The post วาทะเด็ด ถกอนาคต Web 3.0 หลังฟองสบู่คริปโตแตก appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ คนตาบอดเขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย ทำอย่างไรให้เรามองเห็นทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม

1 hour 59 min ago

“สวัสดีครับ ผมชื่อ วิน นอกจากที่ทุกท่านมองเห็นว่าผมเป็นคนตาบอดแล้ว ทุกคนมองเห็นว่าผมเป็นอะไรอีกบ้างไหมครับ” 

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition บริษัทสร้าง AI ด้วยฝีมือคนพิการ ขึ้นไปพูดสปีชบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย เพื่อเป็นตัวแทนคนพิการ คนชายขอบ และกลุ่มคนเปราะบาง เพื่อบอกว่ายังมีพวกเขายืนอยู่ตรงนี้ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศและสร้างยุคสมัยใหม่ในอนาคต 

 

วินเริ่มต้นพูดถึงความฝันอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ตั้งแต่เด็ก เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดสายตาตอนอายุ 12 ปี แต่การผ่าตัดล้มเหลว สายตาของเขามืดสนิท ความฝันที่เคยมีต้องจบลงแต่เพียงเท่านั้น จนเขาได้รู้จักกับโปรแกรมอ่านหน้าจอ ที่ทำให้กลับมาใช้คอมพิวเตอร์ได้อีกครั้งด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไป 

 

แม้จะเริ่มกลับมามีความหวังได้อีกครั้ง แต่เส้นทางยังขรุขระ ถึงจะมีความสามารถ แต่คนตาบอดอย่างวินมักจะถูกผลักออกจากระบบอยู่เสมอ โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่ถูกออกแบบโดยไม่ได้คิดถึงคนพิการ หลายอาชีพถูกแปะป้ายเอาไว้ว่าคนอย่างพวกเขาไม่มีทางทำได้

 

แต่วินไม่เคยยอมแพ้ ยืนยันต่อสู้ในระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียมเหมือนคนปกติ จนในที่สุดวินได้เข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ได้จบออกมาทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อย่างที่เคยฝันเอาไว้ เขายังสามารถเขียนโปรแกรมอนาคตให้กับตัวเองและประเทศนี้ได้อยู่ 

 

วินเปรียบเทียบประเทศไทยเหมือน ‘คนตาบอด’ เพราะในประเทศไทยมีคนตาบอดมากกว่า 200,000 คน แต่เราแทบไม่มีโอกาสเห็นคนเหล่านี้ได้ทำงาน อยู่ในสถานที่ต่างๆ ที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศมากกว่านี้ ยังไม่รวมคนที่ถูกผลักให้เป็นคนชายขอบ กลุ่มชนเผ่าและชาติพันธุ์ต่างๆ คนในชุมชนแออัด เด็กๆ ที่ไม่ได้รับโอกาสในการศึกษา และกลุ่มคนอีกมากมายที่มีชีวิต มีตัวตน แต่ไม่เคยอยู่ในสายตา

 

ปัญหาของประเทศไทยคือ การออกแบบนโยบายหลายอย่างโดยไม่ได้มองเห็นปัญหาหรือความต้องการของคนทุกกลุ่มเอาไว้ตั้งแต่แรก ในขณะที่หลายอย่างถูกพัฒนา จะเห็นว่ามี ‘ใครบางคน’ ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลังอยู่เสมอ 

 

วินย้ำว่า แม้ร่างกายของคนพิการจะขาดอะไรบางสิ่ง แต่พวกเขาก็มีหนึ่งชีวิตเช่นเดียวกัน 

 

เป็นหนึ่งชีวิตที่ไม่ได้ถูกมองเห็นเพราะความน่าสงสาร แต่ถูกมองเห็นด้วยความสามารถจริงๆ 

 

พวกเขาไม่ได้ต้องการการดูแลหรือสิทธิพิเศษที่มากกว่า ขอแค่ ‘โอกาส’ พิสูจน์ความสามารถที่เสมอภาคและเท่าเทียมกัน เพื่อให้พวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างยุคสมัยแห่งความฝัน 

 

ที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตที่มีความหวังได้อย่างเท่าเทียม 

The post ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ คนตาบอดเขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย ทำอย่างไรให้เรามองเห็นทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

7 Things We Love About Virgil Abloh รำลึกถึงดีไซเนอร์ผู้ล่วงลับที่ยังมีอิทธิพลอย่างไม่รู้จบ

2 hours 10 min ago

Virgil Abloh ชื่อที่ถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมแฟชั่นในฐานะบุคคลผู้สร้างแรงกระเพื่อมและทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของวงการ ชายผิวดำผู้เริ่มต้นสายอาชีพแฟชั่นจากเด็กเมืองชิคาโกที่หลงรักอันเดอร์กราวด์ สู่แบรนด์สตรีท Off-White ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก จนกระทั่งรับตำแหน่ง Artistic Director กลุ่มสินค้าผู้ชายสำหรับแบรนด์ลักชัวรีอันดับต้นๆ ของโลกอย่าง Louis Vuitton ที่เขาไม่ได้ครีเอตแค่เทรนด์การแต่งตัว แต่ได้ช่วยผลักดันและวิวัฒนาการให้วงการมีความ Inclusive มากขึ้น แทนที่จะ Exclusive อย่างเดียว

 

และเพื่อเป็นการระลึกถึงการจากไปของเขาครบรอบ 1 ปีพอดี THE STANDARD POP จะพาทุกคนย้อนไปถึง 7 ปัจจัยที่ทำให้ Virgil Abloh กลายเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก

 

OPENING DOORS

 

ในปี 2018 นิตยสาร TIME ยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก โดยบอกว่าเขาคือนักปฏิวัติอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างแท้จริง การเป็นคนผิวดำที่มีพื้นเพมาจากสตรีทแวร์สามารถมาไกลขนาดนี้ ดำรงแหน่งสูงในแบรนด์หรูจากฝรั่งเศสได้ เขาไม่เคยมองตัวเองว่าเป็นดีไซเนอร์เลย และมักเรียกตัวเองว่า ‘นักสร้างสรรค์’ มากกว่า การมีตัวตนของเขาที่ Louis Vuitton สร้างแรงบันดาลใจอย่างมากให้กับเด็กผิวดำรุ่นต่อๆ ไป ที่ฝันอยากมีอาชีพและมีโอกาสแบบเขาบ้าง 

 

หลังจากเหตุการณ์ Black Lives Matter เหมือนเป็นเครื่องย้ำเตือนความไม่ยุติธรรมที่คนผิวดำถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม งานของเขาหลังจากนั้นมีทิศทางในการนำเสนอมุมมองของคนดำเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจและยอมรับมากขึ้น เขาได้จัดตั้งกองทุน Post-Modern Scholarship Fund ซึ่งสามารถเรี่ยไรเงินได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีจุดประสงค์สนับสนุน ให้โอกาส และสร้างพื้นที่ให้กับเด็กผิวดำที่สนใจเรียนแฟชั่น แม้ว่าตัวเขาจะจากไปแล้ว แต่ทุนการศึกษานี้ก็ยังอยู่ และเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ที่มีใจรักในแฟชั่น โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าคุณจะมีสีผิวแบบใด การมีตัวตนของเขายังเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์ผิวดำคนอื่นๆ ได้ลืมตาอ้าปากและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นด้วยในปัจจุบัน ไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาจึงเป็นแรงบันดาลใจของเด็กผิวดำที่รักในแฟชั่นทั่วโลก

 

STREET LUXURY PIONEER

 

ในปี 2012 ทาง Virgil Abloh ได้เปิดแบรนด์เสื้อผ้าในชื่อ Pyrex Vision ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่นำของวินเทจมาดัดแปลงให้เกิดเป็นงานดีไซน์ใหม่ Pyrex Vision ได้รับความนิยมพอสมควร แต่ก็ต้องปิดตัวลงเพราะเขาดันนำเสื้อโปโลของแบรนด์ Ralph Lauren มาดัดแปลงจนเกิดเป็นข้อพิพาทขึ้นมา อย่างไรก็ตามในปีถัดมาเขาได้เปิดแบรนด์แฟชั่นอีกครั้งในชื่อ ‘Off-White’ พื้นที่สีเทาที่อยู่ตรงกลางระหว่างสีดำและสีขาว คำอธิบายของตัวแบรนด์ที่เขาสร้างขึ้นมา แบรนด์ที่เขาตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของไอเดียที่ผสมผสานความเป็นสตรีทแวร์ ลักชัวรี ศิลปะ เพลง และการเดินทางเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งในปี 2015 ก็สามารถเข้า Top 3 รางวัล LVMH PRIZE และวันนี้ก็ยังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก พร้อมมีร้านค้าทั่วโลก

 

KING OF COLLABORATION

 

อีกหนึ่งเรื่องที่ Virgil Abloh ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างเทรนด์ นั่นก็คือ ‘คอลลาบอเรชัน’ การร่วมงานระหว่างตัวเขาและแบรนด์หรือดีไซเนอร์คนอื่นๆ จนเขาได้ชื่อว่าเป็น King of Collaboration ของวงการเลยทีเดียว ที่พูดแบบนี้ไม่ได้เป็นการประชดแต่อย่างใด เพราะทุกผลงานคอลลาบอเรชันที่เขาร่วมงานมักสร้างกระแสบวกๆ และขายดีแบบ Sold Out เสมอ ที่สำคัญเขาไมได้คอลแลบแค่เฉพาะสินค้าแฟชั่นเท่านั้น เขายังสามารถก้าวข้ามขีดกำจัด ขยายกรอบงานดีไซน์ของตัวเองให้กว้างมากขึ้น เช่น Mercedes-Benz, IKEA, evian หรือแม้แต่ McDonald’s เขาก็เคยร่วมงานมาแล้วทั้งนั้น

 

แต่ที่พีคที่สุดต้องยกให้โปรเจกต์ The Ten งานคอลแลบที่เขาทำร่วมกับแบรนด์ Nike โดยเขาได้นำ 10 สนีกเกอร์รุ่นคลาสสิกของแบรนด์มารีมิกซ์ทั้งหมดในแบบของเขา ทุกชิ้นกลายเป็นแรร์ไอเท็มและถูกนำมารีเซลในราคาที่สูงอย่างมาก โดยเฉพาะรุ่น Red Air Jordan 1s ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และจากความสำเร็จนี้เองทำให้ทั้งคู่ยังมีคอลแลบร่วมกันอยู่เรื่อยๆ 

 

THE CREATIVE DUO

 

Virgil Abloh เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงงานดีไซน์และแฟชั่นจากการที่เขาได้ร่วมงานกับ Kanye West หลังเขาได้รับตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์ที่ Donda บริษัทด้านดีไซน์ของ Kanye ซึ่งงานแรกๆ ที่ทั้งคู่เริ่มทำด้วยกันคือดีไซน์ปกอัลบั้มของ Kanye ซึ่งเขามีหน้าที่กำหนดทิศทางของวิชวลทั้งหมด รวมถึงการดึงศิลปินมากมายเข้ามาช่วยดีไซน์ด้วย เช่น Takashi Murakami สำหรับอัลบั้ม Graduation ในปี 2007, Riccardo Tisci สำหรับอัลบั้ม Watch The Throne ในปี 2011 และอีกมากมาย ทั้งคู่หลงใหลในงานดีไซน์และมีแพสชันต่อแฟชั่นเป็นอย่างมาก โดยในปี 2009 ทั้งสองก็ได้เข้าไปฝึกงานที่ Fendi เพื่ออยากเรียนรู้กระบวนการทำงานของแบรนด์แฟชั่นระดับสูง ซึ่งแน่นอนว่าการฝึกงานครั้งนั้นกลายเป็นสะพานให้ทั้งคู่ได้มาทำงานแฟชั่นต่อในอนาคต

 

SUPER MULTI-TALENTED 

 

หลายคนขนานนามเขาว่า Virgil Abloh เป็นเหมือน Karl Lagerfeld ในยุคใหม่ เพราะตัว Virgil นั้นมีสกิลในการทำงานหลากหลายแขนง และเขาสามารถเอาอยู่ทั้งหมดทุกแขนง นอกจากงานดีไซน์แบรนด์ของเขาและงานคอลแลบมากมายต่อปีที่เขาต้องรับผิดชอบ Virgil ยังชอบการเป็นดีเจเป็นชีวิตจิตใจ เขาเคยมีผลงานอัลบั้มเพลงที่มิกซ์เองมาแล้วอย่าง Orvnge ร่วมกับโปรดิวเซอร์มือทอง Boys Noize และเขาเองยังเคยนั่งแท่นคุมงานอาร์ตปกอัลบั้มให้กับ Kanye แต่ไม่ใช่แค่นั้น ด้วยมุมมองและวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมมาก เขายังมีโอกาสได้ร่วมออกแบบวิชวลอัลบั้มให้กับศิลปินอีกมากมาย เช่น Kid Cudi และ 2 Chainz รวมถึงเคยกำกับมิวสิกวิดีโอให้กับ A$AP Rocky มาแล้วด้วยเช่นกัน  

 

LOUIS VUITTON MEN’S

 

ในปี 2018 แบรนด์ Louis Vuitton ได้แต่งตั้งให้ Virgil Abloh เข้าดำรงตำแหน่ง Artistic Director แทนที่ Kim Jones ที่ย้ายไปที่ Dior Men แทน การเข้ามาของเขาสร้างข่าวหน้าหนึ่งทั่วโลก เพราะเขาถือเป็นคนดำคนที่สองต่อจาก Olivier Rousteing ที่มีโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหญ่ให้กับแบรนด์แฟชั่นหรูจากฝรั่งเศส คอลเล็กชันแรกของเขาสร้างปรากฏการณ์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรันเวย์สีรุ้ง แคสติ้งนายแบบผิวดำที่เดินแน่นรันเวย์ รวมถึงเสื้อผ้าแนวสตรีทแวร์จ๋าๆ จุดเริ่มต้นของกระแสสตรีทที่ยึดพื้นที่ของลักชัวรีแฟชั่นในเวลาต่อมา 

 

นอกจากเสื้อผ้าที่สร้างเม็ดเงินอย่างมหาศาลแล้วนั้น การเข้ามาของ Virgil ที่ Louis Vuitton ยังเหมือนเป็นประตูที่เปิดกว้างให้กับดีไซเนอร์ผิวดำเจนใหม่ให้มีพื้นที่และได้รับความสนใจมากขึ้น หลายๆ ครั้งเขามักใช้พื้นที่จากการทำแบรนด์หรูเพื่อชูรากเหง้าของความเป็นคนดำให้โลกได้ประจักษ์มากขึ้น เขาช่วยยกระดับเรื่องความหลากหลายในอุตสาหกรรมให้จับต้องได้มากขึ้นอย่างน่าชื่นชม 

 

MOST BELOVED DESIGNER

 

Virgil Abloh ถือเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ที่คนยอมรับนับถือและรักมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ จากการที่เขาเริ่มต้นอาชีพจากเส้นทางดนตรีจนมีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย จนมาถึงวงการแฟชั่น และยังชอบร่วมงานกับคนใหม่ๆ ช่วยผลักดันดีไซเนอร์เลือดใหม่ให้มีพื้นที่เป็นของตัวเอง เช่น Heron Preston เพื่อนของเขาที่เคยร่วมงานด้วยกันมาก่อน เขาช่วยผลักดันให้ตัว Heron เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการแฟชั่น อย่างที่กล่าวไปเขายังชอบยืดกรอบตัวเองอยู่เสมอด้วยการทำงานกับคนหลากหลายแขนง เช่น Serena Williams ที่เขาช่วยเธอออกแบบคอลเล็กชันเสื้อสปอร์ต หรือ Ib Kamara สไตลิสต์ผิวดำที่เขาดึงมาร่วมงาน จนปัจจุบันเขากลายเป็นสไตลิสต์ชื่อดัง และเป็นผู้รับช่วงต่อแบรนด์ Off-White จาก Virgil ความใจกว้าง เป็นกันเอง และเปิดรับ ทำให้เขามีเพื่อนหลากหลายวงการ วันที่เขาจากไปนั้น เพื่อนๆ ของเขาหลายคนต่างก็โศกเศร้ากับการจากไป ไม่ใช่แค่ในฐานะดีไซเนอร์ที่ดีสุดคนหนึ่ง แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดด้วย 

 

ภาพ: Getty Images

The post 7 Things We Love About Virgil Abloh รำลึกถึงดีไซเนอร์ผู้ล่วงลับที่ยังมีอิทธิพลอย่างไม่รู้จบ appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ถอดมุมมองต่อ Web 3.0 ผ่านเลนส์ของ ‘Regulator-Investor-Developer’ แท้จริงแล้วคืออะไร?

3 hours 12 min ago

จากเวทีเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565 ในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ โดยมีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 3 ท่าน ได้แก่ มุขยา พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด, ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ สรวิศ ศรีนวกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol

 

Web 3.0 คืออะไร

มุขยา พานิช มองว่า Web 3.0 คือยุคที่ 3 ของอินเทอร์เน็ต เป็นอินเทอร์เน็ตที่เป็นของผู้ใช้และผู้สร้าง ซึ่งผู้คนนิยามว่า Read-Write-Own นอกจากผู้ใช้จะสามารถอ่านและสร้างเนื้อหาได้แล้ว ยังสามารถเป็นเจ้าของเนื้อหาที่สร้างขึ้นมา โดยที่ผู้สร้างสามารถนำเนื้อหาของตัวเองไปใช้ซื้อขายได้ด้วยตัวเองผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยจะมีโทเคนเป็นเหมือนตัวแทนของความเป็นเจ้าของ

 

ถ้ามองกลับไปยัง Web 1.0 จะเป็นอินเทอร์เน็ตที่มีไว้เพื่ออ่านอย่างเดียว (Read Only) ถัดมา Web 2.0 จะเป็นยุคที่ผู้ใช้นอกจากการอ่านแล้ว ยังสามารถสร้างเนื้อหาเองได้ (Read and Write) ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, Google เป็นต้น

 

แต่อย่างที่เรารู้กันว่าเมื่อเราสร้างเนื้อหาบนแพลตฟอร์มต่างๆ ผู้ที่เป็นเจ้าของเนื้อหาคือบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มเหล่านี้ อย่างเช่น การที่เราสร้างเนื้อหาบน Facebook และเป็นเนื้อหาที่ Facebook ไม่ชอบ บริษัทก็อาจจะถูกแบนจากการใช้ Facebook เป็นต้น เพราะฉะนั้น Web 2.0 จึงเหมือนเป็นการสร้างในระบบปิด และผู้ที่ได้รับประโยชน์ทุกอย่างคือบริษัทขนาดใหญ่

 

“คนที่ได้ประโยชน์ทุกอย่างคือ Big Tech Company ซึ่งเปิดให้เราสามารถใช้งานได้ฟรี แต่จริงๆ แล้วพวกเราคือผลิตภัณฑ์ของเขา พวกเขานำข้อมูลของเราไปสร้างรายได้ผ่านการขายพื้นที่โฆษณา”

 

ด้าน ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย มองว่า เมื่อพูดถึงคำว่า Web 3.0 ทำให้เกิดความรู้สึกต่อเนื่องมาจาก Web 2.0 เป็นขั้นหนึ่งของการสร้างกระแสว่า Web 3.0 จะเป็นสิ่งถัดไป กลายเป็นว่าบล็อกเชนหรือเรื่องของ Decentralization เกาะอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น เกาะกับเว็บ กลายเป็น Web 3.0, เกาะกับ Virtual Reality (VR) กลายเป็น Metaverse, เกาะกับ Payment กลายมาเป็นแพลตฟอร์ม Payment ในยุคถัดไป

 

“ทั้งหมดนี้คือการพยายามที่จะหาว่าเราคิดค้นบล็อกเชนมาได้แล้ว เราจะนำไปใช้อย่างไรบ้าง เปรียบเสมือนกับการมีคำตอบอยู่แล้ว วันนี้เราพยายามจะหาคำถามที่ถามแล้วได้คำตอบอันนี้”

 

หากมองย้อนไปในอดีต โลกของอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นตั้งแต่ยุค 60 โดยหน่วยงานด้านการทหารของสหรัฐฯ ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น World Wide Web (www) ในยุค 90 โดย Tim Berners-Lee วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษ ก่อนที่ผู้คนจะขนานนามว่านี่คือ Web 1.0

 

เมื่อพัฒนาเข้าสู่ Web 2.0 ทำให้เกิดบริษัทอย่าง Google และ Facebook เป็นต้น ถัดมา Tim Berners-Lee ก็ได้นิยาม Web 3.0 ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยการตั้ง Semantic Web ซึ่งคือการกระจายศูนย์ของข้อมูล

 

“Web 3.0 โดยการนิยามของ Tim Berners-Lee คือการแชร์ข้อมูลกันระหว่างคอมพิวเตอร์ ทำอย่างไรให้ข้อมูลเปิดกว้างและเข้าถึงกันได้มากขึ้น ถูกลง และแชร์กันได้มากขึ้น”

 

หากมองย้อนกลับใน Web 2.0 จริงๆ แล้วเราเป็นเจ้าของคอนเทนต์ สาเหตุที่ทำให้เกิดการรวมศูนย์อย่าง Facebook, TikTok เพราะการเกิด Information Overload บริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยคัดกรองข้อมูลที่เราอยากจะดูมาให้ เป็นคุณค่าที่เขาให้เรา แล้วทำให้เขาได้รางวัลบางอย่างตอบแทน เช่น รายได้ มูลค่า

 

อีกหนึ่งมุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไปคือ การรวมศูนย์ช่วยขจัดปัญหาหลายเรื่อง เช่น การลดต้นทุน เพราะหากทุกคนต้องจัดการเนื้อหาของตัวเองอาจทำได้ยาก

 

“ในความเป็นจริงแล้วโลกของเรามีการกระจายศูนย์ (Decentralized) มานานแล้ว การที่แพลตฟอร์มอย่าง Facebook แบนเนื้อหาใด ผู้ใช้สามารถจะนำคอนเทนต์นั้นไปลงแพลตฟอร์มอื่นได้ แต่ปัญหาคืออาจจะไม่มีใครเห็น”

 

การที่ Web 3.0 เกิดขึ้นมาไม่ได้ช่วยป้องกันให้เราเป็นเจ้าของเนื้อหาที่ตัวเองสร้างขึ้น

 

“Decentralization ไม่ใช่การสร้างแพลตฟอร์มบางอย่างขึ้นมาอยู่ตรงกลาง แต่คือการแข่งขันที่ทำให้มีแพลตฟอร์มหลายๆ อัน และเราสามารถเลือกเองได้ว่าอยากจะไปอยู่บนแพลตฟอร์มไหน”

 

ณัฐย้ำกว่า นิยามของ Web 3.0 น่าจะเป็นเหมือนกับที่ Tim Berners-Lee บอกไว้ว่า Semantic Web คือการช่วยให้คนเป็นเจ้าของข้อมูลอย่างแท้จริง และเลือกนำข้อมูลนี้ไปใช้บนแพลตฟอร์มอื่นได้ มากกว่าที่จะเป็นลักษณะของ Read-Write-Own แบบที่หลายคนให้นิยามกันในเวลานี้

 

ขณะที่ สรวิศ ศรีนวกุล มองว่า Web 3.0 เป็นศัพท์ที่ถูกใช้ในเชิง Marketing Term หรือในแง่การตลาดค่อนข้างมาก จนเป็น Buzzword อยู่ ณ ตอนนี้

 

โดยส่วนตัวของสรวิศมองว่า Web 3.0 คือการกระจายศูนย์ (Decentralization) และการเชื่อมต่อระหว่างบุคคล (Peer to Peer) ทั้งยังมองว่า Web 3.0 มีอรรถประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายทั้งด้านความโปร่งใส (Transparency), การไม่สามารถแก้ไขภายหลังการสร้าง (Immutability) และการต้านความเปลี่ยนแปลง (Censorship Resistance)

 

ความแตกต่างของ Web 3.0 กับ Web 2.0 คือ ‘Ownership’ หรือ ‘ความเป็นเจ้าของ’ เนื่องจากว่าในยุคของ Web 2.0 บริษัทที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มมีอำนาจในตัวแพลตฟอร์มสูงมาก ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Twitter ที่ถูกสร้างมาเพื่อให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนเนื้อหาระหว่างกันได้ แต่ด้วยความผูกขาดอำนาจไว้กับแพลตฟอร์ม ทำให้บัญชีผู้ใช้งานของลูกค้าสามารถถูกแบนได้ อย่างบัญชีของ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เป็นต้น

 

“การมีอำนาจขนาดนี้นับว่าเป็นประเด็นที่ควรกังวล เนื่องจากผลกระทบในระยะยาวนั้นสามารถกำหนดทิศทางความคิดของคนได้เลยทีเดียว”

 

สรวิศยังได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ของตนเองว่า เขาเคยสร้างแอปพลิเคชันเกมบนแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถดาวน์โหลดผ่าน Playstore ของ Google จนติดท็อปฮิต และสร้างยอดขายมากมาย ทำให้เขาและเพื่อนๆ ลงทุนในเกมดังกล่าวเพิ่มเติม แต่ภายหลัง Google ได้ลบแอปพลิเคชันออกจาก Playstore โดยไม่บอกกล่าว ทั้งยังไม่สามารถต่อรองเงื่อนไขอะไรได้ ซึ่งในมุมมองของสรวิศนั้นดูไม่ยุติธรรม เพราะเขาและทีมงานมีต้นทุนในการสร้างแอปพลิเคชันดังกล่าว แต่หากเราดำเนินการแบบ Web 3.0 นั้น อำนาจจะไม่ถูกผูกไว้ที่คนใดคนหนึ่งอย่างที่เป็นดังกล่าว

 

อนาคตของ Web 3.0 หลังฟองสบู่คริปโตแตก

ณัฐกล่าวว่า ทุกครั้งที่มีความตื่นเต้น ความสนใจ หรือการให้ค่ากับบางอย่างมากเกินไป ทำให้คนที่อาจจะไม่ดี ไม่เก่ง ไม่มีประสบการณ์ สามารถทำอะไรก็ได้และกลายเป็นสิ่งที่ดูดี อย่างช่วงฟองสบู่ ICO ขนาดโปรเจกต์ที่บอกชัดเจนว่านี่คือเหรียญปลอมก็ยังสามารถขายได้

 

“แม้จะมีข้อดีคือโปรเจกต์ต่างๆ ระดมทุนได้ง่าย แต่เมื่อมันเลยความเหมาะสม ทำให้คนเปลี่ยนความรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นของปลอมไปเสียหมด แม้จะมีของจริงปนอยู่บ้าง”

 

ความแตกต่างระหว่างฟองสบู่ดอตคอมปี 2000 กับฟองสบู่คริปโต คือโปรเจกต์ดอตคอมมีการสกรีนมาแล้วระดับหนึ่งจากนักลงทุนอย่าง Venture Capital (VC) แต่กับโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับคริปโตหรือโทเคนในปัจจุบัน ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าไปลงทุนได้ตั้งแต่ต้น ถึงขนาดมีการวิเคราะห์ว่า ICO ที่ออกมานั้นกว่า 80% เป็นโปรเจกต์ที่หลอกลวงตั้งแต่ต้น

 

ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือ แม้ฟองสบู่ดอตคอมจะทำให้มูลค่าหายไป 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในเวลา 1-2 ปี แต่การระดมทุนในช่วงนั้นถูกนำไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับโลก แต่พอเป็นโลกของคริปโตเราไปลงทุนเกี่ยวกับบล็อกเชนเต็มไปหมด เมื่อฟองสบู่แตกออกเราเหลืออะไรบ้าง

 

“ในภาพจบ (ฟองสบู่คริปโต) ไม่ได้สร้างอะไรเหลือให้โลกใบนี้ นอกเหนือจากการพัฒนาของบล็อกเชน และการดึงคนทั่วไปให้เข้าไปเสี่ยงในธุรกิจที่ยังไม่ได้สร้างความชัดเจนว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ไหม ดึงคนมาพนันร่วมกัน ดึงคนมาเป็นหนูทดลองด้วยกัน แทนที่จะให้สิ่งเหล่านี้ถูกดำเนินการอยู่ใน Sandbox วันนี้กลายเป็นว่าโลกทั้งใบกลายเป็นจานทดลอง”

 

ในมุมของสรวิศมองว่า Web 3.0 มีการใช้งานอยู่ในขณะนี้แล้ว คือ Bitcoin ซึ่งเป็นตัวอย่างของ Peer to Peer ที่สามารถใช้เป็นสินทรัพย์ที่เก็บรักษามูลค่า (Store of Value) ทั้งยังมีความเป็น Decentralized อีกด้วย จากการที่สามารถส่งต่อระหว่างกันโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง หรืออย่าง Stablecoin (USDT) ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างนั้น แม้ในขณะนี้อาจจะยังไม่แพร่หลายเหมือนเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาเช่นกัน

 

แม้จะเกิดกรณี FTX แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตล่มสลาย แต่แพลตฟอร์มอย่าง UniSwap ซึ่งเป็น Decentralized Exchange หรือศูนย์แลกเปลี่ยนแบบไม่อาศัยตัวกลางกลับไม่ได้รับผลกระทบ มีแต่ Centralized Exchange หรือศูนย์การแลกเปลี่ยนคริปโตแบบอาศัยตัวกลางที่ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้คนตระหนักว่า ‘Not Your Key Not Your Coin’ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ช่วง 2-3 ปีนี้คนมั่นใจเกินไป

 

สรวิศกล่าวทิ้งท้ายว่า ใครก็ตามที่สนใจในคริปโตหรือบล็อกเชน ควรมีเหตุผลในการเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจนี้ จะในฐานะนักธุรกิจ ฝ่ายกำกับดูแล หรือเทรดเดอร์ ก็ควรรู้แน่ชัดว่าตนเองจะเข้ามาทำอะไร เพื่อจะได้รู้และปกป้องความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

 

ขณะที่มุขยาฉายภาพว่า ปัจจุบันเราได้ยินอยู่บ่อยครั้งว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ให้ความสนใจกับ Web 3.0 มากขึ้น แต่ความสำเร็จของ Web 3.0 หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่พัฒนาการของนวัตกรรมจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว

 

“คนมักจะพูดว่าตอนนี้ Web 3.0 เป็นเหมือนฟองสบู่ดอตคอม เพราะสิ่งที่เราคาดหวังเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงต่างกันมาก แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือมีคนเก่งๆ เข้ามาอยู่ในวงการ Web 3.0 มากขึ้น ซึ่งเป็นเหมือน Paradigm Shift”

 

อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงและมูลค่าของนวัตกรรมใหม่อย่าง Web 3.0 หรือคริปโต เป็นสิ่งที่ยากต่อการทำความเข้าใจ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมควรจะช่วยให้ความรู้และสร้างการรับรู้ให้คนหมู่มาก เพื่อป้องกันความเสียหายจากนวัตกรรมใหม่

 

พร้อมกันนี้หน่วยงานกำกับควรเข้ามามีบทบาทในการดูแลเรื่องการจัดการเงินทุนของลูกค้าที่ฝากไว้กับแพลตฟอร์มต่างๆ และกำกับดูแลเรื่องของการใช้อัตราทด (Leverage) ที่สูงมากเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถในด้านเทคโนโลยี

The post ถอดมุมมองต่อ Web 3.0 ผ่านเลนส์ของ ‘Regulator-Investor-Developer’ แท้จริงแล้วคืออะไร? appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ชมคลิป: การเมืองไทยปีหน้า เพื่อไทยชนะแน่ แต่อาจไม่ได้เป็นนายกฯ | THE STANDARD

3 hours 52 min ago

เวที THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว ดำเนินการเสาวนาโดย สรกล อดุลยานนท์ (หนุ่มเมืองจันท์) และ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ รวมวิเคราะห์การเมืองกับ รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มองการเมืองปีหน้าว่าพรรคไหนจะชนะการเลือกตั้ง และใครจะได้เป็นนายกฯ รวมถึงวิเคราะห์ว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลจะรวมกันจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

 

 

THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022

 

จับเทรนด์ เห็นอนาคต คว้าโอกาส ผู้นำกว่า 40 คน 15 เวที หาทางออกให้ประเทศไทย เสวนาเข้มข้นกับตัวจริงจากทุกวงการ เช่น ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ขัตติยา อินทรวิชัย, คมสันต์ ลี, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, เศรษฐา ทวีสิน, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, สมโภชน์ อาหุนัย, ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ แอนนา เสืองามเอี่ยม

 

RERUN TICKET รับชมย้อนหลัง 3 เดือนเต็ม รับชมทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2565 – 1 มีนาคม 2566

ดูรายละเอียดและซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ ThaiTicketMajor

The post ชมคลิป: การเมืองไทยปีหน้า เพื่อไทยชนะแน่ แต่อาจไม่ได้เป็นนายกฯ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ชัชชาติกางกลยุทธ์เมืองที่ต้องอยู่รอดในภาวะ ‘Talent War’ ชูแผนเมืองน่าอยู่ ดึงดูดคนเก่งเป็นทรัพยากรกรุงเทพฯ

5 hours 17 min ago

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) ที่ Crystal Design Center (CDC HALL) งาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ธีม ‘EDGE OF TOMORROW เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมบรรยายในหัวข้อ ‘METROPOLITAN ECONOMY บทบาทกรุงเทพฯ ต่อเศรษฐกิจไทย’

 

ชัชชาติกล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันเรากำลังเจอสงครามขนาดใหญ่ 1 เรื่อง ซึ่งกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง สงครามนี้ยังเกี่ยวข้องกับทุกคนด้วย ทั้งระดับเมืองอย่าง กทม. และภาพใหญ่ระดับประเทศเจอกับภาวะสงครามนี้แล้ว

 

อ้างอิงคำพูดจาก Alain Bertaud นักวิชาการอาวุโสเชี่ยวชาญด้านการวิจัยผังเมืองเคยกล่าวไว้ว่า Cities are primarily labor markets เมืองคือตลาดแรงงาน ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่หลายคนเลือกมาอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็เพราะมีงานรองรับ มีตลาดแรงงาน ฉะนั้นแล้วหัวใจของเมืองคือการสร้างงาน ถ้ามองย้อนกลับไปสมัยก่อนเจ้าของงานคือข้าราชการ การสร้างงานเกิดจากภายในเท่านั้น แต่ปัจจุบันงานเปลี่ยนไปอยู่กับเอกชนเป็นหลัก

 

ชัชชาติกล่าวต่อไปว่า หน้าที่ของ กทม. คือการช่วยเอกชนให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งดูแลคุณภาพชีวิตให้ดี สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสิ่งที่ตนมองว่าสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นให้เมืองสามารถก้าวเดินต่อไปได้

 

Talent War ที่เจอทุกวันนี้ เมื่อเมืองคือตลาดแรงงาน คนที่สร้างงานคือคนหรือบริษัทที่เก่ง ฉะนั้นอนาคตเมืองต้องแข่งกันสร้างคนเก่งและดึงคนเก่ง หากเมืองและประเทศไม่สามารถทำได้ คนเก่งหนีไปอยู่ที่อื่น สุดท้ายเราจะมีแต่งานที่คุณภาพไม่ดี อุตสาหกรรมที่ไม่ดี เมืองจะอยู่ไม่ได้

 

ชัชชาติกล่าวด้วยว่า สถานการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล อ้างอิงจากส่วนหนึ่งของอัตราการเกิดที่ลดลง เมื่อก่อนประเทศไทยอัตราการเกิดจำนวนปีละกว่าล้านคน แต่ทุกวันนี้เกิดไม่ถึง 5 แสนคน อนาคตจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องแข่งกันหาคนเก่ง เนื่องจากคนเก่งเป็นทรัพยากรที่จำกัด

 

สำหรับประเทศไทยเมื่อวัดจากประเทศอาเซียน 7 ประเทศ ภาวะน่ากลัวที่เราพบคือเด็กไทยที่เรียนจบอยากไปอยู่ต่างประเทศมากเป็นอันดับ 2 มีจำนวน 53% เด็กเหล่านี้ไม่อยากอยู่ที่ประเทศไทย รองจากประเทศฟิลิปปินส์ เพราะพวกเขาไม่เห็นความหวัง เด็กรุ่นใหม่ไม่เห็นอนาคต ขณะที่สิงคโปร์มีเพียง 34% เท่านั้นที่ไม่อยากอยู่ในประเทศตัวเอง แต่เกินครึ่งอยากอยู่ในประเทศตามเดิม ดังนั้นถ้าเมืองไม่มีแผนรองรับจะอยู่ยาก

 

ขณะที่หลายประเทศมีรูปแบบวีซ่าที่พร้อมดึงดูดพลเมืองเข้าไปทำงานในประเทศของตนเอง เช่น ประเทศสิงคโปร์ให้วีซ่าประเภท Overseas Networks & Expertise Pass (One Pass) ระยะเวลา 5 ปี, ประเทศอังกฤษให้วีซ่าประเภท High Potential Individual Visa (HPI) ระยะเวลา 2 ปี (เปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงานระยะยาว) และประเทศญี่ปุ่นให้วีซ่าประเภท High End Talent Visa ไม่จำกัดระยะเวลา ทุกคนแข่งขันกันดึงดูดคนเก่ง

 

ชัชชาติยังได้กล่าวถึงประโยคหนึ่งของ Edward Glaeser จากหนังสือ Triumph of the City ระบุไว้ว่า “To thrive, cities must attract smart people and enable them to work collaboratively.” ซึ่งแปลได้ว่า เมืองที่ดี อนาคตต้องสามารถดึงดูดคนเก่ง ซึ่งเราสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ แต่ถ้าให้คนเก่งมาอยู่เป็นปีได้ไหม เรื่องนี้เป็นคำถาม

 

ทั้งนี้ เราสามารถจะเอาชนะ Talent War ครั้งนี้ได้หรือไม่ ชัชชาติกล่าวว่า เรามีโอกาสแพ้ เพราะต้องยอมรับว่าเรามีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง แต่ปัจจัยที่จะช่วยให้เราชนะคือเรื่อง Social Contract ในที่นี้ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย รัฐบาล แต่เป็นเรื่องของพันธสัญญาในสังคม

 

ชัชชาติยังได้กล่าวถึงเรื่องแรกที่ต้องพิจารณาคือแนวคิด ‘เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน’ โดยกล่าวว่า “เมืองเรามี Soft Power มหาศาล แต่ความน่าอยู่ยังไม่ค่อยน่าอยู่ เราไม่ต้องการเป็น Smart City เมืองฉลาด อัจฉริยะ เราไม่ต้องการขนาดนั้น เราฉลาดประมาณนี้พอ แต่ขอให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน เรื่องนี้ กทม. มีส่วนที่ต้องดูแล”

 

ประโยคนี้ทรงพลัง ถ้าทำได้เราจะชนะ Talent War ขอให้เมืองเราน่าอยู่สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน รปภ. วีลแชร์ คนมีเงิน คนไม่มีเงิน ให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคนได้ อันนี้คือพลัง ตัวอย่างหนึ่งของการปรับปรุงเมือง เช่น การทำสวนสุนัขภายในสวนเบญจกิติใช้เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ เนื่องจากสวนสุนัขในเมืองไม่ค่อยมี หลายคนที่เลี้ยงสุนัขในเมืองไม่มีพื้นที่ ย้อนกลับไป 2 วันแรกที่เปิด มีสุนัขเข้ามา 1,460 ตัว แต่ประชาชนประมาณ 5,000 คน

 

ในเรื่องนี้ช่วงแรกที่ทำชัชชาติยอมรับว่าไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับ Talent War เพราะเป็นการทำแบบไม่ต้องใช้งบประมาณ ต่อมาเมื่อได้ไปพูดคุยในงาน ‘American Chamber E-Commerce’ เมื่อพูดจบมีผู้บริหารจากบริษัทในสหรัฐอเมริกาเข้ามาพูดคุยและบอกกับตนว่า “Thank you for the dog park” ผู้บริหารท่านนั้นบอกว่าแม้ตัวเขาจะไม่มีสุนัข แต่เขามีวิศวกรที่เก่งที่สุดของญี่ปุ่นสองคนที่สุดท้ายตัดสินใจยอมมาเมืองไทยเพราะมีสวนสำหรับสุนัขที่เขารักเหมือนลูก

 

ชัชชาติกล่าวอีกว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งว่า Talent หรือคนเก่ง การที่จะไปทำงานที่ไหนเขาย่อมพิจารณาถึงคุณภาพชีวิตที่เขาจะได้รับ เรื่องที่มองว่าเล็กแค่นี้แต่มีมิติที่เราสามารถดึงคนเก่งเข้ามาสร้างงาน สร้างธุรกิจ เป็นไปได้เพียงเราปรับมุมมองของเมือง

The post ชัชชาติกางกลยุทธ์เมืองที่ต้องอยู่รอดในภาวะ ‘Talent War’ ชูแผนเมืองน่าอยู่ ดึงดูดคนเก่งเป็นทรัพยากรกรุงเทพฯ appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

เหลนของเจียงไคเชก คว้าชัยเลือกตั้งนายกเทศมนตรีไทเป

5 hours 22 min ago

เจี่ยงว่านอัน เหลนของเจียงไคเชก (เจี่ยงเจี้ยสือ) ผู้ก่อตั้งไต้หวัน ประกาศชัยชนะในการแข่งขันชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีไทเป เมืองหลวงของไต้หวัน นับเป็นชัยชนะที่สำคัญสำหรับพรรคก๊กมินตั๋ง (กั๋วหมินตั่ง / KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ในขณะที่พรรคหมินจิ้นตั่ง (เดโมเครติกโปรเกรสซิฟ / DPP) ของไช่อิงเหวิน ประสบความพ่ายแพ้อย่างราบคาบในการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วทั้งเกาะไต้หวัน โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าอาจเป็นตัวชี้วัดผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันคนใหม่ในอีกไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้า

 

“ทุกคน เราทำสำเร็จแล้ว” เขากล่าวสั้นๆ กับฝูงชนหลายพันคนนอกสำนักงานหาเสียงของเขาในคืนวันเสาร์ โดยชัยชนะครั้งนี้จะทำให้เจี่ยงว่านอันกลายเป็นนายกเทศมนตรีอายุน้อยที่สุดของไทเป ในวัย 43 ปี

 

คณะกรรมการการเลือกตั้งกลางเปิดเผยว่า พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) คว้าชัยใน 13 เมือง จาก 21 เมืองและเขต ในขณะที่พรรคหมินจิ้นตั่ง (DPP) สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้เพียง 5 เมืองทางตอนใต้ของเกาะ ซึ่งน้อยที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคในปี 1986 ขณะที่ข้อมูลบนเว็บไซต์การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการระบุด้วยว่า ผู้สมัครจากพรรค KMT ได้รับคะแนนเสียง 50% เทียบกับ DPP ที่ได้ไป 41.6% ขณะที่นับคะแนนไปแล้ว 11.39 ล้านคะแนน ณ เวลา 23.53 น. ตามเวลาไทเป 

 

ความพ่ายแพ้อย่างหมดท่าของพรรค DPP ทำให้ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อแสดงความรับผิดชอบ โดยเธอกล่าวว่า “เมื่อผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ เราก็จำเป็นต้องย้อนกลับมามองตัวเองในหลายด้าน”

 

การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบที่สำคัญครั้งสุดท้ายของพรรค DPP และไช่อิงเหวิน ก่อนที่การดำรงตำแหน่งในสมัยที่สอง ซึ่งเป็นวาระสุดท้ายของเธอจะสิ้นสุดลง และชาวไต้หวันจะเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ในช่วงต้นปี 2024 ด้านพรรค KMT หรือพรรคชาตินิยม หวังว่าการได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งท้องถิ่นจะช่วยให้พรรคกลับมาผงาดอีกครั้ง หลังจากพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสองสมัยติดต่อกันเมื่อปี 2016 และ 2020

 

ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากวอชิงตันและปักกิ่ง เนื่องจากการขึ้นสู่อำนาจของ DPP เมื่อหกปีก่อนส่งผลให้จีนตัดการสื่อสารกับไต้หวัน และเพิ่มแรงกดดันทางการทูตและการทหารบนเกาะแห่งนี้ ขณะที่พรรค KMT ซึ่งสนับสนุนการรวมชาติกับจีน เคยขยายความสัมพันธ์ครั้งประวัติศาสตร์กับปักกิ่งเมื่อครั้งที่พรรคเป็นฝ่ายรัฐบาล โดยมีการผ่อนคลายการเดินทาง การค้า และการลงทุนข้ามช่องแคบไต้หวัน

 

จางเติ้งจือ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งในวันเสาร์นับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของพรรค KMT เนื่องจากชัยชนะที่ถล่มทลายจะเป็นผลดีต่อ อีริก จู หัวหน้าพรรค KMT และโหวหยูอี้ นายกเทศมนตรีนิวไทเป ในการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

 

อาร์เธอร์ หวัง เลขาธิการสมาคม Asia-Pacific Elite Interchange Association แสดงความเห็นในทำนองเดียวกันว่า “อีริก จู จะได้รับเครดิตสำหรับชัยชนะครั้งนี้ และจะทำให้เขาเหมาะสมที่จะเป็นผู้แทนพรรคในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม นายกเทศมนตรีเมืองนิวไทเปอย่าง โหวหยูอี้ ก็เป็นที่ชื่นชอบของพรรคมานาน และได้รับการหมายตาว่าจะเป็นผู้แทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของพรรค แต่จะเป็นใครในสองคนนี้ยังบอกไม่ได้”

 

สำหรับเจี่ยงว่านอันนั้นเป็นเหลนของเจียงไคเชก ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของไต้หวัน หลังจากต่อสู้และพ่ายแพ้สงครามกลางเมืองให้กับคอมมิวนิสต์ของเหมาเจ๋อตง นอกจากนี้ เจียงไคเชกยังเป็นที่จดจำของชาวไต้หวันจำนวนมากจากเหตุการณ์ 28 กุมภาพันธ์ 1947 ซึ่งกองกำลังชาตินิยมของเจียงปราบปรามพลเรือนที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล โดยไต้หวันกำหนดให้วันที่ 28 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันหยุดราชการ เพื่อรำลึกถึงประชาชนนับพันที่ถูกสังหารในเหตุการณ์ดังกล่าว

 

ภาพ: Louise Delmotte / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เหลนของเจียงไคเชก คว้าชัยเลือกตั้งนายกเทศมนตรีไทเป appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ชมคลิป: FTX ล่มสลาย WEB3 ไปต่อได้หรือไม่ | THE STANDARD

5 hours 29 min ago

ในช่วงที่ผ่านมา WEB3 ถูกคาดการณ์ว่าจะเปลี่ยนโฉมการใช้อินเทอร์เน็ตไป โดยสิ้นเชิง ด้วยระบบบล็อกเชนที่กระจายศูนย์ไร้ตัวกลาง ผู้ใช้งานจึงสามารถจัดการข้อมูลของตัวเองได้สมบูรณ์ และมีความปลอดภัยมากขึ้น

 

ทว่าการล้มเป็นโดมิโนที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมบล็อกเชน ทั้ง Terra และ FTX ทำให้แนวคิด WEB3 ถูกตั้งคำถามว่า การล้มครั้งนี้จะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่เหมือนฟองสบู่ Dot-Com หรือจะหายไปจากสารระบบ และสุดท้าย WEB3 จะไปต่ออย่างไร พบการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเข้มข้นจากหลากมุมมองบนเวที WEB3: REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง? ร่วมเสวนาโดย ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, มุขยา พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด และ สรวิศ ศรีนวกุล ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งโปรเจกต์ Band Protocol

 

 

THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 จับเทรนด์ เห็นอนาคต คว้าโอกาส ผู้นำกว่า 40 คน 15 เวที หาทางออกให้ประเทศไทย เสวนาเข้มข้นกับตัวจริงจากทุกวงการ เช่น ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ขัตติยา อินทรวิชัย, คมสันต์ ลี, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, เศรษฐา ทวีสิน, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, สมโภชน์ อาหุนัย, ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ แอนนา เสืองามเอี่ยม

 

RERUN TICKET รับชมย้อนหลัง 3 เดือนเต็ม รับชมทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2565 – 1 มีนาคม 2566

ดูรายละเอียดและซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ ThaiTicketMajor

The post ชมคลิป: FTX ล่มสลาย WEB3 ไปต่อได้หรือไม่ | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

Sulwhasoo จับมือศิลปินไทยแนวอิมเพรสชันนิสม์ give.me.museums ออกแบบลวดลายต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข

5 hours 33 min ago

แบรนด์ Sulwhasoo จับมือกับศิลปินไทยแนวอิมเพรสชันนิสม์ give.me.museums ออกแบบลวดลายต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขด้วยสีสันใหม่ และแฝงความหมายที่ลึกซึ้งของการเตรียมตัวเริ่มต้นครั้งสำคัญอีกครั้ง โดย give.me.museums เป็นเจ้าของผลงานภาพวาดดอกไม้ ทุ่งหญ้า และป่าเขาสีสันสดใส ซึ่งบัดนี้ได้กลายมาเป็นลวดลายสุดเอ็กซ์คลูซีฟของคอลเล็กชันของขวัญที่น่ารักสดใส

 

ออย-คนธรัตน์ เตชะไตรศร หรือศิลปิน give.me.museums ได้อธิบายถึงการตีความของภาพวาดที่ออกแบบให้กับ Sulwhasoo ว่า เธอเน้นถึงสีส้ม (ซึ่งเป็นสีใหม่ของแบรนด์) ผสานความเป็นธรรมชาติที่สื่อถึงการเร่ิมต้นใหม่ แรงบันดาลใจครั้งนี้มาจากการที่นึกถึงช่วงเวลาปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นใหม่ จึงเป็นโอกาสดีที่แฟนๆ ของแบรนด์จะได้มอบคำอวยพรผ่านความงามตามธรรมชาติ โดยเลือกใช้องค์ประกอบในภาพคือดอกเดซี่ ที่สื่อถึงดวงอาทิตย์ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่ที่มอบความอบอุ่นและความหวังให้กับผู้คน ส่วนผีเสื้อที่บินอยู่ในลวดลายการออกแบบครั้งนี้ก็สื่อถึงความสุขและความปีติยินดี เป็นการส่งต่อพลังบวกที่ไม่สิ้นสุดให้กับผู้คนนั่นเอง

 

ลวดลายที่ออกแบบโดย give.me.museums ครั้งนี้ได้กลายมาเป็นลวดลายบนกระเป๋าแคนวาสสีสันสวยงาม ซึ่งเป็นสีซิกเนเจอร์นิยามใหม่ของ Sulwhasoo และเปรียบเสมือนของขวัญแทนใจเมื่อแฟนๆ ซื้อผลิตภัณฑ์ครบ 3,500 บาท จะได้รับเพิ่ม Floral Tote Bag มูลค่า 990 บาท พร้อมกับของแถมพิเศษอีก 9 ชิ้น ประกอบด้วย Essential Kit 4 ไอเท็ม และ Signature Kit 5 ไอเท็ม มูลค่ารวม 3,310 บาท โดยของแถมสุดพิเศษและกระเป๋านี้จะได้รับเมื่อสั่งซื้อผ่าน Sulwhasoo Line Shopping เท่านั้น ตั้งแต่ 1-31 ธันวาคม 2565 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

 

ภาพ: Sulwhasoo

The post Sulwhasoo จับมือศิลปินไทยแนวอิมเพรสชันนิสม์ give.me.museums ออกแบบลวดลายต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

Pages