มติชน - การเมือง

Subscribe to มติชน - การเมือง feed
ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ กีฬา บันเทิง-ศิลปวัฒนธรรม ต่างประเทศ การศึกษา
Updated: 38 min 28 sec ago

สภาฯ ถกงบ’64 3 วัน 3 คืน ลงมติผ่านฉลุย 3.2 ล้านล้านบาท ชง ส.ว.พิจารณาต่อ

6 hours 45 min ago
สภาฯ ถกงบ’64 3 วัน 3 คืน ลงมติผ่านฉลุย 3.2 ล้านล้านบาท ก่อนชงส.ว.พิจารณาต่อ “บิ๊กตู่” ปากรับเงินก้อนนี้ รัฐบาลจะใช้จ่ายอย่างโปร่งใส

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท วาระสอง เป็นวันที่ 3 โดยมี นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ประชุมลงมติเห็นชอบ มาตรา 27 งบประมาณร่ายจ่ายของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี บรรยากาศในช่วงค่ำเป็นไปอย่างราบรื่น ไร้การประท้วง ส.ส.ที่มีชื่อขอแปรญัตติหลายคน พากันสละสิทธิการอภิปราย เพื่อให้การอภิปรายเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนมาตรา 40 ซึ่งเป็นมาตราสุดท้าย กระทั่ง เวลา 23.25 น. ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 270 ต่อ 60 งดออกเสียง 120 ไม่ลงคะแนน 6 เสียง เห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปี 2564 พร้อมข้อสังเกตุ ก่อนส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไปในวันที่ 22 กันยายนนี้ต่อไป หลังจากใช้เวลาพิจารณามานาน 3 วัน 3คืน

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวขอบคุณที่ประชุมสภาฯ ว่า ขอบคุณสมาชิกทุกคนที่เห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ที่เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ ให้ระบบเศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ ความซ้ำซ้อน และกระจายประโยชน์สู่ประชาชนอย่างทั่วถึงเป็นธรรม ส่วนข้อสังเกต ห่วงใยขอสมาชิกนั้น ขอรับไว้ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด รัฐบาลจะดำเนินการจัดสรรทรัพยากรให้มีความคุ้มค่า นำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ อย่างโปร่งใส ให้บรรลุผลสำเร็จตามที่กำหนดไว้ ให้ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง

The post สภาฯ ถกงบ’64 3 วัน 3 คืน ลงมติผ่านฉลุย 3.2 ล้านล้านบาท ชง ส.ว.พิจารณาต่อ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

อมรัตน์ ลุกโวยบิ๊กตู่ หลังขอบคุณสภาฯผ่านงบ เจ้าหน้าที่ตั้งด่านสกัดม็อบเข้ากรุง

6 hours 50 min ago
“อมรัตน์” ลุกถาม “บิ๊กตู่” หลังขอบคุณสภาฯ ผ่านงบ โวย จนท.ตั้งด่านตรวจบัตรปชช. แต่ สุชาติ หวั่นเจอประท้วง ปิดประชุมทันที

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท วาระสอง เป็นวันที่ 3 โดยมี นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยภายหลังจากที่ รัฐสภา มีมติรับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินทางมาที่รัฐสภา ขอบคุณรัฐสภา ที่ผ่านร่างดังกล่าว และจะนำข้อเสนอต่างๆ ของสภาไปปรับใช้ ให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่า ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวขอบคุณที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ในวาระสาม ก่อนที่นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม จะสั่งปิดการประชุม นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ลุกขึ้นขอหารือเร่งด่วนทันทีถึงสถานการณ์ของการชุมนุม โดยระบุว่า “ขออนุญาตครึ่งนาที ดิฉันในฐานะผู้แทนราษฎร ขณะนี้มีเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องหารือกับท่านนายกรัฐมนตรี ตอนนี้มวลชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด และถูกตรวจบัตรประชาชน” แต่ยังพูดไม่ทันจบ นายสุชาติ ได้ตัดบททันที เนื่องจากไม่ได้อยู่ในระเบียบวาระ มิเช่นนั้นจะถูกประท้วง จึงไม่อนุญาต และกดปิดไมค์ และสั่งปิดประชุมทันที อย่างไรก็ตาม หลังปิดประชุม นางอมรรัตน์ ยังกล่าวผ่านไมค์ต่อว่า “ไม่แฟร์”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาฯ ถกงบ’64 3 วัน 3 คืน ลงมติผ่านฉลุย 3.2 ล้านล้านบาท ชง ส.ว.พิจารณาต่อ

สายเหนือมาแล้ว! แห่แชร์คลิป จนท.สกัดรถบัสผู้ชุมนุม ชูสามนิ้วใส่ ตะโกนหยุดคุกคามประชาชน

The post อมรัตน์ ลุกโวยบิ๊กตู่ หลังขอบคุณสภาฯผ่านงบ เจ้าหน้าที่ตั้งด่านสกัดม็อบเข้ากรุง appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

สายเหนือมาแล้ว! แห่แชร์คลิป จนท.สกัดรถบัสผู้ชุมนุม ชูสามนิ้วใส่ ตะโกนหยุดคุกคามประชาชน

Fri, 09/18/2020 - 23:00
สายเหนือมาแล้ว! แห่แชร์คลิป จนท.สกัดรถบัสผู้ชุมนุม ชูสามนิ้วใส่ ตะโกนหยุดคุกคามประชาชน

สืบเนื่องจาก กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้ประกาศนัดชุมนุม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 19 กันยายนนี้ ขณะที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ปิดประตู และให้เจ้าหน้าที่ออกจากมหาวิทยาลัยในเวลา 20.00 น.

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนจากทั่วทั้งประเทศ ต่างเดินทางมาร่วมชุมนุม โดยมีการรวมตัวกันมา ทั้งรสบัส และ รถตู้ อาทิ กลุ่มของ ไผ่ ดาวดิน ที่เดินทางจากขอนแก่นมาถึงที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงสายของวันนี้

ขณะที่ ในโซเชียล มีเดีย ได้มีการเผยแพร่ การเดินทางของประชาชน โดย ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ระบุว่า เดินทางจากเชียงราย ทุกด่านขอตรวจบัตรประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ยังได้แชร์คลิปวิดีโอ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดการเดินทางของผู้ร่วมชุมนุม ตั้งแต่ด่านแม่ทา ของพี่น้องชาวฝาง แม่อายไชยปราการ ไม่ให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดย ในคลิปวิดีโอ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาพูดคุยกับประชาชน และประชาชนได้ชู 3 นิ้วใส่ และกล่าวว่า หยุดคุกคามประชาชน

ภาพจาก Natthawoot Wangwiang

The post สายเหนือมาแล้ว! แห่แชร์คลิป จนท.สกัดรถบัสผู้ชุมนุม ชูสามนิ้วใส่ ตะโกนหยุดคุกคามประชาชน appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

‘บิ๊กตู่’ ถึงสภาฯ รอขอบคุณงบประมาณผ่าน รับปากดูแลม็อบ หลังลือเปลี่ยนเป้าหมายไม่ไปทำเนียบ

Fri, 09/18/2020 - 22:15
สี่ทุ่ม “บิ๊กตู่” ถึงสภาฯ รอขอบคุณงบฯผ่าน รับปากดูแลม็อบปลอดภัย หลังมีข่าวเปลี่ยนเป้าหมายเคลื่อนทัพ ไม่ไปทำเนียบแล้ว

เมื่อเวลา 21.42 น. วันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางเข้าอาคารรัฐสภา เพื่อรอขอบคุณที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังใกล้พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาทเศษจบ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกระแสข่าวว่า กลุ่มนิสิตนักศึกษา นักเรียน และประชาชน ได้เปลี่ยนเป้าหมายการเคลื่อนขบวนในช่วงเข้าวันที่ 20 กันยายนไม่ไปปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว ว่า “ก็แล้วแต่ ต้องดูแลให้ปลอดภัย” เมื่อถามต่อว่า การชุมนุมจะบานปลายหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถาม ก่อนเดินเข้าลิฟต์เพื่อขึ้นไปสู่ห้องประชุมพระสุริยันทันที

The post ‘บิ๊กตู่’ ถึงสภาฯ รอขอบคุณงบประมาณผ่าน รับปากดูแลม็อบ หลังลือเปลี่ยนเป้าหมายไม่ไปทำเนียบ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

‘วิสาร’ ดักคอ ตร. อย่าตัดสัญญาณรอบมธ. แนะ เร่งตรวจสิ่งแปลกปลอม ดูแลปกป้องนศ.

Fri, 09/18/2020 - 22:06
‘วิสาร’ ดักคอ ตร.อย่าตัดสัญญาณโทรศัพท์รอบมธ. แนะ ตร.เร่งตรวจสอบสิ่งแปลกปลอม ดูแลความเรียกร้องป้องนศ.

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท วาระสอง เป็นวันที่ 3 เข้าสู่การพิจารณามาตรา 27 งบประมาณร่ายจ่ายของส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี วงเงิน 4.39 หมื่นล้านบาท แต่กมธ.เสียงข้างมากปรับลดลง 311 ล้านบาท เหลือ 4.36 หมื่นล้านบาท

โดยนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนขอบคุณที่การไฟฟ้าเข้าดูแลไฟฟ้าส่องสว่างในพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจะมีการชุมนุมของกลุ่มเยาวชน วันที่ 19 กันยายนนี้ โดยการดูแลรักษาความสงบทราบว่า มีเจ้าหน้าที่ใช้แผน กรกฎ 52 ดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดคิด ซึ่งตนสนับสนุนให้ใช้กำลังตำรวจ เพราะตำรวจเป็นผู้ใกล้ชิดกับประชาชนและมั่นใจในตัว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 กันยายน พบการเคลื่อนย้ายกำลังของตำรวจโดยรถตู้หลายคัน โดยตำรวจทราบดีว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสนามหลวงอยู่จุดใด ควรเข้าตรวจสอบสิ่งแปลกปลอม โดยไม่ใช้อุปกรณ์ตัดสัญญาณคลื่นวิทยุและการสื่อสารทั่วไป (แจมเมอร์) เพื่อให้การติดต่อสื่อสารของเยาวชนในพื้นที่ชุมนุมสามารถดำเนินการได้ ซึ่งกระบวนการเรียกร้องของน้องๆ ใช้ความกล้าหาญ​ เพื่อแสดงพลังให้ประชาชนเห็นว่า บริหารประเทศ นายกฯ ​จะอยู่ได้หรือไม่ ม็อบที่เรียกร้องนั้น เชื่อว่าจะใช้ความกล้าหาญความอดกลั้น ไม่เชื่อการยั่วยุของใคร หากใครกระทำผิดตำรวจต้องจัดการคนผิด แต่อย่าใช้แจมเมอร์ เพื่อขัดขวาง หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อน

The post ‘วิสาร’ ดักคอ ตร. อย่าตัดสัญญาณรอบมธ. แนะ เร่งตรวจสิ่งแปลกปลอม ดูแลปกป้องนศ. appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

เพจเยาวชนปลดแอก เปิดเอกสารประเมินมวลชน 6,500 คน ร่วมเครือข่ายม็อบ 19 ก.ย.

Fri, 09/18/2020 - 21:14

เพจเยาวชนปลดแอก เปิดเอกสารประเมินมวลชน 6,500 คน ร่วมเครือข่ายม็อบ 19 ก.ย.

จากกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมได้นัดหมายจัดชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 19 ก.ย.นี้ โดยใช้ชื่อว่า 19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร คาดมีกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ภาคประชาชน นับร้อยกลุ่ม และมวลชนไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน เข้าร่วม

ทั้งนี้เพจ เยาวชนปลดแอก - Free YOUTH ได้เผยแพร่เอกสารการประเมิน สถานการณ์การจัดกิจกรรม ชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ และการชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย.ที่สนามฟุตบอล ม.ธรรมศาสตร์ โดยมีการประเมินมวลชนที่จะเข้าร่วมประประมาณ 6,500 คน ประกอบด้วย

1. เครือข่ายนักศึกษา (พื้นที่กทม.และพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 5,500 คน )

2.เครือข่ายศึกษา(พื้นที่ส่วนภูมิภาคประมาณ 300 คน)

3.เครือข่ายกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ประมาณ 250 คน

4.เครือข่ายนักอนุรักษ์,นักสิทธิมุษยนชน กลุ่มNGOs ประมาณ 250

5.กลุ่มปัญหาความเดือดร้อน ประมาณ 250 คน

6. คณะอาจารย์ นักวิชาการประมาณ 30 คน

The post เพจเยาวชนปลดแอก เปิดเอกสารประเมินมวลชน 6,500 คน ร่วมเครือข่ายม็อบ 19 ก.ย. appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

“ธนาธร” ยัน ออกมาชุมนุมมากที่สุด ให้ผู้มีอำนาจได้ยิน คือทางเดียวเปลี่ยนการเมืองอย่างสันติ

Fri, 09/18/2020 - 21:06
“ธนาธร” ยัน ออกมาชุมนุมให้มากที่สุด ส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจได้ยิน คือทางเดียวเปลี่ยนแปลงการเมืองอย่างสันติ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนาเนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “ประเทศไทยในทศวรรษหน้า” มีวิทยากรร่วมรายการ 3 คน คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

ด้านนายธนาธร กล่าวว่า ตนเองมีความฝันอยากเห็นประเทศไทยในอีก 10ปีข้างหน้า ในด้านการเมืองอยากเห็นการเมืองที่ประชาชนมีอำนาจสูงสุด อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับของคนทุกฝ่าย อยากเห็นการถ่วงดุลกันอย่างมีประสิทธิภาพของฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ประเทศที่บังคับใช้กฎหมายเท่าเทียม

ในด้านเศรษฐกิจ อยากเห็นประเทศไทยเปิดกว้างพร้อมรับการแข่งขัน ทรัพยากรของประเทศถูกใช้ไปกับการดูแลคนส่วนใหญ่ ไม่ผูกขาดไว้สำหรับคนไม่กี่ตระกูล อยากเห็นการคมนาคมที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางด้วยต้นทุนที่ต่ำ บริการดี อยากเห็นการเอางบของรัฐมาสร้างสวัสดิการที่ดี คนหนุ่มสาว เลือกเดินเส้นทางอาชีพ การทำมาหากิน ที่เขาสร้างเองได้ แม้ล้มเหลวก็มีสวัสดิการรองรับ คนเกษียณอายุ ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ไม่ต้องกังวลจะเป็นภาระลูกหลาน  อยากเห็นการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ทำด้วยเทคโนโลยีของคนไทยเอง ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีต่างชาติ แข่งขันได้ระดับโลก ด้วยแบรนด์คนไทยเอง

ด้านวัฒนธรรมอยากเห็นการสร้างวัฒนธรรมที่โอบรับความหลากหลาย ทั้งเรื่องทางเพศ ความคิด ความเชื่อ  วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ อยากเห็นการศึกษาที่ตั้งอยู่บนความเชื่อใจของคนที่เกี่ยวข้อง มากกว่าตั้งบนกฎระเบียบและการทำโทษ อยากเห็นการศึกษาที่ให้อิสระ เรียนที่อยากเรียน มากกว่าท่องจำ สอนให้คนเชื่อมั่นในความคิด มั่นใจในตัวเอง คนเหล่านี้จะพัฒนาประเทศได้ มากกว่าการศึกษา ที่ตั้งบนระบบอาวุโส ระบบเจ้ายศเจ้าอย่าง อยากเห็นการพัฒนาประเทศที่ตระหนักว่าทรัพยากรธรรมชาติมีจำกัด อย่าดึงอนาคตลูกหลานมาใช้ เรามีหน้าที่ต้องส่งต่อโลกที่ดี สวยงาม ให้คนรุ่นต่อไป ต่อสู้กับภาวะโลกร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ อยากเห็นสวนสาธารณะที่เพียงพอ อากาศที่ดีให้ทุกคนหายใจ ในด้านต่างประเทศ อยากเห็นประเทศไทยยืนสง่าบนอาเซียน อยากเห็นไทยเป็นต้นแบบสิทธิมนุษยชน เป็นต้นแบบการพัฒนาระดับนานาชาติ โดยไม่ยึดติดกับวิธีคิดพรมแดนในปัญหาต่างๆ ไทยสามารถเป็นผู้นำอาเซียน มีบทบาทแข็งขันในการแก้ปัญหาระดับนานาชาติ

“แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับการที่คนฟันจะพูดแบบนี้ ในประเทศนี้ ในเวลานี้ คือการที่ผมถูกกล่าวหาว่าชังชาติ ทั้งที่สิ่งที่พูดมาทั้งหมด ไม่ใช่ความฝันของผมคนเดียว แต่เป็นความฝันของคนหลายล้านคน ผมเชื่อว่าไทยมีศักยภาพที่จะนำประเทศไปถึงจุดนั้นได้ การทำงานการเมืองสองปีที่ผ่านมา ผมได้เป็นกมธ.งบประมาณสองปี ผมเห็นปัญหาการจัดการงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งที่เราสามารถจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพกว่านี้ได้ แต่เราไปถึงจุดที่เราฝันถึงประเทศไทยที่เราต้องการไม่ได้ ถ้าเราไม่แก้ปัญหาการเมือง 14ปีจากการทำรัฐประหาร 2549 เราเห็นการปิดเมือง สถานที่ราชการ สนามบิน ทำเนียบ สี่แยกเศรษฐกิจ การบอยตอตการเลือกตั้ง การล้อมปราบการชุมนุม การยุบพรรคการเมืองหลายพรรค ตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน ชาติไทย จนถึงอนาคตใหม่ มีการเขียนรัฐธรรมนูญสองครั้ง เห็นการเอางบประมาณประเทศมาเอื้อทุนใกล้ชิดค้ำยันอำนาจตัวเอง ถ้าเรายอมแบบที่เกิดขึ้น 14 ปีที่ผ่านมา ความฝันที่เราอยากเห็นเป็นไปไม่ได้เลย”

“ดังนั้น วันที่ 19 กันยา คือโอกาส ที่เราจะกันกลับไปมองว่าเราทำอะไรกันมาบ้าง ทุกฝ่ายมีส่วนทำประเทศมาถึงตรงนี้ทั้งนั้น บทบาทที่เราทำมา 14 ปี มันทำประเทศถึงทางตัน มันไม่สายเกินไปที่จะต้องมาตั้งต้นกันใหม่ แล้วพาสังคมไปข้างหน้า เพื่อให้สิบปีที่จะถึงไม่เหมือน 14 ปีที่ผ่านมา เรายังมีโอกาส แม้ประตูมันใกล้จะปิดแล้ว ถ้าจะทำเช่นนี้ได้ ขั้นแรกสุดต้องหยุดระบอบประยุทธ์ให้ได้ นี่คือขั้นแรก ต้องหยุดระบอบประยุทธ์ที่อยู่ในรูป รธน.2560 แต่อย่าเข้าใจผิด ต่อให้แก้รธน.ได้ แล้วทุกอย่างจะจบ แก้รัฐธรรมนูญแค่บันไดก้าวแรก ยังมีสิ่งอีกเยอะ ที่เราจะต้องไม่ทำให้ซ้ำรอบ 88 ปีประชาธิปไตยไทย เราไม่แปลกใจบ้างหรือ ไทยมีนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ที่มาจากการเลือกตั้งแล้วอยู่ครบเทอม เราต้องปฎิรูประบบราชการรวมศูนย์ คืนอำนาจ งบประมาณให้คนต่างจังหวัดมีอำนาจตัดสินใจ ต้องปฎิรูปกองทัพ ทำให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระทั้งหมด ยกเลิกการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ให้ผู้ประกอบการได้แข่งขันกัน”

“ผมไม่เชื่อสภาอีกแล้ว ว่าจะนำการเปลี่ยนแปลง เราไม่เห็นเจตนาอันแรงกล้าของรัฐสภา ในการจะพาสังคมไทยไปข้างหน้า และหลุดจากความขัดแย้ง ส่วนตัววิธีเดียวที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรง อาจจะขัดต่อจิตสำนึกนิดหน่อย แต่คือออกไปชุมนุมให้มากที่สุด ที่พูดแบบนี้ เพราะการไปชุมนุมให้มากที่สุด จะเป็นแบบที่คุณอภิสิทธิ์เสนอว่า หวังว่าผู้มีอำนาจจะเปิดโต๊ะ เปิดใจพูดคุยกันถึงอนาคตที่เราอยากเห็น กฎกติกาที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน ทุกคนเคารพกติกานั้น จะทำให้เป็นแบบนั้นได้ มีแต่การส่งเสียงของประชาชนว่าเราจะไม่ทนอีกแล้วกับสังคมแบบนี้ การชุมนุมอย่างสันติ ปราศจากความุรนแรง การใช้อาวุธ นี่คือเครื่องมือที่ประชาชนจะสร้างอำนาจต่อรอง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง อย่างสันติ หลีกเลี่ยงการรุนแรงได้

The post “ธนาธร” ยัน ออกมาชุมนุมมากที่สุด ให้ผู้มีอำนาจได้ยิน คือทางเดียวเปลี่ยนการเมืองอย่างสันติ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

รุมอัดงบสู้คดีเหมืองไม่เป็นผล สภา ผ่านแล้ว ‘วิโรจน์’ ดักคอ อย่าโกงสั่งเองต้องจ่ายเอง

Fri, 09/18/2020 - 20:56
ฝ่ายค้าน รุมอัดงบสู้คดีเหมืองไม่เป็นผล สภา ผ่านแล้ว “วิโรจน์” ดักคอ อย่าโกงสั่งเองต้องจ่ายเอง

เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท วาระสอง เป็นวันที่ 3 โดยมี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เข้าสู่การพิจารณา ในมาตรา 26 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม วงเงิน 2.3 พันล้านบาท

ด้าน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ขอให้ตัดงบกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 111.1ล้านบาท ในงบประมาณปี 2564 ทิ้งทั้งหมด เพราะสภาไม่ควรอนุมัติงบให้พล.อ.ประยุทธ์ที่เคยระบุว่า ตนเองไม่ใช่เจ้าหน้าที่นำงบประมาณไปสู้คดีปิดเหมืองทองอัครา อันเกิดจากการลุแก่อำนาจของตัวเอง เพราะตั้งแต่งบประมาณปี 2562-2564 ใช้งบประมาณต่อสู้คดีไปแล้ว 376.9ล้านบาท ไม่ใช่เงินของพล.อ.ประยุทธ์แม้แต่สลึงเดียว หากพล.อ.ประยุทธ์เห็นว่า เหมืองทองอัครา มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ก็สามารถสั่งปิดเหมืองได้ แต่ต้องใช้พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ใช้การลุแก่อำนาจ สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ต้องตอบคือ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563 บริษัท คิงส์เกตฯ ขึ้นเว็บไซต์แจ้งว่า รัฐบาลไทยอนุญาตให้บริษัทฯนำกากตะกอนทองคำ 4,750 ออนซ์ และเงิน 34,800 ออนซ์ รวม 42,550 ออนซ์ออกไปขายได้ ถือเป็นการเอาทรัพยากรประเทศ ไประงับข้อพิพาทใช่หรือไม่ อยากให้พล.อ.ประยุทธ์รักษาเกียรติภูมิด้วยที่ไม่มีอยู่แล้ว การที่เคยลั่นวาจาจะรับผิดชอบเอง ขอให้สภาฯ ตัดงบการต่อสู้คดี 99.1ล้านบาท เมื่อพล.อ.ประยุทธ์สั่งเอง ก็ต้องจ่ายเอง อย่าโกง

ทั้งนี้ หลังจากอภิปรายมาตรา 26 ครบถ้วน ที่สุดที่ประชุมเสียงข้างมา ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนน 260 ต่อ 114 งดออกเสียง 7 ไม่ลงคะแนน3 เสียง ตามที่กมธ.เสียงข้างมากได้มีการแก้ไข

The post รุมอัดงบสู้คดีเหมืองไม่เป็นผล สภา ผ่านแล้ว ‘วิโรจน์’ ดักคอ อย่าโกงสั่งเองต้องจ่ายเอง appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

จาตุรนต์ ชี้ ไทยวันนี้อยู่ในทางสองแพร่ง กดปราบ-วนเวียนรัฐประหาร หรือ ประชาธิปไตย

Fri, 09/18/2020 - 20:50
จาตุรนต์ ชี้ การเมืองอุปสรรคใหญ่การพัฒนา ไทยอยู่ในทางสองแพร่ง เผด็จการ-ปชต.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนาเนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “ประเทศไทยในทศวรรษหน้า” มีวิทยากรร่วมรายการ 3 คน คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การพัฒนา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างมาก แต่ตลอดสิบปีที่ผ่านมา การเติบโตหลายอย่างเป็นไปอย่างล่าช้า สิบปีมานี้ จนถึงล่าสุด เราอยู่ระดับท้ายของอาเซียน ยิ่งเจอโควิดไทยยิ่งหนัก ไทยพึ่งพาการส่งออกมาตลอด โดยเฉพาะการท่องเที่ยวขาดหายไปอย่างหนัก ปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ พ่วงไปด้วยวิกฤตการเมือง หากทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และจะทำอย่างไรถึงจะได้ในสิ่งที่อยากเห็นในประเทศ โดยในอันดับแรกต้องปรับความคิดในการรับมือโควิด ต้องเยียวยาอย่างจริงจังทั้งระบบ จะมีคนตกงานอีกจำนวนมากไปอีกหลายปี นอกจากนี้ต้องสร้างรายได้ ให้เอกชน ประชาชน ฟื้นเศรษฐกิจ เพื่อทดแทนการส่งออกและท่องเที่ยว ต้องคิดวิธีใหม่ หารายได้ให้ประเทศให้ได้ หากไม่สร้างรายได้เข้าประเทศ รัฐจะไม่มีเงินบริหาร และเยียวยาวิกฤตที่เกิดขึ้น

นอกจากเรื่องโควิด คือ อนาคตเราจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างไร ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ปรับระบบการศึกษา ให้คนเรียนรู้สิ่งที่นำไปใช้ได้จริงในโลกยุคใหม่ ส่งเสริมธุรกิจรายเล็กรายน้อย เกษตรกรได้พัฒนา เข้าถึงแหล่งทุน องค์ความรู้ เหล่านี้เป็นการสร้างกำลังซื้อให้เกิดการเติบโตในประเทศ ตอนนี้คนรายได้เยอะใช้จ่ายน้อยมาก ส่วนเรื่องความเหลื่อมล้ำ ในสิบปีนี้ต้องแก้ปัญหาการผูกขาด ซึ่งการเมืองที่เป็นแบบนี้มันแก้ปัญหาการผูกขาดเหลื่อมล้ำไม่ได้ เราอยู่กับการที่คนเสนอความเห็นไม่ได้ รัฐบาลตรวจสอบไม่ได้ เราต้องการการบริหารที่ปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว แต่กลับมียุทธศาสตร์ 20 ปี การเมืองคืออุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงประเทศ นักเรียนนักศึกษาเขาเห็นปัญหานี้ ตื่นรู้เห็นปัญหาบ้านเมืองที่ไม่มีอนาคตสำหรับเขา ไม่มีอนาคตสำหรับคนทั้งประเทศ เราอยู่บนทางสองแพร่งว่าประเทศนี้จะเดินไปยังไง ระหว่าง การกดปราบ ทำรัฐประหาร หรือจะเดินไปข้างหน้า เปลี่ยนแปลง นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อ สิบปีข้างหน้าหวังว่าจะเป็นช่วงที่ทุกฝ่ายหันหน้ามาคุยกัน หาทางออกให้ประเทศ สร้างประชาธิปไตย และนำประเทศออกจากวิกฤต นำประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

“ส่วนการตื่นรู้ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในยุค 14 ตุลา คนเห็นปัญหาการใช้อำนาจ การผูกขาดอำนาจในกลุ่มเล็กๆ แต่เรื่องที่ต่างกันคือในขณะนั้นมันไม่ซับซ้อน จากไม่มีรัฐธรรมนูญ ให้มีรัฐธรรมนูญ แต่เวลานี้ รัฐธรรมนูญมันมี แต่มันถูกทำให้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจอย่างซับซ้อน และเขาเข้าใจตรงนี้ รัฐธรรมนูญปัจจุบันมันสร้างการผูกขาดอำนาจ โดยใช้หลายกลไก เช่นการเลือกตั้ง เขาสร้างกติกาเพื่อผูกขาดอำนาจ”

 

The post จาตุรนต์ ชี้ ไทยวันนี้อยู่ในทางสองแพร่ง กดปราบ-วนเวียนรัฐประหาร หรือ ประชาธิปไตย appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

2 ทุ่มตรง ปิดแล้ว! ประตูธรรมศาสตร์ลงกลอน ลั่นกุญแจ ไม่คล้องโซ่ ‘ช่อ’ ร่วมสังเกตการณ์ มธ.

Fri, 09/18/2020 - 20:42
2 ทุ่มตรง ปิดแล้ว! ประตูธรรมศาสตร์ลงกลอน ลั่นกุญแจ ไม่คล้องโซ่ ‘ช่อ’ ร่วมสังเกตการณ์ มธ.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ก่อนการนัดหมายชุมนุมใหญ่โดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในวันที่ 19 กันยายน ในเวลา 14.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน เวลาประมาณ 16.30 น. ภายในมหาวิทยาลัยยังคงมีการเรียนการสอนตามปกติ ส่วนพื้นที่โดยรอบมีการติดตั้งเต็นท์ขนาดใหญ่ตามจุดต่างๆ แต่ไม่มีการระบุชื่อหน่วยงาน บริเวณประตูท่าพระจันทร์, ประตูฝั่งถนนพระอาทิตย์, ภายในรั้วโรงละครแห่งชาติ และประตูฝั่งสนามหลวง 2 จุด ได้แก่ จุดที่อยู่ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และจุดที่เป็นประตูทางออกบริเวณหอประชุมศรีบูรพา

เวลา 18.20 น. มีการติดตั้งเครื่องสแกนโลหะ จำนวน 4 เครื่อง ในซุ้มที่ติดตั้งไว้ก่อนหน้านี้ บริเวณหน้าประตูฝั่งท่าพระจันทร์

เวลา 19.00 น. บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สงบเงียบ นักศึกษา เจ้าหน้าที่ บุคลากรทยอยออกจากพื้นที่ โดยก่อนหน้าที่มีการเผยแพร่เอกสารขอความร่วมมือให้ออกจากมหาวิทยาลัยภายในเวลา 20.00 น.

เวลาประมาณ 19.30 น. นางสาวพรรณิการ์ วานิช หรือช่อ แกนนำคณะก้าวหน้า เดินทางมาสังเกตการณ์บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประตูฝั่งสนามหลวง

นางสาวพรรณิการ์กล่าวว่า วันนี้มาถึงราว 18.00 น. ตั้งใจมาดูการจราจรว่าบริเวณไหนปิดหรือเปิด คาดว่าจะมาเจอตำรวจ แต่มีเพียงรถมาจอด ไม่ได้มีการตรึงกำลัง โดยรวมสงบเรียบร้อย สนามหลวงคาดว่าพรุ่งนี้ก็จะเปิด ส่วนธรรมศาสตร์บอกว่าจะปิดก็ต้องมาดูว่าจะปิดสนิทหรือไม่

นางสาวพรรณิการ์กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเป็นห่วงเรื่องฝนเพราะพายุรุมเข้า สภาพอากาศไม่เป็นใจในการทำกิจกรรมกลางแจ้งเท่าไหร่ แต่เชื่อว่าผู้ชุมนุมคงเตรียมตัวอย่างดี ส่วนตำรวจ ในฐานะที่ตนเคยอยู่ใน กมธ.กฎหมายและสิทธิมนุษยชน ตนเคยพูดหลายครั้งว่าตำรวจมีหน้าที่คุ้มครอง ไม่ใช่ควบคุม เชื่อว่าพรุ่งนี้ ตำรวจจะทำอย่างนั้น สำหรับกลุ่มแกนนำอยากบอกว่า เอาใจช่วย ชื่นชมความกล้าหาญ ต้องบอกว่าเป็นผู้หมุนกงล้อประวัติศาสตร์

ต่อมาเวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่ปิดประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งหอประชุมใหญ่ โดยมีการลงกลอน ล็อกด้วยแม่กุญแจ โดยไม่มีการใช้โซ่คล้องใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังประตูปิดลงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบราว 10 นาย ยืนจับกลุ่มพูดคุยกันบริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ จากนั้นมีการนำป้าย “มหาวิทยาลัยปิดทำการชั่วคราวระหว่างวันที่ 18-20 กันยายน” มาติดบริเวณหน้าประตูหอประชุมใหญ่

สำหรับบรรยากาศประตูฝั่งท่าพระจันทร์ เวลา 20.40 น. มีการปิดประตูในส่วนของประตูคนเดิน โดยมีการลงกลอนแล้ว ส่วนประตูรถออกยังคงเปิดอยู่ ซึ่งบรรยากาศภายในยังคงมีรถยนต์จอดอยู่จำนวนหนึ่ง

The post 2 ทุ่มตรง ปิดแล้ว! ประตูธรรมศาสตร์ลงกลอน ลั่นกุญแจ ไม่คล้องโซ่ ‘ช่อ’ ร่วมสังเกตการณ์ มธ. appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

‘อภิสิทธิ์’ เตือน ถ้าผู้มีอำนาจไม่ยอมเปลี่ยน ความขัดแย้งจบที่ปะทะ-แตกหักแน่

Fri, 09/18/2020 - 20:39
‘อภิสิทธิ์’ เตือน ถ้าผู้มีอำนาจไม่ยอมเปลี่ยน ไม่เห็นกระแสการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งจบที่ปะทะ-แตกหักแน่

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนาเนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “ประเทศไทยในทศวรรษหน้า” มีวิทยากรร่วมรายการ 3 คน คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ขับเคลื่อนประเทศไทย และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในสังคม ทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น เกิดความเหลื่อมล้ำ เกิดการกระจุกตัว ในประเทศไทยเห็นชัด ทั้งเรื่องที่ดิน การถือครองทรัพย์สิน คนรวยคนขึ้นมาก คนข้างล่างลำบากลง การสำรวจรายได้ครัวเรือนเห็นชัด ตัวเลขคนจนเพิ่ม โดยที่ไม่ได้มีวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่เหมือนช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง สังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงเป็นปัญหาที่ไทยเราแก่ก่อนรวยเราจะมีปัญหาระบบสวัสดิการที่ไม่พร้อมรองรับตรงนี้ ทั้งหมดท้าทายสังคม ถ้าเราปล่อยให้สังคมเป็นแบบเดิมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว มันก้าวไปข้างหน้ายาก ภาครัฐต้องปรับบทบาท ให้คนในสังคมได้ประโยชน์ในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ภาครัฐต้องตอบสนองต่อความต้องการผู้คนอย่างรวดเร็วมากขึ้น

นี่คือคำตอบว่า ในอนาคตจะมีการปะทะเชิงความคิดอย่างมากถึงขั้นแตกหัก คนรุ่นใหม่มีความไวต่อทิศทางอนาคต เขาไม่ยอมรับอนาคตไม่ดีที่จะเกิดขึ้น สังคมไทยมีการแบ่งขั้วรุนแรงมากกว่าสิบปี การเมืองไทยช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจคิดย้อนสังคมไทยกลับไป 30 ปี การสืบทอดอำนาจ กาารทำให้รัฐราชการนำการพัฒนาแบบยุคพล.อ.เปรม ดังนั้น การปะทะของสองฝ่าย คือฝ่ายอนุรักษ์ กับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างมากในสิบปีข้างหน้า ทั้งนี้ การปะทะจะนำไปสู่สามสิ่ง 1. คือขั้นแตกหัก ในขั้นนี้ตอบไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร 2.ทางนี้ไทยเชี่ยวชาญ เป็นแบบมั่วๆกันไปและผ่านมันไปได้ ที่เราทำกันมาหลายสิบปี เดี๋ยวรัฐประหาร เขียน รธน.ใหม่ เลือกตั้งวนไปๆแบบนี้ 3.คือทางที่ทุกฝ่ายต้องหาช่องทางวิธีการในการทำให้คนทุกฝ่ายมาหาจุดร่วมกันใหม่แล้วเดินไปด้วยกัน

ถามว่าสามทางนี้จะไปทางไหน คำตอบคือถ้าผู้มีอำนาจไม่ยอมเปลี่ยน มันจะไปสู่การแตกหัก นองเลือด แน่นอน ทางที่สองคือ ถ้าผู้มีอำนาจเห็นกระแสเปลี่ยนแปลง แต่ยอมถอยที่ละนิด นี่คือวิธีแบบมั่วๆกันไป ทางที่สามคือ ทางที่ผู้มีอำนาจยอมรับผิดชอบมากที่สุด เป็นฝ่ายริเริ่ม แต่เมื่อวานนี้น่าเสียดาย ที่นายกฯบอกว่ารับฟังสิ่งที่คนเรียกร้องแต่ขอให้พรรคไว้ก่อน แสดงว่า ผู้มีอำนาจไม่ตอบสนองสิ่งที่เกิดขึ้นเลย

ส่วนการจะจบความขัดแย้งที่หีบเลือกตั้งที่หลายคนเชื่อ อย่าลืมเผด็จการทั่วโลกใช้หีบเลือกตั้งทั้งนั้น หีบเลือกตั้งมากับโครงสร้างการเมืองที่ไม่ยุติธรรมมากขึ้น มันต้องมีรัฐธรรมนูญ โครงสร้าง วัฒนธรรมการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยด้วย มาตรา 256 ยังไงก็ต้องแก้ นอกจากนี้ต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ มีส.ส.ร. ต้องเดินหน้าให้ได้ ปัญหาตอนนี้แม้พรรคร่วมรัฐบาลเสนอเรื่องนี้แล้ว แต่มันกลับไม่พอ เพราะขั้นตอนที่กว่าจะสำเร็จใช้เวลายาวนาน อาจจะปี 2565 แถมจะต้องมีกฎหมายลูกอีก ครบวาระรัฐบาลพอดี ถามว่าระหว่างนั้น คนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเขาจะยอมรับสภาพแบบนี้ไหม บทเฉพาะกาลมีความไม่เป็นประชาธิปไตยสูง สิ่งที่จำเป็นตอนนี้คือต้องปลดเงื่อนไขตรงนี้ให้ได้

The post ‘อภิสิทธิ์’ เตือน ถ้าผู้มีอำนาจไม่ยอมเปลี่ยน ความขัดแย้งจบที่ปะทะ-แตกหักแน่ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

โปรดเกล้าฯแต่งตั้งผบ.เหล่าทัพ “บิ๊กบี้ “ผบ.ทบ. -“แอร์บูล”นั่งเก้าอี้ทัพฟ้า-บิ๊กแก้วผบ.ทสส.

Fri, 09/18/2020 - 20:36
โปรดเกล้าฯตั้งผบ.เหล่าทัพ “บิ๊กบี้ “ผบ.ทบ. “บิ๊กแอร์” นั่งเก้าอี้ทัพฟ้า

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ สำนักนายกฯ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารรับราชการ จำนวนทั้งสิ้น 792 นาย

เมื่อวันที่ 18 กันยายน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศ ให้นายทหารรับราชการ ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ จำนวนทั้งหมด 792 นาย ประกาศ ณ วันที่ 18 กันยายน 2563 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อย่างไรก็ตาม โผโยกย้ายนายทหาร พล.อ.ประยุทธ์ ได้เสนอตามขั้นตอนการโปรดเกล้าฯไปตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สำหรับการปรับย้ายนายทหารประจำปี 2563 โดยมีตำแหน่งสำคัญที่เกษียณอายุราชการอาทิ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.) ผู้บัญชาการทหารบก( ผบ.ทบ.) ผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.) ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) และการโยกย้ายส่วนใหญ่เป็นไปตามที่สื่อมวลชนได้คาดการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกระทรวงกลาโหม ได้แก่ พล.อ.นเรศรักษ์ ฐิตะฐาน (ตท.19) ผู้ทรงคุณวุฒิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ปษ.สป.) เป็น จเรทหารทั่วไปส่วนสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม มีที่น่าสนใจอาทิ พล.อ.ชูชาติ บัวขาว (ตท.20) รอง ผบ.ทสส. ข้ามมาเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยพฤกษ พูนสวัสดิ์ (ตท.20)เจ้ากรมเสมียนตรา (สม.สป.) เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.ธรินทร์ ปุณศรี (ตท.20)ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สมควร ทองนาค (ตท.20) ปษ.สป.เป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม พล.ท.วรวิช มลาสานต์ รองเจ้ากรมเสมียนตราเป็นเจ้ากรมเสมียนตรา

สำหรับกองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) อาทิ บิ๊กแก้วพล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ เสนาธิการทหาร (ตท.21) ขึ้นเป็นผบ.ทสส. บิ๊กช่อพล.ร.อ.ช่อฉัตร กระเทศ (ตท.19) รองผบ.ทร. ข้ามจากทร.มาเป็นรองผบ.ทสส. พล.อ.ปริพัฒน์ ผลาสินธุ์ รองเสธ.ทหารเป็นผบ.ทสส. พล.อ.คำรณ เครือวิชฌยาจารย์ ปษ.ทสส.เป็นรองผบ.ทสส. พล.อ.อ.สุทธิพันธุ์ ต่ายทอง เสธ.ทอ.เป็น รองผบ.ทสส. บิ๊กไก่พล.ท.สุพจน์ มาลานิยม (ตท.22) รองเสนาธิการทหารบกเป็นเสนาธิการทหาร บิ๊กแขกพล.อ.นเรนทร์ สิริภูบาล (ตท.21) ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.)
ขณะที่กองทัพบก(ทบ.) ไม่มีพลิก บิ๊กบี้พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ( ตท.22) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก( ผช.ผบ.ทบ.) ขึ้นเป็นผบ.ทบ. บิ๊กเป้งพล.อ.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ (ตท.19) เสนาธิการทหารบก ขยับเป็นรองผบ.ทบ. บิ๊กเดฟพล.ท.พรศักดิ์ พูนสวัสดิ์ (ตท.20) แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผช.ผบ.ทบ. บิ๊กหนุ่ยพล.ท.ธรรมนูญ วิถี (ตท.22) แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผช.ผบ.ทบ. บิ๊กต่อพล.ท.เจริญชัย หินเธาว์ แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 บิ๊กหน่อยพล.ท.วรเกียรติ รัตนานนท์ (ตท.20 ) รองเสนาธิการทหารบก เป็นเสนาธิการทหารบก

ขณะที่บิ๊กออฟ พล.ต.ทรงวิทย์ หนุนภักดี(ตท.24) รองแม่ทัพภาคที่ 1 ลูกชายบิ๊กตุ๋ยพล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี อดีตผบ.ทบ. ข้ามขยับขึ้นพล.ท.ในตำแหน่งรองเสธ.ทบ. เพื่อจ่อเป็นแคนดิเดทชิงผบ.ทบ.ในอนาคต
สำหรับ กองทัพเรือ(ทร.) บิ๊กอุ้ยพล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน (ตท.20 ) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ (ผช.ผบ.ทร.) ขึ้นเป็นผบ.ทร. บิ๊กแก๋งพล.ร.อ.สิทธิพร มาศเกษม (ตท.20) เสนาธิการทหารเรือ เป็น รอง ผบ.ทร. พล.ร.ท.ทรงวุฒิ บุญอินทร์ เจ้ากรมกำลังพลทหารเรือ (ตท.22) เป็น ผช.ผบ.ทร. ขณะที่ บิ๊กโต้ง พล.ร.ท.ธีรกุล กาญจนะ (ตท.21) ขยับเป็น เสธ.ทร. พล.ร.ท.สุทธินันท์ สมานรักษ์(ตท.22) บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.)

ด้าน กองทัพอากาศ (ทอ.) บิ๊กแอร์บูล พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ(ตท.21) ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ ขึ้นเป็น ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) เพื่อมารับไม้ต่อแผนพัฒนา ทอ. พล.อ.อ.สุรพล พุทธมนต์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทอ.(ผทค.ทอ.) เป็น รองผบ.ทอ. พล.อ.ท.เดชอุดม คงศรี ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช เป็น ผช.ผบ.ทอ. พล.อ.ท.ปราโมทย์ ศิริธรรมกุล รองเสธ.ทอ. เป็น ผช.ผบ.ทอ. โดย พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผบ.ทอ. คนปัจจุบัน ได้วางตัว บิ๊กหนึ่งพล.อ.ท.ชานนท์ มุ่งธัญญา (ตท.23)รองเสนาธิการทหารอากาศ โดยคอล-ซาย ชื่อรหัสว่าแคนนอน ขึ้นเป็นเสธ.ทอ. เพื่อขึ้น ผบ.ทอ. ต่อไป

คลิกอ่านประกาศที่นี่  ประกาศแต่งตั้งผบ.เหล่าทัพ

The post โปรดเกล้าฯแต่งตั้งผบ.เหล่าทัพ “บิ๊กบี้ “ผบ.ทบ. -“แอร์บูล”นั่งเก้าอี้ทัพฟ้า-บิ๊กแก้วผบ.ทสส. appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

สธ.ตั้งวอร์รูมด้านการแพทย์ 4 จุดหน้าธรรมศาสตร์ เฝ้าระวังเหตุฉุกเฉินจากการชุมนุม

Fri, 09/18/2020 - 20:27
สธ.ตั้งวอร์รูมด้านการแพทย์ เฝ้าระวังเหตุฉุกเฉินจากการชุมนุม

เมื่อวันที่ 18 กันยายน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ในฐานประธานศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีภาวะฉุกเฉิน เปิดเผยว่า เดิมกระทรวงสาธารณสุขมีศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์ และสาธารณสุขกรณีภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นระบบโครงสร้างที่เตรียมเอาไว้นานแล้วเพื่อตอบโต้กับสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ โรคระบาด หรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ ก็สามารถเปิดปฏิบัติรองรับต่อสถานการณ์นั้นๆ ได้เลย ซึ่งการชุมนุม 19-20 ก.ย. ก็มีการเปิดศูนย์นี้อีกครั้ง โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข มีความเป็นห่วงใน 2 เรื่อง คือ 1. การแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 2. ดูแลความเจ็บป่วยจากโรคประจำตัว ที่อาจจะมีการกำเริบต่างๆ 3. เหตุอื่นๆ ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเตรียมพร้อมรองรับเอาไว้ทั้ง 3 รูปแบบ

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นเรื่องการคัดกรองโรคโควิด-19 นั้น อยากขอความร่วมมือผู้ชุมนุมคัดกรอง วัดไข้ และโรคประจำตัว หากใครมีโรคประจำตัวอะไรก็ขอให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อเตรียมแผนรับมือได้ โดยจะมีการตั้งเต้นท์ พยาบาล 4 จุด ตรงหน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ขอยืนยันว่าการคัดกรองเป็นเรื่องของสุขภาพเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความมั่นคง ขอให้ประชาชนสบายใจ มีการแจกเจลแอลกอฮอล์ แจกหน้ากาก นอกจากนี้ ยังมีการจัดทีมบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งระดับพื้นฐาน และระดับสูง ดูแลระหว่างการชุมนุม โดยอยู่ห่างจากผู้ชุมรุมระยะ 100 เมตร หากกรณีมีการเจ็บป่วยรุนแรง เช่น โรคประจำตัวกำเริบ การเจ็บป่วยฉุกเฉิน ก็มีการวางระบบส่งต่อไปยังรพ.ที่ใกล้ที่สุด เช่น รพ.วชิระ รพ.ราชวิถี รพ.รามาธิบดี เป็นต้น โดยมีกทม.เป็นผู้สั่งการใหญ่

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวอีกว่า สำหรับการชุมนุมในวันที่ 20 ก.ย. ซึ่งจะมีการเคลื่อนขบวนนั้น ก็จะมีรถพยาบาลและหน่วยฉุกเฉินติดตามรายทาง กรณีเกิดเหตุเจ็บป่วย ไม่คาดฝันก็จะมีระบบเข้าไปดูแล โดยมีศูนย์เอราวัณ 1669 เข้าไปดูแล วางเรื่อง ของแผนการเดินทาง การส่งต่อต่างๆ ส่วนกำลังบุคลากรทางการแพทย์ที่จะเข้าไปดูแลนั้น จะมีการหารือกันในวันที่ 19 ก.ย. นี้ ในเวลา 08.00 น. อย่างไรก็ตาม หวังว่าการชุมนุมจะสงบเรียบร้อย ขอยืนยันว่าการที่เราเตรียมแผนการรับมือเอาไว้หลายระดับ เป็นรูปแบบปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่ามีการประเมินสัญญาณอะไรเป็นพิเศษ แต่ที่เราทำคือการเซฟไว้ก่อน เป็นมาตรการปกติของศูนย์ปฏิบัติการฯ

The post สธ.ตั้งวอร์รูมด้านการแพทย์ 4 จุดหน้าธรรมศาสตร์ เฝ้าระวังเหตุฉุกเฉินจากการชุมนุม appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

ตั้งเครื่องตรวจอาวุธ ประตูท่าพระจันทร์ มธ. เงียบสงัด คืนก่อนม็อบใหญ่

Fri, 09/18/2020 - 19:54
ตั้งเครื่องตรวจอาวุธ ประตูท่าพระจันทร์ มธ. เงียบสงัด คืนก่อนม็อบใหญ่

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ก่อนการนัดหมายชุมนุมใหญ่โดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในวันที่ 19 กันยายน เวลา 14.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน เวลาประมาณ 16.30 น. ภายในมหาวิทยาลัยยังคงมีการเรียนการสอนตามปกติ ส่วนพื้นที่โดยรอบ มีการติดตั้งเต็นท์ขนาดใหญ่ตามจุดต่างๆ แต่ไม่มีการระบุชื่อหน่วยงาน บริเวณประตูท่าพระจันทร์, ประตูฝั่งถนนพระอาทิตย์, ภายในรั้วโรงละครแห่งชาติ และประตูฝั่งสนามหลวง 2 จุด ได้แก่ จุดที่อยู่ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และจุดที่เป็นประตูทางออกบริเวณหอประชุมศรีบูรพา

ต่อมาเวลา 16.35 น. นพ.ทศพร เสรีรักษ์ เดินทางมาถึง นำมวลชนข้ามถนนสู่สนามหลวง พร้อมตะกร้อ 5 ใบ โดย 4 ใบ มีการติดภาพ 3 ป. ได้แก่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ, พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รวมถึงนายไพบูลย์ นิติตะวัน

จากนั้น นพ.ทศพรเตะตะกร้อกับกลุ่มภาคีศาลายา ม.มหิดล ที่มาสมทบ รวมถึงประชาชนราว 10 ราย

ต่อมานายกวินทร์ วิชาดี พิชญภิรมย์ กลุ่มภาคีนักศึกษาศาลายา ม.มหิดล กล่าวถึงการเตรียมการในกิจกรรมชุมนุม 19 กันยายนว่า ในวันดังกล่าว กลุ่มภาคีศาลายาร่วมกับนักศึกษาแพทย์และพยาบาลที่ต้องการช่วยเหลือประชาชน จะตั้ง ‘ฝ่ายพยาบาลมวลชน’ โดยตั้งจุดคอยช่วยเหลือประชาชนบริเวณแม่พระธรณีบีบมวยผม ตั้งแต่เวลาราว 09.00 น.

นอกจากนี้ นายกวินทร์ได้อ่านรายนามของนักศึกษา ม.มหิดล ที่เสียสละชีวิตจากเหตุการณ์ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

จากนั้น นพ.ทศพรและนายกวินทร์ เดินชมพื้นที่มหาวิทยาลัยพร้อมเล่าประวัติศาสตร์ยุค 6 ตุลา

ในขณะที่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศทั่วไปบริเวณท้องสนามหลวง เวลา 18.00 น. มีประชาชนสัญจรและออกกำลังกายภายในพื้นที่ บางส่วนนั่งพักผ่อนบนสนามหญ้า ขณะที่รูปแบบการออกกำลังกาย ได้แก่ วิ่ง, แอโรบิก และขี่จักรยาน

เวลา 18.20 น. มีการติดตั้งเครื่องสแกนโลหะจำนวน 4 เครื่องในซุ้มที่ติดตั้งไว้ก่อนหน้านี้ บริเวณหน้าประตูฝั่งท่าพระจันทร์

บรรยากาศเวลา 19.00 น. ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สงบเงียบ นักศึกษา เจ้าหน้าที่ บุคลากรทยอยออกจากพื้นที่ โดยก่อนหน้าที่มีการเผยแพร่เอกสารขอความร่วมมือให้ออกจากมหาวิทยาลัยภายในเวลา 20.00 น.

ติดเครื่องตรวจอาวุธหน้าประตูท่าพระจันทร์

เครื่องตรวจอาวุธ หน้าประตูฝั่งสนามหลวง หน้าประตูมหาวิทยาลัยฝั่งประตูท่าพระอาทิตย์

The post ตั้งเครื่องตรวจอาวุธ ประตูท่าพระจันทร์ มธ. เงียบสงัด คืนก่อนม็อบใหญ่ appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

รุมตัดงบ 111 ล้าน สู้คดีเหมืองทอง ให้บิ๊กตู่จ่ายเอง นพ.เรวัติ อัดนายกฯ เปลี่ยนสีเก่ง

Fri, 09/18/2020 - 19:45
ฝ่ายค้าน รุมตัดงบ 111 ล้าน สู้คดีเหมืองทอง ให้ “บิ๊กตู่” จ่ายเอง นพ.เรวัติ อัดเปลี่ยนสีเก่ง เดี๋ยวเป็นไม่เป็นจนท.รัฐ

เมื่อเวลา 18.10 น. วันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท วาระสอง เป็นวันที่ 3 โดยมี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เข้าสู่การพิจารณา ในมาตรา 26 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม วงเงิน 2.3 พันล้านบาท แต่กมธ.เสียงข้างมากได้ปรับลดลง 102 ล้านบาท เหลือ 2.2 พันล้านบาท โดยกมธ.เสียงข้างน้อย และ ส.ส.ฝ่ายค้าน ได้ลุกขึ้นอภิปรายเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้รับผิดชอบ ออกค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีกับบริษัท คิคอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด เอง กรณีใช้อำนาจหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองทองอัครา โดยนพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ในฐานะกมธ.เสียข้างน้อย อภิปรายตอนหนึ่งว่า ตนขอตัดงบประมาณ 111 ล้านบาทเศษ ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เพราะงบที่ขอมาระบุไว้ชัดเจนว่า จะนำไปใช้จ่ายในการระงับขอพิพาทกับบริษัท คิงส์เกตฯ ซึ่งเกิดขึ้นจากพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคสช.ได้ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ที่ 72/2559 ปิดเหมืองทองอัครา โดยที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคสช. ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น เรื่องนี้รัฐไม่ควรเข้าไปรับผิดชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์

“วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ กลับไม่อยากจ่าย โดยอ้างความเป็นนายกฯเพื่อต้องการใช้เงินภาษีของประชาชน นายกฯ เป็นคน จะเปลี่ยนสีตามสิ่งแวดล้อม โดยบอกว่า เป็นเจ้าหน้าที่รัฐบ้าง ไม่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐบ้าง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามอำเภอใจไม่ได้ แบบนี้ไม่ละอายใจบ้างหรือที่เป็นข้อยกเว้นหนึ่งเดียวของประเทศ อยู่เหนือกฏหมายทั้งๆ ที่ชอบพร่ำพูดให้ทุกคนต้องทำตาม ออกมาเตือนนิสิตนักศึกษาว่า ต้องทำตามกฎหมาย แบบนี้ไม่อายเด็กหรือที่ไม่ตักเตือนตัวเอง หรือคิดว่า มีอำนาจะทำอะไรก็ได้แบบนั้นหรือ” นพ.เรวัต กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในปี 2563 พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้งบประมาณไปแล้ว 218 ล้านบาท โดยระบุประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้งบประมาณว่า จะสามารถยุติข้อพิพาท และเกิดแนวทางในการบรรเทาผลกระทบต่อราชอาณาจักรกรณีถูกกล่าวหาว่า ละเมิด พันธกิจภายใต้ความตกลงการค้าเสรี-ออสเตรเลีย (TAFTA ) แต่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้มีผลลัพธ์ตามที่ระบุไว้เลย ที่สำคัญยังไม่มีการนำรายงานตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 148/2560 มาชี้แจงกับกมธ.งบประมาณฯเพื่อให้สภาฯรับทราบเลยว่า มีการใช้งบไปแล้วเท่าไหร่ ใช้จ่ายอะไรบ้าง และเหลืองบเงินอยู่จำนวนเท่าไหร่

The post รุมตัดงบ 111 ล้าน สู้คดีเหมืองทอง ให้บิ๊กตู่จ่ายเอง นพ.เรวัติ อัดนายกฯ เปลี่ยนสีเก่ง appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

นศ.แพทย์-พยาบาล ม.มหิดล ร่วม ‘ภาคีศาลายา’ ตั้งซุ้มหน้าพระแม่ธรณีฯ ดูแลม็อบ 19 ก.ย.

Fri, 09/18/2020 - 18:58
นศ.แพทย์-พยาบาล ม.มหิดล ร่วม ‘ภาคีศาลายา’ ตั้งซุ้มหน้าพระแม่ธรณีฯ ดูแลม็อบ 19 ก.ย.

เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. วันที่ 18 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่าภายในมหาวิทยาลัยยังคงมีการเรียนการสอนตามปกติ ส่วนพื้นที่โดยรอบ มีการติดตั้งเต๊นท์ขนาดใหญ่ตามจุดต่างๆ แต่ไม่มีการระบุชื่อหน่วยงาน บริเวณประตูท่าพระจันทร์ , ประตูฝั่งถนนพระอาทิตย์ , ภายในรั้วโรงละครแห่งชาติ และประตูฝั่งสนามหลวง 2 จุด ได้แก่ จุดที่อยู่ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และจุดที่เป็นประตูทางออกบริเวณหอประชุมศรีบูรพา

ต่อมา เวลา 16.35 น. นายแพทย์ทศพรเดินทางมาถึง นำมวลชนข้ามถนนสู่สนามหลวง พร้อมตะกร้อ 5 ใบ โดย 4 ใบ มีการติดภาพ 3 ป. ได้แก่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา , พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ, พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รวมถึง นายไพบูลย์ นิติตะวัน

นายแพทย์ทศพร กล่าวว่า 3 ป. คือตัวหลักที่มีส่วนในการสืบทอดอำนาจ จนประชาชนต้องออกมาไล่ ส่วนคนที่ 4 คือผู้ขวางคลองการแก้รัญธรรมนูญ แสดงความไม่จริงใจ ตอนหาเสียงนำพระพุทธเจ้ามาช่วย ขอยืนยันว่า วันนี้มาออกกำลังกาย สิ่งสำคัญที่สุดคือ สนามหลวงในอดีตเป็นสถานที่ซึ่งประชาชนผูกพัน ตนเรียน ม.มหิดล แต่มา ม.ธรรมศาสตร์ทุกสัปดาห์ เพื่อพูดคุยประชุมประเด็นต่างๆ สารพัด สนามหลวงมีตลาดนัด มีแผงขายหนังสือ ตนมาซื้อประจำตั้งแต่อยู่มัธยม

นายกวินทร์

นายแพทย์ทศพรกล่าวว่า ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ตนอยู่ที่หอประชุมเล็ก ม.ธรรมศาสตร์ สามารถหลุดออกมาได้ จึงพยายามช่วยกันคนที่ทำร้ายนักศึกษา แต่ช่วยไม่สำเร็จ ตนยังขอรถพยาบาลจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ถูกปฏิเสธ โดยผอ.รพ.บอกว่า คนเหล่านั้นคือคอมมิวนิสต์ ตนถึงกับทะเลาะกับ ผอ. โดยบอกว่า คนเหล่านั้นคือนักศึกษา คือ ลูกศิษย์ คือลูกหลานของท่าน สำหรับพรุ่งนี้ตนก็จะมาร่วมชุมนุมด้วย วันนี้มาซ้อม ทบทวนอดีต ไม่ได้มาธรรมศาสตร์นานแล้ว

จากนั้น นายแพทย์ทศพร เตะตะกร้อกับกลุ่มภาคีศาลายา ม.มหิดลที่มาสมทบ รวมถึงประชาชนราว 10 ราย

ต่อมา นายกวินทร์ วิชาดี พิชญภิรมย์ กลุ่มภาคีนักศึกษาศาลายา ม.มหิดล กล่าวถึงการเตรียมการในกิจกรรมชุมนุม 19 กันยายน ว่า ในวันดังกล่าว กลุ่มภาคีศาลายา ร่วมกับนักศึกษาแพทย์และพยาบาลที่ตัองการช่วยเหลือประชาชน จะตั้ง ‘ฝ่ายพยาบาลมวลชน’ โดยตั้งจุดคอยช่วยเหลือประชาชนบริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผม ตั้งแต่เวลาราว 09.00 น.

นอกจากนี้ นายกวินทร์ ได้อ่านรายนามของนักศึกษาม.มหิดลที่เสียสละชีวิตจากเหตุการณ์ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อาทิ นางสาววิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์ คณะพยาบาลศาสตร์ รามาธิบดี ถูกยิงเสียชีวิตกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ หลังจากเสียสละเรือให้เพื่อนที่ว่ายน้ำไม่เป็น, นายวีรพล โอภาสพิไล คณะเทคนิคการแพย์ ถูกยิงเสียชีวิตขณะวิ่งเข้าไปช่วยคนเจ็บ ที่หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ , นายสัมพันธ์ เจริญสุข คณะเทคนิคการแพทย์ ถูกยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัย เป็นต้น

The post นศ.แพทย์-พยาบาล ม.มหิดล ร่วม ‘ภาคีศาลายา’ ตั้งซุ้มหน้าพระแม่ธรณีฯ ดูแลม็อบ 19 ก.ย. appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

‘ก้าวไกล’ เสนอตัดงบวิชาลูกเสือทิ้ง เปลี่ยนเป็นชมรมแทน

Fri, 09/18/2020 - 18:45
‘ก้าวไกล’ เสนอตัดงบวิชาลูกเสือทิ้ง เปลี่ยนเป็นชมรมแทน

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 และ 3 เป็นวันที่ 3 โดยมี นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาคนที่สอง เป็นประธานในการประชุม

จากนั้นเวลา 17.00 น. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายมาตรา 24 งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ วงเงิน 129,854,825,700 บาท ว่างบลงทุนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตั้งไว้ 21103.70 ล้านบาท ซึ่งแต่ละปีงบในส่วนนี้กระทรวงเบิกจ่ายไม่ทันประมาณ 5% ดังนั้น การเสนอให้มีการปรับลดงบ จำนวน 1853.31 ล้านบาทนั้น เป็นการตัดงบประมาณแบบอำพราง คือตัดงบที่เบิกจ่ายไม่ทันอยู่แล้วออกไป ต่อมาโครงการที่ดึงครูและนักเรียนออกจากห้องเรียนและสร้างงานธุรการให้กับครูยังไม่ได้รับการปรับลด จึงเสนอขอให้ปรับลดงบ จำนวน 351.4598 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการเสริมสร้างระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ จำนวน 111.7173 ล้านบาท โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา 59.6993 ล้านบาท โครงการพัฒนาหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล 15.1667 ล้านบาท โครงการเสริมสร้างคุณภาพ จริยธรรม ธรรมาธิบาลในสถานศึกษา จำนวน 101.797 ล้านบาท และโครงการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน จำนวน 63.0795 ล้านบาท

นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอให้ยกเลิกวิชาลูกเสือเปลี่ยนเป็นชมรมแทน เนื่องจากชุดลูกเสือชุดหนึ่งราคา 1,000 บาท หนึ่งปีการศึกษาใส่ไม่เกิน 40 ครั้ง 2-3 ปีการศึกษาก็ต้องเปลี่ยนใหม่อีก ขณะที่เด็กไทยยังประสบปัญหาทุพโภชนาการ คือเด็กไม่มีอาหารเช้าทาน ยังขาดน้ำดื่มที่สะอาด ขาดความปลอดภัยในโรงเรียน ขาดห้องน้ำและสุขอนามัยที่ดี รวมถึงรถโรงเรียน และขอให้เปลี่ยนหลักสูตรของลูกเสือเป็นการส่งเสริมทักษะการเอาตัวรอดแทน เช่น การว่ายน้ำ เพราะปีหนึ่งเด็กไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำและไฟดูดตายเป็นจำนวนมาก ขณะที่วิชาลูกเสือเป็นวิชาซ้ำซ้อนกับวิชาหน้าที่พลเมือง จึงขอตัดงบ 80.7961 ล้านบาท และเมื่อรวมกับโครงการก่อนหน้านี้เอาครูและนักเรียนออกนอกโรงเรียน จะปรับลดงบประมาณในมาตรา 24 นี้เท่ากับ 457.3465 ล้านบาท

ต่อมาเวลา 17.25 น. ที่ประชุมเห็นชอบมาตรา 24 ตามที่ กมธ.แก้ไข ด้วยมติ 256 ไม่เห็นด้วย 131 งดออกเสียง 12 ไม่ออกเสียง 2 เสียง

The post ‘ก้าวไกล’ เสนอตัดงบวิชาลูกเสือทิ้ง เปลี่ยนเป็นชมรมแทน appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

สภาจัดหนักงบก.ยุติธรรม กำไลEMเช่าแพง – สงสัยปั้นตัวเลข บิดเอาคนเกเร มาฟื้นฟูติดยา

Fri, 09/18/2020 - 18:41

ก้าวไกล รุมถล่ม งบ ก.ยุติธรรมตั้งข้อสังเกตปมกำไล EM จวกโครงการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เอาคนที่เกเรในชุมชน แต่ไม่ติดยามาสวม

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 และ 3 เป็นวันที่ 3 โดยมีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานในการประชุม

ต่อมาเวลา 15.15 น. พิจารณามาตรา 21 งบประมาณรายจ่าย กระทรวงยุติธรรม จำนวน 13,216,651,000 บาท โดยนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายตัดงบประมาณกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ว่า ปัจจุบันสถานการณ์การคุกคามประชาชนในประเทศไทยมีความน่าเป็นห่วง กรมฯส่งเจ้าหน้าที่ไปสังเกตการณ์การชุมนุม แต่กรมฯชี้แจงกับกมธ.โดยให้ความเห็นส่วนตัวว่า ถ้าประชาชนไม่ทำผิดกฎหมายก็ไม่ถูกคุกคาม แต่ตนโต้แย้งว่าผู้กระทำผิดกฎหมายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่ถูกคุกคาม และรัฐธรรมนูญก็ระบุอย่างชัดเจนว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหากมีการกระทำความผิดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ายังไม่มีความผิดก่อนสืบสวนพิพากษา แต่คำพูดที่กรมฯมาชี้แจงต่อมธ.แสดงถึงวิสัยทัศน์ของหน่วยงานที่ไม่ยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ ไม่ศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม และไม่เคารพต่อหน้าที่ของตัวเอง อาทิกรณีที่มีการกดดันให้เจ้าหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สอบจริยธรรมเหตุโพสต์ภาพชูสามนิ้ว ตนจึงขอตัดงบประมาณของกรมคุมครองฯเกี่ยวกับโครงการขับเคลื่อนด้านสิทธิเสรีภาพจำนวน 34 ล้านบาท

ด้านนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ขอตัดงบ 5% กรมคุมประพฤติ งบประมาณโครงการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือEM ที่ตั้งตามมติ ครม. ต่อเนื่อง 2563-2565 วงเงิน 877 ล้านบาท ค่าเช่า 169.5 ล้านบาท แต่ปี 2562 จำนวน 8 ล้านบาท ปี 2563 ราคา 44 ล้านบาท แต่ทั้งสองปีนี้ไม่ได้เบิก รวมปี 2561-2563 เป็นเงิน 74 ล้านบาท จำนวน 4,000 เครื่อง ตกเครื่องละ 18,000 บาท และปี 2564 ราคา 169.5 ล้านบาท ขอ 30,000 เครื่อง ตกเครื่องละ 27,000 บาท แสดงว่าปีนี้ EM แพงขึ้นเครื่องละ 9,000 บาทเศษ ขณะเดียวกันตนมาสืบพบว่าวงแหวน EM ผู้ต้องหาใช้การไม่ได้ เป็นผื่นที่ผิวหนัง และสามารถถอดออกเองได้ และตนยังไปสืบค้นได้ว่าการประมูลราคาพบว่าบริษัทฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น ที่เสนอราคาแพงกว่าชนะการประมูล ในราคา 849.999 ล้านบาทจากราคากลาง 853 ล้านบาท และเมื่อสืบค้นต่อพบว่าจากรุ่นที่บริษัทฟอร์ทเสนอราคา 4,600-7,700 บาท สรุปเครื่องที่มีปัญหา ราคาซื้อ 7,754 บาท แต่ค่าเช่า 3 ปี 27,750 บาท ต่อเครื่อง ถือว่าเช่าแพงกว่าซื้อ

ส่วนนายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายตัดงบ 5% ด้วยเหตุผลคือ โครงการพัฒนาและส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรมจำนวน 200 ล้านบาท แต่ไม่เห็นว่าประเทศนี้มีความเป็นธรรมตามที่ตั้งเป้าหมาย รวมทั้งโครงการฟื้นฟูผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดจำนวน 370 ล้านบาท อาศัยความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหม โดยตั้งงบประมาณจากจำนวนผู้ที่คาดว่าจะติดยาเสพติด บางครั้งมีจำนวนไม่ถึงก็ต้องไปหาคนในชุมชนที่อาจมีพฤติกรรมเกเรแต่ไม่ได้ติดยาเสพติดมา ขณะเดียวกันมีการเพิ่มงบประมาณต่อหัวจากปี 2563 จำนวน 11.5 บาท เป็น 14.4 บาท ในปี 2564 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ตนไม่มั่นใจว่าดูแลการบำบัดได้จริงหรือไม่ ส่วนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่มีเป้าหมายว่าผู้ได้รับความเสียหายหรือตกเป็นเหยื่อต้องเข้าถึงการเยียวยา แต่ลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่เป็นเหยื่อในความรุนแรงกลับไม่ได้รับการเยียวยาเพราะอ้างว่าไม่มีบัตร ขณะเดียวกันงบเยียวยา 450 ล้านบาทต่อปี เป็นเป้าหมายที่ผิดแทนที่จะทำให้คดีอาญาลดลง แต่กลับไปใช้ในการเยียวยา แต่คดีอาญาไม่ลดลง และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศ วงเงิน 374 ล้านบาทแต่ไม่เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม

ด้าน น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการ ชี้แจงว่า การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ตนก็อยู่ในเหตุการณ์และรู้สึกช่นเดียวกัน ส่วนงบประมาณเกี่ยวกับการบำบัดผู้ติดยาเสพติดที่เพิ่มขึ้นคือเปลี่ยนรูปแบบการตรวจสารเสพติดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่ได้นำมาเป็นส่วนตัดงบประมาณ

ขณะที่นายสันติ กีระนันท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการ ชี้แจงกรณี กำไล EM ที่จัดซื้อในปี 2563 ไม่สามารถใช้การได้จริง จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากกำไลข้อเท้าเป็นกำไลข้อมือให้ใช้การได้จริงและยกเลิกของเดิม จึงต้องมีการจัดหาใหม่ ส่วนประเด็นราคาเช่าที่แพงกว่าซื้อมากนั้น เนื่องจากไม่ได้จัดซื้อเฉพาะชิ้น แต่รวมทั้งระบบการติดตามตัวด้วย อย่างไรก็ตาม นพ.วาโย แย้งว่างบประมาณ 169.5 ล้านบาทคือค่าเช่าอุปกรณ์เท่านั้น แต่ค่าจัดการระบบแยกมาอีก 50 ล้านบาท

จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นด้วย 259 เสียง ไม่เห็นด้วย 124 เสียง งดออกเสียง 8 ไม่ลงคะแนนเสียง 4

ต่อด้วยเห็นชอบ มาตรา 22 กระทรวงแรงงาน และมาตรา 23 กระทรวงวัฒนธรรม

The post สภาจัดหนักงบก.ยุติธรรม กำไลEMเช่าแพง – สงสัยปั้นตัวเลข บิดเอาคนเกเร มาฟื้นฟูติดยา appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

รุมถล่มงบมท. ฝ่ายค้าน จวก รังวัดที่ดินดาวเทียม ราคาจัดซื้อแบบยุโรป แต่ซื้อของจีน

Fri, 09/18/2020 - 18:31
รุมถล่มงบมหาดไทย ฝ่ายค้าน จวก รังวัดที่ดินระบบดาวเทียม ราคาจัดซื้อเป็นของยุโรป แต่ซื้อของจีน “วรวัจน์” ขอพิสูจน์กระบวนการนี้โปร่งใสหรือไม่ ด้าน”หมอวาโย” ตั้งข้อสังเกต สำนักงานปลัดฯ จัดซื้อวิทยุสื่อสารเครื่องละ 5.6 หมื่น ทั้งที่ท้องตลาดขายแค่ 9,500 บาทเท่านั้น ขณะที่ “วิสาร”หวั่นงบโคกหนองนาโมเดลซ้ำรอยOTOPนวัตวิถี

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 18 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 และ 3 เป็นวันที่ 3 โดยมีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานในการประชุม

จากนั้นเวลา 13.15 น.เข้าสู่การอภิปรายมาตรา 20 งบประมาณรายจ่ายกระทรวงมหาดไทย วงเงิน 268,501,313,800 บาท ปรับลดเหลือ 261,708,146,900 บาท โดยส.ส.ฝ่ายค้านยังรุมท้วงติงงบที่มีความไม่ชอบมาพากลอย่างต่อเนื่อง นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ที่ปรึกษากรรมาธิการ ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายถึง กรมที่ดิน เกี่ยวกับการจัดทำแผนที่ที่ดินว่าสมัยก่อนการออกโฉนดใช้การเดินรังวัด แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป จึงมีการใช้สัญญาณดาวเทียมในการทำโฉนดที่ดิน กรมที่ดินก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เริ่มใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเข้ามาดำเนินการ อนาคตเครื่องมือรังวัดสำรวจจะไม่ถูกใช้แต่ใช้เครื่องมือวัดเหมือนจีพีเอส ซึ่งจำเป็นต้องมีเสาสัญญาณหรือตัวฐานรับสัญญาณจากดาวเทียม ทั้งนี้ กรมที่ดิน ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพรังวัดที่ดินด้วยระบบดาวเทียม ตั้งงบ 258 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย สถานีรังวัดฐานดาวเทียม

นายวรวัจน์ อภิปรายว่า กรมที่ดินซื้อชุดรังวัดที่ดินตั้งแต่ปี 2559 จัดซื้อมาเรื่อยๆ ทุกปี โดยมีเพียงบริษัทที่ได้รับสัมปทานคือ บริษัท CC จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจีน ซึ่งตนได้ถามเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เหตุใดจึงใช้เครื่องของจีน ได้รับคำตอบว่า จีนเทคโนโลยีดีกว่าฝรั่ง ขณะที่กรมแผนที่ทหารใช้เครื่องไลก้าของสวิซเซอร์แลนด์ในราคาเดียวกับที่กรมที่ดินตั้งราคาไว้เป็นเครื่องยุโรปแต่ไปซื้อเครื่องของจีน โดย 2 ตัวนี้ มีความต่างกันคือ รัศมีการดำเนินการโดยของยุโรป มีรัศมี 80 กิโลเมตร แต่ของจีนรัศมีไม่เกิน 50 กิโลเมตร เพราะฉะนั้น ความถี่ในการตั้งเสาสัญญาณ จะต้องถี่ขึ้นอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจะต้องใช้งบประมาณในการตั้งเสาสัญญาณเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ตนยังได้ซักถามเจ้าหน้าที่ที่ดินว่าทำไมเราถึงใช้ระยะถี่ ไม่กำหนดระยะห่าง ทั้งที่ราคาที่จัดซื้อเป็นของยุโรป แต่ซื้อของจีน ซึ่งให้เหตุผลว่าของจีนดีกว่าของยุโรป

นายวรวัจน์ อภิปรายว่า ราคาซื้อเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมแบบเคลื่อนที่ ( ROVER ) ราคาในท้องตลาดหลายบริษัทราคาประมาณ 200,000 บาท แต่ว่ากรมที่ดินตั้งไว้ 496,700 บาท ราคาแตกต่างกันเกือบสองเท่า และในการประกวดราคาซื้อ บริษัทอื่นเสนอมาต่ำกว่าเท่าไรไม่มีใครผ่าน ถูกปัดตกด้วยเหตุผลเทคโนโลยีทั้งหมด บริษัท CC ตั้งราคา 227 ล้านบาท แต่บริษัทอื่นๆ 88-89 ล้านบาทแตกต่างกันกลับไม่ผ่านเกณฑ์ ดังนั้น ตนอยากพิสูจน์เรื่องนี้ว่ากระบวนการนี้โปร่งใสหรือไม่ ราคาตั้งราคายุโรป แต่ใช้กลไกซ่อนเร้นตัดสิทธิ์บริษัทอื่นทั้งหมด ตนขอเรียกว่าไม่โปร่งใสแน่นอน ขอให้ทุกคนติดตามเรื่องนี้

“งบที่ตั้งไว้ 258 ล้านบาท ขอปรับลด 158 ล้านบาท เหลือ 100 ล้าน แต่หากยังยืนยันที่จะเอาไว้ ตรงนี้ก็จะเป็นมรดกบาปที่ติดตัวไปอนาคต เพราะเครื่องจีนจะถูกใช้วัดที่ดินของประชาชนทั้งประเทศ ”

ด้านนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงงบสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่าโครงการจัดหาวิทยุสื่อสารข่ายบังคับบัญชากระทรวงมหาดไทย ที่มีการกำหนดแผนการดำเนินการการซื้อวิทยุสื่อสารหรือวอคกี้ทอคกี้ 76,236 เครื่อง วงเงิน 4,344 ล้านบาท ซึ่งคำนวนแล้วตกเครื่อง 56,980 บาท ซึ่งตนสงสัยตัวเลขนี้จึงไปสำรวจตลาดการซื้อขาย วอคกี้ทอคกี้ พบว่า ราคาแบบที่กระทรวงหมาดไทยจัดซื้อมาใช้ในส่วนราชการ ราคาปลีกแพงสุดขายอยู่ที่เครื่องละ 9,500 บาท ซึ่งนำไปเทียบกับราคาต่อเครื่องที่ขอมาในงบต่างกันกี่เท่า ขอให้ชาวบ้านไปลองคำนวนดูระหว่าง 9,500 บาท กับ 56,980 บาท ราคาแพงกว่าไม่รู้กี่เท่า ดังนั้น ทางกมธ. จึงต้องตอบคำถามว่าการซื้อดังกล่าวมีความจำเป็นหรือไม่ หรือมีทางเลือกอื่นหรือไม่ เช่น ใช้การสื่อสารผ่านทางแอพลิเคชั่นไลน์หรือสไกป์ และที่สำคัญราคาต่างกันหลายเท่าเหมาะสมหรือไม่ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลที่ขอปรับลดงบ 5 เปอร์เซ็นต์

ต่อมานายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า งบโครงการโคกหนองนาโมเดล ของกรมพัฒนาชุมชน ว่า ตนกังวลว่า โคกหนองนาโมเดล จะเหมือนกับ OTOP นวัตวิถี เมื่อปีที่เเล้ว ที่กรมพัฒนาชุมชนชุดเดียวกันนี้ ใช้งบไป9,300 ล้านบาท แต่มีกรณีวัดครึ่ง กรรมการครึ่ง ถ้าไม่เชื่อลองตามไปดูไม้ไผ่ที่ปักไว้ตามหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านไม่รู้จะเอาไปทิ้งที่ไหนแล้ว ซึ่งเละเทะ เงิน 9,300 ล้านบาท เสียหายหมด ต้องมีการตรวจสอบโดยป.ป.ช.และสตง.แน่นอน เพราะคนทำอีเวนท์เเบ่งเงินกันเลย มีการจัดอบรมแล้วเอาไม้ไผ่ไปปักไว้ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน บางที่เขาก็ไม่ต้องการเพราะการดำเนินการลักษณะดังกล่าว ไม่ตอบโจทย์ความต้องการประชาชน ถ้าจะทำโคกหนองนาโมเดล โดยไปใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ซึ่งทางกรมพัฒนาชุมชนได้ไป 4,787 ล้านบาท แล้วทำไมท่านเอาไปลงเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง บางอำเภอได้เยอะบางอำเภอกลับไม่ได้เลย อย่างนี้ จะถือว่าท่านตามรอยพระราชดำริหรือไม่

นายวิสาร กล่าวว่า ตนเตือนท่านผู้บริหารโดยเฉพาะกมธ.ท่านได้มีการซักไซ้แล้วใช่หรือไม่ โครงการอันนี้เป็นโครงการที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินให้ความใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าปล่อยให้เหมือนกับหมู่บ้านนวัติวิถีเมื่อปีที่เเล้ว พวกเราจะรับไม่ได้ เพราะปรากฎว่า มีการไปเเบ่งซ้าย แบ่งขวา ตนคิดว่ากมธ.ต้องตอบให้ได้ว่าโครงการนี้ท่านมั่นใจไหม โคกหนองนาโมเดล เท่าที่ตนทราบ จะใช้เงินจากเงินกู้จำนวน 4,700 กว่าล้านบาท และใช้เงินจากกรมพัฒนาชุมชน อีกหลายร้อยล้านบาท มีอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกหลายร้อยล้านบาท เบ็ดเสร็จรวมกันแล้วเป็นหมื่นกว่าล้านบาท สภาฯแห่งนี้จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน โครงการใหญ่แบบนี้ เป็นโครงการตามรอยพระราชดำริ เป็นโครงการที่เราจะต้องยกไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม แต่ถ้ากมธ.ยังไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด เเละปล่อยให้มีการรั่วไหลเหมือนโครงการนวัตวิถีปีที่เเล้วตนไม่เห็นด้วยแน่นอน

ก่อนที่จะมีมติเห็นด้วยตามที่กมธ.ฯ แก้ไข ด้วยคะแนน 262 ไม่เห็นด้วย 119 งดออกเสียง 7

The post รุมถล่มงบมท. ฝ่ายค้าน จวก รังวัดที่ดินดาวเทียม ราคาจัดซื้อแบบยุโรป แต่ซื้อของจีน appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

หวิดปะทะ! วงตะกร้อเจอตะเพิดพ้นสนามหลวง อ้างเป็น จนท. โดนฉะกลับก่อนจับแยก

Fri, 09/18/2020 - 18:15
หวิดปะทะ! วงตะกร้อเจอตะเพิดพ้นสนามหลวง อ้างเป็น จนท. โดนฉะกลับก่อนจับแยก

เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น.วันที่ 18 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า ภายในมหาวิทยาลัยยังคงมีการเรียนการสอนตามปกติ ส่วนพื้นที่โดยรอบมีการติดตั้งเต็นท์ขนาดใหญ่ตามจุดต่างๆ แต่ไม่มีการระบุชื่อหน่วยงาน บริเวณประตูท่าพระจันทร์, ประตูฝั่งถนนพระอาทิตย์, ภายในรั้วโรงละครแห่งชาติ และประตูฝั่งสนามหลวง 2 จุด ได้แก่ จุดที่อยู่ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และจุดที่เป็นประตูทางออกบริเวณหอประชุมศรีบูรพา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีมวลชนกลุ่มหนึ่ง ราว 20 ราย เดินทางมานั่งรอเพื่อสมทบกับนายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ ซึ่งมีนัดหมายเตะตะกร้อที่สนามหลวงในวันนี้ โดยตัวแทนกลุ่มกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตนจะมาซ้อมเปิดประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ต่อมา เวลา 16.35 น. นายแพทย์ทศพรเดินทางมาถึง นำมวลชนข้ามถนนสู่สนามหลวง พร้อมตะกร้อ 5 ใบ โดย 4 ใบ มีการติดภาพ 3 ป. ได้แก่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รวมถึง นายไพบูลย์ นิติตะวัน

นายแพทย์ทศพรกล่าวว่า 3 ป.คือตัวหลักที่มีส่วนในการสืบทอดอำนาจจนประชาชนต้องออกมาไล่ ส่วนคนที่ 4 คือผู้ขวางคลองการแก้รัฐธรรมนูญ แสดงความไม่จริงใจ ตอนหาเสียงนำพระพุทธเจ้ามาช่วย ขอยืนยันว่าวันนี้มาออกกำลังกาย สิ่งสำคัญที่สุดคือสนามหลวงในอดีตเป็นสถานที่ซึ่งประชาชนผูกพัน ตนเรียน ม.มหิดล แต่มา ม.ธรรมศาสตร์ ทุกสัปดาห์เพื่อพูดคุยประชุมประเด็นต่างๆ สารพัด สนามหลวงมีตลาดนัด มีแผงขายหนังสือ ตนมาซื้อประจำตั้งแต่อยู่มัธยม

นายแพทย์ทศพรกล่าวว่า ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ตนอยู่ที่หอประชุมเล็ก ม.ธรรมศาสตร์ สามารถหลุดออกมาได้ จึงพยายามช่วยกันคนที่ทำร้ายนักศึกษาแต่ช่วยไม่สำเร็จ ตนยังขอรถพยาบาลจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแต่ถูกปฏิเสธ โดย ผอ.รพ.บอกว่า คนเหล่านั้นคือคอมมิวนิสต์ ตนถึงกับทะเลาะกับ ผอ. โดยบอกว่า คนเหล่านั้นคือนักศึกษา คือลูกศิษย์ คือลูกหลานของท่าน สำหรับพรุ่งนี้ตนก็จะมาร่วมชุมนุมด้วย วันนี้มาซ้อม ทบทวนอดีต ไม่ได้มาธรรมศาสตร์นานแล้ว

จากนั้นนายแพทย์ทศพรเตะตะกร้อกับกลุ่มภาคีศาลายา ม.มหิดล ที่มาสมทบ รวมถึงประชาชนราว 10 ราย นอกนั้นยืนเชียร์อย่างครึกครื้น โดยมีการเล่นดนตรีเพลง Do You Hear The People Sing? เวอร์ชั่นภาษาไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์หลังจากนั้น นายแพทย์ทศพรและชาวบ้าน รวมถึงนักศึกษากลุ่มภาคีศาลายา ยังคงเตะตะกร้อร่วมกันอีกพักหนึ่งหลังการแถลงเหตุผลของกิจกรรม โดยระหว่างนั้น มีชายสูงวัยรายหนึ่ง แต่งกายในเครื่องแบบสีเข้ม เดินเข้ามาตะโกนพูดคุยกับวงตะกร้อให้ออกจากพื้นที่ โดยระบุว่า ให้ย้ายออกไปฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งจะมีการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ พื้นที่ตรงนี้ตนดูแลอยู่ จากนั้นเกิดการโต้เถียงโดยกลุ่มชาวบ้านซึ่งไม่พอใจได้เข้าไปต่อว่าชายคนดังกล่าวให้หยุดพูด กระทั่งต้องมีผู้ห้ามปรามทั้ง 2 ฝ่าย โดยไม่เกิดการปะทะหรือยืดเยื้อแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศทั่วไปบริเวณท้องสนามหลวง เวลา 18.00 น. มีประชาชนสัญจรและออกกำลังกายภายในพื้นที่

The post หวิดปะทะ! วงตะกร้อเจอตะเพิดพ้นสนามหลวง อ้างเป็น จนท. โดนฉะกลับก่อนจับแยก appeared first on มติชนออนไลน์.

Categories: Politics

Pages