ThaiPublica

Subscribe to ThaiPublica feed ThaiPublica
กล้าพูดความจริง
Updated: 11 min 21 sec ago

ASEAN Roundup VinFast เวียดนามส่งรถ EV ล็อตแรกไปตลาดต่างประเทศ

5 hours 53 min ago

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 20-26 พฤศจิกายน 2565

  • VinFast เวียดนามส่งรถ EV ล็อตแรกไปตลาดต่างประเทศ
  • อุปทานข้าวตึงตัวในเอเชียดันราคาข้าวเวียดนามสูงสุดรอบ 16 เดือน
  • FTA กัมพูชา-เกาหลีใต้มีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคมนี้
  • กัมพูชา-ลาวลงนามข้อตกลงการโอนเงิน-ชำระเงินข้ามแดน
  • รัฐบาลทหารเมียนมาระงับโครงการพัฒนาเพราะขาดเงินกู้และเงินช่วยเหลือ
  • ANZ ธนาคารต่างชาติรายแรกถอนตัวจากเมียนมา
  • VinFast เวียดนามส่งรถ EV ล็อตแรกไปตลาดต่างประเทศ

    ที่มาภาพ: https://vinfastauto.us/newsroom/press-release/vinfast-exports-the-first-batch-of-electric-vehicles
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 บริษัท VinFast ได้ทำพิธีส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะล็อตแรก รุ่น VF 8 จำนวน 999 คันไปยังตลาดต่างประเทศ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ของเวียดนาม จากการที่รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์เวียดนามได้เข้าสู่ตลาดโลกอย่างเป็นทางการ

    รถยนต์รุ่น VF 8 จำนวน 999 คันล็อตแรกได้ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาแล้ว ด้วยการขนส่งโดยเรือ Silver Queen ซึ่งเป็นเรือเช่าเหมาลำสัญชาติปานามา และคาดว่าจะถึงท่าเรือแคลิฟอร์เนีย (สหรัฐอเมริกา) ประมาณ 20 วันหลังจากออกจากท่าเรือ MPC ในเมืองไฮฟอง ประเทศเวียดนาม ลูกค้า VinFast รายแรกในสหรัฐอเมริกาจะได้รับรถภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2565

    การส่งออกระหว่างประเทศครั้งนี้เป็นล็อตแรกจากคำสั่งซื้อทั่วโลกจำนวน 65,000 คันสำหรับรุ่น VF 8 และ VF 9 ของ VinFast และหลังจากส่งออกรถยนต์ล็อตแรกนี้ไปยังตลาดอเมริกา VinFast จะส่งออก VF 8 ไปยังแคนาดาและยุโรป เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าในต้นปี 2566

    ส่วน VF 9 ล็อตแรกจะส่งมอบให้กับลูกค้าในเวียดนามและตลาดต่างประเทศในไตรมาสแรกของปี 2566

    ในพิธี นาย Nguyen Viet Quang รองประธานและซีอีโอของ Vingroup กล่าวว่า “การส่งออก VF 8 รุ่นแรกเป็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับ VinFast และ Vingroup และเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์เวียดนาม เป็นการยืนยันว่าเวียดนามประสบความสำเร็จ ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามาตรฐานคุณภาพสูง ที่พร้อมแข่งขันในตลาดต่างประเทศ เราหวังว่าเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะของ Vinfast ออกสู่ท้องถนนทั่วโลก ก็จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของเวียดนามยุคใหม่ที่ไม่หยุดนิ่งและก้าวหน้าต่อผู้คนทั่วโลก”

    ด้วยการออกแบบที่หรูหรา เทคโนโลยีอัจฉริยะขั้นสูงแบบบูรณาการ ราคาที่จับต้องได้ และนโยบายหลังการขายที่ดีที่สุดในระดับเดียวกัน ทำให้ VF 8 และ VF 9 เป็นรถ SUV ไฟฟ้าระดับพรีเมียมของ VinFast ในเซ็กเมนต์ D และ E

    นอกจากลูกค้าบุคคลแล้ว VinFast ยังได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากบริษัทให้บริการรถ(fleet companies)อีกด้วย ที่งาน Los Angeles Auto Show 2022 ช่วงวันที่ 17-28 พฤศจิกายน 2022 VinFast ได้มีคำสั่งซื้อใหม่ที่ลงนามกับ Autonomy ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการรถยนต์แบบสมาชิกรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

    นอกจากโมเดล VF 8 และ VF 9 แล้ว กลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะของ VinFast ยังประกอบด้วย VF 5, VF 6 และ VF 7 ในเซกเมนต์ A, B และ C ตามลำดับ VinFast คาดว่าจะเปิดจอง VF 5, VF 6 และ VF 7 ในเร็วๆ นี้ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าทั่วโลก

    การส่งออก VF 8 ชุดแรกที่ผลิตในเวียดนามได้เปิดศักราชใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ นอกเหนือจากการตอกย้ำขีดความสามารถของเวียดนามแล้ว การส่งออกรายใหญ่ยังทำให้ความมุ่งมั่นของประเทศที่ต้องการเป็นเจ้าแห่งการผลิตยานยนต์ซึ่งสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนเป็นจริง และมีส่วนช่วยในการยกระดับสถานะของประเทศในเวทีโลก

    อุปทานข้าวตึงตัวในเอเชียดันราคาข้าวเวียดนามสูงสุดรอบ 16 เดือน

    ที่มาภาพ: https://interaksyon.philstar.com/politics-issues/2021/11/24/205243/philippines-temporarily-limits-rice-imports-from-vietnam/
    ราคาข้าวส่งออกจากเวียดนามแตะระดับสูงสุด นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ในสัปดาห์นี้ โดยผู้ค้าคาดว่าอุปทานจะลดลงรวมถึงความต้องการธัญพืชที่เพิ่มขึ้นจะหนุนราคาให้อยู่ระดับสูงจนถึงสิ้นปี

    ข้าวหัก 5% ของเวียดนาม เสนอขายแบบ FOB(Free on Board) ในราคา 438 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับช่วง 425-430 ดอลลาร์ในสัปดาห์ที่แล้ว

    “ราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้เกิดจากอุปทานที่ตึงตัวจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง” ผู้ค้าในจังหวัดอานซางของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงกล่าว และว่า ในระดับปัจจุบัน “ราคาข้าวเวียดนามตอนนี้สูงกว่าประเทศผู้ส่งออกรายอื่นๆ “.

    ราคาจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงสิ้นเดือนธันวาคมเนื่องจากสต็อกที่ลดลงและอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากจีนและประเทศในยุโรป ผู้ค้าบางรายกล่าว

    ด้านข้าวนึ่งหัก 5% ของอินเดียราคาไม่เปลี่ยนแปลงที่ 373-378 ดอลลาร์ต่อตัน เพราะอุปสงค์จากประเทศผู้นำเข้ายังมีมาก

    “ราคาข้าวกำลังขยับสูงขึ้นในประเทศผู้ส่งออกรายอื่นๆ ข้าวอินเดียมีราคาถูกแม้ว่าจะเสียภาษีส่งออกแล้วก็ตาม” ผู้ส่งออกที่อยู่ในเมืองคากินาดา รัฐอานธรประเทศ ทางตอนใต้ของอินเดีย กล่าว

    ผู้ส่งออกมีปริมาณข้าวจำกัด เนื่องจากรัฐบาลอินเดียได้ซื้อข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่จากชาวนาอย่างจริงจัง ผู้ส่งออกกล่าว

    อินเดียได้ปรับราคารับซื้อข้าวเปลือกนาปีพันธุ์ใหม่จากเกษตรกรในท้องถิ่น 5.2% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 ปี

    ราคาภายในประเทศในบังกลาเทศ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นแม้ว่าจะมีความพยายามดึงราคาลงหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงการอนุญาตการนำเข้าและการลดภาษี ผู้ค้ากล่าว

    กระทรวงเกษตรของสหรัฐคาดการณ์ว่าผลผลิตของบังกลาเทศจะลดลง 1% จากปีที่แล้วเป็น 35.6 ล้านตันในปีการตลาด 2565-2566 เนื่องจากน้ำท่วม บังคลาเทศ ซึ่งแต่เดิมเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่อันดับสามของโลก มักจะนำเข้าเพื่อจัดการกับปัญหาการขาดแคลนที่เกิดจากภัยธรรมชาติ

    ราคาข้าวหัก 5% ของไทยอยู่ที่ 419-425 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับ 410-425 ดอลลาร์ในสัปดาห์ที่แล้ว

    ผู้ค้ากล่าวว่าความผันผวนของราคาเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยน ในขณะที่อุปสงค์ในต่างประเทศยังคงที่ และไม่มีข้อตกลงสำคัญเกิดขึ้น

    “ได้มีการทำข้อตกลงบ้าง ในขณะที่ผู้นำเข้าหลายรายกำลังกักตุนไว้สำหรับคำสั่งซื้อในอนาคต” ผู้ค้ารายหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าว

    FTA กัมพูชา-เกาหลีใต้มีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคมนี้

    ที่มาภาพ: https://www.khmertimeskh.com/501162478/cambodia-korea-fta-to-come-into-force-from-december-1/
    กระทรวงพาณิชย์แถลงว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรีกัมพูชา-เกาหลี (CKFTA) จะมีผลบังคับใช้ในต้นเดือนธันวาคม ข้อตกลง FTA มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณการค้าและขยายการลงทุนระหว่างกัมพูชาและเกาหลี

    นายพาน สอระสัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับผลกระทบของ CKFTA ต่อการส่งออก ว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการส่งออก เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถกระตุ้นการส่งออกและได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ CKFTA โดยเฉพาะการใช้ การรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าตาม CKFTA

    นอกจากนี้ยังกล่าวว่า ข้อตกลง CKFTA จะเป็นส่วนเสริมกับข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลีที่มีอยู่และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ภายใต้ข้อตกลง CKFTA กัมพูชายังได้เปิดตลาดโดยลดภาษีศุลกากร 89.09% ขณะที่ฝ่ายเกาหลีเปิดตลาดโดยลดภาษีศุลกากร 95.03% และกัมพูชาจะสามารถส่งออกสินค้าในอัตราภาษีเป็นศูนย์ทันทีหลังจากการยกเลิกอัตราภาษีศุลกากร 92.37% มีผลใช้บังคับ

    รัฐมนตรีมองว่าเมื่อ CKFTA มีผลบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้ จะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างสองประเทศและสร้างโอกาสในการส่งออกมากขึ้น

    รายงานกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 ปริมาณการค้าระหว่างกัมพูชาและเกาหลีใต้มีมูลค่ามากกว่า 600 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2564

    รายงานระบุว่า กัมพูชาส่งออกสินค้ามูลค่า 175 ล้านดอลลาร์ไปยังเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 21% และนำเข้าสินค้ามูลค่า 426 ล้านดอลลาร์จากเกาหลีใต้ ลดลง 3%

    ในการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียนในกัมพูชา ประธานาธิบดี ยุน ซุก ยอล ของเกาหลีใต้ กล่าวชื่นชมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองประเทศ และกล่าวว่า CKFTA จะช่วยส่งเสริมปริมาณการค้า โดยเฉพาะการลงทุนของเกาหลีใต้ในกัมพูชา

    ในการประชุม นายกรัฐมนตรีฮุน เซน กล่าวถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นอันดับสองในกลุ่มหุ้นส่วนการลงทุนรายใหญ่ของกัมพูชา

    สมเด็จฮุน เซน ขอให้ประธานาธิบดียุนสนับสนุนให้นักลงทุนเกาหลีลงทุนในกัมพูชามากขึ้น หลังจากที่ CKFTA มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์
    ฮุน เซน ริเริ่มแนวคิดที่จะจัดทำ CKFTA ระหว่างการเยือนเกาหลีใต้ในสมัยอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ มูน แจ-อิน ในเดือนมีนาคม 2562

    CKFTA ได้มีการลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2564 และข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2565

    ภายใต้ข้อตกลงนี้ รัฐบาลกัมพูชาคาดว่าการส่งออกและนำเข้าระหว่างสองประเทศจะเพิ่มขึ้นและจะช่วยในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และช่วยบรรเทาผลจากเงินเฟ้อและปัญหาทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เกิดจากสงครามรัสเซียกับยูเครน

    กัมพูชา-ลาวลงนามข้อตกลงการโอนเงิน-ชำระเงินข้ามแดน นายเจีย จันโท ผู้ว่าการ ธนาคารกลางกัมพูชา ที่มาภาพ: https://www.khmertimeskh.com/501190181/cambodia-laos-ink-deal-for-cross-border-payment-transfers/

    ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) และธนาคารแห่ง สปป.ลาว ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการเงินระดับทวิภาคีและระบบการชำระเงิน เพื่อเชื่อมโยงด้านการธนาคารระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อตอบสนองต่อการชำระเงิน การโอนเงินข้ามพรมแดนที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน

    นายเจีย จันโท ผู้ว่าการธนาคารกลางกัมพูชา และนายบุนเหลือ สินไซยวอละวง ผู้ว่าการธนาคารแห่งสปป.ลาว ได้ลงนามใน MoU เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระดับธนาคารกลาง ทั้งนี้กัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทวิภาคีประจำปี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสองแห่งเข้าร่วม

    “การเชื่อมโยงนี้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักธุรกิจ นักลงทุน นักท่องเที่ยว และคนงาน โดยเฉพาะในการให้บริการทางการเงินในระบบที่ง่าย รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และปลอดภัย เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ” แถลงการณ์ระบุ

    นายอิน จันนี ประธานและกรรมการผู้จัดการกลุ่มของ Acleda Bank Plc ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกของกัมพูชากล่าวว่า ธนาคารได้รับมอบหมายจากธนาคารกลางกัมพูชาและธนาคารแห่งสปป.ลาว ให้พัฒนาระบบการชำระเงินและโอนเงินข้ามพรมแดนระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ลงนามในบันทึกความเข้าใจ

    ธนาคารกลางทั้งสองประเทศได้เลือก Acleda Bank Plc เป็นธนาคารเพื่อการชำระบัญชี(settlement bank) เนื่องจากธนาคารได้พัฒนาระบบดังกล่าวแล้วสำหรับการชำระเงินข้ามประเทศระหว่างกัมพูชาและไทย โดยการเชื่อมต่อระบบบากอง(Bakong)ของกัมพูชากับระบบพร้อมเพย์ของไทย

    ธนาคารและเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางลาวได้ร่วมกันหารือมาแล้วสองครั้ง

    “แม้ปริมาณการค้าหรือปริมาณการชำระเงินระหว่างสองประเทศจะยังไม่มาก แต่ก็ต้องมีระบบรองรับ… ผ่านการให้บริการชำระเงินข้ามพรมแดนและโอนเงินกับธนาคารในลาว ขณะที่ Acleda Bank Lao Ltd (ABL) เป็น settlement bank ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ”

    ธนาคารกลางกัมพูชาได้แจ้ง Acleda Bank Plc ในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นตัวแทนของระบบธนาคารทั้งหมดในกัมพูชาผ่านระบบบากอง (Bakong) ถึงการเลือกธนาคารในเดือนกันยายนปีนี้ ก่อนที่ธนาคารแห่งสปป.ลาวจะแจ้งให้ Acleda Bank Lao Ltd (ABL) ธนาคารในเครือ Acleda Bank Plc ให้เป็นตัวแทนของระบบธนาคารทั้งหมดของลาว ผ่านระบบแห่งชาติของลาวที่เรียกว่า Lap Net ในปลายเดือนตุลาคมปีนี้

    นายจันนีอธิบายว่า ระบบทวิภาคีจะได้รับการพัฒนาโดยเชื่อมต่อ Bakong ของกัมพูชาที่ปัจจุบันมีธนาคารและสถาบันการเงินประมาณ 40 แห่งเป็นสมาชิกในประเทศเข้ากับ Lap Net ของลาว ซึ่งมีธนาคารและสถาบันการเงินประมาณ 30 แห่งเป็นสมาชิกในลาว

    Acleda Bank Plc ซึ่งได้รับมอบหมายจากธนาคารกลางของกัมพูชา จะพัฒนา QR Code สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนลาวและเวียดนาม ในขณะที่ QR Code ของธนาคารได้นำมาใช้ในการโอนเงิน การชำระเงินข้ามแดนกับประเทศไทยแล้วตั้งแต่เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

    นายจันนีกล่าวว่า การชำระเงินและการโอนเงินข้ามพรมแดนจะได้รับการพัฒนาผ่าน สมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) Acleda Bank Plc จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กัมพูชาในเดือนพฤษภาคม 2563

    ปัจจุบัน Acleda Bank Plc ไม่เพียงแต่พัฒนาเทคโนโลยีการธนาคารและการเงินของตนเองเพื่อให้บริการลูกค้าเท่านั้น แต่ยังทำงานร่วมกับธนาคารกลางกัมพูชาและหน่วยงานรัฐบาลอื่น ๆ เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินแบบดิจิทัลเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน เนื่องจากมีความพร้อมทั้งระบบและความเชี่ยวชาญ

    “เรามีทีมวิศวกรภายในองค์กรที่ทำงานร่วมกับทีมของธนาคารกลาง นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราสามารถเปิดตัว QR ของประเทศได้ และเราจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อทำงานแรกให้สำเร็จ สำหรับภารกิจที่สอง เราจะพัฒนาการชำระเงินข้ามพรมแดนในแต่ละประเทศจาก 10 ประเทศในอาเซียน” นายจันนีกล่าวโดยอ้างถึง QR Code ที่พัฒนาขึ้นเพื่อ KHQR และเปิดตัวโดยธนาคารกลางกัมพูชา

    รัฐบาลทหารเมียนมาระงับโครงการพัฒนาเพราะขาดเงินกู้และเงินช่วยเหลือ

    โฆษกกองทัพเมียนมา นายพลจัตวา ซอว์ มิน ตุน ในการแถลงข่าวที่พิพิธภัณฑ์การทหารใน เนปิดอว์ เมียนมา 26 มกราคม 2021 ที่มาภาพ:https://www.mizzima.com/article/myanmar-junta-suspends-development-projects-due-lack-loans-and-grants

    พล.จัตวา ซอว์ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารพม่า เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องระงับโครงการพัฒนาต่างๆ เนื่องจากไม่ได้รับเงินกู้จากต่างประเทศก้อนใหม่ นับตั้งแต่เข้ายึดอำนาจในการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564

    “ตามกฎของรัฐบาลของเรา เราไม่รับเงินกู้ใหม่” เขากล่าว

    นอกจากนี้ยังกล่าวว่า รัฐบาลทหารดำเนินงานด้านการพัฒนาในประเทศโดยไม่ได้รับเงินกู้และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ในขณะที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ ได้รับเงินกู้ระหว่างประเทศ และความช่วยเหลือด้านการพัฒนาซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ

    แต่แม้ว่ารัฐบาลทหารจะไม่ได้กู้เงินก้อนใหม่ แต่ได้ชำระคืนเงินกู้เพื่อการพัฒนาที่กู้โดยรัฐบาลชุดก่อนๆ

    ซอว์ มิน ตุน กล่าวว่า “รัฐบาลของเรามีหน้าที่รับผิดชอบในการชำระคืนเงินกู้เหล่านี้และดอกเบี้ยจากเงินกู้เหล่านี้” โดยอ้างว่ารัฐบาลทหารได้ชำระคืนเงินกู้ไปแล้ว 1.495 พันล้านเหรียญสหรัฐ

    ANZ ธนาคารต่างชาติรายแรกถอนตัวจากเมียนมา ที่มาภาพ: https://www.mizzima.com/article/anz-will-become-first-international-bank-withdraw-myanmar

    Australia and New Zealand Banking Group Limited (ANZ) ประกาศว่า จะถอนตัวออกจากเมียนมาภายในต้นปี 2566 ซึ่งจะเป็นธนาคารข้ามชาติแห่งแรกที่ถอนตัวออกจากพม่า

    การถอนตัวเกิดขึ้นหลังเมียนมาถูกขึ้นบัญชีดำของพม่าในเดือนตุลาคม 2565 โดย Financial Action Task Force (FATF) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังการฟอกเงินและการเงินของผู้ก่อการร้ายระดับโลก

    ในแถลงการณ์ ANZ กล่าวว่า “เนื่องจากความซับซ้อนในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ธนาคารได้ทำงานร่วมกับลูกค้าสถาบันเพื่อเปลี่ยนไปใช้การจัดการธนาคารทางเลือก “

    ไซมอน ไอร์แลนด์ ผู้บริหาร ANZ กล่าวว่า “การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นจากการพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับสภาพการดำเนินงานในท้องถิ่น เราขอขอบคุณทีมงานที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อสนับสนุนลูกค้าของเราในช่วงเวลานี้

    “เครือข่ายระหว่างประเทศของเราและการสนับสนุนการค้าและกระแสเงินทุนของลูกค้าทั่วภูมิภาคเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ของเรา และจะดำเนินต่อไปในระยะยาว” นายไอร์แลนด์กล่าว

    ANZ บริษัทได้ดำเนินการในเมียนมาตั้งแต่ปี 2558 และมีทีมงานท้องถิ่นขนาดเล็กที่มุ่งเน้นการสนับสนุนความต้องการทั้งในประเทศและข้ามแดนของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงบริการต่าง ๆ เช่น การอำนวยความสะดวกในการจัดทำบัญชีเงินเดือน

    กลุ่ม Justice for Myanmar ระบุว่า ANZ ของออสเตรเลียเป็นหนึ่งในธนาคารระหว่างประเทศแห่งแรกๆ ที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารกลางแห่งเมียนมา และได้รับการอนุมัติในปี 2557 ภายใต้รัฐบาลตัวแทนของกองทัพ

    ตั้งแต่สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และแคนาดาคว่ำบาตรธนาคาร Innwa ในเดือนมีนาคม 2564 บริษัทประกัน AIA ในฮ่องกงจึงใช้ ANZ เพื่อโอนเงินไปยังบัญชีธนาคาร Innwa โดยธุรกรรมเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมและกันยายน 2564

    Edotco บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของมาเลเซียยังใช้ ANZ ในการทำธุรกรรมกับบัญชี Innwa Bank ในเดือนเมษายนและมิถุนายน 2564 Edotco ได้ให้ Mytel ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เมียนมา อีโคโนมิก คอร์ปอเรชั่น (MEC) ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งเป็นเจ้าของธุรกิจและทำรายได้ให้กองทัพ เช่าเสาสัญญาณ รวมถึงธนาคาร Innwa MEC ยังถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และแคนาดาหลังการรัฐประหาร

    รายงานของ Justice for Myanmar ระบุว่า การทำธุรกรรมของ ANZ กับธนาคาร Innwa เกิดขึ้นท่ามกลางการคว่ำบาตรที่ถือเป็นโมฆะในออสเตรเลีย โดยรัฐบาลไม่สามารถกำหนดมาตรการคว่ำบาตรใด ๆ เพื่อตอบโต้การรัฐประหารของกองทัพ

    กลุ่มบริษัททหาร MEC และ Myanma Economic Holdings Limited (MEHL) ยังคงไม่ถูกคว่ำบาตรในออสเตรเลีย แม้ว่าถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และแคนาดา

    ก่อนหน้านี้ Justice For Myanmar ได้เขียนจดหมายถึง ANZ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมกับธนาคาร Innwa โฆษก ANZ ตอบว่า “เรากำลังติดตามสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และสิ่งสำคัญอันดับแรกของเราคือการดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพนักงานของเรา ANZ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่บังคับใช้ทั้งหมดในเขตอำนาจรัฐทั้งหมดที่เข้าไปดำเนินการ รวมถึงข้อกำหนดขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติและสหภาพยุโรป”

    Justice For Myanmar ยังถาม ANZ ว่า ได้ทำธุรกรรมกับ MWD ซึ่งเป็นธนาคารของ MEHL หรือไม่ ANZ ไม่ได้ให้คำตอบ

    ยานาดาร์ หม่อง โฆษก Justice For Myanmar กล่าวถึงการถอนตัวของ ANZ ว่า “เรายินดีอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของ ANZ ที่จะถอนตัวออกจากเมียนมา และเรียกร้องให้พวกเขาออกจากประเทศด้วยความรับผิดชอบ

    “โดยต้องมีการบรรเทาและเยียวยาผลกระทบต่อพนักงาน และรับรองว่าส่งเงินทั้งหมดกลับประเทศ เพื่อที่พวกเขาจึงไม่ทิ้งผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทหารผู้ก่อการร้าย”

    นับตั้งแต่กองทัพพยายามทำรัฐประหารอย่างผิดกฎหมาย ANZ ได้ทำธุรกรรมกับสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป เพื่อคว่ำบาตรธนาคาร Innwa และอำนวยความสะดวกในการจ่ายเงินให้ลูกค้าแก่รัฐบาลทหาร ซึ่งเกิดจากการที่รัฐบาลออสเตรเลียปฏิเสธที่จะคว่ำบาตรรัฐบาลทหารและธุรกิจต่างๆ

    “การเพิกเฉยอย่างน่าตกใจของรัฐบาลออสเตรเลียในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ในเมียนมานั้นบ่อนทำลายคุณค่าทางประชาธิปไตยและพันธกรณีระหว่างประเทศ เราเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียสนับสนุนประชาชนชาวเมียนมาและแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนโดยการลงโทษรัฐบาลทหารที่ผิดกฎหมายและธุรกิจของรัฐบาล”

    “ANZ เป็นธนาคารระหว่างประเทศแห่งแรกที่ถอนตัวออกจากเมียนมา และทางออกตามแผนของพวกเขาเป็นอีกสัญญาณของความเสียหายที่รัฐบาลทหารก่อให้เกิดต่อเศรษฐกิจของเมียนมา ผ่านการก่อรัฐประหารของกองทัพ สงครามแห่งความหวาดกลัว และการขยายตัวของกิจกรรมทางธุรกิจที่ผิดกฎหมายภายใต้การควบคุมหรือแสวงหาผลประโยชน์จากกองทัพและพรรคพวก”

    Categories: New Media

    “กุลิศ สมบัติศิริ” ยกเครื่องแผนพลังงานชาติ ขับเคลื่อนไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

    9 hours 20 sec ago

    “กุลิศ สมบัติศิริ” ปรับแผนพลังงานชาติ เดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ตั้งเป้าเพิ่มพลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 50% เลิกสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หนุนภาคขนส่งใช้ EV เดินหน้าโครงการ Green Hydrogen ผลิตไฟฟ้าผสมผสานพลังงานชีวมวล – ชีวภาพ – แสงอาทิตย์ – ลม พร้อมแยกสายส่งไฟฟ้าพลังงานสะอาด-กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว หรือ “Utility Green Tariff” เพิ่มทางเลือกใหม่ให้ผู้ประกอบการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด ผลิตสินค้าส่งขายยุโรป – อเมริกา

    นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมการ เอ็กโก กรุ๊ป

    เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่รายแรกของประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานอย่างครบวงจร ได้จัดงาน “EGCO Group Forum 2022 : Carbon Neutral Pathway ปฏิบัติการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี ของเอ็กโก กรุ๊ป โดยมีนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมการ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับแผนพลังงานแห่งชาติ (National Energy Plan : NEP) ที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกต้องร่วมมือร่วมใจกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    นายกุลิศ กล่าวว่า ขณะที่เรากำลังเสวนากันอยู่ในวันนี้ ที่ประเทศอียิปต์ก็มีการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of Parties) หรือ “COP-27” ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจาก COP-26 ที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ไปประกาศจุดยืนของประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050 เอาไว้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 รวมทั้งตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero GHG emission) ในปี ค.ศ. 2065 และต้องจัดส่งแผนปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับชาติลงมาอยู่ที่ระดับ 40% ในปี ค.ศ. 2030

    สำหรับการประชุม COP-27 ในปีนี้ จะเป็นปีที่มีการติดตามผลการดำเนินงานของแต่ละประเทศได้จัดส่งแผนปฏิบัติการดังกล่าวมีเนื้อหาเป็นอย่างไร และจะมีการหารือกันถึงเรื่องแหล่งเงินทุนที่จะมาสนับสนุนประเทศที่กำลังพัฒนา ทั้งในด้านการพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยี รวมไปถึงเรื่องการหารือในประเด็นที่จะให้ประเทศร่ำรวยจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายจากการก่อมลพิษ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศที่ยากจนกว่า ซึ่งรัฐบาลไทยได้ส่งนายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุม COP-27

    ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวต่อว่า คราวนี้มาดูสถานการณ์การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของก๊าซเรือนกระจก โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565 ประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 131.8 ล้านตัน CO2 เพิ่มขึ้น 6.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 42.8 ล้านตัน CO2 และภาคอุตสาหกรรมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 42.6 ล้านตัน CO2 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 32% เท่ากันทั้ง 2 ภาค ขณะที่ภาคขนส่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 39.2 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 30% และภาคอื่น ๆ ที่เหลือ เช่น ภาคครัวเรือน ภาคเกษตรกรรม และพาณิชยกรรม ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 7.2 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วน 5%

    “ถ้าพูดถึงเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะมีความเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานฟอสซิล ทั้งภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคขนส่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 62% อย่างในภาคขนส่งที่มีการใช้ทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซล เนื่องจากประเทศไทยยังใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปในสัดส่วนประมาณ 97-98% ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมด ส่วนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถอีวี ยังมีสัดส่วนน้อยมาก แม้รัฐบาลพยายามโปรโมทให้ประชาชนหันมาใช้รถอีวี แต่ก็ยังพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลักอยู่” นายกุลิศกล่าว

    นายกุลิศ กล่าวว่า หลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์พลังงาน ประเทศไทยซึ่งไม่สามารถผลิตน้ำมันมาใช้ได้เอง ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 92% ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมด ซึ่งราคานั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เดิมเราใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงมาก เพราะเราสามารถผลิตเองได้จากอ่าวไทย แต่ผลิตมา 30 – 40 ปี ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีราคาถูก เริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันเราใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าประมาณ 70% ในจำนวนนี้เป็นก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยคิดเป็นสัดส่วน 32% และนำเข้าจากต่างประเทศ 38% ซึ่งในตอนนี้มีราคาแพงมาก

    “ถึงแม้ว่าก๊าซธรรมชาติจะเป็นพลังงานสะอาด แต่ก็ยังถือเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ดี องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือ “IEA” ทำการศึกษานโยบายพลังงานของประเทศต่าง ๆ จากภาพที่นำมาแสดงพบว่า ปัจจุบันการใช้พลังงานในภูมิภาคอาเซียนยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลกันอยู่ ดูตามเส้นกราฟสีฟ้าไปจนถึงปี ค.ศ. 2050 จะเห็นแนวโน้มการจัดการพลังงานในอาเซียน 10 ประเทศ หากเรายังไม่มีนโยบายอะไรออกคุมเข้ม เพื่อนำไปสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกราฟเส้นสีเขียวที่เราตั้งเอาไว้ Gap (กราฟสีฟ้าและกราฟสีเขียว) ก็จะถ่างออกไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าเราทำได้ตามเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนก็ต้องนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศและหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น” นายกุลิศ กล่าว

    ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานหมุนเวียนอยู่ในสัดส่วนแค่ 23-24% ของการใช้พลังงานทั้งหมด และก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุเป้าหมาย หากรัฐบาลไม่มีนโยบายมาสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่น ก็มีการประกาศกลยุทธ์พลังงานสีเขียว หรือที่เรียกว่า “Green growth strategy” สนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่เป็นพลังงานสะอาด หรือ Green Energy ไม่จะเป็นการใช้ไฮโดรเจนผลิตกระแสไฟฟ้า โดยในระยะแรก รัฐบาลญี่ปุ่นจัดสรรงบประมาณ 2 ล้านล้านเยน เข้าไปลงทุนทำวิจัยและพัฒนาไปก่อนประมาณ 10 ปี เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียว จากนั้นในระยะที่ 2 ก็จะเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการที่ทำการศึกษาวิจัยเอาไว้ หรือ Pilot Project และระยะที่ 3 ภาครัฐถอนตัวออกมา ปล่อยให้ภาคเอกชนดำเนินการลงทุน Green Energy เต็มรูปแบบต่อไป

    ส่วนประเทศยุโรปก็มีการประกาศนโยบายกรีนดีลแพลน (European Green Deal) ใช้เงินถึง 85,000 ล้านยูโร เพื่อนำมาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะภาคพลังงานและภาคขนส่ง เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย Green Energy ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เป็นผลการดำเนินงานของประเทศต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutral Pathway

    ดังนั้น ในส่วนของประเทศไทยก็ต้องเร่งศึกษากรอบของแผนพลังงานแห่งชาติ 2022 ขึ้นมา คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า โดยกรอบแผนพลังงานแห่งชาติหลัก ๆ ที่กำหนดไว้ ก็คือ 1. เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าใหม่ โดยใช้พลังงานหมุนเวียน (RE) เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% และจะไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง 2. ปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานภาคขนส่งให้เป็นพลังงานไฟฟ้าสีเขียว คือ รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถอีวี ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติขึ้นมาดำเนินการโปรโมทให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้รถอีวี โดยรัฐบาลช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไปแล้วคันละ 200,000 บาท ตอนนี้กำลังมาพิจารณาเรื่องของแบตเตอรี่

    “เป็นเรื่องที่น่ายินดี ตอนนี้ยอดการซื้อรถอีวีเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 275% จากระดับ 1,000 คัน เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 คัน คนเริ่มใช้รถอีวีมากขึ้น ๆ สิ่งที่จะต้องทำต่อไป ก็คือ การขยายจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรือ EV Charging Station ซึ่งพฤติกรรมของคนใช้รถอีวีจะไม่เหมือนปั๊มน้ำมัน คนต้องการชาร์จรถอีวีที่บ้าน ซึ่งคงต้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ด้วย” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าว

    3. ปรับเพิ่มการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพให้มากกว่า 30% และ 4. ปรับโครงสร้างกิจการพลังงานรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ตามแนวทาง “4D1E” ก็คือ 1. Digitalization 2. Decarbonization 3. Decentralization 4. Deregulation และ 1E คือ Electrification

    ยกตัวอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผลิตไฟฟ้าส่งให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จำหน่ายไฟฟ้าให้กับประชาชน แต่ตอนนี้ประชาชนก็สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้าน หรือ พลังงานลม จากนั้นนำไฟฟ้าส่วนเกินนี้ขายคืนกลับสู่ระบบ หรือเป็น Two Way Communication จากเดิมเป็นแบบ One Way Communication กระทรวงพลังงานก็จะดำเนินการโปรโมทเรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า พลังงานลม 1,500 เมกะวัตต์ พลังงานจากขยะประมาณ 600 เมกะวัตต์ โดยผลิตมาจากขยะอุตสาหกรรม 200 เมกะวัตต์และขยะชุมชน 400 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออีก 800 เมกะวัตต์ เป็นพลังงานชีวมวลและพลังงานชีวภาพ (Biomass-Biogas)

    นายกุลิศ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดจะบรรจุในแผนพลังงานแห่งชาติ เพื่อให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น และลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า หรือ Decarbonization โดยใช้ไฮโดรเจนสีเขียว หรือ “Green Hydrogen” ซึ่งเอ็กโก กรุ๊ป กำลังดำเนินการพัฒนาเรื่องนี้

    นอกจากนี้ยังต้องเร่งศึกษาวิจัยการใช้เทคโนโลยี Carbon Capture Storages : CCS หรือที่เรียกว่า Carbon utilization and storage เป็นเทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเราเริ่มดำเนินการแล้วในกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ตอนนี้เริ่มนำร่องที่แหล่งปิโตรเลียมอาทิตย์บริเวณอ่าวไทยตอนบนใกล้ท่าเรือมาบตาพุด โครงการนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ที่ได้ทำ MOU ที่จะโครงการนี้ร่วมกัน และก็มีการทำ Green Hydrogen ผลิตไฟฟ้าจากน้ำ เช่น กรณีพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์หมด หรือ ไม่มีแสงแดด ก็จะใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์นำแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ จากนั้นก็นำไฮโดรเจนไปกักเก็บเอาไว้ เมื่อต้องการใช้ก็นำไฮโดรเจนมาเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า “Electrolysis” ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการกันอยู่

    ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ “กพช.” มีมติเห็นชอบแนวทางการกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff) ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ หรือ โรงไฟฟ้าชีวมวล สามารถที่จะส่งไฟฟ้าไปขายให้กับบริษัท หรือ ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด หรือ “RE-100” ผลิตสินค้า โดยเฉพาะโรงงานที่ผลิตสินค้าส่งออกไปขายยุโรป หรืออเมริกา เพราะหากใช้กระแสไฟฟ้าที่ผลิตมาจากถ่านหินผสม ประเทศคู้ค้าจะตีกลับสินค้า เหมือนกับเรื่องประมงที่เกิดปัญหากรณี IUU

    “จากนี้ต่อไป บริษัทที่ส่งออกสินค้าก็จะไม่ซื้อไฟฟ้าจากระบบเดิม เพราะระบบเดิมมีถ่านหินเจือปน ต่อไปผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ไฟฟ้า สามารถสั่งซื้อไฟฟ้าใช้พลังงานสะอาดแบบเจาะจงได้เลย แต่ตอนนี้อาจมีราคาแพง เพราะต้องแยกสายส่งออกมา ซึ่งในขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้แยกสายส่งที่ใช้พลังงานสะอาด ออกมาตั้งเป็น Portfolio ต่างหาก ใช้สำหรับสายส่งไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล และชีวภาพต่าง ๆ นี่คือวัตถุประสงค์ของการออก Utility Green Tariff เพื่อสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสีเขียวนำไปสู่ Carbon Neutral Pathway ” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวทิ้งท้าย

    Categories: New Media

    สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นในโลกของ ยูนิ โยชิดะ

    Sat, 11/26/2022 - 22:43

    1721955

    Elpis: Hope or Disaster ซีรีส์ที่เล่าเรื่องของ เอนะ อะซะคะวะ (มาซามิ นางะซะวะ เธอเป็นที่จดจำจากหนังรักเรียกน้ำตา Crying Out Love in the Center of the World ล่าสุดแสดงนำในหนัง Shin Ultraman) เธอเป็นผู้ประกาศช่องทีวีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จนได้เลื่อนขั้นมาทำรายการข่าวช่วงไพร์มไทม์ที่น้อยนักจะมีผู้หญิงรอดมาถึงจุดนี้ได้ แต่แล้วความรุ่งโรจน์ของเธอก็จบเห่ลงด้วยฝีมือพวกปาปารัชชี่ ทำให้เธอตกกระป๋องไปรับงานพิธีกรรายการภาคค่ำที่ไม่ค่อยมีคนดู ต้องมาทำงานกับโปรดิวเซอร์หน้าใหม่ คาคูโระ คิชิโมะโตะ (กอร์ดอน มาเอดะ ดาวรุ่งมาแรงจากซีรีส์สุดฮา Kinnikuman: The Lost Legend และหนังสยองในโรงเรียน Karada Sagashi) แม้จะหน้าใหม่แต่ก็มีวุฒิภาวะดีเยี่ยม จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แถมยังรูปหล่อพ่อรวย ถึงกระนั้นเขาก็ยังถูกประเมินในแง่ฝีมือว่าอยู่ในขั้นต่ำ แต่แล้ววันหนึ่งทั้งคู่ก็ซุ่มจับมือกันสืบคดีฆาตกรต่อเนื่องที่มีเหยื่อเป็นเด็กสาววัยรุ่นมากมาย โดยได้ความช่วยเหลือจากนักข่าวมือฉมัง เซอิจิ ไซโตะ (เรียวเฮ ซูซูกิ ผู้โด่งดังจากหนังหน้ากากกางเกงใน HK: Forbidden Super Hero และหนังบู๊จากมังงะชื่อดัง Tokyo Tribe)

    กำกับโดย ฮิโรชิ วัน ที่คอซีรีส์บ้านเราน่าจะชื่นชอบงานเขาใน Tada’s Do-It-All House (2013) ก่อนที่เขาจะโดดไปทำหนังจากมังงะดังสุด ๆ อย่าง Bakuman (2015) โดยได้มือเขียนบทหญิง อายะ วาตานะเบะ ที่โด่งดังจากหนังรักละมุน Josee, the Tiger and the Fish (2003) กับหนังชายหนุ่มทุ่มใจให้ตาแก่วัยใกล้ฝั่ง La Maison de Himiko (2005)

    Pandora’s box (1893) โดย Charles Edward Perugini และ Pandora (1896) โดย John William Waterhouse

    FYI

    ชื่อเรื่อง เอลปิส เป็นคำที่ถูกเอ่ยถึงในมหากาพย์ Works and Days ของเฮสิโอด ในปกรณัมกรีก ที่เล่าเหตุการณ์หลังจากเทพโพรเมธีอุส ขโมยไฟ(ความรู้/ตื่นรู้/ตาสว่าง)มาให้มนุษย์ มนุษย์จึงเริ่มตั้งคำถามกับพระเจ้า แล้วหลังจากซุสลงโทษโพรเมธีอุสแล้ว ซุสก็แก้แค้นมนุษย์ด้วยการส่งหญิงสาวคนแรกของโลก(เดิมทีมนุษย์มีแต่เพศชาย)ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น นามว่าแพนโดร่า มาพร้อมหีบหนึ่งใบที่ถูกสั่งว่าห้ามเปิด มอบให้เป็นแก่เอพิเมธิอุส (น้องชายของโพรเมธิอุส) มนุษย์จึงสืบลูกสืบหลานผ่านทางนางแพนโดร่า แต่แล้วด้วยความอยากรู้อยากเห็นทำให้แพนโดร่าอดใจไม่ไหวที่จะเปิดหีบนั้นทำให้เกิดหายนะ ความชั่วร้าย ภัยพิบัติ ความป่วยไข้ และความตายฟุ้งกระจายไปทั้งโลกมนุษย์ นางแพนโดร่าจึงรีบปิดหีบลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีสิ่งหนึ่งยังคงค้างอยู่ในหีบนั้น มันถูกเรียกว่า “เอลปิส” หรือ ความสิ้นหวัง ตั้งแต่นั้นมนุษย์จึงมีความหวังไว้ปลุกปลอบหัวใจยามเผชิญหายนะนานา (เพราะความสิ้นหวังถูกกักไว้ในหีบ)

    ซีรีส์ภาคแยก 8 คนไม่ดูทีวี

    FYI

    Elpis: Hope or Disaster มี 10 ตอน ที่ออกอากาศตั้งแต่ปลายตุลา และจะจบลงช่วงสิ้นปีนี้พอดี แต่ระหว่างตอนที่ 4 ซีรีส์เรื่องนี้จะมีภาคสปินออฟ หรือภาคแยกที่เล่าอีกเหตุการณ์หนึ่งในชื่อ Hajinin wa terebi o minai (แปดคนไม่ดูทีวี) ออนแอร์หกโมงเย็นของวันที่ 18 ตุลาคม เป็นวิโอดี ออนดีมานด์ (VOD) ทางแพล็ตฟอร์ม TVer ที่จะมีแค่ 3 ตอนจบ โดยเริ่มอีพี 0,1,2 ตามลำดับ ว่าด้วยคนแปดคนอาศัยในบ้านหลังเดียวกัน กำลังดูรายการ Friday ★ Bon Bon ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสุสานของผู้ผลิตรายการ ที่มีพิธีกรคือ เอนะ อะซะคะวะ กับผู้ผลิต คาคูโระ คิชิโมะโตะ ตัวเอกจาก Elpis นั่นเอง ส่วนนักแสดงทั้งแปด คือทีมตลกนามว่า Dow 90000 ที่เปิดตัวในช่วงโควิดที่ผ่านมาทางช่องยูทูบ ก่อนจะมีผลงานทั้งละครเวที, ซีรีส์ทีวี, รายการทีวีมากมาย

    รายละเอียดบนโปสเตอร์ที่ออกแบบโดย ยูนิ โยชิดะ

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่สร้างความฮือฮาอีกประการให้กับซีรีส์ Elpis คือภาพใบปิดที่ถ้าดูผ่าน ๆ อาจไม่ทันสังเกตุ แต่ถ้าดูใกล้ ๆ จะพบว่าภาพที่ทีแรกนึกว่าเป็นการใช้โฟโต้ชอปแต่งภาพให้ดูเหมือนภาพเออเร่อร์แบบดิจิตอล หรือแถบเส้นบนทีวี แต่จริง ๆ แล้วมันคือการจัดวางสมุด แฟ้ม ดินสอ โพสต์อิท ฯลฯ กองโต หรือก็คือการใช้วัสดุ 3 มิติมาจัดเรียงให้ได้มาซึ่งภาพ 2 มิติ อันเป็นลายเซ็นของตัวแม่ศิลปินภาพถ่ายแนวเซอร์เรียล ยูนิ โยชิดะ

    โยชิดะกล่าวว่า “หลังจากอ่านบทแล้ว ฉันต้องการแสดงความขัดแย้งทางอารมณ์ภาพที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการไล่ล่าความจริงของเหตุการณ์อย่างละเอียด มันเป็นโลกทัศน์สีเทาที่สับสนวุ่นวายซึ่งเผชิญหน้ากับความจริงที่ถูกฝังกลบเอาไว้ และถูกกองไว้เป็นพะเนินของข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกแทนที่ด้วยเอกสารกองโต จับคู่สีที่ให้ความเจ็บปวด การบิดเบือน และการพังทลายที่เกิดขึ้นรอบตัว ดูเหมือนจุดบกพร่องและจุดรบกวนในภาพที่แบบอะนาล็อก”

    จุดบกพร่องหรือภาพรบกวนบนทีวีแบบอะนาล็อก (ซ้าย) และแบบดิจิตอล (ขวา)

    FYI
    ภาพเออเร่อร์ หรือข้อบกพร่องของภาพอิเล็คทรอนิคส์ แบบแอนาล็อก หรือดิจิตอล แตกเป็นแถบลวดลายพิกเซล สิ่งนี้ถูกเรียกว่า Glitch อันในเวลาต่อมาศิลปินนำสิ่งนี้มาใช้ในศิลปะทั้งแบบภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง และถูกเรียกโดยรวมว่า กลิช อาร์ต

    ตัวอย่าง Glitch ในยุคก่อนปี 2000

    กลิชไม่ใช่สิ่งใหม่ อย่างน้อยภาพจำที่คอหนังน่าจะคุ้นเคย คือการปรากฏตัวของเจ้าหญิงเลอาด้วยวิธีโฮโลแกรมใน Star Wars: New Hope (1977) ก็เป็นเทคนิคหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากกลิช หรือผลงานของพ่อมดวิดิโออาร์ต นัมจุนไปก์ (เบคนัมจุน ศิลปินชาวเกาหลี 1932-2006) อย่าง Magnet TV (1965) ที่เขาใช้แม่เหล็กขนาดใหญ่ติดไว้บนทีวีเพื่อให้เกิดความบิดเบือนทางภาพอิเล็คทรอนิคส์ แต่ Glitch เพิ่งกลายมาเป็นกระแสงานศิลปะเมื่อหลังยุค Y2K ช่วงเปลี่ยนผ่านจากแอนาล็อก มาสู่ยุคดิจิตอล ช่วงที่มนุษย์ทั้งโลกต่างกังวลว่าเม็มโมรี่ข้อมูลของคอมพิวเตอร์อาจสร้างความปั่นป่วนเมื่อโลกมาถึงปีมิลเลนเนียม

    อันต่อมาได้เกิดการเคลื่อนไหวผ่านในงานสัมนา Glitch Art ครั้งแรกในออสโล นอร์เวย์ ด้วยการรวบรวบศิลปินนานาชาติ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานด้าน Glitch มาแลกเปลี่ยนแนวคิดต่อสาธารณชน ในปี2002, งานประชุม GLI.TC/Hในชิคาโก ที่มีทั้งเวิร์คช็อป บรรยาย และการแสดงผลงานทั้งในแบบวิดีโออินสตอลเลชั่น และการฉายภาพยนตร์ ตลอด 7 วัน ใน 3 ประเทศ ที่ชิคาโก อัมสเตอร์ดัม และเบอร์มิงแฮม มีงานประชุมหลายต่อหลายครั้งในหลากหลายประเทศ จนกระทั่งมีการจัดนิทรรศการครั้งแรกในอิหร่านเมื่อปี2021 และในปีนี้เองจะมีการแสดงผลงานนานาชาติผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ http://glitch.art.br/ ที่จะเริ่มในวันที่ 1 ธันวาคมที่จะถึงนี้ด้วย
    ตัวอย่างผลงานที่ใช้ประโยชน์จาก Glitch

    ฉากหน่วง-ยืด-ข้ามเวลาที่เรียกว่า Tesseract ในหนังฮอลลีวูด Interstellar (2014) หนังไทย ดาวคะนอง (By the Time it Gets Dark, 2016) มีการใช้ Glitch ทั้งบนใบปิด และในช่วงท้ายของหนัง เพื่อพูดถึงการย้ำวนเหลื่อมซ้อนกันของชีวิตและกาลเวลา ที่งานปารีสแฟชั่นวีคที่ผ่านมา Loewe SS23 แบรนด์ชั้นนำจากสเปน ทำให้ทั่วโลกตื่นตะลึง ด้วยการออกแบบโดย JW Anderson เป็นชุดที่ขยายพิกเซลของภาพดิจิตอล ให้กลายเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริง

    แต่แรกเริ่มคำว่า Glitch ใช้เฉพาะกับความผิดเพี้ยนของเสียงอิเล็คทรอนิคส์ มาสู่ยุคปัจจุบันที่มีแนวคิดมากมายจากการบิดเบือน หรือรบกวนดาต้าด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ภาพวาดสมัยก่อน เกิดจากการลงสีบนผ้าใบ หรือกระดาษ แต่จริง ๆ แล้ว ภาพวาดต่าง ๆ ที่เราเห็นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ มันเกิดจากการดิจิไทป์ หรือการทำให้เป็นดิจิตอลด้วยฐานข้อมูลตัวเลข หรือดาต้ามากมายที่ถูกเข้ารหัสออกมาเป็นภาพ ทีนี้ถ้าเราสามารถดึงเอาภาพเหล่านี้กลับมาเป็นรหัสตัวเลข แล้วลบบางดาต้า หรือบางฐานตัวเลขออก แล้วโยนกลับไปให้เป็นภาพ หรือการวาดภาพเลียนแบบภาพดิจิตอลที่เออเร่อร์ ให้เป็นประติมากรรม หรือภาพวาดสีน้ำมัน ภาพนั้นจะกลายเป็นเช่นไร และนี่คือตัวอย่าง

    ตัวอย่างภาพชื่อดังที่ถูกดึงเอาฐานข้อมูลตัวเลขออกไป ผลงานภาพวาดและประติมากรรมโดยศิลปินบริติช-โปลิช คอนราด วายเรเบค https://www.konradwyrebek.com/ยูนิ โยชิดะ ผลงานของ ยูนิ โยชิดะ ที่ใช้เทคนิคแบบ Glitch Art

    ในรูปนี้คุณจะได้เห็นผลงานของ ยูนิ โยชิดะ ที่ใช้ประโยชน์จาก Glitch นี่ไม่ใช่การรีทัชภาพเพื่อให้เห็นพิกเซลแบบ Glitch แต่คือการหั่นพืชผักผลไม้ หรือลิปสติก หรือวาดสีเฉดต่าง ๆ ลงไปบนตัวแบบจริง ๆ แต่นี่ไม่ใช่รูปแบบเดียวที่ ยูนิ โยชิดะ ใช้ เพราะภาพรวมผลงานเธอทั้งหมดไม่ใช่แค่ Glitch

    ยูนิ โยชิดะ เกิดในปี 1980 หลังจากจบการศึกษาจาก Joshibi University of Art and Design เธอได้เข้าทำงานในบริษัทโฆษณา Onuki Design ก่อนที่จะย้ายไปเป็นหนึ่งในกลุ่มนักออกแบบของ Uchu Country ก่อนที่เธอจะลาออกมาฉายเดี่ยวในปี 2007 ซึ่งทั้งสองบริษัทโฆษณาที่โยชิดะเคยทำงานนั้น มีความโดดเด่นทั้งในแง่ผลักดันความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของแวดวงโฆษณา และผสมผสานให้กลายเป็นผลงานศิลปะสร้างสรรค์

    ผลงานส่วนหนึ่งของ ทาคุยะ โอนุกิ

    Onuki Design คือบริษัทออกแบบภายใต้ ทาคุยะ โอนุกิ ที่ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยทามะ ด้านกำกับศิลป์และกราฟิกดีไซน์ ผู้มีสไตล์เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ผู้คร่ำหวอดในวงการนี้มานานกว่าสามทศวรรษ

    แคมเปญ “HIROSHIMA APPEALS” โดย ทาคุยะ โอนุกิ / (ขวา) แคมเปญเดียวกันโดย ยูซากุ คาเมะคุระ

    ล่าสุด ทาคุยะ โอนุกิ เพิ่งคว้ารางวัล ยูซากุ คาเมะคุระ อะวอร์ด ครั้งที่ 24 ในปี 2022 นี้ อันเป็นรางวัลที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 เพื่อเป็นเกียรติแก่นักออกแบบกราฟิก ยูซากุ คาเมะคุระ (ผู้ออกแบบโปสเตอร์ EXPO’70 และโลโก Meiji) ที่เสียชีวิตกะทันหันในปี 1997 การจัดงานและคัดเลือกผลงานโดย สมาคมนักออกแบบกราฟิกญี่ปุ่น (JAGDA) โดยปีนี้เป็นโปสเตอร์แคมเปญรณรงค์งาน “HIROSHIMA APPEALS” เมื่อปี2021 (หัวข้อประจำปีโดยมูลนิธิฮิโรชิมาที่จะเชิญศิลปินมาออกแบบโปสเตอร์ ซึ่งครั้งหนึ่งในปี 1983 ยูซากุ คาเมะคุระ ก็เคยออกแบบให้หัวข้อนี้ด้วย) โดยผลงานของ โอนุกิ สามารถสแกนดูแบบ AR ได้ด้วย อันเป็นภาพเคลื่อนไหวที่จะเห็นฝุ่นคลุ้งสีดำคลุมไปปิดทั่วตัวนกพิราบ ตัวแทนแห่งสันติภาพที่ทำลายภาพฝันลงด้วยเศษซากจากระเบิดนิวเคลียร์ ดูได้ที่ลิงค์นี้ https://youtu.be/l7yHvRL99OE

    ผลงานบางส่วนของ นางิ โนดะ

    Uchu Country เป็นกลุ่มนักออกแบบกราฟิกภายใต้ นางิ โนดะ (1973-2008) อาร์ตไดฯ และมือกราฟิกหญิงที่มีลูกเล่นไม่เหมือนใคร เธอสนุกกับการทำซ้ำ สร้างภาพเหนือจริงแต่แทนที่จะใช้สเปเชียลเอ็ฟเฟ็คต์ช่วย เธอกลับเลือกจะจัดฉากโดยใช้คนมาแสดงเป็นเงา ถักทอความเซอร์เรียลขึ้นมาจากของเรียล ๆ เป็นผู้เปลี่ยนวงการโฆษณาให้มีชีวิตชีวา เธอเสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 34 ปี โดยเว็บไซต์ของ Uchu Country (ปัจจุบันปิดตัวลงแล้ว) ได้ลงสาเหตุการเสียชีวิตไว้ว่า “เป็นอุบัติเหตุจากการกินยาแก้ปวดชนิดรุนแรง เพื่อจะระงับอาการปวดจากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน” สามารถดูผลงานภาพเคลื่อนไหวของ นางิ โนดะ ได้ที่เพลย์ลิสต์นี้https://www.youtube.com/watch?v=9Nj7hHdg-kc&list=PLD92FB3AB425E4C35

    หนึ่งในเซ็ตภาพถ่ายคนดังในนิตยสาร Soen ที่ ยูนิ โยชิดะ ทำให้กลายเป็นงานศิลปะ อย่างรูปนี้คือการถ่ายภาพลงไปบนสันหนังสือที่จัดเรียงไว้เต็มตู้ ก่อนจะนำมาจัดวางใหม่ เป็นงานมืองานหัวล้วน ๆ โดยไม่พึ่ง CG เลย

    “ผลงานของยูนิ โยชิดะมักนำเสนอนางแบบในฉากที่เหนือจริงและเหมือนฝัน ทำให้คุณอยากจะมองแล้วมองอีก อยากจะมองเข้าไปใกล้ ๆ ให้ลึกลงไปอีก” -เว็บเทรนด์แลนด์

    “หากจะมีผู้กำกับศิลป์และศิลปินสักคนที่ทำให้คุณอ้าปากค้าง นั่นคือ ยูนิ โยชิดะ อย่างไม่ต้องสงสัย นับแต่เราได้รู้จักเธอ เราก็ดำดิ่งสู่โลกเหนือจริงที่แต่งแต้มสีสันและจิกกัดอย่างดุเด็ด ผ่านภาพที่เป็นไปไม่ได้ โลดโผน พาเรากระโจนสู่โลกแห่งเทพนิยาย ขณะเดียวกันมันยังรบกวนจิตใจซึ่งทำให้งานของเธอมีมนต์เสน่ห์ลึกลับ” -เว็บโซแคทชี

    “ภาพลักษณ์ของ ยูนิ โยชิดะ สวยงามแต่เข้าถึงได้ไม่ยาก น่ารักแต่แฝงไปด้วยพิษภัย” -เว็บยูนิโคล่

    ภาพเซ็ตดิสนีย์ และซานริโอ ที่ โยชิดะ ทำขึ้นเพื่อเป็นแบบเสื้อให้ ยูนิโคล่ พอจะมองออกไหมว่าจริง ๆ แล้วมันถูกประดิดประดอยขึ้นมาจากอะไรบ้าง ทั้งหมดนี้เป็นงานมือล้วน ๆ

    ผลงานเด่นอันหลากหลายของยูนิ โยชิดะ อาทิ เป็นอาร์ตไดฯให้กับห้าง Laforet Harajuku และ Lumine, ทำสื่อสิ่งพิมพ์ให้กับละครเวทีหลายเรื่องที่กำกับโดย ฮิเดกิ โนดะ, ออกแบบอาร์ตเวิร์คทั้งหมดให้ศิลปินดังอย่าง เคียร่า คิมูระ, ชาร่า, เก็น โฮชิโนะ และ Vuandy ฯลฯ, เป็นผู้กำกับศิลป์ให้นิทรรศการของ นาโอมิ วาตานาเบะ ดาวตลกหุ่นบึ้มเจ้าหญิงแห่งวงการแฟชั่น, ออกแบบแคมเปญให้สินค้าแบรนด์ดัง อาทิ แบรนด์แฟชั่น Uniqlo, Punyus และ Lowrys Farm, ชุดชั้นใน Ful Fru, เครื่องสำอาง Shu Uemura, อีเว้นต์ Mercedes-benz แฟชั่นวีค, เครื่องดื่ม Kirin, เธอยังตีพิมพ์ซีรีส์ภาพคนดังในนิตยสาร “Soen” อีกด้วย และเธอคว้ารางวัล Tokyo ADC Prize ในปี 2016 กับรางวัล Mainichi ในปี 2019

    โยชิดะ อยู่มือมาก ๆ ในการเล่นกับเส้นผม

    ยูนิ โยชิดะ เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า “สมัยเรียนฉันไม่รู้เรื่องโฆษณามากนัก แต่ฉันได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากชั้นเรียนในมหาวิทยาลัย จากการได้ดูผลงานของผู้กำกับศิลป์เจ๋ง ๆ หลายคน ในบรรดานั้นฉันชอบงานของ ทาคุยะ โอนุกิ มากที่สุด ดังนั้นเมื่อเรียนจบฉันต้องหางาน จึงโทรไปหาเขาและขอให้เขาดูผลงานของเขา หน้าห้องของเขาตอบว่า ช่วยส่งผลงานมาให้หน่อย แต่ตอนนั้นฉันคิดว่าถ้าส่งไปแล้วเขาไม่ดูล่ะ ฉันก็เลยตรงไปที่สำนักงานเขาด้วยตัวเองเลย แต่สุดท้ายฉันก็ไม่ได้เจอเขาอยู่ดี ฉันฝากไว้ให้เลขาของเขา แล้วโอนุกิซังก็เอามาดูทีหลัง เขาชอบมันมาก นั่นทำให้ฉันได้เข้าทำงานที่ Onuki Design”

    “แต่ฉันก็ทำได้ไม่ถึง 3 ปี ตอนฉันเริ่มงาน พวกเขายุ่งกับแคมเปญฉลอง 25 ปีของห้าง Laforet Harajuku ตอนนั้นฉันเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวจากทั้งออฟฟิศ แถมยังเพิ่งจบใหม่ อายุฉันก็แสนจะห่างไกลจากพวกรุ่นพี่คนอื่น ๆ มาก ฉันเลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเรียนรู้ด้วยตัวเอง คุณโอนุกิเป็นคนมีความมุ่งมั่นสูง ฉันได้เรียนรู้หลายอย่างจากที่นั่น และที่นี่ก็ทำให้ฉันติดนิสัยต้องตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกว่าสิ่งที่คิดมันดีพอไหม จนถึงแม้แต่ขั้นตอนการถ่ายทำ ฉันก็ต้องตรวจให้มั่นใจว่ามันถูกต้องอย่างที่ต้องการแล้วหรือเปล่า นิสัยแบบนี้หายากนะ (หัวเราะ)”

    ผลงานชิ้นแรกในฐานะอาร์ตไดของเธอ คือ แบรนด์เสื้อผ้า b+ab Spring 07

    “จากนั้นฉันก็ย้ายไป Uchu Country ฉันรู้จักคุณโนดะตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย สมัยนั้นคุณโนดะยังทำงานอยู่ที่ Sanad งานพาร์ทไทม์ของฉันคือเป็นผู้ช่วยคุณโนดะที่นั่น ทำให้เรารู้จักกัน ดังนั้นเธอจึงเป็นเหมือนเพื่อน ฉันยังเคยปรึกษาเธอเลยตอนจะเข้า Onuki Design ดังนั้นพอฉันทำงานได้เกือบสามปี เธอก็ชวนไปทำงานด้วย ฉันกังวลมาก แต่ตอนนั้นฉันคิดแค่ว่าอยากมีโอกาสทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง และคุณโนดะก็รับปากฉันว่าฉันจะได้เป็นผู้กำกับศิลป์ตัวจริง ไม่ใช่แค่ผู้ช่วย หรือแค่คิดไอเดีย ดังนั้นฉันจึงไป”

    “เราแลกเปลี่ยนความเห็นกันหลายอย่าง คุณโนดะจะเข้มงวดอย่างมากกับงานภาพ ฉันรู้เลยว่าคุณโนดะมีพลังที่จะทำในสิ่งที่เธอต้องการให้เป็นจริงได้ มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คน และมีพลังเหลือล้นในการวางแผนงานต่าง ๆ ที่นั่นฉันได้เป็นอาร์ตไดฯ ตัวจริงครั้งแรกให้กับเสื้อผ้าแบรนด์จากฮ่องกง b+ab เป็นโฆษณาตัวแรกที่ฉันถ่ายทำ และฉันกังวลหนักมากกลัวมันจะออกมาไม่ดี แต่เมื่อคุณโนดะเห็นเข้าเธอถึงกับร้องไห้ด้วยความดีใจ มันเป็นผลงานที่น่าจดจำและเป็นใบเบิกทางให้ฉันในเวลาต่อมา แถมยังมีสื่อฝรั่งเศสขอเอาไปตีพิมพ์ในนิตยสารด้วย”

    กลวิธีหลากหลายในการลวงตา โดย ยูนิ โยชิดะ

    “ฉันเป็นประเภทที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพมากกว่าคำพูด ดังนั้นฉันจึงพยายามสื่อสารข้อความเชิงพาณิชย์ให้ได้มากที่สุดผ่านภาพ(มากกว่าข้อความโฆษณา)” โยชิดะเริ่มเล่าถึงไอเดียต่าง ๆ ที่เธอใช้ในการออกแบบ เธอว่า “โดยธรรมชาติแล้ว โฆษณาจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลจำนวนมากในทันทีและทำเช่นนั้นเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้คน ก่อนผู้ชมจะไปรับรู้ข้อมูลเพิ่มเติม แล้วจากไป แต่ฉันอยากให้ผู้คนเห็นโฆษณาของฉัน แล้วกลับมาดูซ้ำอีกครั้งแล้วค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เพราะฉันชอบให้ความบันเทิงและทำให้ผู้คนประหลาดใจ เหนือสิ่งอื่นใดฉันชอบที่จะทำให้ตัวเองประหลาดใจด้วยไอเดียใหม่ ๆ”

    เทคนิคตัดกระดาษก็มา

    โยชิดะเล่าชีวิตในวัยเด็กให้ฟังว่า “ฉันค่อนข้างสนใจงานออกแบบตั้งแต่อยู่ชั้นประถม อันที่จริงฉันเคยพูดไว้ในหนังสือรุ่นสมัยประถมว่าความฝันของฉันคือการเป็นนักออกแบบ แม้ตอนนั้นฉันยังไม่ค่อยเข้าใจว่าพวกดีไซเนอร์ เขาทำอะไรกันแน่ สมัยนั้นฉันเป็นสมาชิกชมรมหัตถกรรมของโรงเรียนและชอบใช้เลื่อยไฟฟ้ามาก (หัวเราะ) เวลาเล่นของฉันเริ่มจากการทำของเล่นปลอม ๆ ด้วยโฟม ทำอาหารจากกระดาษพับออริกามิ แล้วเมื่อสวมบทบาทเป็นหมอฟัน ฉันเริ่มทำฟันปลอมด้วยดินน้ำมันกับหิน ใช้มือสร้างสรรค์เป็นสิ่งต่าง ๆ และรู้อยู่เสมอว่าเมื่อโตขึ้นฉันจะทำงานเกี่ยวกับอะไรพวกนี้แหละ”

    “ทำให้โตมาฉันมักจะสร้างผลงานด้วยตนเองเพราะฉันชอบโต้ตอบกับวัสดุที่จับต้องได้จริง ๆ นอกจากนี้ฉันยังรู้สึกว่างานศิลปะที่สร้างขึ้นด้วยมือสามารถสะท้อนถึงความตื่นเต้นที่มีชีวิตจริงของกระบวนการสร้างสรรค์ ให้ความรู้สึกลึกซึ้งและอบอุ่นมากกว่า อย่างพวกผลไม้และดอกไม้มันจะยังคงเป็นแค่วัตถุ แต่เมื่อคุณสัมผัสได้ถึงพลังและความเย้ายวนใจของพวกมัน พวกมันมีรูปแบบ สีไม่แน่นอน และมันจะยังคงเป็นรูปแบบเดียวกัน หากปราศจากการสร้างสรรค์”

    พืชผักผลไม้ดอกไม้เป็นงานถนัดของ โยชิดะ

    “ฉันมักจะถูกดึงดูดด้วยภาพลวงตาและทำให้สิ่งต่าง ๆ ดูเหมือนเป็นอย่างอื่น เสน่ห์เฉพาะตัวของภาพลวงตาคือ คุณสามารถสร้างจินตนาการด้วยวัสดุจริง หรืออีกนัยหนึ่งคือค้นหาสิ่งที่น่าสนใจด้วยการเปลี่ยนมุมมองของเรา นอกจากนี้ฉันยังชอบมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ ฉันรู้สึกทึ่งกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หนังสือสารานุกรมที่มีภาพประกอบก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งทำให้ฉันทึ่ง เพราะฉันชอบดูภาพของจริงแล้วปล่อยให้จินตนาการโลดแล่นไปกับมัน เมื่อฉันผลิตบางอย่าง ฉันไม่ได้พยายามทำบางสิ่งที่ซับซ้อนเป็นพิเศษเพื่อให้คนอื่นสังเกตเห็น ฉันต้องการให้ผู้คนคิดว่า ‘เดี๋ยวนะ มันมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลในภาพนี้ที่แตกต่างออกไป’ และกลายเป็นแรงบันดาลใจ สำหรับการโฆษณาสิ่งสำคัญคือต้องดึงดูดความสนใจของผู้คน นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันสร้างบางสิ่งด้วยตะขอเกี่ยวที่มองเห็นได้ในทันทีเพื่อเรียกความสนใจ ถึงกระนั้นฉันก็ต้องการให้มันเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันกลับมามองอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง”

    ทั้งเงามืด เงาสะท้อน เป็นอีกสิ่งที่ โยชิดะ หลงใหล

    “ผู้คนมักจะคิดว่าผลงานของฉันมีอิสระในการจัดวางองค์ประกอบโดยไม่มีกรอบ แต่จริง ๆ แล้วฉันชอบทำงานแบบมีข้อจำกัดมากกว่า…ฉันชอบที่จะเห็นว่าตัวเองสามารถหลีกหนีไปได้ไกลแค่ไหนจากขีดจำกัดเหล่านั้น ภายในกรอบที่ถูกกำหนดไว้”- ยูนิ โยชิดะ

    โยชิดะเป็นอาร์ตไดฯ ประจำตัวให้เจ้าหญิงวงการแฟชั่น นาโอมิ วาตานาเบะ ออกแบบรูปเล่มให้มังงะ Happy Mania ของ โมโยโกะ อันโนะ ผลงานของ โยชิดะ ที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษ

    ผลงาน MV
    Chara – Koibumi https://youtu.be/PvZLxREFXf4
    Gen Hoshino – Doraemon https://youtu.be/ypRTzt1KrF8
    Gen Hoshino – Love https://youtu.be/jhOVibLEDhA
    Gen Hoshino – Idea https://youtu.be/RlUb2F-zLxw
    V6 – Remember your love https://youtu.be/m1UlWyOpRC0

    Categories: New Media