ThaiPublica

Subscribe to ThaiPublica feed ThaiPublica
กล้าพูดความจริง
Updated: 25 min 28 sec ago

ชมรมเพื่อนโบนัส

1 hour 20 min ago

ธนากร คมกฤส

การเสียชีวิตของ “โบนัส” เด็กหญิงวัย 14 ปีที่จังหวัดพัทลุง เป็นเรื่องที่สะเทือนใจ และน่าจะถูกหยิบยกมาสร้างอุทธาหรณ์แก่สังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง

น่าเห็นใจโบนัสที่ต้องแบกรับเรื่องหนักๆ เกินกว่าที่บุคคลวัยเด็กอย่างเธอจะรับได้ เปรียบเหมือนเธอถูกผู้ใหญ่รอบตัวหย่อนลูกตุ้มหนักๆ ทีละลูกๆ ลงบนบ่า … พ่อแม่แยกทาง พ่อไม่รับเลี้ยง แม่ไม่พร้อมรับผิดชอบ ไปอาศัยกับญาติก็ถูกล่วงเกิน … สุดท้ายถูกปฏิเสธจากระบบการศึกษา น้ำหนักที่กดทับลงบนบ่าไหล่เล็กๆ คู่นี้ทีละครั้งๆ คงทำให้เธอค่อยๆ จมดิ่งลงในห้วงของความทุกข์ไปเรื่อยๆ

เชื่อได้ว่าโบนัสได้พยายามส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือหลายครั้ง เธอติดต่อขอความช่วยเหลือทางการเงินจากพ่อแต่ถูกปฏิเสธ เธอกลับมาขอให้แม่ช่วยกู้เงินมาเรียน แต่ก็กู้ไม่ผ่าน และเกิดการมีปากเสียงรุนแรงกับแม่ เพราะเธออดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากขอร้องให้แม่เลิกเล่นพนัน เธอถูกแม่ไล่ตะเพิดออกมาจากพื้นที่ชีวิตของบุพการี เธอพยายามขอความสงเคราะห์จากรัฐ โดยติดต่อขอมาอยู่ที่บ้านพักเด็กจังหวัด แต่ก็ยังไปไม่สุดของขั้นตอนทางธุรการ และแน่นอนเธอได้ขอความช่วยเหลือจากระบบโรงเรียน แต่ …

ไม่แน่ใจว่าเธอเคยได้รับการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตด้วยหรือไม่? การวินิจฉัยว่าเธอมีภาวะซึมเศร้าเป็นการวินิจฉัยโดยแพทย์ หรือสังคมวินิจฉัยกันเอง? เพราะหากเป็นการวินิจฉัยโดยแพทย์แล้ว ก็ถือเป็นการการันตีอย่างชัดเจนว่า เด็กคนนี้กำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างยิ่ง และไม่ควรปล่อยให้เธอต้องเผชิญความทุกข์โดยลำพัง

น่าเสียดายที่บรรดามือแห่งความช่วยเหลือ (helping hand) ต่างๆ ที่โบนัสไปขอความช่วยเหลือ ไม่มีฝ่ายไหนยื่นมือมารับเธอเลย ไม่มีใครยินดีช่วยเธอในเวลาที่เธอต้องการ

น่าสังเกตว่าฝ่ายที่ดูจะเป็นผู้เห็นอกเห็นใจเธอมากที่สุด และเป็นผู้รับฟังความทุกข์ของเธอมากที่สุด คือ “เพื่อน” ฟังจากคำบอกเล่าของเพื่อนเธอ โบนัสส่งสัญญาณต้องการความช่วยเหลือชัดมาก แต่น่าเสียดายที่สัญญาณนี้จบลงที่ความรับรู้ของเพื่อน และไปไม่ถึงมือแห่งความช่วยเหลือดังกล่าว

ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเธอเลย ????

ในทางจิตวิทยามีความรู้หนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่า “การฟังเชิงลึก” (deep listening) หรือเรียกให้สวยๆ อีกแบบว่า “การฟังด้วยหูรู้ถึงใจ” เป็นการฟังที่ลึกกว่าการฟังแค่คําพูด แต่ได้ยินไปถึงสิ่งที่ผู้พูดไม่ได้พูด เช่น อารมณ์ความรู้สึก ความต้องการ หรือความคิดความเชื่อของเขา ณ ปัจจุบันขณะนั้นๆ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของผู้ที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาผู้คน เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือนักแนะแนว เป็นต้น

แต่เอาเข้าจริง ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ทุกคน เป็นทักษะมนุษย์ที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากต่อสังคม

การฟังเชิงลึก เป็นการใส่ใจฟังผู้พูดอย่างแท้จริง เหมือนว่ามีแค่ผู้พูดอยู่ด้วยกับเราเท่านั้น เป็นการฟังโดยปราศจากการตัดสินว่าเขาเป็นอย่างนั้นหรือเป็นอย่างนี้ ปล่อยวางจากความเดิมๆ ที่รับรู้หรือเรียนมา แม้กระทั่งความรู้จักว่าผู้พูดเป็นคนมีนิสัยอย่างไร รวมถึงการไม่คาดคะเนต่อสิ่งใดๆ เพื่อให้เป็นการฟังที่ปราศจากอคติและสมมติฐานใดๆ ทั้งมวล (วัลภา ฐาน์กาญจน์ : การฟังอย่างลึกซึ้ง .มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)

ภาพคร่าวๆ ของกระบวนการฟังอย่างลึกซึ้ง แน่นอนว่าเริ่มต้นที่การฟัง ฟังอย่างใส่ใจขณะที่เขาเล่าเรื่อง ไม่ขัด ไม่แย้ง ไม่แทรก ให้เขาเล่าจนพอใจ จากนั้นหากมีบางเรื่องที่ไม่ชัดเจนค่อยถามเขากลับ กระตุ้นให้เขาได้ระบายออกมาอีก เมื่อเขาหยุดเล่าเราก็ทวนความเรื่องราวที่เขาเล่ามา ซึ่งอาจช่วยให้เขาได้เห็นเรื่องราวของตนเองได้ชัดขึ้น

กิจกรรมที่สำคัญอีกอย่างคือ การสะท้อนความ เป็นการสะท้อนกลับไปยังความรู้สึกนึกคิด หรือความต้องการของเขา ณ ปัจจุบันขณะ “เธอกำลังรู้สึกว่า …” “เธอกำลังคิดว่า …” “เธอกำลังต้องการ … อย่างนี้ใช่หรือไม่?” ตั้งใจฟัง ค่อยๆ ถาม ค่อยๆ สะท้อน ค่อยๆ สรุป แล้วให้กำลังใจ

มหัศจรรย์ของการฟังลักษณะนี้ มีพลังสะท้อนกลับไปหาผู้เล่าเรื่องได้มากมาย ทำให้เขามีตัวตน รู้สึกมีคุณค่า และรู้ว่ามีคนเห็นความสำคัญในเรื่องราวของเขา โดยเฉพาะในยามที่เขากำลังต้องการมันอย่างที่สุด

ใครที่เคยชมคลิป “เป้ อารักษ์” คุยกับผู้ให้คำปรึกษา จะเห็นว่าเพียงชั่วเวลาไม่กี่นาที กิจกรรมนี้สามารถเปลี่ยนคนที่กำลังมีน้ำตา ให้มาเป็นคนที่ยิ้มและรู้สึกดีขึ้นได้ (YouTube Samaritans Thailand : “เป้ อารักษ์ กับการฟังที่จะเปลี่ยนชีวิตที่เหลือของเขา” 5 ก.ย. 2558)

ทักษะนี้อาจไม่ง่ายที่แค่คิดก็ทำได้ จำเป็นต้องมีการฝึกกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ยากถึงขนาดที่คนอย่างเราๆ จะเรียนรู้และทำไม่ได้

หากถอยมามองในภาพกว้างของสังคม ข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาฉายภาพว่า นักเรียนที่อยู่ตรงชั้นรอยต่อ เช่น ชั้นอนุบาลขึ้น ป.1 ชั้น ป.6 ขึ้น ม.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4 ในครอบครัวที่มีรายได้น้อย ไม่พบข้อมูลการเรียนต่อมากถึง 43,060 คน และมีจำนวนนักเรียนในครอบครัวที่มีรายได้น้อย จำนวน 2.2 ล้านคนเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา

ผลสำรวจของยูนิเซฟ พบว่าเด็กนักเรียนในครอบครัวยากจนจะหลุดจากระบบโรงเรียนไปประมาณ 20% เมื่อถึงเวลาเรียนต่อชั้น ม.ต้น และเมื่อถึงชั้นมัธยมปลายจะหายไปอีกเกือบ 48% (“เด็ก Drop out” เหมือนใบไม้ร่วง ภาวะไม่ปกติของการศึกษาไทย. The Active (Thai PBS), 20 ตุลาคม 2021)

โบนัสเป็นกรณีหนึ่ง ยังมีเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่อาจอยู่ในสภาพคล้ายเธอ

คงจะดีกว่านี้ถ้ามีใครรับฟังพวกเขา และช่วยนำพาสัญญาณขอความช่วยเหลือจากพวกเขาไปส่งถึงมือที่ให้ความช่วยเหลือต่างๆ

เพราะเราเชื่อว่า ในห้วงเวลาที่กำลังรู้สึกอับจน หากคนเรารู้ว่ามีมือที่พร้อมที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ เขาอาจจะไม่คิดสั้น … ไม่ก่ออาชญากรรม ไม่ไปปล้นร้านทอง หรือไม่คิดฆ่าตัวตาย

สังคมควรร่วมกันตั้ง “กองทุนโบนัส” ขึ้นมา เพื่อเป็นกองทุนส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ให้เกิดผู้ฟังอย่างลึกซึ้งจำนวนมาก เป็น “ชมรมเพื่อนโบนัส” ที่ใครก็ได้สามารถมาร่วมเป็นสมาชิกผู้พร้อมฟังเพื่อนร่วมสังคม

ฟังอย่างตั้งใจ ถามด้วยความใส่ใจ และส่งต่อความห่วงใยนั้นไปยังกลไกความช่วยเหลือต่างๆ ที่มีอยู่

ผู้คนควรได้เรียนรู้เรื่องนี้ พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู เพื่อนร่วมชุมชน เพื่อนนักเรียน และอื่นๆ ฟังกันด้วยหัวใจความเป็นเพื่อน โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับบทบาทหรือสถานะอะไรที่เป็นทางการ เพราะอาจทำให้เกิดความแข็งกระด้างจนคนทุกข์ใจไม่อยากเข้าใกล้

กิจการพนันทั้งหลายที่กฎหมายสามารถยื่นมือเข้าไปถึง อย่างมวย ม้า สลากกินแบ่ง บ่อนไก่ บ่อนไพ่ บ่อนวัว รวมทั้งคาสิโน หรืออื่นๆ ที่กำลังถูกเสนอให้มีอย่างถูกต้องในสังคม ต้องร่วมจ่ายให้แก่กองทุนโบนัส เพราะการพนันมีส่วนร่วมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักให้เยาวชนอย่างเธอต้องเดินไปสู่จุดจบด้วยเหตุอันไม่บังควร

ดีที่สุดคือ ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะคิดให้มีการพนันต่างๆ มากขึ้นในสังคม เพราะเราเลี่ยงไม่พ้นแน่นอนว่าจะมีครอบครัวจำนวนหนึ่งหลุดเข้ามาในบ่วงนี้ และจะเกิดเคราะห์กรรมเยี่ยงนี้แก่เด็กและเยาวชน ที่ยังมีหนทางให้เขาได้เดินอีกยาวไกล

มาร่วมเป็นสมาชิก “ชมรมเพื่อนโบนัส” กันเถอะ

Categories: New Media

เกาหลีใต้ จากสนามรบเปลี่ยนผ่าน สู่ประเทศที่มีสุขภาพดี ที่สุดของโลก

1 hour 40 min ago

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : https://eng.amc.seoul.kr/gb/lang/specialities/illness.do?id=50

ในการให้สัมภาษณ์เว็บไซต์ vox.com Ezekiel Emanuel ผู้เขียนหนังสือ Which Country Has the World’s Best Health Care? กล่าวตอบคำถามที่ว่า ประเทศไหนมีระบบประกันสุขภาพดีที่สุดในโลก โดยบอกว่า คำถามนี้ไม่สามารถมีคำตอบได้ชัดเจน เพราะคำตอบขึ้นกับว่า จะให้ความสำคัญแก่หลักเกณฑ์ในด้านไหนของระบบสาธารณสุข

หากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ก็จะให้ความสำคัญในเรื่องการประกันสุขภาพที่ครอบคลุมที่ทั่วถึงทุกคน หรือเป็นระบบที่ใช้งบประมาณสูงหรือไม่ ในจุดนี้สหรัฐฯ ยังทำได้ไม่ดีพอ สำหรับคนทั่วไปอาจสนใจปัญหาที่ว่า ระบบประกันสุขภาพให้มีทางเลือกเกี่ยวแพทย์และโรงพยาบาลหรือไม่ ในประเด็นนี้ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมัน มาอันดับ 1 แต่หากคนไข้ไม่ต้องการที่จะร่วมจ่ายเงินในจุดให้บริการสาธารณสุข โรงพยาบาลของรัฐในอังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย ดีที่สุด

ภายใน 60 ปี คนเกาหลีใต้อายุเพิ่ม 30 ปี ที่มาภาพ: amazon.com

แต่ Andrew Wear เขียนไว้ในหนังสือ Solved ว่า เกาหลีใต้คือประเทศที่เปลี่ยนจากสนามรบกลายเป็นประเทศที่มีสุขภาพดีที่สุดของโลก ชื่อเสียงของเกาหลีใต้ นอกจากเรื่องภาพยนตร์ ซีรีส์ รถยนต์ หรืออาหารกิมจิแล้ว อีกอย่างคือระบบสาธารณสุข ทุกวันนี้ อายุเฉลี่ยคนเกาหลีใต้สูงกว่าประเทศตะวันตก และในอีกไม่นาน จะมีอายุเฉลี่ยสูงสุดในโลก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แรงงานชาวเกาหลีตายไปกว่า 4 แสนคนเพราะความอดอยากและสภาพการทำงานที่เลวร้าย ผู้หญิงเกาหลีกว่า 2 แสนคนถูกบังคับเป็นทาสแรงงานทางเพศ หลังสงคราม สหประชาชาติมีมติแบ่งเกาหลีออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ในปี 1950 เกาหลีเหนือที่โซเวียตหนุนหลังบุกโจมตีเกาหลีใต้ สงครามเกาหลีนานกว่า 3 ปีทำให้คนเกาหลีตายไป 1.2 ล้านคน เมืองต่างๆ ในเกาหลีใต้ถูกทำลาย

หลังสงคราม คนเกาหลีใต้เผชิญกับชีวิตยากลำบากและขาดแคลนอาหาร เด็กนักเรียนต้องอาศัยอาหารที่บริจาคจากต่างประเทศ เช่น นมผงสำหรับอาหารกลางวัน เด็กที่เกิดในช่วงนี้จะมีอายุเฉลี่ย 50 ปี น้อยกว่าเด็กที่เกิดในออสเตรเลียหรือในสหรัฐฯ 20 ปี

แต่หลังสงคราม การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เกิดขึ้นอย่างมหัศจรรย์ ประชากร 50 ล้านคนสามารสร้างประเทศให้มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 12 ของโลก World Economic Forum ที่จัดอันดับความสามารถการแข่งขันของประเทศต่างๆ เพื่อชี้วัดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นจะยั่งยืนหรือไม่ ระบุว่าเกาหลีใต้อยู่อันดับ 15 รายได้ต่อคนเพิ่มจาก 100 ดอลลาร์ในปี 1960 เป็น 39,000 ดอลลาร์ ทุกวันนี้ คนเกาหลีใต้มีรายเทียบเท่ากับคนญี่ปุ่นหรืออิตาลี

  • ก้าวพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” แบบอย่างความสำเร็จของเกาหลีใต้
  • วิธีการเพิ่มอายุเฉลี่ยประชากร

    คู่ขนานไปกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกาหลีใต้ก็ได้รับการปรังปรุงขึ้นอย่างมาก ปี 1960 คนเกาหลีใต้มีอายุเฉลี่ยที่ 53 ปี ต่ำกว่าอายุเฉลี่ยของประชากรในกลุ่มประเทศร่ำรวย OECD ถึง 14 ปี เกาหลีใต้ทำให้อายุประชากรเฉลี่ยเท่ากับ OECD ได้ในปี 2005 ปัจจุบัน คนเกาหลีใต้มีอายุเฉลี่ย 83 ปี รองจากญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์ที่ 84 ปี แต่ภายในเวลาไม่ถึง 60 ปี เกาหลีใต้ทำให้ประชากรมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 30 ปี

    หนังสือ Solved บอกว่า การเพิ่มอายุเฉลี่ยของประชากรให้สูงขึ้นเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ หยุดยั้งการเสียชีวิตในช่วงต้นอายุของประชากร และการทำให้ประชากรที่สูงอายุมีชีวิตยาวนานขึ้น

    นักประชากรศาสตร์ของเกาหลีใต้ ได้ค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรในแต่ละช่วงอายุ และค้นพบว่าการลดการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดให้ได้มากสุด และการลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ จะมีผลต่อการลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรก่อนวัยอันควรมากที่สุด

    มาตรการรัฐบาลเกาหลีใต้เรื่อง โครงการส่งเสริมสุขภาพสตรีที่ตั้งครรภ์ เด็กแรกเกิด และเด็กทารก มีส่วนทำช่วยให้อายุเฉลี่ยคนเกาหลีใต้สูงขึ้นถึง 17-18% ในทศวรรษ 1960 อัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดของเกาหลีใต้อยู่ที่ 60 คนต่อทารก 1,000 คน ปัจจุบันลดมาอยู่ที่ 2.8 คน ถือเป็นอัตราต่ำสุดของโลก

    การลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ด้วยวิธีการปรับปรุงถนนหนทาง การเรียนขับรถยนต์ที่มีคุณภาพมากขึ้น และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทำให้การเสียชีวิตบนถนนเทียบกับประชากร 1 ล้านคนลดจาก 278 คนในปี 1996 เป็น 81 คนในปี 2017 ทุกวันนี้ คนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่มีชีวิตยาวนานจนถึงวัยชรา

    ที่มาภาพ: wikipedia.org ผลพวงที่มาจากการเปลี่ยนผ่าน

    ความสำเร็จด้านสุขอนามัยของเกาหลีใต้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ประสบความสำเร็จครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนผ่านของฐานะทางเศรษฐกิจ ในปี 1962 คนเกาหลีใต้แค่ 18% เข้าถึงน้ำประปา และ 4 ใน 5 ของคนเกาหลีใต้ติดเชื้อโรคจากทางน้ำ ทำให้ในปี 1965 รัฐบาลกำหนดให้การมีน้ำดื่มที่สะอาดเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม

    ในทศวรรษ 1950 เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดของโลก แต่นับจากปี 1970 เป็นต้นมา ผลผลิตทางเศรษฐกิจต่อคนในแต่ละปีของเกาหลีใต้เพิ่มมาถึง 11,000% ในช่วงเวลาเดียวกัน รายได้ต่อคนเพิ่มจาก 6% ของค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD มาเป็น 89% รายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุขอนามัยของประชาชนได้รับการปรับปรุงที่ดีขึ้นอย่างมาก ธนาคารโลกระบุว่า รายได้ต่อคนเพิ่มขึ้น 10% จะมีผลทำให้อายุเฉลี่ยประชากรเพิ่มขึ้น 2.2 เดือน

    หนังสือ Solved บอกว่า ความสำเร็จด้านการพัฒนาเศรษฐกิจยังนำไปสู่ความสำเร็จด้านการศึกษาของประชากร ทศวรรษ 1970 อัตราการสำเร็จการศึกษามัธยมปลายมีแค่ 40% เพราะครอบครัวรายได้ต่ำและในชนบทให้ลูกหลานออกมาทำงานเมื่ออายุยังน้อย เมื่อเศรษฐกิจแข็งแกร่งและมีความเป็นไปได้ของการเลื่อนฐานะทางสังคม ภายในเวลาไม่ถึง 50 ปี อัตราความสำเร็จของการศึกษระดับมัธยมพุ่งเป็น 100%

    การศึกษาก็เหมือนรายได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุขอนามัยของประชาชนดีขึ้นอย่างมาก จากการศึกษาของกลุ่ม OECD คนที่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจะมีชีวิตยาวนานกว่าคนที่จบการศึกษาที่ต่ำกว่า 6 ปี เพราะคนมีการศึกษาสูงจะได้รับข้อมูลและการรับรู้ที่ดีกว่าในเรื่องพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่างๆ

    ประกันสุขภาพแบบเกาหลีใต้

    หนังสือ Solved บอกว่า เมื่อสาธารณสุขพื้นฐานได้รับการปรับปรุง และโรคเฉพาะถิ่นของประชาชนถูกขจัดออกไปจนหมด สิ่งที่เหลือก็อยู่คือ เกาหลีใต้จะทำอย่างไรเพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพอนามัยที่ดี คำตอบคือระบบประกันสุขภาพที่ทั่วถึง (universal healthcare)

    การนำระบบประกันสุขภาพทั่วถึงมาใช้ในช่วงปี 1977-1989 เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้สุขภาพอนามัยของคนเกาหลีใต้ได้รับการปรับปรุงอย่างมาก เกาหลีก็เหมือนกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ คือ 100% ของประชากรได้รับการคุ้มครองจากระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐ

    ผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขมีความเห็นตรงกันว่า การเข้าถึงระบบประกันสุขภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้อายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น ระบบประกันสุขภาพหมายถึงการให้บริการของรัฐด้านสาธารณสุขแก่ทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีเงินจ่ายค่าบริการหรือไม่ก็ตาม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สาธารณสุขของชุมชนถูกยกระดับให้สูงขึ้น และระบบประกันสุขภาพของเกาหลีใต้ก็มีประสิทธิภาพมาก ใช้เงินงบประมาณ 8.1% ของ GDP ขณะที่สหรัฐฯ 16.9% อังกฤษ 9.8% และออสเตรเลีย 9.3%

    ระบบประกันสุขภาพทำให้คนเกาหลีใต้ได้รับบริการตรวจสุขภาพฟรี ทั้งนี้ จำนวนครั้งของการตรวจสุขภาพฟรีขึ้นอยู่กับอายุ เช่น คนมีอายุมากกว่า 40 ปี จะได้รับการตรวจสุขทั่วไป 2 ปีต่อ 1 ครั้ง เช่น การเอกซเรย์ปอด การตรวจเลือด และตรวจหามะเร็งต่างๆ การให้บริการด้านการป้องกันทางสาธารณสุขจึงให้ผลดีอย่างมาก

    เจ้าหน้าที่สถานทูตออสเตรเลียในกรุงโซล บอกกับ Andrew Wear ผู้เขียน Solved ว่า คนเกาหลีใต้ไปพบแพทย์บ่อย ไม่ว่าจะเป็นคลีนิกชุมชนหรือโรงพยาบาล เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงและสะดวก ทำให้แพทย์สามารถระบุอาการโรคได้ในระยะเริ่มแรก ประชาชนร่วมจ่ายค่าบริการน้อยมาก เช่น การพบแพทย์เกี่ยวกับการเจ็บป่วยทั่วไป คนไข้จะเสียเงิน 4000 วอนหรือ 3.5 ดอลลาร์

    หนังสือ Solved ยังกล่าวว่า เกาหลีใต้ยังทำให้ประชาชนเข้าถึงยาที่ทันสมัยที่สุดของโลก หากเจ็บไข้ไม่สบายในประเทศนี้ ประกันได้ว่าจะได้รับการรักษาที่ดีที่สุด นิตยสาร Newsweek เคยจัดอันดับ 100 โรงพยาบาลดีที่สุดของโลก ปรากฏว่าเป็นโรงพยาบาลในเกาหลีใต้ 10 แห่ง และเป็นโรงพยาบาลในกรุงโซล 3 แห่ง คือ Asan Medical Center, Samsung Medical Center และ Seoul National University Hospital

    ที่มาภาพ : https://eng.amc.seoul.kr/gb/lang/specialities/illness.do?id=50 เกาหลีใต้ให้บทเรียนอะไร

    หนังสือ Solved กล่าวว่า บทเรียนแรกที่ได้จากเกาหลีใต้คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจนำไปสู่อายุที่ยืนยาวขึ้นของประชาชน การพัฒนาในระยะ 50 ปีของเหลีใต้แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาที่เข้มแข็งและการปรับปรุงมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน มีส่วนอย่างมากในเรื่องการพัฒนาสาธารณสุขและชีวิตที่ยืนยาว การพัฒนาเศรษฐกิจยังทำให้มีเงินมากพอที่จะนำไปใช้ด้านสาธารณสุข แต่ระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดจะต้องกระจายประโยชน์อย่างทั่วถึง

    ประการที่ 2 ระบบประกันสุขภาพที่ทั่วถึงจะต้องทั่วถึงจริงๆ หากเป็นบริการสุขภาพที่ประชาชนไม่สามารถมีเงินจ่ายค่าบริการ คนเราก็จะหลีกเลี่ยงการไปพบแพทย์ ไปตรวจสุขภาพ หรือซื้อยาที่แพทย์สั่ง ระบบประกันสุขภาพจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการปรับปรุงสาธารณสุขของประชาชน เพราะเป็นโล่ปกป้องทางการเงินแก่ประชาชนจากค่าใช้จ่ายของการรักษาพยาบาล และเป็นหลักประกันว่า ประชากรทั้งหมดจะสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข

    ประการที่ 3 การเติบโตทางเศรษฐกิจและประเทศมีรายได้สูง มีส่วนทำให้สุขภาพของประชากรดีขึ้น ประเทศที่มั่งคั่งแทบจะเดินมาถึงจุดที่สามารถขจัดการเสียชีวิตของประชาชนก่อนวัยอันควร คนแทบจะทุกคนมีชีวิตอยู่จนถึงวัยเกษียณ

    แต่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว ในตัวมันเองไม่ได้ทำให้ประเทศจะมีภาวะสาธารณสุขดีที่สุด สิ่งนี้ยังต้องการปัจจัยหลายอย่าง เช่น ประชากรมีการศึกษาดี ระบบประกันสุขภาพที่เป็นแบบความเท่าเทียม และประชาชนมีวิถีชีวิตที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพ อันได้แก่การทานอาหารที่สมดุล การออกกำลังกาย การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์

    เกาหลีใต้มีปัจจัยทั้งหมดนี้ รวมทั้งประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ ประเทศเอเชียดังกล่าวได้ประโยชน์จากการเติบตางเศรษฐกิจ โดยนำสิ่งนี้มาสร้างระบบการศึกษาและระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดของโลกขึ้นมา

    เกาหลีใต้ยังรักษาธรรมเนียมการทานอาหารดั้งเดิม หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบตะวันตกที่มากเกินไป เช่น ทานอาหารสำเร็จรูป การไม่ออกกำลังกาย และการมีภาวะน้ำหนักมากเกินไป

    เอกสารประกอบ
    Which country has the world’s best health care system? 24 October 2020, www.vox.com
    Solved, Andrew Wear, Black Inc., 2022.

    Categories: New Media

    UNESCO ชี้ปี’65 หากรัฐบาลไทยไม่เร่งลงทุนฟื้นฟูการศึกษา…’ประเทศจะสูญเสียคนรุ่นนี้ไปทั้งเจเนอร์เรชั่น’

    Tue, 06/28/2022 - 22:47
    สเตฟาเนีย จีอันนินี ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษา แห่งองค์กรการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)

    UNESCO ชี้หากรัฐบาลไม่เร่งลงทุนฟื้นฟูประเทศด้านการศึกษาและการพัฒนาคนในปี 2022 นี้ ประเทศจะสูญเสียคนรุ่นนี้ไปทั้งเจเนอร์เรชั่น ระบุไทยตั้ง กสศ.เป็นกลไกอิสระ ปฏิรูปการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ ที่เป็นตัวแบบนานาชาติได้

    สเตฟาเนีย จีอันนินี ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษา แห่งองค์กรการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้สัมภาษณ์พิเศษนอกรอบ ระหว่างเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 กับคณะผู้สื่อข่าวไทย โดยกล่าวถึงเทรนด์การศึกษาของโลกหลังวิกฤติยุคโควิด-19 ว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาใหม่ที่ทั่วโลกเผชิญหน้าพร้อมกัน แต่ก็มีแนวทางการรับมือที่ต่างกันออกไป รวมถึงนโยบายทิศทางด้านการศึกษา

    “สิ่งสำคัญที่อยากให้มองคือ วิกฤติที่เกิดขึ้นกลายเป็นโอกาสที่จะได้ปฏิรูปเปลี่ยนผ่านระบบการศึกษาของรัฐบาลแต่ละประเทศ โควิด-19 ทำให้ตระหนักว่าการศึกษาสำคัญอย่างไร และมองเห็นว่าการศึกษาของแต่ละชาติมีปัญหาอยู่ตรงไหน ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความตื่นตัวนี้หายไป และใช้ความพยายามให้มากขึ้นในการผลักดันการศึกษาที่มีคุณภาพ ปัญหาที่น่ากลัวหลังยุคโควิดคือคนยากจนจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ดังนั้นการปฎิรูประบบการศึกษาจึงต้องคำนึงปัจจัยดังกล่าว โดยแนวทางปฎิบัติไม่เพียงแต่ต้องมุ่งเน้นให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงทักษะทางอารมณ์สังคม ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบระยะยาวที่ต้องเฝ้าระวังและติดตาม

    ที่มาภาพ : กสศ. เผย 3 กุญแจหลักเพื่อแก้ปัญหา

    ทั้งนี้ กุญแจหลักของการวางแนวทางแก้ปัญหาตามความเห็นของสเตฟาเนีย ประกอบด้วยคำ 3 คำด้วยกัน คือ

      1) Recovery การฟื้นฟูผลกระทบจากความเสียหายของไวรัสโควิด-19
      2) Resilience คือการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
      3) Change การปรับเปลี่ยนมุมมองแนวคิด และวิธีการในการแก้ไขปัญหา

    นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่สเตฟาเนียกล่าวถึงคือ โอกาสในการจัดการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เพื่อการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เสมอภาคกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเสมอภาคทางด้านการศึกษา จึงอยากให้มองว่าห้วงเวลานี้คือการเปลี่ยนผ่าน(Transform) และจังหวะของการลงมือทำเพื่อยกระดับพัฒนา

    ในส่วนภูมิภาคอาเซียน นับได้ว่าค่อนข้างรับมือกับปัญหาด้านการศึกษาได้ดีระดับหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่ต้องจัดการก็คือ โอกาสในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและระบบสารสนเทศที่ไม่เท่ากัน ซึ่งรัฐบาลยังจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงให้มากขึ้น

    “กสศ.เป็นหนึ่งในจุดแข็งของอาเซียน และเป็นตัวอย่างการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ให้นานาประเทศได้เรียนรู้”

    พร้อมกล่าวต่อว่าอาเซียนก็มีจุดแข็งที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การที่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษา ทั้งในแง่ของการยกระดับการเข้าถึงการศึกษาถ้วนหน้าเพื่อความเสมอภาค และการพัฒนาระบบการศึกษาให้มีคุณภาพ (inclusive, equity and quality)

    ส่วนประเด็นด้านการศึกษาในอาเซียนที่อยากให้เน้นย้ำ คือการปรับหลักสูตรที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลกมากขึ้น ขณะที่ในการฟื้นฟูการศึกษาจากโควิด-19 อยากเน้นว่าอย่าปิดโรงเรียน เพราะสิ่งสำคัญของการศึกษาคือการที่ครูและนักเรียนได้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ขณะเดียวกัน การเปิดโรงเรียนก็ต้องคำนึงถึงการสวมหน้ากากอนามัย และปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดและการศึกษานับต่อจากนี้ จะเป็นไปภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ที่ต้องมีการเตรียมตัววางแผนให้ดี

    ที่มาภาพ : กสศ.

    จุดแข็งของประเทศไทย คือการที่มีทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้มแข็ง และให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างจริงจัง มีองค์กรอย่าง กสศ. คอยทำหน้าที่อำนวยการศึกษาให้เข้าถึงเด็กทุกคน ซึ่งสเตฟาเนียเชื่อว่า กสศ. และประเทศไทย จะเป็นหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จในเรื่องการดำเนินงานเพื่อสร้างความเสมอภาคทางด้านการศึกษา ให้นานาประเทศได้เรียนรู้ต่อไป

    “สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือการยกระดับการศึกษาภายใต้เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องทำให้คนทุกคนเข้าถึงการศึกษาคุณภาพอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน”

    ต่อข้อซักถามที่ว่าอะไรคือกุญแจสำคัญในเวลานี้ สเตฟาเนียตอบว่า กุญแจของการจัดการปัญหาด้านการศึกษาในขณะนี้ คือการนำหลักการที่วางไว้ทั้งหลายมาลงมือทำ และเดินหน้าทุ่มเทความพยายามให้ต่อเนื่อง ไม่ลดละหรือผ่อนแรงเด็ดขาด ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้มาก เพราะว่าคนเหล่านี้เอง ที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

    ‘คนเจนเนอร์เรชั่นหนึ่งที่จะหายไปทั้งรุ่น’ ถ้ารัฐไม่เร่งลงทุนการศึกษาอย่างจริงจัง

    ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจถดถอยและปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งทำให้รัฐบาลนานาประเทศต้องจัดการอย่างเร่งด่วน สเตฟาเนียกล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรละเลยเรื่องการศึกษา โดยต้องให้น้ำหนักด้านการศึกษาเท่าเทียมกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน
    แน่นอนว่าการทำให้คนอยู่ดีกินดี พัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ในฐานะตัวแทนของยูเนสโก จุดยืนที่ยูเนสโกพูดมาตลอดคือการวางสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการพัฒนาการศึกษา เพราะเศรษฐกิจทำให้สังคมขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่การศึกษาคือการวางรากฐานที่จะสร้างความมั่นคงยั่งยืนต่อไปในอนาคต

    ที่มาภาพ : กสศ.

    ดังนั้นหากว่ารัฐบาลไม่เร่งลงทุนในด้านการศึกษาอย่างจริงจัง จะมี ‘คน’ คุณภาพรุ่นต่อไปมาพัฒนาอนาคตของประเทศได้อย่างไร และสิ่งที่จะสูญเสียไปก็คือ ‘คนเจนเนอร์เรชั่นหนึ่งที่จะหายไปทั้งรุ่น’

    ทั้งนี้ไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจไม่สำคัญ แต่อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษา เหมือนกับที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ เพราะแม้ผลลัพธ์ของการศึกษาคุณภาพและเสมอภาคอาจไม่เห็นผลในทันที แต่อย่างไรก็ถือว่าเป็นการลงทุนในระยะยาวที่ยั่งยืนและคุ้มค่า

    Categories: New Media

    นายกฯ สั่งทุกหน่วยเตรียมรับศึกอภิปราย — มติ ครม. ไฟเขียว “เอเชีย แปซิฟิคฯ” คว้าประทานบัตรเหมือง “โพแทช”

    Tue, 06/28/2022 - 20:58
    พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
    ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

    นายกฯ สั่งทุกหน่วยเตรียมข้อมูลรับศึกอภิปราย-โต้เพื่อไทย-ลงพื้นที่เชียงใหม่เป็นเรื่องปกติ-ไม่มีเกณฑ์คน-มั่นใจ EEC คือ ‘ศูนย์กลางธุรกิจอาเซียน’ ในอนาคต-มติ ครม. ไฟเขียว “เอเชีย แปซิฟิคฯ” คว้าประทานบัตรเหมือง “โพแทส” อุดรฯ-เคาะแผนลงทุนอีอีซี 77 โครงการ กว่า 3 แสนล้าน-ควบคุมสินค้า 11 หมวด 51 รายการต่ออีกปี

    เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน รวมทั้งมอบหมายให้ ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการแทนนายกรัฐมนตรี

    ตั้งกองทุนฯบรรเทาผลกระทบจาก FTA

    พลเอก ประยุทธ์ กล่าวว่า ในการประชุม ครม. วันนี้มีประเด็นหารือเรื่องการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อช่วยเหลือ และปรับตัวของภาคการผลิตและบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า” เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมและภาคบริการให้เกิดศักยภาพทางการแข่งขัน และใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าต่อไป

    ยกเว้น VAT หนุนธุรกิจ Data Center

    นอกจากนี้ พลเอก ประยุทธ์ รายงานว่าในที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติการให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับผู้ประกอบการ Data Center ในประเทศไทย ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ประกอบการที่ให้บริการพื้นที่ Server เพื่อจัดเก็บ ประมวลผล เชื่อมต่อข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและการให้บริการสำรองข้อมูลเพื่อป้องกันเหตุขัดข้องอันนำให้ข้อมูลเกิดความเสียหาย การให้บริการเชื่อมต่อเครือข่ายกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้ให้บริการคลาวน์ ตลอดจนให้บริการบริหารจัดการระบบและรักษาความปลอดภัยทางสารสนเทศ ทั้งนี้เพื่อให้ตอบสนองการสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคในอนาคต

    มั่นใจ EEC คือ ‘ศูนย์กลางธุรกิจอาเซียน’ ในอนาคต

    พลเอก ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาพื้นที่อีอีซี เป็นผลงานสำคัญของรัฐบาลที่วางรากฐานไว้ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2561 ทั้งการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค ระบบโครงข่ายคมนาคมไร้รอยต่อทั้งถนน ราง ทางน้ำและอากาศ โดยหลายโครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการ ถึงแม้จะมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง ก็ต้องหาวิธีการดำเนินการที่เหมาะสม เพื่อยกระดับการขนส่ง โลจิสติกส์ เพื่อรองรับเมืองใหม่อัจฉริยะ อุตสาหกรรมอัจฉริยะและพลังงานสะอาด

    โดยวันนี้ที่ประชุม ครม. เห็นชอบแผนดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค รวมทั้งมาตรการส่งเสริมเทคโนโลยี เพื่อยกระดับโครงข่ายคมนาคม 2561 – 2570 ทั้งหมด 77 โครงการ วงเงิน 3.3 แสนล้านบาท

    “ผมในฐานะรัฐบาลเชื่อว่า อนาคตอันใกล้นี้ อีอีซีจะกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ทั้งของไทยและภูมิภาคอาเซียนในอนาคต เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของชาวไทยทุกคน” พลเอก ประยุทธ์กล่าว

    หนุน ขรก.ใช้เทคโนโลยีบริการ ปชช.

    ด้านดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีว่า นายกฯ ส่งเสริมให้หน่วยงานราชการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานที่ใช้เพื่อการบริการให้ประชาชน รวมทั้งการแก้ไขข้อร้องเรียนต่างๆ ของประชาชน

    เตือนกองทุนพัฒนาสตรีฯระวังเรื่องใช้งบฯ

    ดร.ธนกร กล่าวต่อว่า นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สนับสนุนส่งเสริมบทบาทและโอกาสสตรีไทยให้เท่าเทียมต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้มีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เพื่อให้การสนับสนุนการดำเนินงานและกิจกรรม และขอให้กองทุนฯ ช่วยกันระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย

    สั่งทุกหน่วยเตรียมข้อมูลรับศึกอภิปราย

    นอกจากนี้ นายกฯ ยังมอบหมายให้ทุกส่วนราชการเร่งสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาล โดยดร.ธนกร กล่าวในประเด็นนี้ว่า ผลงานรัฐบาลซึ่งเป็นผลสำเร็จที่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งให้เตรียมข้อมูล เพื่อนำเสนอในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

    ผุดไอเดียพิมพ์แสตมป์แหล่งท่องเที่ยว 77 จว.

    ดร.ธนกร กล่าวต่อว่า นายกฯ เสนอเรื่องการออกแสตมป์จากภาพความสวยงามต่างๆ ของแต่ละภูมิภาคหรือเป็นสัญลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว 77 จังหวัด เพื่อเป็นคอลเลคชั่นแสตมป์ไทยให้ประชาชนได้สะสม และเก็บไว้เป็นที่ระลึก

    โต้เพื่อไทย-ลงพื้นที่เชียงใหม่เป็นเรื่องปกติ-ไม่มีเกณฑ์คน

    ดร.ธนกร กล่าวต่อว่า “ในการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ของนายกฯ วันพรุ่งนี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่ไม่เหมาะสม ทั้งที่เป็นการลงพื้นที่ เพื่อพบปะประชาชน และติดตามการทำงานและโครงการต่างๆ ไม่ว่าแหล่งน้ำ เกษตร หรือ เรื่องดิจิทัลตามพื้นที่ต่างๆ ไม่ใช่มากล่าวหาว่ามีการเกณฑ์คนมา ซึ่งไม่เป็นความจริง ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ นายกฯ ก็ไปทุกที่ เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน ไม่ใช่จังหวัดไหนไม่เลือกท่านเหมือนอดีตผู้นำแล้วท่านจะไม่ต้องไป ไม่ใช่นะครับ ขอชี้แจงตรงนี้ไว้ด้วย”

    มติ ครม. มีดังนี้

    ดร.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมกับ ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกฯ ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุม ครม.
    ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/ เคาะแผนลงทุนอีอีซี 77 โครงการ กว่า 3 แสนล้าน

    ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2565 พร้อมเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการ โครงสร้างพื้นฐานฯ พ.ศ. 2566 – 2570 ประกอบด้วยโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค รวมถึงมาตรการส่งเสริมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับโครงข่ายคมนาคม จำนวน 77 โครงการ กรอบวงเงินรวม 337,797.07 ล้านบาท แบ่งได้ดังนี้

      ระยะเร่งด่วน (เริ่มต้นปี 2566) จำนวน 29 โครงการ วงเงินรวม 125,599.98 ล้านบาท เช่น โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนรองเพื่อรองรับ รถไฟความเร็วสูง (HSR) ระยะที่ 1 (ชลบุรี – บ้านบึง – EECi และระยอง – บ้านค่าย – EECi) โครงการก่อสร้าง High speed taxiway และ Taxiway เพิ่มเติม (ท่าอากาศยานอู่ตะเภา) โครงการพัฒนาระบบการจราจรขนส่งอัจฉริยะ (ITS) โครงการจัดหาพลังงานสะอาด
      ระยะกลาง (เริ่มต้นปี 2567 – 2570) จำนวน 48 โครงการ วงเงินรวม 212,197.09 ล้านบาท เช่น โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงศรีราชา – ระยอง โครงการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานของระบบ M-Flow บนมอเตอร์เวย์สาย 7 โครงการพัฒนาการให้บริการท่าเรือเชิงพาณิชย์ (ท่าเรือสัตหีบ) โครงการ Dry Port ฉะเชิงเทรา

    สำหรับแหล่งเงินลงทุน 337,797.07 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนโดยภาครัฐ (งบฯ ประจำปี/เงินกู้/เงินรัฐวิสาหกิจ/เงินกองทุน) จำนวน 61 โครงการ วงเงินรวม 178,578.07 ล้านบาท (ร้อยละ 53) และการลงทุนโดยเอกชน/PPP จำนวน 16 โครงการ วงเงินรวม 159,219 ล้านบาท (ร้อยละ 47)

    ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ด้านเศรษฐกิจ เช่น เกิดการจ้างงานระหว่างก่อสร้าง ปี 2566-2570 เฉลี่ยประมาณ 20,000 ตำแหน่ง/ปี และปี 2571-2580 ประมาณ 12,000 ตำแหน่ง/ปี และยกระดับ National Gateway สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่การลงทุน และการท่องเที่ยวของพื้นที่ EEC ด้านสังคม เช่น มีระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัย คุณภาพสูง เชื่อมการเดินทาง แบบไร้รอยต่อ สะดวกรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ และมีระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพที่ดี รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านโลจิสติกส์ เช่น มีเส้นทางรถไฟทางคู่เพิ่มขึ้น 275 กิโลเมตร และมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูง 155 กิโลเมตร สนามบินอู่ตะเภาสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านคน/ปี ท่าเรือแหลมฉบังสามารถรองรับตู้สินค้าได้เพิ่มขึ้นเป็น 18 ล้านตู้/ปี และรองรับรถยนต์ได้ 3 ล้านคัน/ปี และท่าเรือมาบตาพุดสามารถรองรับสินค้าได้เพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านตัน/ปี

    เว้นภาษีนำเข้าที่นั่งนิรภัยเด็กถึงสิ้นปี’66

    ดร.ธนกร กล่าวว่าที่ประชุม ครม. เห็นชอบยกเว้นอากร สำหรับที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (Car seat) เฉพาะที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กนำเข้า ตามร่างประกาศกระทรวงการคลัง ลดอัตราอากร และยกเว้นศุลกากร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..)

    โดยให้มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566

    สาระสำคัญ ร่างประกาศกระทรวงการคลัง กำหนดยกเว้นอากร สำหรับที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (Car seat) เฉพาะที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กนำเข้ามาโดยให้ยกเว้นอากรถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป จึงให้จัดเก็บอัตราอากรร้อยละ 20 ตามเดิม ทั้งนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน สนับสนุนด้านความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของประชาชน ส่งเสริมให้เกิดการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กและเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายพระราชบัญญัติจราจรทางบกฉบับที่ 13 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 65

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันตลาดที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กส่วนใหญ่ เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ และยังมีผู้ประกอบการไทยที่ผลิตที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กจำนวนน้อย เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กในประเทศที่ผ่านมามีจำนวนไม่มากพอ ที่จะทำให้ผู้ประกอบการมีการลงทุน อย่างไรก็ตาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่า การลดอัตราอากรขาเข้าสำหรับที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อสนับสนุนการลดราคาให้กับผู้บริโภค ประกอบกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2565 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณความต้องการใช้ในประเทศสูงขึ้น จะทำให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการผลิตที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก อาจสนใจที่จะลงทุนผลิตที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กในประเทศเพิ่มมากขึ้น

    ควบคุมสินค้า 11 หมวด 51 รายการต่ออีกปี

    ดร.ธนกร กล่าวว่าที่ประชุม ครม. เห็นชอบการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมปี 2565 จำนวน 51รายการ ใน 11 หมวด โดยเป็นสินค้าและบริการควบคุมเช่นเดียวกับ ปี 2564 จำนวน 51 รายการ จําแนกเป็น 46 สินค้า 5 บริการ 11 หมวด ได้แก่ (1) หมวดกระดาษและผลิตภัณฑ์ (2) หมวดบริภัณฑ์ขนส่ง (3) หมวดปัจจัยทางการเกษตร (4) หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (5) หมวดยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ (6) หมวดวัสดุก่อสร้าง (7) หมวดสินค้าเกษตรที่สําคัญ (8) หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค (9) หมวดอาหาร (10) หมวดอื่นๆ และ (11) หมวดบริการ ซึ่งเป็นตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 3/2565 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2565

    สำหรับ รายการสินค้าและบริการควบคุมปี 2565

      (1) หมวดกระดาษและผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กระดาษทําลูกฟูก กระดาษเหนียว กระดาษพิมพ์และเขียน

      (2) หมวดบริภัณฑ์ขนส่ง ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถยนต์บรรทุก

      (3) หมวดปัจจัยทางการเกษตร กากดีดีจีเอส เครื่องสูบน้ำ ปุ๋ย ยาป้องกันหรือกําจัดศัตรูพืชหรือโรคพืช รถเกี่ยวข้าว รถไถนา หัวอาหารสัตว์ อาหารสัตว์

      (4) หมวดผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเชื้อเพลิง

      (5) หมวดยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ เกี่ยวกับการรักษาโรค

      (6) หมวดวัสดุก่อสร้าง ท่อพีวีซี ปูนซีเมนต์ สายไฟฟ้า เหล็กโครงสร้าง รูปพรรณ เหล็กแผ่น เหล็กเส้น

      (7) หมวดสินค้าเกษตรที่สําคัญ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสําลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด ต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ มันสําปะหลังและผลิตภัณฑ์ ผลปาล์มน้ำมัน มะพร้าวผลแก่ และผลิตภัณฑ์ ยางพารา ได้แก่ น้ำยางสด ยางก้อน เศษยาง น้ำยางข้น ยางแผ่น ยางแท่ง ยางเครพ

      (8) หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค กระดาษชําระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมสําเร็จรูปเด็กและผู้ใหญ่ สบู่ก้อน สบู่เหลว

      (9) หมวดอาหาร กระเทียม ไข่ไก่ ทุเรียน นมผง ผลิตภัณฑ์นมพร้อมบริโภคชนิดเหลว ไม่รวมถึงนมเปรี้ยว น้ำมัน และไขมัน ที่ได้จากพืชหรือสัตว์ทั้งที่บริโภคได้หรือไม่ได้ แป้งสาลี มังคุด ลําไย สุกร เนื้อสุกร หอมหัวใหญ่ อาหารกึ่งสําเร็จรูปบรรจุภาชนะผนึก อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท

      (10) หมวดอื่นๆ เครื่องแบบนักเรียน

      (11) หมวดบริการ การให้สิทธิในการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์เพลงเพื่อการค้า บริการซื้อขาย และหรือบริการขนส่งสินค้าสําหรับธุรกิจออนไลน์ บริการทางการเกษตร บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลเกี่ยวกับการรักษาโรค และบริการรับชําระเงิน ณ จุดบริการ

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เห็นชอบกำหนดสินค้าและบริการควบคุมปี 2564 ซึ่งจะสิ้นสุดการบังคับใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 65 นี้ เพื่อเป็นการดูแลสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน เพื่อป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือกำหนดเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม ไม่เกี่ยวกับกรณีราคาสินค้าหรือบริการแพงขึ้นตามกลไกตลาดปกติ

    ยกเว้น VAT หนุนไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลในภูมิภาคนี้

    ดร.ธนกร กล่าวว่าที่ประชุม ครม. อนุมัติหลักการ ร่าง พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในกิจการศูนย์ข้อมูล (Data Centre) เพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค (Regional Digital Hub) ตามนโยบายของรัฐบาล และสอดคล้องกับมติศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.)

    ร่าง พ.ร.ฎ. ดังกล่าว มีสาระสำคัญ ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากเดิมที่ต้องเสียภาษีอัตราร้อยละ 7 สำหรับผู้ให้ประกอบกิจการศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อการให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต บริการเช่าพื้นที่ เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการจัดเก็บ ประมวลผล และเชื่อมต่อข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

    ทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจะมีการลงทุนในกิจการ (data center และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น Cloud Computing ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในระดับ (Hyperscale Data Center) ส่งเสริมประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค (Regional Digital Hub) และเพิ่มรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลจากผลประกอบการผู้ประกอบกิจการ Data Center ในประเทศเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของกิจการซึ่งช่วยชดเชยการสูญเสียรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มได้ด้วย

    โดยผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ ผู้ประกอบกิจการ data center ในประเทศไทย โดยต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขครบถ้วนตามที่ อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด และแจ้งความประสงค์เพื่อขอใช้สิทธิต่ออธิบดีฯ ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ. นี้มีผลใช้บังคับ โดยจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคุณสมบัติจากกรมสรรพากร แล้ว

    ไฟเขียว “เอเชีย แปซิฟิคฯ” คว้าประทานบัตรเหมือง “โพแทส”

    ดร.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. รับทราบผลการดำเนินงานของบริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หลังได้รับสิทธิสำรวจแร่โพแทสในจังหวัดอุดรธานี เพื่อดำเนินการขอประทานบัตรจากกระทรวงอุตสาหกรรมต่อไป สำหรับการดำเนินงานของบริษัท เอเชีย แปซิฟิคฯ ที่ผ่านมาประกอบด้วย

      1.รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มีมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เช่น 1) การควบคุมวิธีการทำเหมืองให้มีความมั่นคงแข็งแรงไม่ให้เกิดการทรุดตัวที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างที่อยู่อาศัยบนผิวดิน 2) มาตรการการจัดการกองเกลือ ฝุ่นเกลือ และน้ำเค็มของโครงการ
      2. การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ทางตัวแทนกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ร้อยละ 63 เลือกที่จะให้มีการพัฒนาโครงการทำเหมืองบางพื้นที่อย่างมีเงื่อนไข กล่าวคือ มีมาตรการเพื่อลดกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน มีการจัดสรรค่าภาคหลวงแร่มาใช้พัฒนาชุมชนอย่างเหมาะสม และผู้ได้รับผลกระทบจะต้องได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสม
      3. การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 โดยล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย.2559 จัดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีประชาชนเข้าร่วมประมาณ 2,000 คน มีผู้ไม่เห็นด้วยประมาณ 100 คน แต่ไม่ได้เป็นการลงมติ จึงไม่มีผลต่อการพิจารณาดำเนินโครงการ และในปี 2562 คณะกรรมการกำหนดเงินค่าทดแทนได้พิจารณากำหนดกรอบวงเงินค่าทดแทนกรณีมีการทำเหมืองใต้ดินให้แก่เจ้าของที่ดิน วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ซึ่งบริษัทเอเชีย แปซิฟิคฯ เป็นผู้รับผิดชอบ

    ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า พื้นที่เหมืองแร่โพแทส ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิคฯ ที่ได้สำรวจแล้วมีจำนวน 4 แปลง อยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง และอำเภอประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่เหมืองใต้ดินประมาณ 26,446 ไร่ และพื้นที่บนดินประมาณ 1,681 ไร่ หากเหมืองแร่โพแทสเปิดดำเนินการได้ คาดว่าจะสามารถสกัดโพแทสเซียมคลอไรด์ได้ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าแร่โพแทสเพื่อใช้ผลิตปุ๋ยจากต่างประเทศได้ ปัจจุบันไทยนำเข้าแร่โพแทสประมาณปีละ 800,000 ตัน มีมูลค่านำเข้าสูงถึง 7,600-10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ มีอีก 2 บริษัทที่ได้รับประทานบัตรทำเหมืองแล้ว คือ บริษัทเหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) จังหวัดชัยภูมิ และบริษัท ไทยคาลิ จำกัด จังหวัดนครราชสีมา แต่ยังไม่ได้เปิดการทำเหมือง

    จัดงบฯ 5,000 ล้าน ตั้งกองทุนฯบรรเทาผลกระทบ FTA

    ดร.รัชดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม. เห็นชอบจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ของคณะกรรมการนโยบายการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ การจัดตั้งกองทุนดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับช่วยเหลือ เยียวยา และบรรเทาผู้ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในภาคการผลิตทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการ โดยจะขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการบริการกองทุนฯ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ เช่น กำหนดนโยบาย กำกับการบริหารจัดการ และติดตามการดำเนินงาน พิจารณาอนุมัติแผนการดำเนินงานประจำปี กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า เป็นต้น

    สำหรับงบประมาณและแหล่งรายได้ของกองทุน มาจากการรับทุนประเดิมจากรัฐบาลที่จัดสรรให้ภายใน 3 ปี ประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยปีแรกรับจัดสรร 1,000 ล้านบาท ปีที่ 2-3 ปีละ 2,000 ล้านบาท ส่วนแหล่งที่มาของรายได้ เช่น การจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ส่งออกที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า โดยจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อใช้สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับการส่งออกภายใต้การเปิดเสรีทางการค้า คาดว่า จะสามารถจัดเก็บได้ประมาณ 80 ล้านบาทต่อปี

    ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า กองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการฯ ไม่มีความซ้ำซ้อนในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้ากับกองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสาหรับอุตสาหกรรม กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศของ เนื่องจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯ จะให้เงินสนับสนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุน การวิจัยและพัฒนา ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เน้นลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมถึงการให้ความช่วยเหลืออันเกิดจากผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ส่วนกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรฯ เน้นช่วยเหลือกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรขั้นต้นเท่านั้น ไม่ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าเช่นกัน

    เห็นชอบผลประชุม “ไทย-ฮังการี” ครั้งที่ 3

    ดร.รัชดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม. เห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย – ฮังการี ครั้งที่ 3 ซึ่งจะมีการรับรองเอกสารระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ ในวันที่ 29 มิถุนายน 2565 โดยไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ณ กระทรวงการต่างประเทศ การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงความร่วมมือด้านอื่นๆ ระหว่างสองประเทศ รวมถึงเป็นการสร้างโอกาสและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย ซึ่งในปี 2566 ไทยกับฮังการีจะฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน สำหรับร่างเอกสารผลลัพธ์ฉบับนี้ จะใช้เป็นกรอบในการประชุม โดยมีสาระสำคัญกล่าวถึงสาขาความร่วมมือในด้านต่างๆ ดังนี้

      1.ด้านเศรษฐกิจและการค้า เช่น 1)ส่งเสริมการติดต่อระหว่างภาคเอกชนและการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทยในฮังการี 2) เสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจให้แก่บริษัทไทยและฮังการีในหลายสาขา 3)สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับการลงทุนในเขต EEC โดยเฉพาะการลงทุนด้านสุขภาพ ดิจิทัล เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และโลจิสติกส์ 4)ยกระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในด้านต่างๆ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น อาหารพร้อมทาน เครื่องแต่งกายและสิ่งทอราคาแพง สินค้าเกษตร เช่น ปุ๋ยออร์แกนิค สินค้าอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์พลังงงานไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ยางรถยนต์และยางพารา รวมถึงสินค้าด้านสาธารณสุข เช่น ยา เวชภัณฑ์ และสมุนไพร
      2.ด้านการลงทุน เช่น 1)เน้นย้ำถึงที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ ที่เป็นประตูสู่ตลาดขนาดใหญ่ทั้งสหภาพยุโรปและอาเซียน ซึ่งสร้างโอกาสที่ดีในการลงทุนและการจัดตั้งธุรกิจร่วมลงทุน 2)ความสำคัญของการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจในไทย 3)รัฐบาลฮังการีจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมด้านการลงทุนฮังการี (Hungarian Investment Promotion Agency: HIPA) เพื่อสนับสนุนการตั้งกิจการของเอกชนไทยในฮังการี 4)ฮังการีเสนอให้ปรับปรุงความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลฮังการี ที่ลงนามเมื่อปี 2534 ให้ทันสมัยและเอื้อให้นักลงทุนทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์จากความตกลงดังกล่าว

    นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือทางวิชาการ เช่น 1)ทั้งสองฝ่ายสนใจที่จะลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวฮังการี (Hungarian Tourism Agency) 2)ริเริ่มบันทึกความเข้าใจฉบับแรกด้านวัฒนธรรม ระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมและนวัตกรรมของฮังการีและกระทรวงวัฒนธรรมของไทย ปี 2565-2567 ซึ่งสนับสนุนความร่วมมือ 5 ด้าน (5Fs) ได้แก่ อาหาร (Food) ภาพยนตร์ (Film) เสื้อผ้า (Fashion) ศิลปะการต่อสู้ (Fighting) และเทศกาล (Festival) การศึกษา 3)เสริมสร้างความร่วมมือในระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา โดยเฉพาะในสาขาการเกษตรและเทคโนโลยี การท่องเที่ยว การผลิต การขนส่ง สังคมศาสตร์ พลศึกษา และการจัดการน้ำ 4)ฮังการีจะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปี 2566

    ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า ในปี 2564 การค้าระหว่างไทยกับฮังการี มีมูลค่า 712.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่ไทยส่งออกไปฮังการี เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ มูลค่า 504.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากฮังการี เช่น เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน มูลค่า 208.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยได้เปรียบดุลการค้าจากฮังการีรวม 296.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ไฟเขียวกรอบความร่วมมือ “แม่โขง-ล้านช้าง” 5 ฉบับ

    ดร.รัชดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม. เห็นชอบเอกสารผลลัพธ์การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง- ล้านช้าง ครั้งที่ 7 รวม 5 ฉบับ ซึ่งจะมีการรับรองเอกสารผลลัพธ์ในการประชุมที่จัดขึ้นในวันที่ 4 กรกฎาคม 2565 ที่เมืองพุกาม ประเทศเมียนมา ทั้งนี้ การจัดตั้งกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation: MLC) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และลดความเหลื่อมล้ำด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนามไทย และจีน

    สำหรับร่างเอกสารผลลัพธ์ทั้ง 5 ฉบับ มีสาระสำคัญเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในระดับรัฐมนตรีระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การบริหารจัดการภัยพิบัติ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาระบบศุลกากรกากร และการร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

      ฉบับแรก แถลงข่าวร่วมของการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง- ล้านช้าง ครั้งที่ 7 มีสาระสำคัญเป็นการยืนยันหลักการและเจตนารมณ์ทางการเมืองของประเทศสมาชิกในการรักษาความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือในหลากหลายสาขา เช่น การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตร สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

      ฉบับที่ 2 แถลงการณ์ร่วมเพื่อการส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง โดยร่วมกันจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ

      ฉบับที่ 3 แถลงการณ์ร่วมการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง โดยส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารผ่านการเสริมสร้างผลิตภาพการผลิต ลดความฟุ่มเฟือย ส่งเสริมความร่วมมือด้านมาตรฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการอำนวยความสะดวกการค้าสินค้าเกษตร

      ฉบับที่ 4 แถลงการณ์ร่วมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านศุลกากร เพื่อการส่งเสริมการค้าและการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากรภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง โดยสนับสนุนให้หน่วยงานด้านศุลกากรของประเทศสมาชิกส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาระบบศุลกากร ด่านและความเชื่อมโยงอัจฉริยะ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย และการอำนวยความสะดวกพิธีการศุลกากร

      ฉบับที่ 5 แถลงการณ์ร่วมเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างอารยธรรมภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง โดยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนและความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

    โยก “พงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์” ขึ้นปลัดยุติธรรม

    ดร.รัชดา กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติในเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีดังนี้

    1. นางวารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขากุมารเวชกรรม) สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขากุมารเวชกรรม) สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    2. กระทรวงยุติธรรมเสนอการโอน นางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    3. สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอรับโอน นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากอยู่ครบวาระ เพื่อมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานตำขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    4. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอรับโอน นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    5. ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

      1.นายดามพ์ บุญธรรม อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

      2.นายวรวุฒิ พงษ์ประภาพันธ์ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา

      3.นายมงคล วิศิษฏ์สตัมภ์ กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    6. การต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของเอกอัครราชทูต จำนวน 2 ราย ดังนี้

      1.นายณัฐพล ขันธหิรัญ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบ 4 ปี ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2565 และขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2566

      2.นายสุวัฒน์ แก้วสุข เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน ซึ่งจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบ 4 ปี ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2565 และขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2566

    7.นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช)] ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป

    8.นายปรเมธี วิมลศิริ เป็นประธานกรรมการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ แทนประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2565 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป โดยผู้ได้รับแต่งตั้งแทนนี้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

    9. รองศาสตราจารย์สิรี ชัยเสรี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านอาหารศึกษา) ในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระเนื่องจากถึงแก่กรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป โดยผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนนี้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน

    10.คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ ในคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จำนวน 1 คน ได้แก่ นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ แทน นายกฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์ รองประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2565 โดยผู้ได้รับแต่งตั้งแทนนี้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

    อ่าน มติ ครม. ประจำวันที่ 28 มิถุนายน 2565 เพิ่มเติม

    Categories: New Media