มติชน - การเมือง

Subscribe to มติชน - การเมือง feed
ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ กีฬา บันเทิง-ศิลปวัฒนธรรม ต่างประเทศ การศึกษา
Updated: 48 min 57 sec ago

ราชกิจจาฯ เผยประกาศสำนักนายกฯ แต่งตั้งปธ.-กรรมการปปท. 4 ราย

Mon, 07/13/2020 - 21:57

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.เว็บไชต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่  ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ปปท.)

 

The post ราชกิจจาฯ เผยประกาศสำนักนายกฯ แต่งตั้งปธ.-กรรมการปปท. 4 ราย appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

ทบ.แจง ‘บิ๊กแดง’ไม่เกี่ยว ‘ทหารอียิปต์’ติดโควิดเข้าไทย

Mon, 07/13/2020 - 20:06

ทบ.แจง ‘บิ๊กแดง’ไม่เกี่ยว ‘ทหารอียิปต์’ติดโควิดเข้าไทย วอน ปชช.มีวิจารณญาณเสพข่าวโซเชียล

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก(ทบ.) กล่าวยืนยันว่า ทบ. และ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับการเดินทางมาไทย ของทหารสัญชาติอียิปต์ ที่ติดโควิด -19 พร้อมลูกเรือ ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน 11 กลุ่มชาวต่างชาติที่สามารถเข้าประเทศไทยได้ ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในการสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 6) โดยจัดอยู่ในกลุ่มผู้ควบคุมยานพาหนะ ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรตามภารกิจ และมีมาตรการรองรับในการกำกับดูแล ทั้งนี้ขอให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล โดยเฉพาะการติดเทรนด์ #ในทวิตเตอร์ และ โซเชียลมีเดีย กล่าวหาและเชื่อมโยง ให้เกิดความเข้าใจผิดว่ากองทัพบกหรือผู้บัญชาการทหารบก มีส่วนเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้เพจ Army Spoke Team ของ ทบ. ยังโพสต์ข้อความระบุว่า ด้วยขณะนี้ปรากฏมีการสร้างกระแสโดยติดเทรนด์ #ในทวิตเตอร์ และsocial media กล่าวหาและเชื่อมโยงให้เข้าใจผิดว่าทบ.หรือผบ.ทบ. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้ทหารอียิปต์ซึ่งเดินทางโดยเครื่องบินเข้ามาในไทยและได้เข้าพักชั่วคราวใน สถานที่กักตัว ที่ จ.ระยอง ต่อมาถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด19 นั้น ขอเรียนว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทบ.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดใดกับการเดินทางของทหารอียิปต์ที่มีการระบุว่ามีการติดเชื้อโควิด ขอประชาชนอย่าได้หลงเชื่อ เพราะเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง เชื่อมโยงในลักษณะชี้นำ หวังให้เกิดความเข้าใจผิด และขอผู้ใช้โซเชี่ยลมีเดียยุติการส่งข้อความต่อหรือติด #ในข้อความดังกล่าวเพราะไม่ใช่เรื่องจริงและอาจตกเป็นเครื่องมือของผู้ที่มีเจตนาบิดเบือนให้ร้ายต่อทบ. ทั้งนี้ขอให้รับฟังการชี้แจงข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือ ศบค.เป็นสำคัญ

The post ทบ.แจง ‘บิ๊กแดง’ไม่เกี่ยว ‘ทหารอียิปต์’ติดโควิดเข้าไทย appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

อย่างนี้ต้องแชร์ ‘ลุงป้อม’ ใจดี – ‘บิ๊กตู่’ ชูนิวนอร์มอล

Mon, 07/13/2020 - 18:47

0…วันก่อน “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เดินทางไปยังโรงเรียนบ่อทองวงษ์จันทร์วิทยา จ.ชลบุรี ประชุมร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรับฟังการบรรยายผลการดำเนินงานสนับสนุนยุทธศาสตร์มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ของหน่วยงานต่างๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์พัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ การดูแลสัตว์ป่า ช้างป่าในพื้นที่ การจัดทำแหล่งน้ำ การทำโป่งเทียมและฝายต้นน้ำให้ช้างและสัตว์ป่า ดูแลต้นน้ำลำธาร เพื่อให้ป่ารอยต่อเป็นพื้นที่ต้นน้ำ มีน้ำใช้อย่างต่อเนื่อง จากนั้น “ลุงป้อม” มอบเงินสินไหมทดแทนให้ครอบครัวเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และมอบทุนการศึกษาเพื่อให้เด็กนักเรียน โดยกล่าวทิ้งท้ายขอให้ลูกๆ หลานๆ จงตั้งใจและขยันศึกษาเล่าเรียน เป็นลูกที่ดี เชื่อฟังพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และเป็นเยาวชนที่ดีของประเทศชาติต่อไป…ใจดีจริงๆลุงป้อม

0…ขณะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม เดินสายพบสื่อมวลชนโดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์กว่า 10 สำนัก วันก่อน “บิ๊กตู่” นำคณะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้บริหารและบรรณาธิการเครือมติชนว่า อยากมาฟังมุมมองการขับเคลื่อนประเทศในมุมมองของมติชนว่าอะไรที่คนไทยให้ความสำคัญในปัจจุบัน และจะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้ากันอย่างไร พร้อมกับได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ เช่น การสื่อสารกับประชาชน การสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อให้สอดคล้องกับนิว นอร์มอล การลดความเหลื่อมล้ำ การให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้น รวมไปถึงปัญหาความแตกต่างระหว่างวัยและปัญหาการเมือง พร้อมกับชื่นชมว่า ทางมติชนทำหลายอย่างที่ตนเห็น เป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับประเทศ กับประชาชน เรื่องยาง เรื่องกิจการเกษตร ขอขอบคุณ นี่คือการช่วยรัฐบาลเป็นอย่างดีและถือว่าจะทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต…เดินหน้านิวนอร์มอลนะท่าน

0…ส่วน “รองอู๊ดด้า” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำคณะรัฐมนตรี ส.ส. และคณะกรรมการบริหารพรรค ไปสัมมนากันนอกสถานที่ ที่โรงแรม เสม็ด แกรนด์วิว รีสอร์ท เกาะเสม็ด จ.ระยอง เพื่อสรุปบทเรียนการทำงานของทั้งรัฐมนตรีและส.ส. และหารือถึงทิศทางการเดินหน้าพรรคปชป.ให้กับมายิ่งใหญ่ ครองใจประชาชนอีกครั้ง โดยแกนนำพรรครับปากว่าจะมีการประเมินผลงานการทำงานของรัฐมนตรี และปรับแนวทางการทำงานของผู้บริหารพรรคกับส.ส.ใหม่ เพื่อให้พรรคปชป.กลับมาดีขึ้นภายใน 2 เดือนข้างหน้า…ปรับทัพปชป.นิวนอร์มอล

The post อย่างนี้ต้องแชร์ ‘ลุงป้อม’ ใจดี – ‘บิ๊กตู่’ ชูนิวนอร์มอล appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

‘กุลธิดา’ ชวน ‘ครู’ ร่วมกันไม่ส่งต่อวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสถานศึกษา

Mon, 07/13/2020 - 17:50
‘ครูจุ๊ย’ ชี้ ไม่มีใครมีสิทธิเหนือร่างกายคนอื่น ลั่น ครูมีหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของนร. เผย อะไรที่เคยทำมาไม่จำเป็นว่าดีงามเสมอไป ชวนร่วมกันไม่ส่งต่อวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสถานศึกษา

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทุกเปิดเทอมเรื่องทรงผมจะผุดขึ้นมาให้เป็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จักจบสิ้น บทสนทนาและวาทกรรมที่มีมานานยังวนเวียนมาให้ได้ยินไม่เปลี่ยนแปลง แปลง่ายๆ ว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข ผู้คนยังไม่เข้าใจ กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังไม่รู้ประสาอะไร ระเบียบทรงผมและการลงโทษเป็นสองเรื่องที่เชื่อมโยงกัน แต่ต้องพิจารณาแยกกัน กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจในการออกระเบียบว่าด้วยเรื่องทรงผมของนักเรียน แต่ก็มีหน้าที่ในการทำให้โรงเรียนต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตน เข้าใจและปฏิบัติตามระเบียบเหล่านี้ให้ได้ แต่กลับทำไม่ได้ดีนัก หลักฐานเชิงประจักษ์เห็นจะเป็นการใช้อำนาจออกระเบียบที่ปฏิบัติไม่ได้จริงออกมา

น.ส.กุลธิดา กล่าวต่อว่า คำถามชวนคิดคือ กระทรวงศึกษาธิการมีความตั้งใจจริงหรือไม่ในการสร้างความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ที่ระบุเอาไว้กว้างๆ ว่านักเรียนสามารถไว้ทรงผมสั้นหรือยาวก็ได้แต่ต้องจัดการให้เรียบร้อย และสถานศึกษาต้องยอมให้ผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎ แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ขอให้ยึดระเบียบข้างต้นเป็นสำคัญ ไม่เห็นจะซับซ้อน แต่โรงเรียนบางโรงไม่ทำตามระเบียบ ส่วนกระทรวงฯ เองก็ทำหน้าที่อยู่ไม่กี่อย่าง อันได้แก่ หนังสือชี้แจง หนังสือซักซ้อม และคู่มือศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียนหรือแม้กระทั่งตัวศูนย์เฉพาะกิจเอง ทั้งหมดได้กลายเสือกระดาษโดยสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นรายงานที่กรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรได้รับคือ ศูนย์เฉพาะกิจนี้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิเด็กรวมกันถึงสามกรณีในปีที่แล้ว สะท้อนความล้มเหลวของกระบวนการตรวจสอบร้องเรียนครูและสถานศึกษาอย่างชัดเจน

น.ส.กุลธิดา กล่าวว่า เมื่อไม่มีใครต้องรับผิดชอบ แปลง่ายๆ คือไม่มีใครหรือกระบวนการใดจะดูแลคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของผู้เรียน ทั้งที่เป็นเหยื่อ และผู้แจ้งข่าว ภายใต้หน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ความรับผิดรับชอบ หรือ accountability ของโรงเรียนและผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งมาในรูปแบบของกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพนั้นควรเกิดขึ้นพร้อมระเบียบ มิเช่นนั้น ระเบียบจะกลายเป็นกระดาษไปทันที เช่น หากไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษอย่างไรบ้าง สังคมเราเน้นลงโทษนักเรียน แต่ผู้ใหญ่ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎกลับไม่ได้รับผลกระทบใด นี่ไม่ใช่สังคมที่ตนคนหนึ่งอยากเห็น ไม่ควรมีใครต้องกลัวการปกป้องตนเอง
ผิดต้องลงโทษ

เมื่อทำผิดก็ต้องลงโทษ ประเด็นนี้ถกเถียงกันไม่จบสิ้น ผิดกฎแล้วลงโทษได้ แต่เราอยู่กันเป็นสังคมที่ศิวิไลซ์แล้ว แม้กระทั่งการลงโทษเราก็ทำข้อตกลงกันตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา พ.ศ.2548 โดยกำหนดบทลงโทษไว้ 4 สถาน ได้แก่ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และยังระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ห้ามลงโทษนักเรียนด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท
แต่แม้ว่านักเรียนจะเกิดการทำผิดระเบียบ เรื่องแรกที่ควรทำคือการพูดคุยทำความเข้าใจ การตักเตือนด้วยเหตุผล การลงโทษควรใช้ในกรณีที่การพูดคุยตักเตือนใช้ไม่ได้ผล มิใช่เริ่มที่ผิดแล้วทำโทษทันที
เมื่อกล่าวเช่นนี้กรณีการลงโทษพิสดารต่างๆ มากมาย ที่ลงมือถึงเนื้อถึงตัวนักเรียนหรือทำให้อับอาย ล้วนผิดระเบียบทั้งสิ้น (อ้างอิงถึงแค่สองระเบียบนี้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับโรงเรียน ครู และนักเรียน โดยยังไม่รวมถึงพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 หรือมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา)

“ท้ายที่สุดทั้งหมดที่ดิฉันกล่าวไปจะเกิดขึ้นได้หากกระทรวงศึกษาธิการและผู้บริหาร ครู อาจารย์เข้าใจตรงกันว่าไม่มีใครมีอำนาจเหนือสิทธิบนเนื้อตัวร่างกายของใคร ผู้ใหญ่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาล้วนมีหน้าที่พิทักษ์ ดูแล และปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของนักเรียน อันเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดของการศึกษาในยุคสมัยปัจจุบันและอนาคต อะไรที่เคยทำไม่จำเป็นว่ามันจะดีงามเสมอมา และตลอดไป ร่วมกันไม่ส่งต่อวัฒนธรรมอำนาจนิยมทุกรูปแบบในสถานศึกษา โรงเรียนต้องปลอดภัยสำหรับทุกคน” น.ส.กุลธิดา กล่าว

The post ‘กุลธิดา’ ชวน ‘ครู’ ร่วมกันไม่ส่งต่อวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสถานศึกษา appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

ทบ.แจงเอกสารรายงานตัวรด.ไม่ให้เรียกสินไหมฯ ยัน ไม่ได้จำกัดสิทธิ์ ฟ้องแพ่ง-อาญา

Mon, 07/13/2020 - 17:44
ทบ. แจง เอกสารรายงานตัว รด. ไม่ให้เรียกสินไหมทดแทน กรณี เกิดความเสียหาย แต่ไม่จำกัดสิทธิ์ ฟ้องแพ่ง-อาญา

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจง กรณีมีการโพสต์ ข้อความเรื่องการเข้ารายงานตัวเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร(นศท.) หรือ รด. ในเชิงมีความกังวล โดยอ้างถึงอ้างถึงแบบฟอร์มของการรายงานตัว ที่มีสาระสำคัญอยู่ 3 ข้อ ที่ทางผู้ปกครองจะต้องเซ็นให้ความยินยอมด้วย โดยเฉพาะในข้อ 3 ที่ระบุไว้ว่า “หากมีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นในระหว่างการฝึกวิชาทหาร ผู้ปกครองไม่ติดใจจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ และกองทัพบก นั้น ขอเรียนว่า การเข้าเรียนวิชาทหารตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการฝึกวิชาทหาร พ.ศ. 2503 นั้น ได้ระบุกำหนดคุณสมบัติไว้ว่า บุคคลผู้ประสงค์จะเข้าศีกษา จะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป และสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3 หรือเทียบเท่าขึ้นไป) และที่สำคัญคือ ผู้สมัครต้องมีร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรค มีสภาพร่างกาย หรือจิตใจ ที่ไม่ขัดต่อการรับราชการทหาร

เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ฯ ฉบับดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2525 ทางกองทัพบกจึงได้กำหนดระเบียบของการรายงานตัวเข้าศึกษาโดยให้ผู้ปกครองเซ็นยินยอม มีรายละเอียดอยู่ 3 ประการคือ ประการแรก ผู้ปกครองต้องเป็นผู้ยินยอมให้รายงานตัวเข้าฝึกวิชาทหาร ประการที่สอง ผู้ปกครองต้องยืนยันว่า นศท. ผู้นี้มีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ สามารถเข้าฝึกวิชาทหารได้ตามหลักสูตรที่กำหนด ส่วนประการที่สามคือ หากมีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นในระหว่างการฝึกวิชาทหาร ผู้ปกครองไม่ติดใจจะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ และกองทัพบก ซึ่งตามที่ระบุนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องในทางอาญา

“ ซึ่งทางผู้ปกครองต้องมั่นใจในคุณสมบัติของผู้เข้ารับการศึกษาว่ามีความพร้อมจริง เพราะกระบวนเข้ารับการศึกษานี้ดำเนินการในลักษณะด้วยความสมัครใจ หากผู้ปกครองให้ข้อมูลไม่ตรงข้อเท็จจริง อาจทำให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับบุคคลนั้น ทั้งนี้เพื่อความเสมอภาค และความคุ้มครองในด้านกฎหมาย ทั้งต่อตัวนักศึกษาวิชาทหาร เจ้าหน้าที่ และ กองทัพบก เอกสารดังกล่าวไม่ได้ไปจำกัดสิทธิ์การฟ้องร้องตามกฎหมายทั้งในทางแพ่ง และ อาญา หากมีความเสียหายเกิดขึ้น” พ.อ.วินธัย กล่าวและว่า

ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันกว่า 50 ปีมาแล้ว ยังไม่เคยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายใด ๆ อย่างไรก็ตาม ในการฝึกวิชาทหารของนักศึกษาวิชาทหารทางผู้บังคับบัญชา ได้ให้ความสำคัญอย่างมากมาตลอดในเรื่องของความปลอดภัย

 

The post ทบ.แจงเอกสารรายงานตัวรด.ไม่ให้เรียกสินไหมฯ ยัน ไม่ได้จำกัดสิทธิ์ ฟ้องแพ่ง-อาญา appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

“อู่ตะเภา”แจงขั้นตอนตรวจโรค“ทหารอียิปต์”ติดเชื้อ รับ 1ในคณะ หลุดหนีออกข้างนอก

Mon, 07/13/2020 - 17:34
“อู่ตะเภา”แจงขั้นตอนคัดกรองโรคก่อนพบ “ทหารอียิปต์”ติดเชื้อ ยันทำตามขั้นตอนPUI ในการตรวจคัดกรอง

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.พล.ร.ท.กฤชพล เรียงเล็กจำนงค์ ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานอู่ตะเภา กล่าวถึงกรณีทหารอียิปต์เข้าพักในโรงแรมในจังหวัดระยองระหว่างเครื่องบินแวะพักเติมน้ำมันสนามบินอู่ตะเภาตรวจพบการติดเชื้อโควิด -19 ว่า ขั้นตอนการปฏิบัติสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในท่าอากาศยานอู่ตะเภาต้องปฏิบัติการตามมาตรการที่ ศบค.กำหนด โดยการท่าอากาศยานอู่ตะเภาจะมีศูนย์ปฏิบัติการที่แต่งตั้งขึ้นโดย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามคำสั่งของ ศบค. ที่นายกรัฐมนตรีลงนามไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการออกกฎ กติกา การบริหารจัดการต่างๆ

โดยอู่ตะเภาจะมีด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ มีคณะทำงาน ที่มีเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขมาปฏิบัติงาน ร่วมกับทาง ตม.ทำการคัดกรองโรคหรือสอบสวนโรค PUI หากไม่พบผู้ต้องสงสัย หรือ ไม่มีผู้ใดพฤติการณ์ที่เสี่ยงต่อการติดต่อของโรค หรือไม่พบภาวะผิดปกติใดๆ ขั้นตอนก็จบลง และส่งต่อไปเข้าที่พัก ส่วนที่รับผิดชอบคือสาธารณสุขจังหวัดระยอง เพื่อรอการประเมินการคัดกรองทาง State Quarantine ก็จะรับไป

พล.ร.ท.กฤชพล กล่าวว่า คณะดังกล่าวมีทั้งหมด 31 คน คาดว่ามีเพียงหนึ่งคนในคณะนั้นหนีออกมาข้างนอกระหว่างที่เข้าพัก แต่ข้อมูลที่ถูกต้องขอให้ตรวจสอบกับทาง ศบค.อีกครั้ง เมื่อถามว่า คาดว่าคนที่หนีออกมาคือคนที่ตรวจพบเชื้อหรือไม่ พล.ร.ท.กฤชพล กล่าวว่า ตนไม่ทราบ คงต้องถามรายละเอียดจากทาง ศบค.ทั้งหมด

ทั้งนี้ ยืนยันว่าขั้นตอนการตรวจสนามบินไม่พบความผิดปกติ ซึ่งการตรวจสอบก็ทำด้านนอกเทอร์มินอล ไม่ได้เข้ามาปะปนกับในอาคารผู้โดยสาร เพราะเป็นลักษณะของ State aircraft มีการแจ้งเข้า-ออก ในประเทศล่วงหน้าและต้องรับอนุญาตในเรื่องแผนการบิน และตารางการอยู่ในประเทศ ซึ่งมีหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้วที่ประเทศต้นทางจะต้องประสานมาทางกระทรวงการต่างประเทศ สถานทูตในประเทศไทย สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เป็นขั้นตอนทางการทูต หรือ diplomatic clearance ซึ่งการท่าอากาศยานฯ ไม่มีอำนาจไปยับยั้ง แต่มีอำนาจในการตรวจสอบตามมาตรการที่กำหนดเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส

The post “อู่ตะเภา”แจงขั้นตอนตรวจโรค“ทหารอียิปต์”ติดเชื้อ รับ 1ในคณะ หลุดหนีออกข้างนอก appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

“แบงก์ชาติและจอมพล ป.” โดย กานดา นาคน้อย

Mon, 07/13/2020 - 17:22

เร็วๆนี้อดีตกรรมการแบงก์ชาติและกรรมการตรวจสอบคนหนึ่งเผยแพร่บทความเกี่ยวกับบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ “แบงค์ชาติ” [1] นอกจากแนะนำนโยบายการเงินแล้วก็นำเสนอด้านการบันทึกประวัติศาสตร์ของแบงค์ชาติด้วย กล่าวคือ

“6. ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยภายใต้ผู้ว่าคนใหม่ได้ฟื้นฟูเกียรติภูมิของ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้ง สำนักงานธนาคารชาติไทยซึ่งต่อมาก็คือธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย เพราะที่ผ่านมาได้มีความพยายามลดบทบาทของรัฐบุรุษผู้นี้ที่มีต่อการจัดตั้งแบงก์ชาติ นอกจากนี้ควรกล่าวยกย่องสามัญชนอีกท่านหนึ่ง คือ พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) เจ้าของหนังสือ “ทรัพย์ศาสตร์” ตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกและผู้เสนอแนวคิดการจัดตั้งธนาคารกลางตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475”

ข้อเสนอนี้มีมูลความจริง เป็นข้อเสนอที่เพิ่มเติมจากการเชิดชูภาพวีรบุรุษของ“ป๋วย อึ๊งภากรณ์”ในประวัติศาสตร์แบงค์ชาติในรูปแบบต่างๆ อาทิ การก่อตั้งสถาบันวิจัยป๋วย การแจกรางวัลป๋วย การอ้างอิงถึงสถานะ“ลูกจีนรักชาติ”โดยเฉพาะเวลาอดีตนักเรียนทุนแบงก์ชาติอยากทำงานให้นายพลหลังรัฐประหาร เนื่องจากเขาเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติภายใต้เผด็จการทหารนานถึง 12 ปี ตั้งแต่พ.ศ. 2502 ถึงพ.ศ. 2514

บทความนี้ขอชวนผู้อ่านให้ตามไปดู “พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยพศ.2485” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกเพื่อก่อตั้งแบงก์ชาติ [2] จะได้เห็นว่าใครเป็นใครในยุคก่อตั้งแบงค์ชาติ มีความจริงสำคัญ 3 ประการในพรบ.นี้

1. หน้าแรกของพรบ. : กฎหมายนี้ตราในเดือนเมษายน พศ. 2485 โปรดสังเกตว่าเป็นเวลา 4 เดือนหลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในเดือนธันวาคม พศ. 2484

2. หน้าแรกของพรบ. : คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงชื่อว่า “อาทิตย์ทิพอาภา” และ “ปรีดี พนมยงค์”

3. หน้าสุดท้ายของพรบ. : นายกรัฐมนตรีผู้ลงนามในหน้าสุดท้ายชื่อ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม”

จอมพล ป. อยู่ที่ไหนในประวัติศาสตร์แบงค์ชาติ?

ในมโนทัศน์ของ“คนรักปรีดี”และ“คนรักป๋วย” ไม่มีจอมพล ป. ในประวัติศาสตร์แบงค์ชาติ

ในประวัติศาสตร์ที่บันทึกโดยแบงค์ชาติเอง มีการพาดพิงถึง จอมพล ป. สั้นๆเพียงว่า [3]

“ต่อมาเมื่อ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ พลตรีหลวงพิบูลสงครามได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และได้แต่งตั้งนายปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง…”

ส่วนประวัติศาสตร์ตอนก่อตั้งแบงก์ชาตินั้นอ้างอิงถึงพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยซึ่งเป็นผู้ว่าการแบงค์ชาติคนแรกและรัฐบาลไทยโดยรวม ไม่มีการอ้างอิงถึงจอมพล ป. แบงก์ชาติบันทึกประวัติศาสตร์ช่วงนี้ไว้ว่า [3]

“ญี่ปุ่นนำกำลังทหารเข้ามายังประเทศไทยในวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ และได้เสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้งธนาคารกลางขึ้น โดยมีที่ปรึกษาและหัวหน้างานต่างๆ เป็นชาวญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลไทยไม่อาจยอมให้เป็นเช่นนั้นได้ จึงมอบให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยดำเนินการร่างกฎหมายเพื่อเปลี่ยนฐานะของสำนักงานธนาคารชาติไทยให้เป็นธนาคารกลาง และให้ประกาศใช้โดยเร็วที่สุด พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ..๒๔๘๕”

การไม่มีที่ปรึกษาเป็นชาวญี่ปุ่นทำให้แบงค์ชาติเป็นอิสระได้จริงหรือ? หลังไทยเข้าร่วมสงครามฝ่ายอักษะเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ธนาคารอังกฤษในไทยก็โดนปิด ทำให้ทำธุรกรรมข้ามชาติในสกุลปอนด์และดอลลาร์ไม่ได้

การผลักดันให้ก่อตั้งแบงก์ชาติหรือธนาคารกลางโดยรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลญี่ปุ่นทำเช่นนี้ในดินแดนอื่นที่ยึดครองก่อนแล้ว เช่น ธนาคารแห่งโชเซนที่เกาหลี ธนาคารแห่งแมนจูเรีย เมื่อไทยกลายเป็นพันธมิตรและออกกฎหมายเพื่อก่อตั้งแบงค์ชาติ แบงก์ชาติก็ดำเนินนโยบายการเงินแบบร่วมมือกับญี่ปุ่น มีการพิมพ์ธนบัตรให้กองทัพญี่ปุ่นใช้จ่ายเหมือนกับธนาคารกลางอื่นๆในดินแดนในบังคับของญี่ปุ่นก่อนญี่ปุ่นแพ้สงคราม มูลค่าเงินประมาณ 5-6% ของจีดีพีในขณะนั้น อัตราแลกเปลี่ยนกับเงินเยนก็โดนกำหนดให้คงที่ หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกก็ชดเชยด้วยการโอนทองคำให้แบงค์ชาติ [4]

 

ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง

แบงก์ชาติเพิ่งอายุ 78 ปีดังนั้นประวัติศาสตร์แบงค์ชาติก็เป็นประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง น่าสนใจว่าตราของแบงก์ชาติคือ “พระสยามเทวาธิราช” แบงค์ชาติบันทึกไว้ว่า [3]

“ตราธนาคารแห่งประเทศไทย คือ พระสยามเทวาธิราชในเหรียญเสี้ยว อัฐ โสฬส ที่ออกใช้ในรัชกาลที่ 5 มาดัดแปลง และเพิ่มถุงเงินในพระหัตถ์เบื้องขวา ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงผู้คุมถุงเงินของชาติ อันเป็นหน้าที่หลักของธนาคารแห่งประเทศไทย พระแสงธารพระกรในพระหัตถ์ซ้าย เพื่อคอยปัดป้องผู้ที่มารุกราน แต่ได้เปลี่ยนตอนปลายจากรูปดอกไม้มาเป็นลายดอกบัว”

ไม่ปรากฎชัดเจนว่าแบงค์ชาติใช้ตรานี้ตั้งแต่ก่อตั้งในปี พศ.2485 หรือไม่? กรมพระคลังข้างที่ยุครัชกาลที่ 5 และสำนักงานธนาคารชาติไทยยุครัชกาลที่ 8 ก็ไม่ใช่สถาบันที่พรบ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พศ. 2485 จัดตั้งขึ้น

ในอนาคต ประวัติศาสตร์แบงก์ชาติจะจัดวางจอมพล ป. ไว้ตรงไหน?

หมายเหตุ

[1] อดีตกรรมการ ธปท. เสนอแนวนโยบายทางการเงินเร่งด่วนหลังภาคส่งออกทรุดตัวเร็ว
https://prachatai.com/journal/2020/07/88552

[2] พรบ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พศ. 2485
https://www.bot.or.th/Thai/AboutBOT/LawsAndRegulations/Documents/law1-010.PDF

[3] ประวัติธนาคารแห่งประเทศไทย
https://www.bot.or.th/Thai/AboutBOT/RolesAndHistory/Pages/History.aspx

[4] Saito, Makoto (2017) “On wartime money finance in the Japanese occupied territories during the Pacific War: The case of instant reserve banks as bad central banks.” Discussion Papers, Graduate School of Economics, Hitotsubashi University, No. 2017-03.

The post “แบงก์ชาติและจอมพล ป.” โดย กานดา นาคน้อย appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

“บิ๊กแดง” งานเข้า โซเชียลถล่มยับ หลัง“ทหารอียิปต์”ติดโควิด เข้าไทย ได้สิทธิ์วีไอพี

Mon, 07/13/2020 - 16:56
“บิ๊กแดง” งานเข้า โซเชียลถล่มยับ หลัง “ทหารอียิปต์” ติดโควิด เข้าไทย ได้สิทธิ์วีไอพี

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดโรคติดต่อไวรัสโคโรนา2019 (ศบค.) ออกมาเปิดเผยข้อมูล พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3 ราย และหนึ่งในนั้น เป็นทหารสัญชาติอียิปต์ติดโควิด -19 โดยเดินทางพร้อมลูกเรือที่เดินทางเข้าประเทศไทย ในฐานะ เป็นหนึ่งใน 11 กลุ่มชาวต่างชาติที่สามารถเข้าประเทศไทยได้ ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในการสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 6) โดยจัดอยู่ในกลุ่มผู้ควบคุมยานพาหนะ ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรตามภารกิจ และมีมาตรการรองรับในการกำกับดูแล พร้อมเข้าพักในโรงแรมและเดินห้าง จ.ระยอง

ล่าสุด โซเชียลมีเดีย ได้โพสต์ข้อความโจมตี และเรียกร้องความรับผิดชอบจาก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่ก่อนหน้านี้ ได้ออกมาชี้แจงบุคคลและคณะวีไอพีจากต่างประเทศ เดินทางเข้าประเทศไทย โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน ตาม ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในการสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาอ้างอิง

The post “บิ๊กแดง” งานเข้า โซเชียลถล่มยับ หลัง“ทหารอียิปต์”ติดโควิด เข้าไทย ได้สิทธิ์วีไอพี appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับคำร้อง “นิพิฏฐ์” ฟ้อง “7 กกต.”

Mon, 07/13/2020 - 16:52
“นิพิฎฐ์” บอกชีวิตมนุษย์ ถ้าไม่ได้รับความยุติธรรมก็ต้องสู้ หลังศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับคำร้องฟ้อง 7 กกต.

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากที่ตนฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ชุดปัจจุบันทั้งคณะในข้อหา เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา157ของประมวลกฎหมายอาญาต่อศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลางว่า วันนี้ศาลฯ มีคำสั่งในชั้นตรวจฟ้องว่า คำฟ้องโจทก์ได้ระบุรายละเอียดตัวบุคคล เอกสารหรือวัตถุพยานที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง และพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ และให้จำเลยส่งเอกสารประกอบการพิจารณารวม 2 รายการภายใน 30 วันนับแต่ที่ได้รับแจ้ง และให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 17 กันยายน 2563 เวลา 09.00 น.

“พูดง่ายๆภาษาชาวบ้านคือ คดีนี้ศาลรับไว้พิจารณาไต่สวนตามขั้นตอนกระบวนการของศาลอาญาคดีทุจริตฯ แล้ว ผมถึงพยายามบอกกับทุกคนว่า ในชีวิตมนุษย์ ถ้าเราไม่ได้รับความยุติธรรม เราต้องพยายามต่อสู้ไขว่คว้าหาความยุติธรรมนั้นมาให้ได้ ถ้าบอกว่าสังคมไม่ยุติธรรม ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่า เราได้ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมนั้นแล้วหรือยัง” นายนิพิฎฐ์ กล่าว

The post ศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับคำร้อง “นิพิฏฐ์” ฟ้อง “7 กกต.” appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

กมธ.เริ่มถกงบคลัง 2.6 แสนล้าน เรียก 4 หน่วยงานประเมินศก.ไทย

Mon, 07/13/2020 - 16:48
กมธ.เริ่มถกงบคลัง 2.6 แสนล้าน เรียก 4 หน่วยงานประเมินศก.ไทย เสนอ รัฐแก้ไขปัญหาฐานรากชุมชน ปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทยโฆษกคณะกรรมาธิการ หรือ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 พร้อม นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ ส.ส.สุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกมธ. แถลงข่าวความคืบหน้าการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า กมธ.ได้ใช้เวลาพิจารณาไปแล้ว 16 ชั่วโมง จาก 237 ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 6.75 ซึ่งมีหน่วยงานที่ผ่านการพิจารณาแล้ว 6 หน่วยงาน 1 กองทุน จากทั้งหมด 721 หน่วยงาน 21 กองทุน คิดเป็นร้อยละ 0.94 ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เชิญตัวแทนจาก 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย มาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน โดยมีข้อเสนอแนะให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากชุมชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การปรับโครงสร้างหนี้ และลดอัตราดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ การนำทรัพย์สินมาชำระหนี้แทนเงินกู้

นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงการคลัง มีข้อเสนอแนะต่อกมธ.ว่า ควรมีกฎหมายให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ เนื่องจากขณะนี้ภาครัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีการโฆษณาจากสื่อออนไลน์หรือการโฆษณาในโซเชียลมีเดียได้ อีกทั้งยังไม่สามารถคาดการณ์เงินจากการจัดเก็บภาษีของปี 2563 ได้ เพราะมีการเลื่อนการจัดเก็บภาษีของปี 2562 เป็นสิ้นสุดในเดือนสิงหาคมนี้ และจากสถานการณ์โรคโควิด-19 คาดว่า จะจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าที่ประมาณการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ทุกหน่วยงานชี้แจงยืนยันให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ทั้งการชะลอการจัดเก็บภาษี และดูแลสถาบันการเงินให้มีความเข้มแข็ง ส่วนพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 นั้น ขณะนี้ยังไม่หน่วยงานใดมาขอยื่นกู้ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจของไทยยังคงเข้มแข็งอยู่

นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กมธ.ได้เริ่มพิจารณางบประมาณในกลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง วงเงิน 268,718 ล้านบาท ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง กรมธนารักษ์ กรมบัญชีกลาง กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากร โดยตัวแทนจากกรมบัญชีกลาง ได้ชี้แจงถึงการจัดทำหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้าง เพื่อกลั่นกรองคุณสมบัติของผู้ประกอบการก่อนการยื่นเสนอราคา รวมทั้ง การขึ้นทะเบียนผู้ที่ประมูลงานของรัฐได้แต่ทิ้งงาน เพื่อเป็นพื้นฐานในการตรวจสอบประวัติของผู้เสนอประมูลงานของรัฐในโครงการถัดไป โดยที่ประชุม กมธ. ได้ฝากข้อสังเกตให้กรมบัญชีกลาง พิจารณาแนวทางการจัดทำระบบ e-bidding ให้มีความโปร่งใส

The post กมธ.เริ่มถกงบคลัง 2.6 แสนล้าน เรียก 4 หน่วยงานประเมินศก.ไทย appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

กมธ.กฎหมาย เรียกรองผบ.ตร.ชี้แจง หลังเรียกชาวบ้านพันคน มาสอบคดีน้องชมพู่

Mon, 07/13/2020 - 16:46
กมธ.กฎหมาย เรียก “พล.ต.อ.สุวัฒน์” แจงกรณีตร.เรียกชาวบ้าน 1,000 คน มาสอบคดีน้องชมพู่ ชี้ ละเมิดสิทธิปชช.

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ในวันพุธที่ 15 กรกฎาคมนี้ กมธ.จะพิจารณาคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ โดยมีความจำเป็นต้องเชิญพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ในฐานะที่ดูแลคดีดังกล่าว และสืบเนื่องจากที่พล.ต.อ.สุวัฒน์ ลงพื้นที่เกิดเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกชาวบ้าน และบุคคลอื่นๆ มาสอบสวนเกือบ 1,000 คน ซึ่งกรณีดังกล่าวสงสัยว่า การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกคนมาสอบสวนมากขนาดนั้น สาเหตุอาจมาจากพล.ต.อ.สุวัฒน์หรือไม่ที่ลงไปกดดันหรือมีธง และถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน ทั้งนี้ หากพล.ต.อ.สุวัฒน์ ไม่มาตามคำเชิญของคณะกมธ.โดยไม่มีเหตุผลอันควร ตนในฐานะประธานกมธ.การกฎหมายฯ จะขอมติจากที่ประชุมตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ต่อไป

The post กมธ.กฎหมาย เรียกรองผบ.ตร.ชี้แจง หลังเรียกชาวบ้านพันคน มาสอบคดีน้องชมพู่ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

หอการค้าไทย-เครือข่าย ยื่น12,000 รายชื่อ เสนอร่างพรบ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด

Mon, 07/13/2020 - 16:40
หอการค้าไทย-เครือข่าย ยื่น12,000 รายชื่อ เสนอร่างพรบ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด

เมื่เวลา 16.00 น. ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา (เกียกกาย) วันที่ 13 กรกฎาคม นายกลินท์  สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการฯ และเครือข่าย ยื่นรายชื่อ 12,000.รายชื่อ ต่อ นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ……. เป็นฉบับแรกของประเทศไทย

นายกลินท์   เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ หอการค้าไทยได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ..ซึ่งเป็นร่างกฎหมายภาคประชาชนต่อประธานรัฐสภา (นายชวน  หลีกภัย) และได้รับแจ้งว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เป็นไปตามหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คณะผู้ริเริ่มประกอบด้วย หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ สมาคมการค้า สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และเครือข่ายภาคประชาสังคม จึงได้ดำเนินการชักชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว

โดยได้รวบรวมรายชื่อจากสมาชิก ผู้ประกอบการ นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วประเทศ ที่ต้องการให้มีกฎหมายเฉพาะ เพื่อการปฏิรูประบบการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดของประเทศไทย ได้แล้วจำนวน 12,000 คน และในวันนี้ได้นำมามอบให้กับประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนขอการเสนอกฎหมายต่อไป โดยมี นายแพทย์สุกิจ  อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนในการรับมอบ

สำหรับร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. คณะผู้ริเริ่มได้รับความร่วมมือในการยกร่าง จากคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยราชภัฏ รวมทั้ง สมาชิกวุฒิสภาในภาคเหนือ ประกอบด้วย 9 หมวด 55 มาตรา โดยมีหลักการที่สำคัญ ๆ ได้แก่

หมวด 1 การกำหนดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่าด้วยการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด โดยรัฐต้องจัดให้มีระบบการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อความสะอาดของอากาศ ต้องไม่กระทบต่อความเสมอภาค สิทธิและเสรีภาพของประชาชน
สิทธิในอากาศสะอาด ของบุคคลและประชาชนทุกคนในการได้รับอากาศสะอาดและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในกระบวนการของรัฐ
หมวด 2 การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด โดยให้มี “คณะกรรมการอากาศสะอาด”ระดับชาติ และ “คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดและกลุ่มจังหวัด”
หมวด 3 มาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาด การกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาดตามมาตรฐานสากล และกำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาด
หมวด 4 ระบบการตรวจคุณภาพอากาศและระบบฐานข้อมูล โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลแผนที่ทางภูมิศาสตร์แสดงจุดที่มีนัยสำคัญต่อคุณภาพอากาศ ชั้นบรรยากาศ และการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องวัดคุณภาพอากาศ (GIS) การเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลสามารถรายงานผลได้ทันทีและตลอดเวลาง

หมวด 5 ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการการพัฒนาคุณภาพอากาศ โดยให้มียุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการการพัฒนาคุณภาพอากาศเป็นแนวทางปฏิบัติ การกำกับทิศทาง และการจัดสรรงบประมาณ รวมทั้งการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ต่อจังหวัด กลุ่มจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการนำเอากรอบยุทธศาสตร์ไปปรับใช้ในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด
หมวด 6 มลภาวะทางอากาศ และแหล่งมลพิษทางอากาศ โดยให้มีแต่งตั้งคณะกรรมการด้านมลภาวะทางอากาศ ด้านวิชาการแหล่งมลพิษทางอากาศ
หมวด 7 เจ้าพนักงานเพื่อความสะอาดอากาศ โดยให้เจ้าพนักงานเพื่ออากาศสะอาดมีอำนาจออกคำสั่งให้ เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งมลพิษทางอากาศ หรือ หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยมลพิษทางอากาศ จัดส่งข้อมูลการปล่อยมลพิษทางอากาศ รวมทั้งเรียกบุคคล ตรวจสอบ ควบคุม หรือสั่งให้ยุติการกระทำที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ
หมวด 8  ค่าปรับและบทกำหนดโทษ สำหรับการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด
หมวด 9  บทเฉพาะกาล กำหนดระยะเวลาในการจัดทำนโยบายและแผนการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด การกำหนดมาตรฐานคุณภาพ การจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพอากาศ การจัดทำแผนปฏิบัติการการพัฒนาคุณภาพอากาศ

นอกเหนือจากการผลักดันให้มีพระราขบัญญัติอากาศสะอาดแล้ว หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยังได้ร่วมกับเครือข่าย จัดตั้งคณะทำงานทั้งในด้านกฎหมายและด้านการรณรงค์ แก้ไขปัญหา PM.2.5 ขึ้นมาเพื่อทำงานคู่ขนานระหว่างที่ได้มีการผลักดันพระราขบัญญัติฯ เช่น ลดการเผา การรับซื้อใบอ้อย ฟางข้าว  ซังข้าวโพด ฯลฯ โดยมีเครือข่ายร่วมมือซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 และจะขยายผลต่อในปี 2563 อาทิ มิตรผล SCG และสยามคูโบต้า เป็นต้น

The post หอการค้าไทย-เครือข่าย ยื่น12,000 รายชื่อ เสนอร่างพรบ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

‘โรม’ อัดรัฐบาลการ์ดตกซะเอง สะท้อนชัดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีไว้แค่กดขี่คน

Mon, 07/13/2020 - 16:37
‘โรม’ อัดรัฐบาลการ์ดตก กรณีทหารอียิปต์ เห็นชัด ระเบียบวินัยเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่คนข้างบนใช้เพื่อกดขี่คนข้างล่าง

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กระบุ ว่า รัฐบาลประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินมาเกือบ 4 เดือน พร้อมสโลแกนการ์ดอย่าตก อ้างเพื่อป้องกัน โควิก-19 เรียกว่าขู่กันทั้งด้วยกฎหมายและด้วยวาทกรรม แม้ในวันนี้จะไม่เจอผู้ติดเชื้อในประเทศมาเกือบ 50 วัน รัฐบาลก็ยังใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อ เพื่อรักษาอำนาจ เคลมตลอดว่าสถิติสวยๆ เป็นความดีความชอบของกฎหมายพิเศษ ในขณะที่ประชาชนต้องก้มรับความเดือดร้อนจากอำนาจที่ล้นเกินนี้กันไป

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า แต่แล้วกรณีทหารอียิปต์ ก็เผยให้เห็นว่า คำว่าระเบียบวินัยเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่คนข้างบนใช้เพื่อกดขี่คนข้างล่าง คนที่อ้างมันบ่อยที่สุด กลับกลายเป็นคนที่หย่อนยานที่สุดเสียเอง

“รัฐบาลควรสำนึกไว้ด้วยว่า ท่านกำลังทำให้สิ่งที่ประชาชนต้องอดทนแบกรับความเดือดร้อนกันมา ต้องกลายเป็นสูญเปล่า” นายรังสิมันต์ กล่าว

The post ‘โรม’ อัดรัฐบาลการ์ดตกซะเอง สะท้อนชัดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีไว้แค่กดขี่คน appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

‘บิ๊กแดง’ สั่งวางมาตรการเข้มชายแดนสกัดโควิด-เข้าเมืองผิด กม.

Mon, 07/13/2020 - 16:24

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก (ทบ.) กล่าวถึงกรณีหลังประเทศไทยเข้าสู่มาตรการผ่อนคลายโควิด-19 ระยะที่ 5 ทำให้ปัจจุบันมีการเดินทางผ่านเข้า-ออกทางบก ทางน้ำ ในพื้นที่ชายแดนว่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สั่งการให้กองทัพภาค โดยกองกำลังชายแดน ทบ.ทั่วประเทศปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด เน้นการเฝ้าตรวจ ลาดตระเวน ป้องกันมิให้มีการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมาย หรือไม่ผ่านการตรวจคัดกรอง เพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องการแพร่กระจายของเชื้อโรค รวมทั้งมอบให้ทุกหน่วยสนับสนุนแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดไวรัส โควิด-19 ของ ศบค.อย่างเต็มที่ ล่าสุด กำชับให้กองกำลังชายแดนกองทัพบก บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เพิ่มมาตรการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายโดยเฉพาะตามช่องทางธรรมชาติ ด้วยการใช้ทั้งเครื่องมือเฝ้าตรวจและการเพิ่มกำลังพลในการปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน มีการปรับปรุงและเพิ่มเติมเครื่องกีดขวาง การวางลวดหนาม การติดตั้งเครื่องเฝ้าตรวจในพื้นที่ล่อแหลมตามแนวชายแดน การติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างและโซลาร์เซลล์ตามเส้นทางที่ติดต่อกับช่องทางธรรมชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถมองเห็นได้ตลอดเส้นทางเป็นการเพิ่มศักยภาพในการเฝ้าตรวจ

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์กล่าวว่า นอกจากนี้ กองทัพภาคได้เพิ่มกำลังทหารทำการลาดตระเวนทั้งกลางวันกลางคืนและเพิ่มความถี่ในการเฝ้าตรวจตามช่องทาง/ท่าข้าม การตั้งจุดตรวจจุดสกัดตามเส้นทาง ตามแนวชายแดน พร้อมทั้งมีการประชาสัมพันธ์กับผู้นำชุมชนขอความร่วมมือแจ้งเบาะแสและกระจายข้อมูลข่าวสาร ควบคู่ไปกับการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น ในความร่วมมือสกัดกั้นแรงงานลักลอบเข้าเมืองอีก โดยจะดำเนินการตามมาตราการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ชายแดน อย่างไรก็ตาม กองทัพบกตระหนักดีว่าการซีลชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยมาตรการที่เข้มงวดเพื่อตรวจคัดกรองแรงงานต่างด้าว และผู้ที่เดินทางเข้าประเทศตามที่ ศบค.กำหนด ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรการเฝ้าตรวจไม่ให้มีการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายหรือไม่ผ่านการคัดกรองจากภาครัฐ จะส่งผลดีต่อการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ไม่ให้เข้าสู่ประเทศเพื่อความปลอดภัยของคนไทยทุกคน

The post ‘บิ๊กแดง’ สั่งวางมาตรการเข้มชายแดนสกัดโควิด-เข้าเมืองผิด กม. appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

‘ตรีรัตน์’ เสนอ กมธ. ตั้งสายด่วนฮอทไลน์ ช่วยเหลือผู้ถูกข่มขืนกระทำชำเราทางเพศ

Mon, 07/13/2020 - 16:13
‘ตรีรัตน์’ เสนอ กมธ. ตั้งสายด่วนฮอทไลน์ ช่วยเหลือผู้ถูกข่มขืนกระทำชำเราทางเพศ

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส เลขาธิการกลุ่มเพื่อไทยพลัส และ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ ให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำการข่มขืน และการล่วงละเมิดทางเพศว่า

ในปัจจุบันผู้ถูกกระทำชำเราข่มขืนในประเทศไทย มีมากถึงปีละ 30,000 คดี ซึ่งช่องทางการช่วยเหลือประชาชนด้านการละเมิดทางเพศนั้น ยังไม่มีอย่างชัดเจน และผู้ถูกกระทำจำนวนมากก็ไม่มีที่พึ่งจากภาครัฐ โดยต้องไปหาความช่วยเหลือเอง เช่น ตำรวจ แพทย์ นิติเวช จิตแพทย์ หรือ มูลนิธิต่างๆ เป็นต้น

ซึ่งตนมองว่าไม่ถูกต้อง หากผู้เสียหายหรือผู้ถูกกระทำ ต้องเป็นผู้วิ่งหาความช่วยเหลือเอง ทั้งๆที่หน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐ จึงได้เสนอถึงแนวคิดการตั้งสายด่วนฮอทไลน์ ในที่ประชุมกรรมาธิการ เพื่อนำเสนอสู่รัฐบาลต่อไป

The post ‘ตรีรัตน์’ เสนอ กมธ. ตั้งสายด่วนฮอทไลน์ ช่วยเหลือผู้ถูกข่มขืนกระทำชำเราทางเพศ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

สถานีคิดเลขที่ 12 : นายกฯ พบสื่อ โดย ปราปต์ บุนปาน

Mon, 07/13/2020 - 16:05

มองในภาพกว้าง การที่ท่านนายกรัฐมนตรีเริ่มออกเดินสายพบสื่อมวลชนอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก นับแต่ปี 2557 ก็ถือเป็นความพยายามที่จะทำให้บรรยากาศทางการเมือง “เปิดกว้าง” มากขึ้น

ด้วยท่าทีของผู้นำที่พร้อมจะ “รับฟัง” และ “แลกเปลี่ยนความคิดเห็น” กับสมาชิกร่วมสังคมคนอื่นๆ มากกว่า เดิม

ในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่มีโอกาสพบปะท่านนายกฯ ขออนุญาตสรุปข้อสังเกตบางประการต่อกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งอาจจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ทั้งต่อนายกรัฐมนตรีและสังคมการเมืองไทยโดยรวม ดังเนื้อหาต่อไปนี้

(1)

ท่ามกลางอารมณ์ที่แจ่มใสไม่ขุ่นมัว ด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายพร้อมรับฟังและเปิดใจ สิ่งหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีน่าจะเปิดเผยกับสื่อทุกสำนักเหมือนกัน ก็เห็นจะเป็นความยึดมั่นจงรักภักดีต่อสามสถาบันหลักของชาติ

ขณะเดียวกัน ท่านนายกฯยังบอกเล่าถึงการทำงานอย่างหนัก ต้องอ่าน-ตรวจสอบเอกสารราชการแผ่นดินให้ละเอียดถี่ถ้วน จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาว่างให้ครอบครัว เช่นเดียวกับที่คนในครอบครัวต้องเสียสละวิถีชีวิตส่วนตัวเพื่อพ่อที่กลายมาเป็นผู้นำประเทศ

การรักศรัทธาในสิ่งถูกต้องดีงามที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน ตลอดจนการมุ่งมั่น เสียสละ และอุทิศชีวิตให้แก่ส่วนรวม ดูคล้ายจะเป็นความเชื่อที่ช่วยยึดโยงอุดมการณ์และประคับประคองตัวตนทางการเมืองของท่านนายกฯเอาไว้ มิให้ล้มทรุดหรือสั่นคลอน

ทว่า “ความแข็งแกร่ง” ดังกล่าวย่อมแปรสภาพเป็น “จุดเปราะ” ที่ทำให้ท่านนายกฯหงุดหงิดในบางครั้งคราว เมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิติเตียน กระทั่งยั่วล้อเสียดสี โดยมองข้ามคุณสมบัติเหล่านั้นไปอย่างไม่ไยดี

(2)

ท่ามกลางสภาวะการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยพรรค พวก กลุ่ม คณะ ซึ่งหมายความว่าปัจจัยชี้วัดความสำเร็จทางการเมือง ไม่ว่าจะในเชิงผลประโยชน์ หรือในเชิงการแก้ไขปัญหาที่สลับซับซ้อนของประเทศ ล้วนต้องการความร่วมมือของหมู่คณะ หรือการทำงานเป็นทีม

ท่านนายกรัฐมนตรีกลับเลือกที่จะเดินสายพูดคุยกับสื่อมวลชน ในฐานะ “นักการเมือง” เพียงคนเดียว ของคณะทำงานชุดเล็กๆ ที่ประกอบด้วยข้าราชการระดับสูงและเหล่าเสนาธิการ ซึ่งมีฟังก์ชั่นเป็น “ทีมงานเลขานุการ”

การเป็น “นักการเมือง” ที่มารับฟัง-สนทนากับตัวแทนสื่อ ในลักษณะ “ตัวคนเดียว” อาจช่วยให้ท่านนายกฯมีโอกาสได้เน้นย้ำถึงคุณลักษณะส่วนบุคคลของท่าน เช่น การเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่รับผลประโยชน์อื่นๆ นอกจากเงินเดือน หรือการไม่เปิดบ้านในวาระพิเศษ

ทั้งยังเปิดโอกาสให้ท่านนายกฯได้แสดงศักยภาพแบบเดี่ยวๆ ในการเป็นผู้นำที่สามารถระบุถึงปัญหาต่างๆ ในสังคมไทยร่วมสมัยได้อย่างครอบคลุม และสามารถแจกแจงข้อจำกัดในการแก้ไขปัญหาจากมุมมองของหัวหน้ารัฐบาลได้มากพอสมควร

แต่พร้อมๆ กันนั้น ท่านนายกฯก็อาจเผลอติดกับดักของ “คุณลักษณะผู้นำแบบไทยๆ” ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างต้องการผู้นำชนิดเอกบุรุษ/มหาบุรุษ ผู้รอบรู้กระจ่างชัดทุกเรื่องราว

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีมนุษย์ธรรมดาสามัญคนไหนที่จะรู้ไปหมดทุกเรื่อง เชี่ยวชาญไปหมดทุกด้าน และสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมได้ในทุกประเด็น

ยิ่งในสภาพที่ระบบการจัดสรรแบ่งปันอำนาจทางการเมืองยังไม่ลงตัว ขณะที่มีปัญหาโควิด-19 แทรกซ้อนเข้ามา พร้อมภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

การฝากความหวังไว้ที่คนคนเดียว หรือการที่คนคนเดียวพร้อมจะแบกรับภาระหนักหนาสาหัสไว้บนบ่าของตนเอง ย่อมถือเป็นทำร้ายมนุษย์คนนั้นอย่างไร้ปรานี

ท่านนายกฯตระหนักชัดเจนว่า โครงสร้างของระบบการเมืองไทยเท่าที่เป็นอยู่ นั้นไม่เอื้อให้มี “คนมีความสามารถ” เข้ามาช่วยงานท่านได้มากกว่านี้

แต่ก็เป็นเพราะระบบโครงสร้างข้างต้นมิใช่หรือ ที่เปิดทางสะดวกให้ท่านได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

 

The post สถานีคิดเลขที่ 12 : นายกฯ พบสื่อ โดย ปราปต์ บุนปาน appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

‘ธนกร’สวน’เทพไท’ ดูแคลนคนอื่น ไล่เก็บทฤษฎีไว้ใช้เอง

Mon, 07/13/2020 - 16:04

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดให้ร้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีให้เกิดความเสียหาย แต่พูดด้วยความให้เกียรติ ซึ่งเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีนโยบายมากมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ได้มีแค่เรื่องความสงบเหมือนที่นายอภิสิทธิ์พูด ที่สำคัญ ไม่ได้พูดถึงนายเทพไท เสนพงษ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งนี้ เข้าใจว่านายเทพไทอยากเอาใจนายอภิสิทธิ์ แต่ก็ควรดูข้อเท็จจริงก่อน พูดจาด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ออกมาดูถูกดูแคลนคนอื่น ทำตัวเป็นส.ส.เทวดา แตะต้องไม่ได้ ตนเชื่อว่าพี่น้องประชาชนรู้นิสัยนายเทพไทดี เพราะที่ผ่านมาเป็นส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล แต่ไร้มารยาททางการเมือง ออกมาดิสเครดิตพล.อ.ประยุทธ์อยู่ตลอดเวลา อ้างว่าทำเพื่อประชาชน ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับนายเทพไทเลย
นายธนกร กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่นายเทพไทพาดพิงตนว่าแทงหวยผิด กระโดดออกจากกลุ่ม4กุมารหวังกลับไปกลุ่มสามมิตร ซึ่งเป็นจำพวกนักการเมืองที่ใช้ทฤษฎีเห็บหมา หมาตัวเดิมตายเห็บก็กระโดดไปหาหมาตัวใหม่นั้น ตนเข้ามารับใช้ประเทศชาติและประชาชน ทฤษฎีเห็บหมาของนายเทพไทคงต้องเก็บไว้ใช้กับตัวนายเทพไทเองจะดีกว่า นักการเมืองอย่างนายเทพไทตนไม่เคยให้ราคา อยู่ในประเภทปากกล้าขาสั่น พอถูกฟ้องหมิ่นประมาทแทบคลานไปขอโทษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีคดีว.5โฟร์ซีซั่น เสียชื่อ ส.ส.ฝีปากกล้าหมด อยากให้ดูนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นตัวอย่าง ซึ่งตนให้ความเคารพเสมอมา เคารพผู้อาวุโส ผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่เคยก้าวล่วงถึงพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผ่านตนพูดจาภาษาดอกไม้ สุภาพ ตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง ไม่เคยใส่ร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่เคยโจมตีใครก่อน นายเทพไทอุตส่าห์ได้เป็นส.ส.ก็ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้นักการเมืองรุ่นหลังบ้าง

The post ‘ธนกร’สวน’เทพไท’ ดูแคลนคนอื่น ไล่เก็บทฤษฎีไว้ใช้เอง appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

สอบออนไลน์ มสธ.ครั้งแรก สะดุดพบปัญหาทางเทคนิค ‘ประสาท’ พร้อมเยียวยาน.ศ.

Mon, 07/13/2020 - 15:40
สอบออนไลน์ มสธ.ครั้งแรก สะดุดพบปัญหาทางเทคนิค ‘ประสาท’ พร้อมเยียวยาน.ศ.

สอบออนไลน์ครั้งแรกของมสธ.สะดุด พบปัญหาทางเทคนิค จนต้องยุติการสอบช่วงแรก เพื่อแก้ปัญหา  ‘ประสาท’ ยันระบบไม่ล่ม พร้อมเยียวยาเด็กโดยเร็วที่สุด และนำปัญหามาเป็นบทเรียน วิเคราะห์ ยืนยันเดินหน้าจัดสอบออนไลน์ต่อ ขณะที่ นายกสภา มสธ.เชื่อสอบออนไลน์ประสบความสำเร็จ

ศ.ดร.ประสาท สืบค้า รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ มสธ.ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการวัดและประเมินผลการศึกษารูปแบบใหม่ หรือการสอบออนไลน์  ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เพื่อเป็นแนวทางการวัดประเมินผลรูปแบบใหม่ในการจัดสอบในอนาคต โดยจัดสอบให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาตรี สำหรับการทดสอบซ่อมภาคต้น ปีการศึกษา 2562 และผู้เรียนโครงการสัมฤทธิบัตร รุ่นที่ 109 รหัส 622 ซึ่งมีนักศึกษาในประเทศ และต่างประเทศที่จะสอบออนไลน์ จำนวน17,425 คน ในวันที่ 11-12 ก.ค. ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าการสอบออนไลน์ครั้งแรกในช่วงเช้าวันที่ 11 ก.ค. มีนักศึกษาเข้ามารายงานตัวในระบบจำนวน 3,900 คน จากนักศึกษาที่ต้องสอบ จำนวน7,858 คน  แต่พอจะเปิดข้อสอบก็เกิดปัญหาทางเทคนิคที่ระบบฐานข้อมูล จนทำให้นักศึกษาไม่สามารถสอบได้ ทางมหาวิทยาลัยจึงต้องขอให้ยุติการสอบช่วงเช้าไปก่อน เพื่อไม่ให้นักศึกษาเสียสิทธิ ขณะเดียวกันมสธ.ได้ประชาสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักศึกษา รวมถึงแก้ปัญหาทางเทคนิค สุดท้ายทำให้ระบบกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม และสามารถดำเนินการจัดการสอบในช่วงบ่ายต่อไปได้ และวันที่ 12 ก.ค. ของการสอบออนไลน์ก็สามารถดำเนินการได้ปกติและราบรื่นพอสมควร

ศ.ดร.ประสาท กล่าวต่อไปว่า   จากปัญหาที่เกิดขึ้นทางมสธ.จะต้องหาวิธีเยียวยานักศึกษาให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบกับการเรียนการสอน และจะประกาศให้นักศึกษาทราบ ตลอดจนจะทำคู่มือและคลิปการสอบออนไลน์ให้นักศึกษาได้ศึกษาด้วย รวมถึงจะนำปัญหาทั้งหมดมาเป็นบทเรียน เพื่อแก้ไขและพัฒนาระบบให้ดีขึ้น โดยจะต้องนำปัญหาต่างๆ มาวิเคราะห์  เช่น  นักศึกษาพอใจระบบการสอบออนไลน์มากน้อยแค่ไหน  การประหยัดเวลาในการเดินทางมาสอบ   ค่าใช้จ่ายน้อยลงหรือไม่  ปลอดภัยจากการติดต่อโรค  และผลการสอบเป็นอย่างไร  เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มสธ.ยังยืนยันที่จะไม่หยุดการจัดสอบออนไลน์ และเดินหน้าต่อ เพราะมั่นใจระบบการสอบออนไลน์ดี  ที่สำคัญเบื้องต้นตัวนักศึกษาส่วนใหญ่ก็พอใจกับการสอบออนไลน์  โดยเฉพาะนักศึกษาในต่างประเทศพอใจมาก  เพราะสะดวกและประหยัดค่าใช่จ่าย อย่างไรก็ตามจากนี้ มสธ.ก็จะต้องเร่งพัฒนาระบบการสอบออนไลน์ให้ดีที่สุด

ด้านศ.ดร.วิจิตร  ศรีสอ้าน นายกสภา มสธ. กล่าวว่า การสอบออนไลน์น่าจะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับมสธ.และมหาวิทยาลัยจะใช้โอกาสการจัดสอบออนไลน์ เพื่อให้นักศึกษาจบตามกำหนด   มีคุณภาพ และไม่ทุจริตเสมือนการสอบในห้องเรียนหรือดีกว่า เพราะการสอบออนไลน์นั้นประหยัดและสะดวกกว่าการสอบในห้องเรียน  อย่างไรก็ตามแม้ว่าการสอบออนไลน์ครั้งแรกของ มสธ.ที่ช่วงเช้าการสอบวันแรกจะมีปัญหาบ้าง แต่แก้ไขได้ และสามารถดำเนินการสอบจนสำเร็จทั้ง 2 วัน และยังมีนักศึกษามาเข้าสอบประมาณ 11,900 คน พูดได้ว่าการสอบครั้งนี้ประสบความสำเร็จ  ส่วนที่มีปัญหาอยู่บ้างก็ถือว่าเป็นบทเรียนที่จะต้องนำไปปรับปรุงและแก้ไข เพื่อใช้เป็นระบบหลักที่สมบูรณ์ต่อไปในอนาคต

The post สอบออนไลน์ มสธ.ครั้งแรก สะดุดพบปัญหาทางเทคนิค ‘ประสาท’ พร้อมเยียวยาน.ศ. appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

เพื่อไทย จี้ ประยุทธ์ รับผิดชอบปมเศรษฐกิจ ในฐานะหน.ทีม บี้ ประกาศเลือกตั้งท้องถิ่น

Mon, 07/13/2020 - 15:32
“เพื่อไทย” จี้ “ประยุทธ์” รับผิดชอบปมศก. ถาม ถ้าปรับครม.ไม่ได้จะลาออกหรือไม่ จ่อ เดินสาย 4 ภาค เตรียมลต.ท้องถิ่น

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 13 กรกฎาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคพท. แถลงข่าวประจำสัปดาห์ ว่า ประเด็นแรก 6 ปีที่ผ่านมาประชาชน และประเทศชาติเสียโอกาส อยู่ในสภาพที่นโยบายที่สวยหรู ขายฝัน ทั้งนี้ ในการปรับครม. ที่ยังปรับไม่ได้ เพราะคนเก่าไม่ยอมออก หรือคนนอกไม่ยอมเข้า หรือความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่กำลังใช้สรรพกำลัง เช่น การใช้ผลโพล ปล่อยข่าว สร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง ซึ่งทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย นอกจากนี้การที่ไม่สามารถปรับครม. ทำให้เกิดผลเสียและผลลบต่อประเทศชาติและประชาชน ส่วนหนึ่งเพราะการล้มเหลวในการปฎิรูปการเมืองที่ไม่มีอยู่จริง ดังนั้น พรรคพท.จึงขอเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ รับผิดชอบและบอกให้ชัดว่าจะปรับครม.อย่างไร ปรับเมื่อไหร่ เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาผู้ว่าแบงก์ชาติด้วย ทำให้เกิดสูญญากาศ ในขณะที่ทีมเศรษฐกิจก็มีปัญหา ดังนั้นนายกฯ จะรับผิดชอบโดยการลาออกหรือไม่ หากปรับครม. ไม่ได้

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นต่อมา คือการเลือกตั้งทองถิ่นว่า ซึ่งที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ พูดมาตลอดว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดในปีนี้ และก็ไม่ใช่ครั้งแรกอีกเช่นกันที่จะไม่เลื่อนการเลือกตั้งออกไป ทั้งที่ที่การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการกระจายอำนาจ ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเลือกตัวแทนตัวเองมาบริหารจัดการท้องถิ่นของตัวเอง อย่างไรก็ตาม หากนายกฯ มีความจริงใจในการเลือกตั้งท้องถิ่นจริง ก็ควรเร่งประกาศไทม์ไลน์ให้ชัดเจนว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไหร และมีรูปแบบอย่างไร และที่เคยบอกว่าเงินไม่พอ วันนี้เงินก็พอแล้ว หรือถ้าไม่พอจริงๆ ก็มาสามารถตัดงบซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์มาใช้ได้ หากไม่ต้องการเป็นรัฐราชการรวมศูนย์อำนาจ ต้องรีบประกาศไทม์ไลน์การเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งนี้ พรรคพท.มีนโยบายส่วนท้องถิ่นทั้งในส่วนของกทม. และส่วนภูมิภาค โดยเรากำลังดูนโยบายทั้งสองส่วนนี้ และในอนาคตอันใกล้ พรรคพท.ที่เป็นพรรคแห่งการแก้ไขปัญหา จะมีโครงการเพื่อไทยสัญจร 4 ภาค เพื่อดูปัญหาในแต่ละท้องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ปัญหา ขณะที่นโยบายของกทม. ก็เป็นสิ่งที่พรรคพท.ใส่ใจเช่นกัน

The post เพื่อไทย จี้ ประยุทธ์ รับผิดชอบปมเศรษฐกิจ ในฐานะหน.ทีม บี้ ประกาศเลือกตั้งท้องถิ่น appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

“เก่ง” ถามรัฐบาล ตั้งการ์ดเข้มคนไทย ทำไมปล่อยทหารต่างชาติแพร่เชื้อ

Mon, 07/13/2020 - 15:23
“เก่ง” ถามรัฐบาล ตั้งการ์ดเข้มคนไทย ทำไมปล่อยทหารต่างชาติแพร่เชื้อ “โรม” อัด รัฐการ์ดตกเอง จะให้ตามเช็ดตามล้างไปถึงไหน

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความแสดงความเห็น กรณี ศบค.เปิดเผยว่า มีการตรวจสอบพบ ผู้ติดเชื้อชาวอิยิปต์ ซึ่งโดยสารเข้าประเทศด้วยข้อยกเว้นทางการทูตผ่านเครื่องบินทหาร ล่าสุดได้รับการตรวจสอบว่าติดเชื้อโควิด 19 ปัจจุบันได้กลับประเทศไปแล้วนั้น

นายการุณ แสดงความเห็น ระบุว่า “ลุงข้างบ้าน ปล่อยทหารต่างชาติ ลุยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ไปเที่ยวสารพัดที่ สุดท้ายพบติดเชื้อโควิด เกิดเหตุที่ระยองและกรุงเทพฯ งานเข้าโควิดรอระบาดรอบ2 ลุงได้แต่กรอกตาไปมา ท่องคำว่าการ์ดอย่าตก# งามหน้าครับรัฐปล่อยต่างชาติแพร่เชื้อ ตั้งการ์ดเข้มคนไทย แต่ไหงปล่อยทหารต่างชาติแพร่เชื้อ”

ด้านนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ ระบุว่า “สั่งประชาชนว่าการ์ดอย่าตกให้ประชาชนต้องเสียสละมากมาย หลายคนเสียรายได้ สูญโอกาสทำมากิน กดดันจนฆ่าตัวตายเด็กหลายคนเสียสุขภาพจิต ไม่ได้ไปเรียนหนังสืออยู่นาน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกฝ่ายลงแรงไปอีกมากมาวันนี้ทหาร ‘การ์ดตก’ รอบสองจะให้ประชาชนตามเช็ดตามล้างไปถึงไหนอีกครับ”

สำหรับเรื่องนี้ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ​ หรือ ศบค. แถลงวันนี้ (13 ก.ค.) กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการแถลงข่าวสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประจำวัน โดยระบุถึงกรณี ผู้ติดเชื้อรายที่ 3 ชาวอียิปต์ ซึ่งเป็นทหาร เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในวันที่ 8 ก.ค. และเข้าพักที่โรงแรมที่เป็น State Quarantine ใน จ.ระยอง   ในวันรุ่งขึ้น 9 ก.ค. ได้เดินทางออกจากโรงแรม ไปทำภารกิจทางทหารที่ประเทศจีน และกลับมาประเทศไทยในวันเดียวกัน และเข้าพักที่โรงแรมแห่งเดิม ใน จ.ระยอง

ผลตรวจวันที่ 10 ได้ตรวจพบเชื้อ ส่วนอีก 30 รายที่มาด้วยกันซึ่งเป็นลูกเรือทั้งหมด ไม่พบเชื้อ เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่เจ้าตัวเดินทางกลับออกจากประเทศไทย และผลตรวจออกในวันที่ 12 ก.ค. คือ พบว่า ติดเชื้อโควิด-19

แม้ว่าทหารท่านนี้จะเดินทางเข้ามาในลักษณะของ “ลูกเรือ” ซึ่งแนวปฏิบัติตามข้อกำหนด มาตรา 9 ให้คน “11 กลุ่ม” ที่ยกเว้นให้เดินทางเข้าประเทศไทยได้ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ผู้ควบคุมยานพาหนะ หรือเจ้าหน้าที่ประจำยานพาหนะ ที่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาในประเทศ เพื่อทำภารกิจ และมีแผนการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรที่ชัดเจน   กลุ่มเหล่านี้ มีโรงแรมที่พักให้ ซึ่งปกติ จัดให้ใกล้กับสุวรรณภูมิ แต่ทหารและลูกเรือชุดนี้เดินทางเข้ามานั้น ได้เดินทางบินมาลงที่อู่ตะเภา โดยมีไทม์ไลน์ดังนี้

– วันที่ 6 ก.ค. เดินทางจากกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ไปยังยูเออี
– วันที่ 7 ก.ค. เดินทางจาก ยูเออี ไปปากีสถาน
– วันที่ 8 ก.ค. เดินทางเข้ามายังท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ใน จ.ระยอง
– วันที่ 9 ก.ค. ออกจากโรงแรมไปท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อทำภารกิจทางทหารที่เฉิงตู ประเทศจีน และกลับมาในวันเดียวกัน และเข้าพักที่โรงแรมเดิม
– วันที่ 10 ก.ค. เจ้าหน้าที่เข้าไปทำการตรวจคัดกรองทั้งคณะ จำนวน 31 ราย
– วันที่ 11 ก.ค. เดินทางกลับช่วงสาย โดยผลการตรวจที่ออกมาในวันนั้น ยังกำกวม ไม่แน่ชัด จึงส่งตรวจซ้ำอีกครั้ง ผลออกวันที่ 12

นพ.ทวีศิลป์ เปิดเผยต่อว่า ในที่ประชุม ศบค. ได้ถกกันอย่างมากในประเด็นนี้ เนื่องจากถึงแม้จะเป็นลูกเรือต่างชาติที่เข้ามาในประเทศตามข้อกำหนดที่เป็นลักษณะเฉพาะ ซึ่งตามปกติสถานที่ที่จัดไว้ให้พักจะเป็นที่สุวรรณภูมิ แต่สำหรับเคสนี้ บินมาลงที่อู่ตะเภา ทำให้มาตรการคุมเข้มเรื่องนี้มีข้อที่ต้องทบทวนและปฏิบัติกันใหม่

The post “เก่ง” ถามรัฐบาล ตั้งการ์ดเข้มคนไทย ทำไมปล่อยทหารต่างชาติแพร่เชื้อ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

Pages