ThaiPublica

Subscribe to ThaiPublica feed ThaiPublica
กล้าพูดความจริง
Updated: 24 min 11 sec ago

ASEAN Roundup EP03 “เลือกตั้งเมียนมา 2020 และ ออง ซาน ซูจี”

Sun, 08/09/2020 - 21:09

ThaiPublica · ASEAN Roundup EP03 "เลือกตั้งเมียนมา 2020 และออง ซาน ซูจี"

เมียนมากำหนดจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 นี้ เพื่อให้ชาวเมียนมาลงคะแนนเลือกผู้แทนเข้าสภาแห่งชาติเมียนมา หรือปีดองซูลุตดอ (Pyidaungsu Hluttaw) ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรหรือปีตูลุตดอ (Pyithu Hluttaw) และสภาชาติพันธุ์หรืออาโยตาลุตดอ (Amyotha Hluttaw) และเป็นการลงคะแนนเลือกตั้ง 5 ปีหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด ต้องจับตาว่า นาง ออง ซานซูจี ผู้นำพรรคพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) ในวัย 75 ปี ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา จะรักษาตำแหน่งผู้นำรัฐบาลพลเรือนในเมียนมาได้อีกครั้งหรือไม่

ดำเนินรายการโดย อเทตยา ศิลปเจริญ

อย่าลืม Subscribe กดติดตาม ที่ช่องทาง

Youtube

Soundcloud

Apple Podcast

Google Podcast

Spotify

Categories: New Media

การปฏิรูปประเทศที่เรากำลังจะได้สัมผัสจากรากจนถึงใบ : ตอนที่ 3

Sun, 08/09/2020 - 15:57

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของวุฒิสภา

ป่าเขาใหญ่ใกล้ทางเชื่อมไปอุทยานทับลาน

ต่อจากตอนที่ 2

กรณีตัวอย่างที่อุทยานแห่งชาติทับลานกับกฎหมายอุทยานฉบับใหม่ 2562

อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นอุทยานไซส์ใหญ่อันดับสองของประเทศ มีขนาดพื้นที่เป็นรองแค่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเท่านั้น ใหญ่กว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แถมเชื่อมติดกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นับเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่มรดกโลกป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ที่ยูเนสโกรับรองไปตั้งนานแล้วด้วย

ด้วยความที่อุทยานนี้ใกล้แนวชายแดนจึงมีที่มาที่ไปย้อนไปถึงยุคสงครามรบพุ่งในกัมพูชา และยังมีประวัติเชื่อมเกี่ยวกับกลุ่มจับอาวุธของพลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วย

เกร็ดลึกบางตอนของเรื่องนี้ต้องฟังเอาจากพลเอก สนั่น มะเริงสิทธิ์ อดีตราชองครักษ์พิเศษที่ตามเสด็จในหลวง ร.9 นานถึง 30 ปี!! และเคยเป็นแม่ทัพภาคที่สอง

ที่นี่จึงมี…ราก!!…ที่ยาวกว่าเรื่องนิเวศของพืชและสัตว์ป่า
ทุกอุทยานในไทยเผชิญปัญหาพิพาทกับชาวบ้านหลายๆ แบบ
พื้นที่กว้างใหญ่ เจ้าหน้าที่มีน้อย
อุทยานทับลานมีความท้าทายในการรักษาครบทุกแบบ…เจอทุกอย่าง

ปัญหาขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ การรุกรานของกำลังติดอาวุธ ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานในไทย ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านที่ชายป่ากับเจ้าหน้าที่รัฐ…จึงสะสมมาพูนไว้ได้กองใหญ่…นานกว่าสามสี่สิบปี

เรื่องนี้โทษเจ้าหน้าที่ป่าไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เคยได้เป็นคนออกกฎหมายและไม่ได้เป็นคนขีดเส้นในแผนที่ท้ายกฎหมาย

ก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา หัวหน้าอุทยานทับลาน ร่วมทีมกับเจ้าหน้าที่หลายๆ ฝ่าย มารายงานต่อคณะอนุกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติทางบก ที่พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ เป็นประธาน ว่า คณะเจ้าหน้าที่ได้สำรวจการครอบครองที่ดิน ตามพื้นที่ชายขอบในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ไปแล้ว 86.71%

พบว่ามีราษฎรแจ้งการครอบครอง 15,540 ราย 23,846 แปลง

เหลืออีก 35,074ไร่ ที่ยังไม่ยอมแจ้งการครอบครอง คิดเป็น 13.29%

โดยในนี้จำแนกคร่าวๆ ได้ว่ามีที่ดินที่ราษฎรยังไม่ยอมเข้าร่วมแจ้งการครอบครอง นอกนั้นก็มีที่ดินที่อ้างเป็นที่ราชพัสดุ ที่ดินที่อ้างการเป็น ส.ป.ก. ที่ดินที่อ้างว่ามีเอกสารสิทธิ ที่ดินซ้อนทับกับเขตของกรมป่าไม้ ที่ดินที่อ้างว่าเป็นสวนป่า รวมทั้งที่ดินที่มีการจับกุมดำเนินคดีอยู่เดิม ฯลฯ

เรียกว่า…นุงนังมานาน …
ถ้าว่าตามตัวบทกฎหมายเดิม ก็คงต้องมีคดีจับกุม มีคดีแจ้งเอาผิดกันไปเรื่อยๆ อีกราวสามหมื่นคดี!!
นี่อุทยานเดียวนะครับ
ลองคิดดูว่าจะมีกี่แสนกี่ล้านคดีที่หากท่องตัวหนังสือเดิมลุยดะไปในอุทยานแห่งชาติที่เหลืออีก 130 แห่ง
จะมีกี่ล้านครอบครัวที่ต้องระทมใจไปตลอดกระบวนการทางคดี

คำว่าครอบครัวระทมนั้น ผมยังไม่นับรวมครอบครัวเจ้าหน้าที่ ที่ต้องระแวงระวังความโกรธเคืองคับแค้น จากผู้ถูกดำเนินคดีด้วยซ้ำ

นี่คือสภาพจิตของคนไทยนับแสนนับล้าน ที่ไม่รู้จะหาทางออกกันยังไงมาครึ่งศตวรรษ

แต่วันนี้ ปัญหาพิพาทที่คากันมาจะได้เข้าสู่กระบวนการสะสางแบบอ้างอิงกฎหมาย “คนอยู่กับป่า” ได้จริงๆ จังๆ เสียที

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

21 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา เป็นวันที่อุทยาน “ทุกแห่ง” ของไทย จะต้องทำการสำรวจการถือครองที่อยู่ที่ทำกินของราษฎรในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ “ทุกแห่ง” ให้แล้วเสร็จ…ตามความในมาตรา 64 อันเป็นบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562

ผลคือ กรมอุทยานจะสามารถเสนอข้อมูลนี้ให้คณะกรรมการอุทยานตามกฎหมายนี้ ซึ่งรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา เป็นประธานโดยตำแหน่งให้ทราบ…

และจะสามารถจัดทำโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติในเขตอุทยาน ให้ผู้ที่เคยถูกตราว่าเป็นผู้รุกป่าแต่มีคุณสมบัติว่าไม่ได้เข้ามารุกก่อน พ.ศ. 2557 สามารถเข้าร่วมโครงการที่ได้สำรวจไว้หนนี้เพื่ออยู่ป่าต่อไปได้ อย่างชอบด้วยกฎหมายเป็นครั้งแรกในชีวิต!!

โดย “มิได้สิทธิในที่ดินนั้น”

ขีดเส้นใต้คำนี้ได้หลายๆ เส้น เพราะนี่คือคำในมาตรา 64

โดยกฎหมายใหม่นี้ให้คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาและคุณสมบัติของผู้จะอยู่ภายใต้โครงการ

รวมทั้งจะกำหนดหน้าที่ผู้อยู่อาศัย ในการอนุรักษ์ดูแลระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในเขตพื้นที่ ตลอดจนกำหนดเงื่อนไขว่าคนที่อยู่ในเขตนี้ จะอยู่ได้คราวละเท่าไหร่

กฎหมายระบุไว้ว่ายังไงก็จะอนุญาตได้ไม่เกิน 20 ปีในแต่ละคราว

ใช่ครับ ยังมีอะไรท้าทายในการจัดการต่ออีกมาก กว่าจะจบลงให้งดงามได้
คงไม่หมายความว่าจะไม่มีคดีอะไรเหลือกันแล้ว แต่คงเบาบางลงไปแยะแน่
เป็นก้าวย่างสำคัญยิ่งสำหรับทุกฝ่าย ที่ไม่ต้องถูกบังคับให้ประจัญบานกันเป็นหมื่นเป็นแสนคดี
เพียงเพราะ กฎหมายอุทยาน 2504 ไม่เคยเชื่อเด็ดขาด เรื่อง คนอยู่กับป่าได้

มาตรา 63 ในบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 ซึ่งทำให้เป็นข้อบ่งชี้อีกเรื่องว่า การยึดอำนาจมาเมื่อปี 2557 นั้น “ไม่เสียของ” บอกต่อไปว่า คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ สามารถเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ออก พระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้ “คนอยู่กับป่า” ได้

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย!!

ทำไมคำในมาตรา64 ของบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงสามารถผุดเข้ามาเป็นกฎหมายได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ การอาศัยอยู่ในอุทยาน ไม่มีทางต่อรองทางกฎหมายได้เลย

รัฐบาลแต่ละยุคใน 50 ปีที่ผ่านๆ มา แม้อยากลดความขัดแย้ง แต่ทำได้อย่างมากแค่ “หรี่ตา” จะอ้างกฎหมายอะไรก็ไม่ได้ เพราะไม่มีช่องในกฎหมายอุทยานให้เจรจาเลย

แต่บทเฉพาะกาลนี้ถูกบรรจุใน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 ได้เพราะบรรยากาศและเป้าหมาย “การปฏิรูปประเทศ”

ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กับการพูดคุย “คนอยู่กับป่า” ที่ห้วยปลาหลด จังหวัดตาก

ที่เริ่มทำกันจริงจังในภาวะพิเศษเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา…

ผมเคยช่วยงานคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง (คอป.) สมัยศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ในช่วงที่กีฬาการเมืองสีรุนแรงสูงสุด

เคยติดตามงานเอกสารตำราย้อนไปสมัย ศาสตราจารย์ ดร. ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ และศาสตราจารย์ ดร.เสน่ห์ จามริก ทำงานวิจัยท้องถิ่นพัฒนาก็เคยเห็นเรื่องข้อพิพาท ข้อเสนอลดความเหลื่อมล้ำแก้ความยากจน คนอยู่กับป่า มานานแล้ว แต่ก็ติดที่ตัวกฎหมายนี่แหละ

ที่ผ่านมา 50ปี ยังไม่มีฝ่ายนโยบายการเมืองยุคไหนแกะและแก้ไขอะไรในกฎหมายนี้ได้ แม้เจ้านายท่านจะทรงเคยพระราชทานพระราชดำรัส พระราชกระแสรับสั่งเรื่องคนอยู่กับป่าหลายต่อหลายหน และพระราชทานจากหลายๆ พระองค์

ในช่วงปี 2560-62 รัฐาบลพลเอก ประยุทธ์ โดยพลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เสนอร่างพระราชบัญญัติราว 13 ฉบับ เป็นพวงใหญ่ ด้วยเชื่อเรื่องคนอยู่กับป่านี้เข้าสู่สภานิติบัญญัติเพื่อตราเป็นกฎหมาย 13 ฉบับ

ถ้าไม่นับว่านี่เป็นการปฏิรูป ก็คงไม่แฟร์ล่ะครับ

ในชั้นกรรมาธิการของ สนช. พลเอก จีระศักดิ์ ชมประสพ อดีตแม่ทัพภาค 2 ซึ่งรู้เรื่องชาวเผ่าปกาเกอะญอ 7 หมู่บ้านว่ารักษาและอยู่กับป่าได้ดี ได้รับการวางตัวมาช่วยคัดท้ายรับไม้ต่อ เป็นประธานกรรมาธิการให้หลายฉบับจนร่างกฎหมายทั้งหมดผ่านออกมาแบบไม่ให้เพี้ยนไปจากเจตนาตั้งต้น

ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีปลายปี 2561 พลเอก สุรศักดิ์ รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบายเรื่องคนอยู่กับป่า และอุปมาข้อกฎหมายและมติ ครม. เก่าที่จำแนกคนในเขตป่า ว่า ไทยต้องมีรถไฟอีก 5 ขบวน เพื่อนำพื้นที่ปัญหาเหล่านี้ออกมาดำเนินวิธีทางนิติบัญญัติต่างวิธีกันไป

เป็นที่มาของมติ ครม. 26 พฤศจิกายน 2561 จำแนกวิธีจัดการเรื่อง คนในพื้นที่ป่า 5 แบบ ตั้งแต่พื้นที่ป่าสงวนในชั้นคุณภาพลุ่มที่ 1-5 พื้นที่ในเขตป่าอนุรักษ์ พื้นที่อุทยาน พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ไปจนแม้แต่พื้นที่ป่าชายเลน

นับว่าครอบคลุมปัญหาการทำนโยบายที่ดินแห่งชาติมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

สมาชิก สนช. ในช่วงดังกล่าวก็สนับสนุนหลักการของชุดกฎหมายกันอย่างเข้าใจ

แล้วนามบุคคลที่ผมเอ่ยมาทั้งหมดข้างต้นในตอนที่ 3 นี้ รวมทั้งผมเอง ก็จึงได้โคจรมาพบกันใหม่ในฐานะสมาชิกกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ในปัจจุบัน โดยมีพลเอก สุรศักดิ์ กาญจรัตน์ เป็นประธาน

สำหรับผมนั้น นับว่าโชคดีมากที่ได้เห็นความพยายามของแนวคิดคนอยู่กับป่ามาตั้งแต่ยุคที่ยังทำงานที่บ้านพิษณุโลกสมัยพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เรื่อยมาจนถึงสมัยรัฐบาลนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา ซึ่งเป็น ครม. แรกที่มีมติเห็นชอบหลักการป่าชุมชน (โดยผมในฐานะรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามเสนอนายกฯ บรรหารนำเรื่องเข้า ครม. ตามงานศึกษาของศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในเวลานั้น)

แล้วเมล็ดพันธุ์เรื่องคนอยู่กับป่าก็ถูกบ่มเพาะรอวันลงดินได้ ในยุค ปยป. (ปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง) จนงอกเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้าน แข็งแรง มีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติค้ำยันมั่นคง

พื้นที่คนอยู่กับป่า ที่ห้วยปลาหลด จ.ตาก

และต้นไม้ใหญ่นี้กำลัง “ระบัดใบ”

อยากชวนคนไทยเรามาร่วมกันติดตาม “พาหนะ” แห่งการปฏิรูปต่างๆ

มาช่วยกันติดตามเร่ง “ดอก” เพื่อออกอนุบัญญัติ ตามกฎหมายแม่บทให้ทำงานในสนามได้จริงๆ

และร่วมกับวุฒิสภา เสนอแนะวิธีประเมินการปฏิรูปประเทศให้เกิดเป็น “ผล” ได้อีกหลายๆ เรื่อง

คนอยู่กับป่าได้…ถ้ายอมเข้าใจและเคารพข้อจำกัดของกันและกัน
ชาวบ้านที่อยู่กับป่าอย่างผูกพัน จะเป็น “รั้วคุ้มครองป่า”
ชุมชนจะเป็นไกด์ผู้นำทางพวกเรา ให้ได้เที่ยวเดินป่าอย่างรู้รักและรับผิดชอบ
“ไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า” เป็นหนังยาวที่น่าติดตามอีกหนึ่งซีรีส์ยาวๆ ไป

สอดรับกับที่สหประชาชาติแนะนำหลักความสัมพันธ์เพื่อมุ่งความยั่งยืนไว้ 5P คือ partnership-people-planet-peace-prosperity

ขอบคุณที่ติดตามอ่านงานเขียนซีรีส์สามตอนจบในครั้งนี้ครับ

Categories: New Media

การปฏิรูปประเทศที่เรากำลังจะได้สัมผัสจากรากจนถึงใบ : ตอนที่ 2

Sun, 08/09/2020 - 15:38

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของวุฒิสภา

พื้นที่คนอยู่กับป่า ห้วยปลดหลด จ.ตาก

ต่อจากตอนที่ 1

ในกระบวนการ ปยป. (ปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง) ที่ดร. บัณฑูร เศรษฐศิโรฒม์ ดำเนินไปนั้น

ส่วนใหญ่เน้นที่เรื่องชุดกฎหมายและสิ่งแวดล้อมนี่แหละ

กฎหมายไทยเกี่ยวกับป่าไม้ มีหลายฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.สวนป่า พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ฯลฯ

ผมมีเวลาไปร่วมประชุมสองสามครั้ง จึงได้พบบรรดานักวิชาการและผู้สันทัดกรณีอีกหลายๆ คนในคณะทำงาน รวมทั้งมีข้าราชการจากกรมอุทยาน สัตว์ป่าและพันธุ์พืชมาร่วมคิดอ่านกัน ผอ.วีระยุทธ เป็นหนึ่งในนั้น เป็นนักกฎหมาย เวลาคุยภาษากฎหมายกันจะเชื่อมกันได้เร็ว

ผมถูกภารกิจเป็นประธานคณะทำงานด้านการปฏิรูประบบบริหารราชการอีกด้าน จึงไม่ได้เข้าไปนั่งประชุมในห้องทำกฎหมายสิ่งแวดล้อมและป่าไม้อย่างต่อเนื่องครบทุกครั้ง

จับใจความได้หนท้ายสุดที่นั่งร่วมประชุมคือ เมื่อพิเคราะห์ว่า บรรดากฎหมายป่าไม้โดยเฉพาะกฎหมายอุทยานที่มีเป้าประสงค์หลักที่จะต้องสงวนและอนุรักษ์ระบบนิเวศของป่าให้แน่วแน่ การจะมีมาตราใดที่จะเอื้อให้คนอยู่กับป่าได้ ไม่ควรเขียนอยู่ในหมวดปกติในพระราชบัญญัตินี้

ควรไปคิดอ่านจัดวางเรื่อง “คนอยู่กับป่า” ไว้ใน “บทเฉพาะกาล” เพื่อจะได้ไม่กระเทือนหลักการใหญ่

จากนั้นผมก็ห่างๆ วงประชุมนี้ไปเรื่อยๆ เพราะต้องมีงานเพิ่มไปเป็นประธานองค์การมหาชน ที่ดูแลด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนแห่งหนึ่ง เรียกย่อว่า อพท. และไปดูแลการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการนานาชาติอีกแห่งหนึ่ง เรียกย่อว่า สสปน. หรือ TCEB กับยังต้องทำหน้าที่เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติต่อ แล้วก็เป็นอธิการวิทยาลัยการท่องเที่ยวที่มหาวิทยาลัยรังสิตอีกในเวลาซ้อนๆ กัน

นับว่ารับงานมาจับฉ่ายพอควร

มีโอกาสกลับมาเจอ ดร.บัณฑูรอีกเป็นครั้งคราว เมื่อต้องเอางานของอนุ ปยป. ด้านต่างๆ ไปเสนอเป็นรายงานที่ทำเนียบรัฐบาล จึงสอบถามเรื่องกฎหมายชุดป่าไม้ และคนอยู่กับป่า ได้ความว่าเดินหน้าไปได้ดีตามลำดับ

ตัดฉับเวลามาต่ออีกราวสองปี

ผมได้รับโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาเป็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬาอีกหน ตอนปลายปี 2560 ได้ถวายสัตย์ปฏิญานตนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้เป็นหนที่ สาม…

พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ (ซ้าย) และ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ (ขวา)

จึงได้มีโอกาสสนทนาประสานภารกิจกับพลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ อีกบ่อยครั้งในฐานะร่วม ครม. ของท่านนายกฯ พลเอก ประยุทธ์

ครั้งหนึ่ง ผมเขียนยกร่างคำสั่งร่วมสองกระทรวงเพื่อเชื่อมงานประสานระหว่างทีมผู้บริหารด้านท่องเที่ยวกับทีมดูแลด้านทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อจะได้มีเหตุให้ปลัดและอธิบดีของทั้งสองกระทรวงได้ประชุมร่วมกันได้บ่อยๆ…

ปรากฏว่าพลเอก สุรศักดิ์ อ่านแล้วเห็นว่าน่าจะเข้าที เราจึงลงนามร่วมกันเงียบๆ ตอนพักการประชุม ครม. 15นาทีนั่นแหละ

ไม่ต้องมีพิธี…ไม่ต้องมีอีเวนต์เป็นรำฉุยฉาย

ยืนอ่านควักปากกาลงนามเสร็จก็เอาไปคนละฉบับ ต่างฝ่ายต่างถือกลับไปทำสำเนาแจกลูกทีมตัวเองที่กระทรวง… แล้วเราก็นัดวันประเดิมประชุมร่วมกัน

บางคราวผมได้รับเชิญให้บินไปร่วมตรวจราชการกับท่านในต่างจังหวัด

พวกเราฝ่ายท่องเที่ยวก็อยากเข้าใจข้อสงวนและข้อจำกัดที่เราควรรักษาในการถนอมทรัพยากรธรรมชาติ ฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรก็อยากวางรูปแบบว่านักท่องเที่ยวหลายๆ ล้านคนที่จะเข้าอุทยานทางบกทางทะเลควรถูกบริหารวิธีกันยังไงได้บ้าง

เก็บขยะในคลอง จากแม่น้ำสู่ทะเล

เราจึงคุยกันตั้งแต่เรื่อง carrying capacity ของเกาะ ของหาด ของอ่าว และของป่า ไปจนถึงการร่วมสนทนาเกี่ยวกับนโยบายลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งกันถี่ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อถนอมรักษาสิ่งแวดล้อม และแน่นอนเพื่อลดปัญหาขยะในทะเล เพราะพลาสติกและโฟมที่ทิ้งแทบทุกชิ้น จะมีอายุขัยไปอีกนับร้อยปี ฝนตกเมื่อไหร่มันก็จะเคลื่อนที่ไหลไปตามน้ำจากที่สูงอันไกลโพ้นบนภาคเหนือสุดมาเรื่อยจนจบลงในทะเล แทบทั้งสิ้น

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมไปทำการเจรจากับผู้ผลิตขวดบรรจุเครื่องดื่มให้ทยอยเลิกทำ cap seal หรือที่เราเคยต้องแกะพลาสติกใสแถบเล็กๆ ที่พันรอบคอขวดเครื่องดื่มก่อนบิดฝาเกลียวเปิดจุกอีกชั้นก่อนดื่ม

ร้อยทั้งร้อย เจ้าแถบพลาสติกนี้ แม้ตั้งใจทิ้งใส่ถัง มันก็ปลิวลมไปลงที่อื่น!!

ในปีนั้น แค่เลิก cap seal อย่างเดียวก็ลดขยะพลาสติกแบบใช้หนเดียวทิ้ง หรือ single-use plastic waste ไปได้ราว 500 ตัน!

จากนั้นก็มีเรื่องการประกาศห้ามสูบบุหรี่ที่ชายหาดต่างๆ ตั้งกระถางทรายลึกเข้ามาใกล้ถนนบนฝั่งให้เป็นที่มุงสูบบุหรี่แทน

ผมเคยร่วมกิจกรรมกับ ททท. และเครือข่าย เดินเก็บแต่ก้นบุหรี่อย่างเดียว…ได้ก้นบุหรี่มาจากหาดเดียวจำนวน…5kg…ใช่ครับ

…ก้นบุหรี่ห้ากิโลกรัม …จากหาดเดียว!!!

ก้นบุหรี่จากชายหาด

เราร่วมกันประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวใช้ปิ่นโตในการไปเที่ยวในอุทยานต่างๆ ร่วมกันรณรงค์ให้หน่วยงานใช้กระติกหรือเหยือกไว้รินน้ำ จะได้ไม่ต้องมีขวดน้ำดื่มพลาสติกแจกในการประชุมให้ต้องเกิดขยะเยอะนัก แถมจะได้ไม่ใช้หลอดดูดพลาสติกเยอะ

ผมเอ่ยขอเศษถุงขนมอบกรอบจากอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คุณจตุพร บุรุษพัฒน์ ที่นักวิจัยในกรมของท่านผ่าท้องของซากวาฬที่กลืนพลาสติกในทะเลหลายกิโลกรัมจนตายอย่างน่าอนาถในอ่าวไทย มาเป็นวัสดุประกอบการยืนบรรยายพิเศษของผมคู่กับการถือปิ่นโตบนเวทีต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อชี้ให้เห็นภัยของขยะทะเล

คุณจตุพรจัดถุงขนมจากท้องวาฬ ใส่กรอบอย่างดี ส่งมาใส่มือผม ยังนึกชมเชยที่ท่านกระวีกระวาดทำให้ ทั้งที่ผมอยู่คนละกระทรวงกับท่าน

ภาพพลาสติกในท้องปลาวาฬ

วันหนึ่งผมได้โอกาสสอบถามพลเอก สุรศักดิ์ เรื่อง คนอยู่กับป่า

ปรากฏว่าท่านตอบมาฉาดฉาน และเนื้อหาแน่น แถมยกตัวอย่างของพื้นที่อีกหลายแห่งให้ผมฟังอย่างน่าตื่นเต้น…ชาวมูเซอดำแห่งบ้านห้วยปลาหลดที่จังหวัดตาก ในเขตอุทยานแห่งชาติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นหนึ่งในนั้น ว่าเป็นตัวอย่างคนอยู่กับป่าที่ดี

ไม่นึกมาก่อนว่ารัฐมนตรีจะรู้ลึกขนาดนั้น

ผมเคยไปพบชาวบ้านห้วยปลาหลด เพราะทีมอาจารย์รอยล จิตรดอน เคยพาไป… จึงรู้ว่าท่านพูดตรงกับที่เรารู้แฮะ

แถมพ่วงด้วยการแนะนำคำคมคล้องจองที่พลเอก สุรศักดิ์ คิดนโยบายเองมาอีกซีรีส์ ว่าสิ่งที่ท่านเสนอรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ใช้ปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมของไทยย่อสั้นๆ มีว่า

…ปลูกไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า เพิ่มคุณค่าทะเลไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมน้ำในไร่นา มีประปาทุกครัวเรือน…

ผมอ้าปากค้าง…ควักปากกาจดตามแทบไม่ทัน

เข้าท่าแฮะ

แต่ผมไม่มีเวลาซักมากไปกว่านี้เท่าไหร่เรื่องกฎหมายป่าไม้และอุทยาน

เพราะผมก็ต้องเผ่นกลับไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. ทุกวันจันทร์บ่าย ในช่วงนั้น เพื่อทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัตินโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับใหม่ที่ผมเสนอ เพิ่มหลักการให้รัฐสามารถเรียกค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อนำมาซื้อประกันคุ้มครองความเสียหายในหลากมิติให้ได้ เนื่องจากระบบภาษีไทยที่เคยแบกรับแทนปีละราว 300 ล้านบาทเมื่อพวกเขาต้องเข้าห้องฉุกเฉินในสถานพยาบาลไทยเพราะสารพัดเหตุนั้น มันน่าจะไม่ค่อยแฟร์ต่อภาระภาษีจากประชาชนไทยมั้ง

แปลว่าต่างคนต่างยุ่ง หัวหมุนก้นตุงทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดใดๆ

เหลือบมองปฏิทิน เหลือเวลาอีกแค่ปีเศษก็จะถึงวันเลือกตั้ง

อันจะเป็นสัญญานการจบลงของรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่านที่หวังจะตั้งฐานปฏิรูปประเทศให้ได้มากเท่าที่ทำทัน

เรื่องเล่าตอนที่แล้วฉายให้เห็นต้นหน่ออ่อนที่เพิ่งแตกรากจากเมล็ดพันธุ์เรื่องคนกับป่าไปแล้ว

รอบนี้ลำต้นอ่อนๆ ของการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อยอมรับหลักการ “คนอยู่กับป่า” จึงมีต้นอ่อนแรกดังที่พอจะจำปะติดปะต่อมาเล่า…

อ่านต่อตอนที่ 3

Categories: New Media

การปฏิรูปประเทศที่เรากำลังจะได้สัมผัสจากรากจนถึงใบ : ตอนที่ 1

Sun, 08/09/2020 - 15:21

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองประธานกรรมาธิการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของวุฒิสภา

พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติของไทยแต่ดั้งเดิมมา ไม่เคยเชื่อแม้สักนิด ว่าคนอยู่กับป่าได้

การประกาศเขตอุทยานปกติก็ทำบนแผนที่กระดาษ ขีดคร่อมทับพื้นที่กว้างใหญ่ โดยไม่รู้ชัดหรอกครับว่าจะมีใครอยู่มาก่อนหรือไม่ ไม่มีการเดินป่าสำรวจก่อนขีด

กฎหมายบอกให้ราษฏรมาโต้แย้งรัฐในเวลาที่กำหนด

ดังนั้น ใครไม่ได้ทำหนังสือมาโต้แย้งคัดค้านแปลว่าไม่ได้รักษาสิทธิ ส่วนพวกเขาจะรู้หนังสือหรือรู้สิทธิของตัวเองหรือเปล่า รัฐคงไม่ได้คำนึง

รัฐนึกแค่จะรักษาป่าไม้ไว้ แต่แล้วรัฐก็ไม่ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาอุทยานมามากพอจะดูแลทั่วถึงตามเขตที่ประกาศ

คนที่เคยอยู่ที่นั่นมาก่อนก็อาจไม่รู้เรื่องกฏกติกาเหล่านี้

คนที่ย้ายมาใหม่ก็มีทั้งที่รู้ว่าตรงไหนเขตป่าและที่ไม่รู้

เพราะรัฐก็ไม่เคยทำเขตป่าตามที่อ้างไว้ในแผนที่แนบท้ายประกาศเขตอุทยาน เขตห้ามล่าหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อาศัยคำตามสอง พ.ร.บ. คือ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

คนเมืองยังแทบไม่เคยอ่านกฎหมายสองฉบับ นับประสาอะไรกับคนที่อาศัยใกล้ป่า การกระทบกระทั่งระหว่างคนเฝ้าป่ากับคนอยู่ติดป่า หรืออยู่ในป่าจึงดำเนินเรื่อยมา

ในช่วงปี พ.ศ. 2522-2530 ชาวบ้านบางกลุ่มถูกทางการพาย้ายออกจากพื้นที่สู้รบกับคอมมิวนิสต์แล้วเอามาแหมะไว้ในที่ดินที่ต่อมาภายหลังถูกประกาศเป็นเขตป่า หรือประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ประกาศเป็นอุทยานก็มี ชาวบ้านไม่หือไม่อืออะไร เพราะถือเสียว่า ทางการพาให้ฉันมา ยังไงฉันก็ไม่ใช่คนรุกป่า

แต่ก็มีเหมือนกันที่ชาวบ้านรุกป่าเพราะไม่เห็นมีใครมาว่าหรือห้ามปรามอะไร และก็มีทั้งที่ถูกห้ามแต่ก็แอบเข้าไปรุกดื้อๆ เพราะไม่มีหลักหมุดหรืออะไรให้เชื่อที่มีคนบอกว่าผ่านมะพร้าวต้นนี้ไป เป็นเขตห้ามล่า ห้ามจับจองทำกินใดๆ

พวกนายทุนที่เคยรุกป่าแต่ต่อมาไม่อยากถูกจับก็หันไปใช้วิธีรับซื้อผลผลิตพืชไร่พืชเศรษฐกิจที่อยากได้ อันเป็นผลให้ชาวบ้านเลือกจะรุกป่าเองเพื่อเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก จะได้เอาผลผลิตไปขายนายทุน

เผลอแผลบเดียว ป่าก็ถูกรุกรานจนเสียหายเยอะแยะ หนักเข้าก็มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน นำไปสู่ปัญหาการเลือกปฏิบัติ การจ่ายค่าคุ้มครอง จ่ายค่าปิดตากัน

บางพื้นที่หากความแตกก็เกิดเรื่องอื้อฉาว มีทั้งฝ่ายกฎหมายรัฐมาจับกุมดำเนินคดี มีบางกรณีที่เจอคนใจร้อนจัด ใช้กฎหมายป่าชำระแค้นกันเองก็มีเป็นข่าว

แม้มีผู้พยายามหาวิธีวางกติกาคนกับป่าหลายครั้ง

แต่ถ้ายกเว้นที่เคยมีการเสนอร่างแนวคิดกฎหมายป่าชุมชนที่นับถึงวันนี้ใช้เวลาไปเกิน 20 ปีแล้ว ก็ยังคลอดไม่ได้ ร่างกฎหมายป่าชุมชนไม่เคยเดินทางถึงรัฐสภา

กฎหมายอื่นที่จะรองรับสิทธิและวางบทบาทคนกับป่าแบบยอมรับข้อจำกัดของกันและกัน ไม่มีคลอดออกมาได้เลยสักหน

การทวงคืนผืนป่าแบบไม่แยกแยะ จึงกลับทำให้สัมพันธภาพระหว่างชาวบ้านกับรัฐร้าวและห่างถ่างจากกันไปเรื่อยๆ

ไม่มีใครถูกหมดหรือผิดหมดหรอกครับ

แต่ทำให้การปลูกป่าในใจคน กลายเป็นได้แค่โปสเตอร์ชโลมใจให้คนเมืองดู

แต่คนในป่าและคนใกล้ป่าจำนวนมากกลับชอกช้ำ เพราะปลูกไปก็ถูกจับขับไล่ ถูกคดี มีคุกเป็นที่หมาย

แม้จะแบบบำรุงรักษาป่าก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะกฎหมายไม่อนุญาตเด็ดขาด โดยเฉพาะกฎหมายอุทยาน ส่วนเขตห้ามล่าสัตว์ป่าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ยิ่งแล้วใหญ่

ชะโงกหน้าข้ามเข้าเขตไปก็ถือว่าผิด

เมื่อราว 5 ปีที่แล้ว ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ นักวิชาการหนุ่ม ในฐานะผู้บริหารจากมูลนิธิสถาบันธรรมรัฐเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อตั้งโดยท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย โทรศัพท์ หาศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในโอกาสแรกที่ ดร.บัณฑูรได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในกรรมการ ป.ย.ป. (ย่อมาจากวางแผนปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและทำความปรองดองแห่งชาติ อะไรยังงี้แหละ) ว่า ดร.บัณฑูรอยากให้ อ.สุรเกียรติ์ช่วยทาบทามผมไปร่วมเป็นอนุกรรมการ ปยป. หน่อย เพราะอยากมีนักกฎหมายเข้ามาร่วมคิดร่วมออกแบบสิ่งที่จะ ปยป. กัน

ดร.สุรเกียรติ์ทาบทามผม ผมก็รับคำชวนเพราะทั้งเคยเรียนจบกฎหมายสิ่งแวดล้อมสมัยเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และอาศัยว่าเคยมีประสบการณ์บริหารและออกแบบนโยบายสาธารณะมาก่อน

หนึ่งในหัวข้อที่ตกลงว่าน่าจะทำก็มีเรื่องการปฏิรูประบบบริหารราชการ กับอีกเรื่องคือการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้

และนี่เอง ที่ทำให้ผมได้เข้ามาร่วมในกิจกรรมเบื้องแรกของการหาวิธีแก้ พ.ร.บ.เป็นชุดเกี่ยวกับ “ป่าไม้ของไทย” ซึ่งรวมถึงอุทยานด้วย

โดยคิดอ่านจะทำประมวลกฎหมายป่าไม้ขึ้นมา

ดร.บัณฑูรจึงนำพวกเราไปเข้าประชุมนำเสนอไอเดียนี้กับพลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ในเวลาต่อมาที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ย่อว่า ทส.)

ที่นั่น ท่านรัฐมนตรีว่าการ ทส. พร้อมปลัดกระทรวง ดร.วิจารย์ สิมาฉายา และอธิบดีทุกกรมนั่งร่วมประชุมกับพวกเราตั้งแต่บ่ายสี่จนถึงทุ่มเศษ

แม้ไม่ได้รับปากว่าจะทำอย่างที่พวกเราคิด แต่การรับฟังโดยกำหนดให้ปลัดและอธิบดีอยู่ร่วมจนเลิกประชุมนั้น น่าจะเป็นสัญญานที่ดี

เรากลับกันลงมาที่บันไดหน้ากระทรวงด้วยความรู้สึกดี เพราะอย่างน้อยผู้ใหญ่ของกระทรวงก็อุตส่าห์รับฟัง แต่ไม่ถึงขนาดที่จะรู้ว่าในที่สุดอีก 5 ปี ถัดมา

คำว่า คนอยู่กับป่าได้…เมื่อเข้าใจกันและกัน

จะมีที่ยืนในกฎหมายขึ้นมา

ติดตามอ่านต่อตอนที่ 2

Categories: New Media

ASEAN Roundup อาเซียนในปีที่ 53 เศรษฐกิจหดตัว อินโดนีเซียจีดีพีติดลบครั้งแรกในรอบ 20 ปี

Sun, 08/09/2020 - 13:33

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 1-8 สิงหาคม 2563

  • อาเซียนเศรษฐกิจติดลบครบรอบ 53 ปี
  • อินโดนีเซียจีดีพีติดลบครั้งแรกรอบ 20 ปี
  • ฟิลิปปินส์จีดีพีไตรมาสสองติดลบรอบ 29 ปี
  • สิงคโปร์ฟื้นจากถดถอยเติบโต 7% ปี 2021
  • ทางออกของนโยบายกุญแจสำคัญเสถียรภาพทางการเงินอาเซียน
  • อาเซียนเศรษฐกิจติดลบครบรอบ 53 ปี

    ที่มาภาพ: https://en.vietnamplus.vn/vietnam-joins-hands-with-asean-battle-against-covid-19/171505.vnp
    วันที่ 8 เดือนสิงหาคม 2563 ASEAN Day เป็นที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน (Association of the Southeast Asian Nations – ASEAN) ครบรอบการก่อตั้ง 53 ปี และอยู่บนเส้นทางที่แสดงให้เห็นแล้วว่า การรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวที่มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดมีความก้าวหน้า ทำให้อาเซียนมุ่งเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสร้างความเจริญรุ่งเรือง พลเมืองได้ประโยชน์

    อาเซียน 10 ประเทศที่มีความแตกต่างกันได้รวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และนับตั้งแต่นั้นอาเซียนมีคววามใกล้ชิดกันมากขึ้นและมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค

    อาเซียนยังเป็นตัวหลักสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือและความเชื่อมโยงในด้านการค้า นำไปสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนกับพันธมิตรสำคัญ ทั้ง จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นอาเซียนบวก 3 (ASEAN +3) ต่อมาได้เพิ่มอินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นอาเซียนบวก 6 (ASEAN +6) รวมทั้งมีโครงการความร่วมมือเศรษฐกิจการค้ากับพันธมิตรอื่นเช่น สหรัฐฯ แคนาดา สหภาพยุโรปและรัสเซีย และอาเซียนยังริเริ่มการเจรจา ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP)

    จากภูมิภาคที่แตกต่าง อาเซียนปัจจุบันเป็นประชาคมของประเทศที่มีประชากรรวมกันราว 650 ล้านคน เศรษฐกิจที่มีพลวัตรและมีขนาด 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคที่ได้รับความสนใจ ความร่วมมือจากพันธมิตรทั่วโลก และนับว่าการรวมตัวของอาเซียนเป็นรูปแบบที่ประสบความสำเร็จ โลกจับตาอาเซียนมากขึ้นต่อเนื่อง

    ในสองปีที่ผ่านมาอาเซียนประสบกับภาวะความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก อันเนื่องจากการแข่งขันของมหาอำนาจ ที่เกี่ยวโยงมายังการกีดกันทางการค้า และกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก เพราะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ในปี 2020 ที่ครบรอบการก่อตั้ง 53 ปี อาเซียนประสบกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับประเทศอื่นของโลก แม้ประเมินกันว่าอาเซียนจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าภูมิภาคอื่น แต่กระนั้นผลกระทบจากไวรัสต่อเศรษฐกิจก็นับว่ารุนแรง โดยแต่ละประเทศได้รับผลกระทบที่ไม่เท่ากัน โดยส่วนใหญ่แล้วเศรษฐกิจติดลบในรอบหลายสิบปี

    อินโดนีเซียติดลบครั้งแรกรอบ 20 ปี

    ที่มาภาพ: https://asia.nikkei.com/Economy/Indonesia-s-economy-contracts-for-first-time-in-20-years
    เศรษฐกิจอินโดนีเซียติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(Gross Domestic Product:GDP) ไตรมาสสองที่หักเงินเฟ้อหดตัว 5.32% จากระยะเดียวกันของปีก่อน และชะลอตัวจาก 2.97% ในไตรมาสก่อนหน้า และมีความเสี่ยงว่า การระบาดของไวรัสโควิดจะทำให้เศรษฐกิจถดถอย

    การหดตัวของเศรษฐกิจไตรมาสสองสูงกว่า 4.61% ที่นักวิเคราะห์คาด และตกลงเร็วกว่า 4.3% ที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด คาดไว้

    จากข้อมูลของโออีซีดี(Organization for Economic Cooperation and Development) พบว่า เป็นครั้งแรกที่จีดีพีรายไตรมาสของอินโดนีเซียหดตัว ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 1999 เมื่อประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย

    มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมที่ใช้ทั่วประเทศเพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกส่วน การบริโภคซึ่งมีสัดส่วนกว่าครึ่งของระบบเศรษฐกิจ หดตัว 5.32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 1998

    แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และธนาคารกลางได้ลดดอกเบี้ยหลายรอบ แต่เศรษฐกิจก็ยังมีปัญหาเพราะจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสดควิด-19 ยังเพิ่มขึ้นส่งผลให้หลายพื้นที่ยังใช้มาตรการทางสังคมที่เข้มงวดต่อไป โดยในกรุงจาการ์ตาได้ขยายระยะปรับตัวที่จะผ่อนปรนมาตรการออกไปเป็นครั้งที่สามในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สำนักงาน ศูนย์การค้า และสถานที่สาธารณะ เปิดให้บริการเพียงครึ่งหนึ่ง

    นอกจากนี้มีความล่าช้าในการดำเนินการใช้จ่ายตามมาตรการของรัฐบาล โดยเบิกจ่ายเงินได้เพียง 20% ของวงเงิน 695 ล้านล้านรูเปียะห์เท่านั้น

    ธนาคารกลางอินโดนีเซีย(Bank Indonesia) คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบ U-shape ซึ่งหมายถึงว่าเศรษฐกิจจะอ่อนแรงระยะหนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งวัดจากจีดีพีที่ติดลบติดต่อกันสองไตรมาส ก็จะเกิดขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจเอเชียในปี 1998 และในกรณีเลวร้ายสุดรัฐบาลอินโดนีเซียคาดว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะหดตัว 0.4%

    แต่นักเศรษฐศาสตร์เห็นว่า รัฐบาลมองโลกในแง่ดีเกินไป

    “เรายังกังวลต่ออัตราการฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี ซึ่งจีดีพีทั้งปี 2020 จะหดตัว 2.7% เราคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างช้าๆและจีดีพีครึ่งหลังของปียังติดลบก่อนที่จะกลับเป็นบวกในปี 2021” ซุง เอิน จุง นักเศรษฐศาสตร์จากออกซ์ฟอร์ด อิโคโนมิกให้ความเห็น

    กาเร็ธ เลเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากแคปปิตอลอิโคโนมิกส์ ประเมินว่า จีดีพีทั้งปีจะหดตัวราว 3% ทั้งปี

    “เราคาดว่าจะฟื้นตัวแบบอ่อน อินโดนีเซียยังมีผู้ติดเชื้อไวรัส 2,000 รายต่อวัน ความกังวลว่าจะติดเชื้อทำให้ผู้คนยังไม่กล้าที่จะใช้ชีวิตตามปกติ และมาตรการรักษาระยะห่างยังใช้อีกนาน”

    รายงานของธนาคารโลกเดือนกรกฎาคมระบุว่า แนวโน้มยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นขาลง นับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน จาการ์ตาและหลายพื้นที่ได้กำลังเข้าสู่ภาวะปกติใหม่ด้วยการผ่อนคลายมาตรการการเคลื่อนไหว ซึ่งอาจะทำให้เกิดการติดเชื้อรอบใหม่ และอาจทำให้รัฐบาลใช้มาตรการเข้มงวดรอบใหม่ ซึ่งมาตรการเข้มงวดนี้จะมีผลต่ออุปสงค์และอุปทานและกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศ

    ฟิลิปปินส์จีดีพีไตรมาสสองติดลบรอบ 29 ปี

    ที่มาภาพ: https://www.aljazeera.com/ajimpact/philippine-economy-posts-biggest-quarterly-plunge-200806051633703.html
    เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ไตรมาสสองหดตัวมากที่สุดเท่าที่เคยรายงานมา และมากกว่าที่คาด จนเข้าสู่ ภาวะถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบ 29 ปีเนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดและใช้เป็นเวลานานที่สุดในโลก มีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจจะติดลบ 5.5% ในปี 2020

    จีดีพีช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนหดตัว 16.5% จากระยะเดียวของปีก่อน และเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำภาวะเศรษฐกิจรายไตรมาสปี 1981 รวมทั้งยังลดลงมากกว่า 9% ที่นักวิเคราะห์คาดไว้ และย่ำแย่กว่าที่ไตรมาสแรกที่ติดเลบเพียง 0.7% ขณะที่จีดีพีไตรมาสสองที่ปรับฤดูกาลแล้วลดลง 15.2% จากช่วง 3 เดือนแรกของปี

    เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสอาจจะเลวร้ายลง จากการที่รัฐบาลนำมาตรการกักกันที่เข้มงวดเพื่อควบคุมการระบาดในกรุงมะนิลาและจังหวัดใกล้เคียงสองสัปดาห์ ท่ามกลางการระบาดรอบสอง

    คาร์ล จั่ว รักษาการเลขาธิการสำนักงานวางแผนเศรษฐกิจ ระบุว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์คาดว่าจะถดถอย 5.5% ปีนี้ซึ่งมากกว่าที่ประเมินไว้

    “เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ร่วงลงไปสู่ภาวะถดถอย โดยจีดีพีไตรมาสสองที่ติดลบแสดงให้เห็นถึงผลกระทบรุนแรงจากมาตรการล็อกดาวน์ที่ข้มเงวต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภค” นิโคลาส แอนโทนีโอ มาปา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก ไอเอ็นจีให้ความเห็น

    “การว่างงานที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ยังคงเพิ่มขึ้นอีกในหลายเดือนข้างหน้า เราไม่คาดว่าพฤติกรรมการบริโภคจะฟื้นตัวเร็ว เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น”

    ธุรกิจบางภาคต้องปิดการให้บริการอีกครั้งจากคำสั่งห้ามการเคลื่อนไหวและระงับการเปิดกิจการอีกครั้งในกรุงมะนิลาและจังหวัดรอบนอก ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศและเป็นศูนย์รวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    บริษัทวิจัยแคปปิตอลอิโคโนมิกส์ระบุว่า การหดตัว 16.5% ของจีดีพีไตรมาสสองน่าจะเป็นการหดตัวที่มากที่สุดในภูมิภาค

    “ความล้มเหลวในการควบคุมไวรัส รวมทั้งมาตรการเข้มงวดจำกัดความเคลื่อนไหวและมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจที่ไม่มากพอ จะทำให้ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ฟื้นตัวช้าที่สุดในภูมิภาค” อเล็กซ์ โฮล์มส์ นักเศรษฐสาสตร์จากแคปปิตอลอิโคโนมิกส์ให้ความเห็นฃ

    ฟิลิปปินส์ที่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสรองจากอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศในอาเซียนที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุด

    การว่างงานที่สูงมากเป็นประวัติการณ์และการส่งเงินกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์ที่ทำงานในต่างประเทศ มีผลต่อการบริโภคของบุคคลซึ่งมีสัดส่วนราว 2 ใน 3 ของจีดีพี ขณะที่การส่งออกลดลงเป็นเลขสองหลักในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน เพราะมาตรการล็อกดาวน์มีผล
    กระทบต่อการผลิตและห่วงโซ่การผลิต

    นักวิเคราะห์มองว่า อัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำตลอดทั้งปี ทำให้ธนาคารกลางยังสามารถที่จะลดดอกเบี้ยได้อีกหากจำเป็น หลังจากที่ปรับดอกเบี้ยลงรวมกัน 1.75% แล้วในปีนี้มาที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 2.25%

    เอชเอสบีซี คาดว่า ธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในไตรมาสสองสี่ปีนี้ ซึ่งจะส่งลหใ้ดอกเบี้ยปีนี้ลดลงรวม 2%

    นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า รัฐบาลต้องเสริมมาตรการการเงินของธนาคารกลางด้วยมาตรการทางการคลังชุดใหญ่

    “จีดีพีที่ออกมาบ่งชี้ว่าทุกฝ่ายต้องร่วมกันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ” โนลัน อาร์บิส นักเศรษฐศาสตร์เอชเอสบีซีระบุในบทวิเคราะห์และระบุอีกว่า
    “การขาดมาตรการทางการคลังที่เพียงพอเป็นจุดที่น่ากังวลของประเทศ ซึ่งขณะนี้เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสมากที่สุดในภูมิภาค รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมืองก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจมีปัญหามากขึ้น”

    ฝ่ายนโยบายกำลังวางแผนมาตรการการใช้จ่ายและลดอัตราภาษีนิติบุคคล ซึ่งประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต้ หวังว่าจะช่วยเหลือครัวเรือนและธุรกิจที่ไ้ดรับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสได้ โดยวุฒิสภาเสนอมาตรการในวงเงิน 140 พันล้านเปโซหรือ 2.9 พันล้านดอลาร์สหรัฐฯ ซึ่งน้อยกว่ารัฐบาลในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น

    สิงคโปร์ฟื้นจากถดถอยเติบโต 7% ปี 2021 ที่มาภาพ: https://www.visitsingapore.com/see-do-singapore/recreation-leisure/viewpoints/merlion-park/

    สิงคโปร์มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวจากภาวะถดถอยและขยายตัวในอัตรา 7% ในปี 2021 จากการประเมินของรายงานภาวะเศรษฐกิจ Asean+3 Regional Economic Outlook 2020ของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน +3(Asean+3 Macroeconomic Research Office:AMRO) ที่เผยแพร่วันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา

    เศรษฐกิจสิงคโปร์จะกลับมาขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในปีหน้าหลังจากที่หดตัวมากกว่าที่คาด เพราะผลกระทบของการระบาดของไวรัสโควิด-19 รายงาน AMRO ระบุ โดยจีดีพีสิงคโปร์จะขยายตัว 7% ในปี 2021 หลังจากหดตัว 6% ในปีนี้ ซึ่ง AMRO ได้ปรับประมาณจีดีพีปีนี้ลดลงอีกจากที่คาดว่าจะหด 0.8%

    ดร.โฮ อี้ คอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน +3 กล่าวว่า การฟื้นตัวของสิงคโปร์ตจะริ่มขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ จากแรงหนุนของภาคการผลิตและภาคบริการทางการเงินที่ปรับตัวดีกว่าภาคธุรกิจอื่นๆ

    นอกจากนี้แรงงานต่างชาติได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสและพร้อมที่จะทำงาน ภาคการก่อสร้างจะเริ่มมีบทบาทต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปลายปีนี้และจะสนับสนุนเศรษฐกิจต้อเนื่องในปี 2021

    “เราคาดว่าสิงคโปร์จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในครึ่งปีหลังต่อเนื่องไปจนถึงปี 2021 แต่ภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยวและการต้อนรับจะยังคงประสบกับความลำบากไปจนกว่าจะมีวัคซีนออกใช้กันอย่างแพร่หลายพอที่จะยกเลิกข้อห้ามการเดินทางระหว่างประเทศ”

    กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์คาด จีดีพีสิงคโปร์จะหดตัว 4-7% ในปีนี้แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีประมาณการอย่างเป็นทางการของปี 2021

    ในทั้ง 14 ประเทศอาเซียนและอาเซียนบวก 3 AMRO คาดว่าจะฟื้นตัวแบบ U-shape นำโดยจีน แต่โดยรวมเศรษฐกิจทั่วทั้งภูมิภาคจะชะลอตัวรุนแรงอัตราเติบโตเป็น 0% จากที่ขยายตัว 4.8% ในปี 2019 ก่อนที่จะฟื้นตัวแข็งแกร่งเป็น 6% ในปี 2021

    มาตรการจำกัดความเคลื่อนไหวที่แข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก นำไปสู่การว่างงานที่สูงขึ้น ธุรกิจชะงักงัน และความต้องการในประเทศทรุดหนัก การจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศก็มีผลต่อการท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาค

    AMRO ระบุว่า 9 ใน 14 ประเทศประสบกับเศรษฐกิจหดตัว แต่จีน บรูไน ลาว เมียนมา และเวียดนาม เศรษฐกิจจะขยายตัว ซึ่งประมาณการนี้อยู่บนพื้นฐานว่าการควบคุมการระบาดของไวรัสทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกมีประสิทธิภาพ

    การติดเชื้อระลอกใหม่ในบางส่วนของภูมิภาคและที่อื่นของโลก ทำให้วิตกว่าจะมีการล็อกดาวน์รอบใหม่ ซึ่งกลุ่มอาเซียนบวก 3 คงรับมือได้ลำบาก แม้ส่วนใหญ่ยังมีขีดความสามารถทางนโยบายทั้งด่านการคลังและการเงินที่จะสนับสนุนหากจำเป็น

    ทางออกของนโยบายกุญแจสำคัญเสถียรภาพทางการเงินอาเซียน

    ดร. หลี เหลียน อ่อง จากสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน +3 (Asean+3 Macroeconomic Research Office:AMRO) ให้ความเห็นว่า การจัดการกับทางออกจากนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาค

    “ความท้าทายใหญ่สุดของฝ่ายนโนยบายในกลุ่ม Asean+3 ในครึ่งหลังของปี 2020 คือการรักษาสมดุลระหว่างการผ่อนปรนมาตรการเพื่อฟื้นเศรษฐกิจกับความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อรอบใหม่”

    มองไปข้างหน้า วิธีการจัดการกับการออกจากนโยบายที่เกี่ยวกับการระบาดจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน

    รัฐบาลจะต้องถอนการสนับสนุนทางการเงินที่ให้กับภาคธุรกิจนอกภาคการเงิน และประชาชนเพื่อรักษาความมั่นคงของฐานะการเงินด้านการคลัง ขณะที่ต้องรักษาสมดุลเพื่อไม่ให้ธุรกิจล้มละลายและการว่างงาน

    ส่วนผู้กำกับนโยยายการเงินก็ต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยต้องทางแนวทางในการออกจากการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะอันตรายจากการกระทำที่ไม่สุจริต (Moral Hazard) ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันไม่ให้เกิดแรงกระแทกอย่างเฉียบพลันต่องบดุลของธนาคาร

    ธนาคารกลางควรยุติการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดฟองสบู่ของสินทรัพย์และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ในขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันไม่ให้การปล่อยสินเชื่อเข้มงวดเกินไป

    Categories: New Media