New Media

คนในกรุ๊ปไลน์ที่ทำงานชอบส่งข่าวการเมือง Fake News เข้ามาในกรุ๊ป รำคาญมากครับ เราควรจะบอกเขาไหมครับ?

The Standard - Fri, 09/18/2020 - 23:16

Q: พี่ในกรุ๊ปไลน์ที่ทำงานชอบฟอร์เวิร์ดข่าวการเมือง Fake News มาในกรุ๊ปบ้าง รำคาญมากเลยครับ ส่งมาอยู่ได้ทุกวัน อ่านก็รู้ว่า Fake News บ้าง ตรรกะเสียบ้าง แต่เขาก็ขยันส่งมาตลอด เราควรจะบอกเขาไหมครับ และบอกเขาอย่างไรให้เขาไม่รู้สึกไม่ดี ไม่ให้เสียความสัมพันธ์ครับ

 

A: อย่าว่าแต่เรื่องการเมืองเลยครับ ทุกวันนี้ผมยังเจอกรุ๊ปไลน์บางกรุ๊ปที่ผมอยู่ยังฟอร์เวิร์ดเรื่องมะนาวช่วยทำให้หายจากโรคมะเร็งได้อยู่เลย!

 

กรุ๊ปไลน์ที่เราใช้กันสำหรับรวมตัวคนที่อยู่ในที่ทำงานจะมีสองแบบคือ กรุ๊ปไลน์แบบทางการ คือเอาไว้คุยเรื่องงานจริงจัง ซึ่งบางทีก็จะเป็นกรุ๊ปที่มีหัวหน้าอยู่ด้วยนั่นแหละครับ บางทีก็อยู่กันคนละแผนก คนละหน้าที่ แล้วแอดไลน์กรุ๊ปเอาไว้คุยเรื่องงานกัน กับอีกแบบคือกรุ๊ปไลน์แบบไม่เป็นทางการ คือเอาไว้คุยเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องงาน กรุ๊ปเมาท์นั่นแหละครับ กรุ๊ปใหญ่บ้าง กรุ๊ปเล็กบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่การแชร์คอนเทนต์ต่างๆ ที่ฟอร์เวิร์ดต่อๆ กันมา หรือไปแชร์มาจากที่อื่น กรุ๊ปไลน์อื่นอีกต่อ ก็มักจะเกิดขึ้นกับกรุ๊ปนี้แหละครับ เพราะถ้าแชร์ข่าวในกรุ๊ปทางการก็ดูจะยังไงๆ อยู่ เพราะมันไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน

 

เท่าที่ผมสังเกต คนที่ขยันแชร์ก็จะขยันแชร์จริงๆ ครับ คือคอนเทนต์เดียวแต่แชร์ต่อมันทุกกรุ๊ป เหมือนได้รับบทนักแชร์ในตำนานมาอย่างแท้จริง ซึ่งคอนเทนต์พวกนี้เอาจริงๆ คนเขียน คนทำก็เก่งตรงที่สามารถเขียนให้คนต้องหยุดอ่าน พาดหัวแรง หยุดความสนใจของคนได้ อันนี้ไม่เถียงว่าเขาเก่ง ปัญหาคือความถูกต้องของข้อมูลมากกว่า ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เขาสนใจด้วยอยู่แล้ว อย่างคอนเทนต์การเมืองในฝั่งที่เขาชอบ อันนี้ยิ่งไว เพราะเขาพร้อมจะเปิดรับสารพวกนี้อยู่แล้ว บางทียังไม่ทันอ่าน ไม่ทันตรวจสอบหรอก แต่มันตรงกับความเชื่อบางอย่างก็พร้อมจะแชร์ต่อ

 

ปัญหามันอยู่ที่สิ่งที่เราเรียกว่า Social Media Literacy หรือการรู้เท่าทันโซเชียล ซึ่งรวมไปถึงการเปิดรับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย การตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องก่อนแชร์ การใช้โซเชียลมีเดียในทางที่เกิดประโยชน์ การไม่ตกเป็นเหยื่อของ Fake News หรือเป็นผู้ส่งต่อ Fake News กับ Hate Speech ต่างๆ ถ้าเราไม่มี Social Media Literacy ก็เป็นไปได้ครับที่เราจะเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อข้อมูลที่เป็นเท็จหรือเป็นพิษเป็นภัยให้คนอื่นได้ ซึ่งทำให้เกิดความรำคาญ ความเข้าใจผิด ไปจนถึงเกิดความขัดแย้ง ความรุนแรง เป็นอันตรายต่อคนอื่นไปด้วย

 

คำแนะนำของผมก็คือ อย่างแรก ปล่อยผ่านครับ ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่าเขามักจะส่ง Fake News แต่ครั้นจะไปบอกเขาก็กลัวจะเสียเวลาหรือเสียความรู้สึก เราไม่ต้องสนใจคนนี้ไปเลย ส่งอะไรมาก็ผ่านไป ความรำคาญมันเกิดขึ้นเพราะเราไปอ่าน แล้วไปอ่านเจอสิ่งที่ตรรกะวิบัติ ไม่เป็นความจริงอีก เราก็จะหงุดหงิด 

 

ยิ่งเป็นเรื่องการเมืองแล้ว โดยส่วนตัวนะครับ ผมจะเลือกคนที่ผมจะโต้แย้งด้วยเฉพาะคนที่เราสามารถคุยด้วยกันได้อย่างมีเหตุผล คือคุยกันอยู่บนหลักเหตุผลเหมือนกัน ไม่ได้คิดว่าเราต้องถูกทุกอย่าง แต่อยากฟังเหตุผลของคนอื่นที่คิดต่างด้วยว่าเป็นอย่างไร แต่ฟังแล้วจะคล้อยตามหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง และถ้าจะคุยก็จะคุยกับคนประเภทที่ไม่แปะป้ายคนที่มีความคิดทางการเมืองที่ต่างไปจากตัวเองว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ คุยแล้วเหนื่อย ถ้าไม่ได้คุยแล้วต่อยอดทางปัญญาได้ ไม่มีความจำเป็นต้องคุย ปล่อยผ่านเลย 

 

ถ้าแชร์อะไรมาแล้วไม่มีคนสนใจ ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับใดๆ ทุกคนคุยกันเรื่องอื่น หรือพอแชร์อะไรมาไม่มีคนสนใจ เงียบกริบ อ่านหมดแต่ไม่มีคนตอบโต้ แต่พอคุยเรื่องอื่นแล้วทุกคนมีส่วนร่วมกันหมด แอ็กทีฟกันหมด เจ้าตัวก็คงรู้สึกได้ว่าที่แชร์ไปไม่มีคนสนใจ มีเขาคนเดียวที่สนใจ ก็อาจจะค่อยๆ เพลาการแชร์บ้างเอง 

 

ในกรณีบางเรื่องที่เขาแชร์มันเป็นเรื่องที่ผิดและจะเป็นอันตรายต่อชีวิตเขาหรือคนอื่นได้ถ้าเขาแชร์ต่อ เหมือนที่ผมยกตัวอย่างว่า เอามะนาวมาล้างฆ่าพิษมะเร็งนั่นแหละครับ ผมก็จะไปบอกเขาเป็นการส่วนตัวว่ามันเป็น Fake News ครับ โดยที่มีข้อมูลสนับสนุนว่าที่เขาส่งมาเป็นข้อมูลที่ผิด ไม่บอกเขาต่อหน้าคนทั้งกรุ๊ปไลน์ เพราะไม่ว่าใครก็คงไม่อยากเสียหน้า 

 

แต่ถ้าเขาจะยืนยันหนักแน่นว่ามันไม่ใช่ Fake News อันนี้ก็ปล่อยผ่านเลยครับ เราบอกเขาแล้ว เอาที่สบายใจเลย

 

วิธีการสุดท้ายที่เราจะใช้คือ ถ้าดูทรงแล้ว บอกไปก็ไม่ได้ประโยชน์ และพี่แกก็ขยันแชร์มาตลอดจนเรารำคาญ มันก็มีกรุ๊ปอื่นที่เราสามารถคุยได้โดยไม่ต้องมีคนคนนี้ ทั้งกรุ๊ปที่มีอยู่แล้ว หรือจะตั้งขึ้นมาใหม่โดยคัดสมาชิกมาเฉพาะคนที่เราอยู่ด้วยแล้วเราสบายใจ แล้วไปปิด Notification กรุ๊ปที่ขยันแชร์ Fake News ซะ แชร์อะไรมาเราก็ไม่อ่าน พอไม่อ่านเราก็ไม่รำคาญใจไปด้วย เราไปแอ็กทีฟคุยกันในกรุ๊ปที่เราสบายใจดีกว่า ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่อ่าน ก็สบายใจอีกแบบนะครับ คนอยากแชร์ก็แชร์ไป ไม่มีผลกับเราแน่นอน

 

Fake News ก็เหมือนขยะครับ มีคนมาโยนขยะใส่เราทุกวัน การอ่านขยะก็เหมือนการบริโภคขยะไปด้วย ถ้าบอกเขาไม่ได้ว่าอย่าโยนขยะเข้ามา อย่างน้อยที่สุด เราเลือกที่จะไม่บริโภคขยะได้ แต่ถ้าใครอยากบริโภคขยะด้วยความเต็มใจ อันนั้นเขาก็เลือกแล้วเหมือนกันว่าเขาเชื่อว่าขยะมันดี ถ้าดูแล้วเราพอจะบอกเขาได้ว่า อย่าโยนขยะเข้ามาเลย หรือบอกได้ว่าอะไรคือขยะ ก็บอกครับ แต่ถ้าดูทรงแล้วบอกไปก็เท่านั้น อยากโยนขยะก็ตามสบาย แต่เราไม่จะไม่สนใจขยะ ไม่กินขยะแน่นอน แล้วเอาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่ดีต่อชีวิตเราดีกว่า ก็ถ้าเขาคิดว่า Fake News ดีต่อชีวิตของเขาก็ตามสบาย เขาเลือกแล้ว ปล่อยให้เขา ‘หนักขวา’ อยู่คนเดียวดีกว่า

 

ผมเชื่ออย่างหนึ่งนะครับว่า คอนเทนต์ที่เราเสพมีผลต่อการสร้างตัวตนของเรา เสพคอนเทนต์ที่ดี มีประโยชน์ เราก็สร้างตัวเราเองให้ดีตามแบบนั้น แต่ถ้าเสพคอนเทนต์ที่สร้างความเกลียดชัง คอนเทนต์ที่ข้อมูลเท็จ ตัวเราก็จะเป็นแบบนั้นไปด้วย ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ในการเลือกเสพคอนเทนต์ได้ 

 

เรื่องการเมือง ถ้าเราเชื่อว่าทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เราก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดเหมือนเรา และถ้าเขาจะคิดแบบนั้นก็เป็นสิทธิ์ของเขา สิทธิ์ของเราคือการจัดการกับชีวิตของเราเอง เหมือนถ้าเขาจะแชร์ข่าวการเมืองผิดๆ มา นั่นเป็นสิทธิ์ของเขาที่เขาจะเชื่อว่ามันจริง ส่วนสิทธิ์ของเราคือจะอ่านหรือไม่อ่าน เชื่อหรือไม่เชื่อ เอามาใส่ใจหรือไม่ใส่ใจ โต้เถียงหรือไม่โต้เถียง แลกเปลี่ยนความคิดหรือไม่แลกเปลี่ยน เลือกจะคุยด้วยหรือไม่คุยด้วย 

 

มาจัดการชีวิตของเราเองดีกว่าครับ

 

ส่งคำถามดราม่าในที่ทำงานที่คุณสงสัยมาได้ที่อีเมล [email protected] หรืออินบ็อกซ์มาที่ Facebook: ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ (Facebook.com/Toffybradshawwriter)

 

 

ภาพ: Nisakorn Rittapai

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post คนในกรุ๊ปไลน์ที่ทำงานชอบส่งข่าวการเมือง Fake News เข้ามาในกรุ๊ป รำคาญมากครับ เราควรจะบอกเขาไหมครับ? appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ชมคลิป: สำรวจบรรยากาศธรรมศาสตร์และสนามหลวง ก่อนนัดหมายชุมนุม 19 กันยายน

The Standard - Fri, 09/18/2020 - 22:18

กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมนัดหมายชุมนุมวันที่ 19 กันยายน ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้ว่าในเวลาต่อมามหาวิทยาลัยจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่

 

THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจสนามหลวงและบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนวันนัดหมายชุมนุม

 

นอกจากนี้ THE STANDARD ร่วมเกาะติดการชุมนุมวันที่ 19 กันยายนนี้ โดยรายงานสด อัปเดตความเคลื่อนไหวตลอดทั้งวัน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ติดตามได้ที่ THE STANDARD ทุกช่องทาง

 

The post ชมคลิป: สำรวจบรรยากาศธรรมศาสตร์และสนามหลวง ก่อนนัดหมายชุมนุม 19 กันยายน appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

The War with Grandpa สงครามสุดป่วนของปู่จอมอิกนอร์และหลานจอมแสบ ผลงานล่าสุดจากโรเบิร์ต เดอ นีโร

The Standard - Fri, 09/18/2020 - 22:12

ถือเป็นอีกหนึ่งนักแสดงระดับตำนานที่ยังมีลมหายใจ และยังมีผลงานคุณภาพออกมาให้แฟนๆ ได้รับชมกันเรื่อยๆ สำหรับ โรเบิร์ต เดอ นีโร เจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Raging Bull (1980) และสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก The Godfather: Part II (1974) 

 

ล่าสุด โรเบิร์ต เดอ นีโร ที่เพิ่งมีผลงานภาพยนตร์แก๊งสเตอร์เข้มๆ อย่าง The Irishman ไปเมื่อปี 2019 จะวางภาพโหดๆ มาสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมใน The War with Grandpa ถ้าปู่แน่ ก็มาดิครับ ภาพยนตร์คอเมดี้ที่จะพาผู้ชมมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสงครามสุดป่วนระหว่างคุณปู่จอมอิกนอร์และคุณหลานจอมแสบ 

 

ว่าด้วยเรื่องราวของ เอ็ด (โรเบิร์ต เดอ นีโร) คุณปู่จอมอิกนอร์ที่ไม่สนใจทุกสิ่งอย่าง แต่ต้องย้ายบ้านมาอาศัยอยู่ร่วมกับหลานๆ ผู้น่ารัก ซึ่งทำให้เขาต้องแชร์ห้องนอนร่วมกับ ปีเตอร์ (โอ๊คส์ เฟกลีย์) หลานชายจอมแสบที่ไม่อยากให้คุณปู่มานอนด้วย จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามยึดครองห้องนอนสุดป่วนระหว่างคุณปู่และคุณหลานที่ไม่มีใครยอมใคร 

 

The War with Grandpa ถ้าปู่แน่ ก็มาดิครับ คือผลงานเรื่องใหม่ของ ทิม ฮิลล์ ผู้กำกับอารมณ์ดีเจ้าของผลงานสุดฮาอย่าง The SpongeBob Movie: Sponge on the Run (2020), Garfield: A Tail of Two Kitties (2006) และ Hop (2011) เสริมทัพนักแสดงคาแรกเตอร์จัดอย่าง อูมา เธอร์แมน (Kill Bill), คริสโตเฟอร์ วอลเคน (Catch Me If You Can) และเจน เซย์มัวร์ (Live and Let Die) ที่จะมาร่วมสร้างเสียงหัวเราะและลดช่องว่างระหว่างวัยในครั้งนี้

 

เตรียมหัวเราะไปกับสงครามสุดป่วนของคุณปู่จอมอิกนอร์และคุณหลานจอมแสบใน The War with Grandpa ถ้าปู่แน่ ก็มาดิครับ พร้อมกัน 8 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

สามารถรับชมตัวอย่างภาพยนตร์ The War With Grandpa ได้ที่

 


 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post The War with Grandpa สงครามสุดป่วนของปู่จอมอิกนอร์และหลานจอมแสบ ผลงานล่าสุดจากโรเบิร์ต เดอ นีโร appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ไม่ผิดหวัง! ชาวไททันร่วมชมที่สุดของปรากฏการณ์ เพลง ‘เขาเรียกผมว่าเอเรน’ ของ พี สะเดิด พร้อมกับเกือบ 40,000 คน!

The Standard - Fri, 09/18/2020 - 19:32

“เขาบอกหน้าตาผมละม้ายคล้ายเอเรน แต่แท้ที่จริงเขาอยากให้ผมสู้เหมือนเอเรน” 

 

เวลา 18.00 น. ของวันที่ 18 กันยายน 2563 ได้มีปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นของวงการเพลง เมื่อมีผู้คนร่วมเป็นสักขีพยานการเปิดตัวเพลง ‘เขาเรียกผมว่าเอเรน’ ของ พี สะเดิด (PSD) ที่กลายเป็นมีมสุดฮีต และ #นายเองก็เป็นพีสะเดิดได้นะ พร้อมกันเกือบ 40,000 คน ในแชนแนลยูทูบ P-Saderd Official [พีสะเดิด] พร้อมกับช่วยกันคอมเมนต์แบบสดๆ เป็นจำนวนมาก

 

สิ่งที่น่าสนใจของเพลงนี้คือ แม้จะมีจุดเริ่มต้นจากความตลก สนุกสนาน จาก ‘มีม’ บนโลกอินเทอร์เน็ตที่มีคนบอกว่า พี สะเดิด หน้าตาคล้ายกับ เอเรน เยเกอร์ ตัวละครจากเรื่อง Actack on Titan รวมทั้งตัวละครอีกมากมายที่มีคนเอามาเปรียบเทียบ 

 

แต่สิ่งที่พีเลือกนำเสนอในเพลงนี้ คือดนตรีร็อกหนักๆ ขึงขัง จริงจัง พร้อมกับเนื้อหาแบบเพลงเพื่อชีวิต ให้กำลังใจคนที่กำลังท้อแท้ ให้ลุกขึ้นมาสู้อีกครั้งได้อย่างฮึกเหิม ทรงพลัง สมการรอคอย 

 

 

“เขาเรียกผมว่าเอเรน เอเรนที่ใครๆ ศรัทธา เขาเรียกผมให้ลุกขึ้นมา จากโลกใบนั้นที่เคยมืดดำ จากโลกใบนั้นที่เคยฝันร้าย” 

 

โดยเปรียบเทียบให้ตัวละครเอเรนที่มีคนบอกว่าหน้าตาคล้ายเขา เป็นตัวแทนของคนที่ผิดหวัง พ่ายแพ้ พบเจอกับฝันร้ายในโลกแห่งความจริง และมีเสียงของแฟนๆ และผู้คนมากมายที่คอยให้กำลังใจ ย้ำเตือนให้เขามีรอยยิ้มและลุกขึ้นมาสู้ได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับคนที่กำลังท้อแท้อีกมากมาย ที่สักวันหนึ่งจะลุกขึ้นมายืนหยัดต่อสู้ได้เช่นกัน

 

“ขอบคุณที่เข้ามาย้ำเตือน ให้ฉันรู้เส้นทางที่ไป ทำให้ฉันตื่นขึ้นมาอย่างยิ้มได้ เพื่อสู้อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง” 

 

ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยแอ็กติ้งที่ดูขึงขัง แต่ให้ความรู้สึกตลก น่ารัก ไปพร้อมๆ กัน และพีก็ไม่ลืมเซอร์วิสแฟนคลับด้วยท่าชูนิ้วที่กลายเป็นมีม ท่าโจมตีของ ‘ไททัน’ รวมทั้งเสียงคอรัส ซาซาเกโย ซาซาเกโย ในเพลง Shinzou wo Sasageyo! ที่เป็นเสมือนเพลงชาติของแอนิเมชัน Attack on Titan

 

 

เป็นการช่วยยืนยันว่าเพลง เขาเรียกผมว่าเอเรน คือผลงานที่แสดงให้เห็นถึง ‘พัฒนาการ’ ในฐานะนักดนตรีของ พี สะเดิด ที่เป็นนักดนตรีลูกทุ่ง ร็อกเพื่อชีวิต แต่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้โลกออนไลน์ โลกของการ์ตูน และโลกของผู้ฟังกลุ่มใหม่ เพื่อทำให้วงการดนตรี วงการการ์ตูน และทุกคนที่อยู่ฝั่งของป๊อปคัลเจอร์ ได้ขยับเข้ามาใกล้กันมากยิ่งขึ้น

 

โดยจุดเริ่มต้นของเพลง เขาเรียกผมว่าเอเรน มาจากเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีคนเริ่มทักว่า พี สะเดิด หน้าตาเหมือน โอโรจิมารุ ตัวละครจากเรื่อง นินจาคาถาโอ้โฮเฮะ แต่กระแสยังไม่แรงเท่าไร จนมีคนทักอีกครั้งว่าเหมือน เอเรน เยเกอร์ ตัวละครเอกจากเรื่อง Attack on Titan จนกลายเป็นกระแส มีคนทำรูปเอเรนเป็น พี สะเดิด สลับกับทำให้ พี สะเดิด เป็นเอเรนเต็มไปหมด

 

ต่อมา พี สะเดิด ก็โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า ถ้ายอดผู้ติดตามของเขาแตะถึง 1,000 ฟอลโลเวอร์ เขาจะแต่งเพลง เขาเรียกผมว่าเอเรน ให้กับทุกคน ปรากฏว่า ยอดผู้ติดตามจากหลักร้อยแตะพุ่งไปถึงหลักหมื่นอย่างรวดเร็ว (ล่าสุดอยู่ที่ 26,200 ฟอลโลเวอร์) 

 

 

และเขาก็ทำตามสัญญา เริ่มด้วยการอัดคลิปสั้นๆ ที่กำลังเล่นท่อนหนึ่งในเพลง Shinzou wo Sasageyo! ที่เป็นเพลงชาติของแอนิเมชันเรื่อง Attack on Titan ตามที่แฟนคลับขอ โดยมีการทวีตว่า “ยกเลิกนัดทั้งหมดมาเขียนเพลง #เขาเรียกผมว่าเอเรน #เปิดเหม่งให้ดูว่าผมจริงนะครับ #พีสะเดิดไม่ได้ใส่วิก” 

 

หลังจากนั้นเขาก็ทยอยอัปเดตความคืบหน้าของบทเพลงให้แฟนๆ ได้ตื่นเต้นอยู่เรื่อยๆ ทั้งตัวอย่างดนตรี พร้อมกระดาษเนื้อเพลง ก่อนที่จะโพสต์ภาพห้องอัด ประกาศให้ทุกคนทราบว่า ตัวเพลงเสร็จสมบูรณ์แล้วในวันที่ 8 กันยายน เริ่มถ่ายทำมิวสิกวิดีโอในวันที่ 12 กันยายน และปิดท้ายด้วยการปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงออกมาในวันที่ 18 กันยายน 2563

 

สามารถรับชมมิวสิกวิดีโอเพลง เขาเรียกผมว่าเอเรน ของ พี สะเดิด ได้ที่

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ไม่ผิดหวัง! ชาวไททันร่วมชมที่สุดของปรากฏการณ์ เพลง ‘เขาเรียกผมว่าเอเรน’ ของ พี สะเดิด พร้อมกับเกือบ 40,000 คน! appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

101 One-On-One Ep.179 การเมืองวันวาน สู่การชุมนุมวันนี้ : อ่านม็อบนักศึกษาและพลังโลกออนไลน์ กับ เอม สินเพ็ง

The101.world - Fri, 09/18/2020 - 19:30

the101.world · 101 One-on-One Ep.179 | อ่านม็อบนักศึกษาและพลังโลกออนไลน์ กับ เอม สินเพ็ง

 

เหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 แม้จะไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการเมืองแบ่งแยกฝักฝ่าย แต่ก็เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญอันน่าจดจำ เพราะสิ่งที่ตามมาจากการรัฐประหารในครั้งนั้น คือ บรรยากาศการปะทะกันทางความคิดระหว่างกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองที่เข้มข้น ฝังรากลึกในสังคม จนสร้างภาพจำ วาทกรรมเกี่ยวกับการเมืองและการชุมนุมตกทอดมาถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน วันที่ 19 กันยายน นี้ อาจกลายเป็นวันสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’ ประกาศชุมนุมใหญ่ โดยมีกลุ่มนักศึกษาเป็นแกนนำขับเคลื่อนความเคลื่อนไหว

ณ วินาทีนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นักเรียนนักศึกษา คือหนึ่งในผู้เล่นทรงอิทธิพลบนสนามการเมืองไทย และเครื่องมือที่ยังคงทรงพลัง สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อการเมืองได้เสมอมา คือ โซเชียลมีเดีย คำถามมีอยู่ว่า การชุมนุมของคนรุ่นใหม่แตกต่างจากการชุมนุมรุ่นผู้ใหญ่อย่างไร? ม็อบนกหวีดทิ้งร่องรอยอะไรไว้กับม็อบตอนนี้? ที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียถูกใช้สร้างหรือบ่อนทำลายประชาธิปไตยในไทยแบบไหน?

101 สนทนากับ ดร.เอม สินเพ็ง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ผู้ศึกษาความเคลื่อนไหวของการเมืองและสื่อใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย้อนมองการชุมนุมและการเมืองไทยในวันวาน ทั้งในโลกจริง และโลกออนไลน์ ที่มีอิทธิพลต่อการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน พร้อมวิเคราะห์กระแสการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษา ว่ากำลังพัดพาประเทศไทยไปในทิศทางใด ต้องฝ่าด่านอะไรบ้างถ้าต้องการความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

ดำเนินรายการโดย ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์ กองบรรณาธิการ The101.world

หมายเหตุ : บันทึกเทปรายการเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2563

 

 

 

 

Categories: New Media

เมื่อ #นายเองก็เป็นพีสะเดิดได้นะ ใครแต่งคอสเพลย์เป็น ‘พี สะเดิด’ ได้เหมือนที่สุด

The Standard - Fri, 09/18/2020 - 19:18

หลังจากทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับแฟนๆ ที่ช่วยกันจุดกระแส #นายเองก็เป็นพีสะเดิดได้นะ จนติดเทรนด์และได้ปล่อยมิวสิกวิดีโอเล่นใหญ่ที่ชื่อ ‘เขาเรียกผมว่าเอเรน’ ให้แฟนๆ ได้ฟังเป็นที่เรียบร้อย (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับปรากฏการณ์พี สะเดิด เพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/pee-saderd-behind-big-production-of-music-video/)

 

และเพื่อย้ำปรากฏการณ์ของศิลปินที่ทำให้โลกของแฟนเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตและโลกการ์ตูน-แอนิเมชันขยับเข้าใกล้กันได้มากที่สุด THE STANDARD POP ได้รวบรวมตัวละครจากโลกการ์ตูนมาผูกผ้าโพกหัว แล้วให้ทุกคนช่วยตัดสินใจว่าใครแต่งคอสเพลย์เป็น ‘พี สะเดิด’ ได้เหมือนที่สุด

 

และถ้าใครมีตัวละครที่รู้สึกว่าเหมือน พี สะเดิด ได้มากกว่านี้ก็สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ใต้คอมเมนต์ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็มาร่วมแต่งคอสเพลย์ด้วยกันไปเลย เพราะอย่าลืมว่า ณ เวลานี้ #นายเองก็เป็นพีสะเดิดได้นะ

 

 

 

ภาพประกอบ: อนงค์นาฎ วิวัฒนานนท์

The post เมื่อ #นายเองก็เป็นพีสะเดิดได้นะ ใครแต่งคอสเพลย์เป็น ‘พี สะเดิด’ ได้เหมือนที่สุด appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

สเปอร์ใกล้ได้ตัว เบล-เรกีลอน, ลิเวอร์พูลตกลงซื้อ อัลกันตารา, ดีล ซัวเรซ ย้ายซบยูเวนตุส มีอุปสรรค:สรุปข่าวตลาดซื้อ-ขายนักเตะ

The Standard - Fri, 09/18/2020 - 19:07

ข่าวตลาดซื้อ-ขายนักเตะของวงการฟุตบอลเวลานี้เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากพบรายชื่อนักเตะระดับบิ๊กเนม เช่น แกเร็ธ เบล, หลุยส์ ซัวเรซ และ ติอาโก อัลกันตารา มีชื่ออยู่ในข่าวตลาดซื้อ-ขายรอบนี้ ขณะที่อีกหลายทีมยักษ์ของยุโรปได้ฤกษ์ขยับตัวกันบ้างแล้ว ก่อนที่ตลาดจะปิดในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ ตามนโยบายของยูฟ่า

 

THE STANDARD ได้รวบรวมข่าวสารจากสื่อต่างๆ ชั้นนำที่เชื่อถือได้ รวบรวมมาเป็นคอลัมน์สรุปสถานการณ์ตลาดซื้อ-ขายนักเตะรอบฤดูร้อน ฤดูกาล 2020-21 ส่วนหนึ่งมาให้ได้อ่านกันว่าตอนนี้มีทีมไหนใกล้ปิดดีล และนักเตะคนไหนมีข่าวโยกย้ายทีมกันบ้าง

 

 

สเปอร์ จ่อปิดดีลดึง แกเร็ธ เบล คืนรัง, เข้าวินเซ็น เซร์คิโอ เรกีลอน

 

น่าจะเป็นตลาดซื้อ-ขายในรอบหลายปีที่ทำให้สาวก ‘ไก่เดือยทอง’ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เนื้อเต้นกันสุดๆ ในเวลานี้คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ทีมกำลังปิดดีลแบ็กซ้ายอนาคตไกลวัย 23 ปี ของ เรอัล มาดริด อย่าง เซร์คิโอ เรกีลอน รวมถึงอดีตสตาร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นฟันเฟืองสำคัญของทีมนั่นก็คือ แกเร็ธ เบล 

 

เริ่มจาก เซร์คิโอ เรกีลอน เดิมทีเจ้าตัวเป็นนักเตะเยาวชนของราชันชุดขาวโดยกำเนิด ก้าวเข้าสู่ชุดเยาวชน U17 ตั้งแต่ปี 2013 และเมื่อวันเวลาผ่านไป ก็ได้รับโอกาสสู่ชุดสำรองหรือที่เรียกว่า ‘ทีมชุด เบ’ ปะปนกับการถูกปล่อยตัวเก็บประสบการณ์กับทีมในสเปนอย่าง โลโกรนเยส และทีมที่เจ้าตัวเริ่มสร้างชื่ออย่างจริงจังคือ เซบียา ที่แม้อยู่กับทีมในฐานะผู้เล่นถูกยืมตัว แต่ได้รับโอกาสลงเล่นมากถึง 38 เกมในทุกรายการ ยิงไป 2 ประตู แอสซิสต์อีก 5 ลูก และพาทีมคว้าแชมป์ยูโรปาลีกเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย

 

ด้วยฟอร์มการเล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายที่อ่านเกมได้ดี และการหาจังหวะเติมเกมรุกสุดสะเด่า จึงไม่แปลกใจนักเมื่อมีข่าวว่า โชเซ มูรินโญ กุนซือของทีมเป็นคนต่อสายตรงโทรหานักเตะเพื่อทาบทามมาร่วมทีมด้วยตัวเอง คาดว่าจะมีค่าตัวอยู่ที่ 30 ล้านยูโร บวกเงินเพิ่มจากผลงานต่างๆ

 

ขณะที่ผู้เล่นตำแหน่งปีกติดจรวด แกเร็ธ เบล แค่เอ่ยชื่อคงไม่ต้องมีการพูดถึงสรรพคุณให้มากความ และด้วยกระแสการรายงานข่าวที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันของสื่อต่างประเทศหลายสำนักว่า โปรเบล เตรียมหวนกลับคืนสู่อ้อมอกของสเปอร์สอีกครั้ง อีกทั้ง Sky Sports ยังได้รายงานว่า เบลเตรียมบินมาตรวจร่างกายกับทีมในวันศุกร์ที่ 18 กันยายนนี้ (ตามเวลาประเทศอังกฤษ)

 

การกลับมาของเบลที่ได้รับการยืนยันว่ามาชัวร์ 99% กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจในแง่มุมของการปรับขุมกำลังให้ทัพไก่เดือยทองได้มีแนวรุกที่จัดจ้านมากขึ้น เพราะหากจำกันได้นัดเปิดสนามที่พลาดท่าปราชัยให้เอฟเวอร์ตันไป 0-1 โดยที่แนวรุกของทีมแทบไม่ได้แสดงประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น

 

นั่นจึงทำให้การกลับมาของเบลคำรบนี้ เต็มไปด้วยความคาดหวังจากแฟนบอลที่อยากเห็นแนวรุกวัย 31 ปี โชว์ลวดลายบนสังเวียนพรีเมียร์ลีก และเติมเต็มเกมรุกให้กลับมามีชีวิตเคล้าไปกับผู้เล่นชุดหลักของทีม ซึ่งน่าติดตามว่าด้วยอายุที่อยู่บนหลักเลข 3 แบบนี้ เบลจะสามารถสร้างผลงานคุณภาพแบบที่เคยทำได้อยู่หรือไม่ ทั้งนี้ การมาของเบลจะเป็นแบบสัญญายืมตัวบวกออปชันซื้อขาดในอนาคต

 

 

เดอะค็อปเฮ ลิเวอร์พูล ตกลงจ่าย 27 ล้านปอนด์ สู่ขออัลกันตาราจากบาเยิร์น

 

หลังจากมีข่าวพัวพันกันในช่วงตลาดซื้อขายตลอดหน้าร้อน สำหรับลิเวอร์พูลและ ติอาโก อัลกันตารา จนเกิดเป็นเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่ว่า ปลายทางของ อัลกันตารา จะไปจบที่ไหนนั้น

 

ล่าสุด เหล่าเดอะค็อปก็ได้เฮกันอย่างเต็มเสียงเสียที เมื่อสื่อต่างประเทศชื่อดังอย่าง The Athletic รายงานว่าตอนนี้แชมป์พรีเมียร์ลีกทีมล่าสุดอย่างลิเวอร์พูล ตัดสินใจยื่นซื้อ ติอาโก อัลกันตารา ห้องเครื่องตัวเก่งจากบาเยิร์น มิวนิก ในราคา 27 ล้านปอนด์ หนึ่งในนักเตะที่เป็นที่หมายตาของ เจอร์เกน คล็อปป์ มาโดยตลอด

 

อีกทั้งมีการรายงานเพิ่มเติมจาก Sky Sports ระบุว่า อัลกันตารา จะได้รับเสื้อหมายเลข 6 ตลอดการลงเล่นให้ลิเวอร์พูลด้วย และคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาที่ 3 ปี 

 

สำหรับ อัลกันตารา ย้ายออกจากบาร์เซโลนา มาร่วมทัพบาเยิร์น มิวนิก ตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 โดยลงเล่นให้เสือใต้ไปทั้งหมด 235 นัด ยิงไป 31 ประตู กับอีก 37 แอสซิสต์ มีส่วนช่วยพาทีมคว้าแชมป์ลีกบุนเดสลีกา 7 สมัย, แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 1 สมัย, แชมป์สโมสรโลก 1 สมัย, เดเอฟเบ โพคาล 4 สมัย และ เดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ 3 สมัย

 

 

ม้าลายสุดเซ็ง ดีล หลุยส์ ซัวเรซ ย้ายซบยูเวนตุสมีอุปสรรค เร่งเบนเข็มหาหน้าเป้าใหม่

 

น่าจะเป็นดีลที่แฟนๆ ของ ‘โคเบียงเนรี’ ยูเวนตุส รอเก้อกันพอสมควร กับข่าวการย้ายทีมของ หลุยส์ ซัวเรซ ที่หลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ สื่อต่างประเทศรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า ย้ายแน่ๆ เพราะนักเตะไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของ โรนัลด์ คูมัน นายใหญ่คนใหม่ของบาร์เซโลนา 

 

แต่ล่าสุดดูเหมือนทุกอย่างจะไม่ง่ายแบบที่ทุกคนคิด เมื่อมีรายงานว่าตอนนี้กระบวนการขอพาสปอร์ตของดาวยิงวัย 33 ปี เพื่อมาค้าแข้งกับยูเวนตุสเกิดความล่าช้าจนอาจมีผลให้ส่งชื่อลุยศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลนี้ไม่ทันด้วยซ้ำ

 

นั่นจึงทำให้ยูเวนตุสที่เพิ่งจะยกเลิกสัญญา กอนซาโล อิกวาอิน ไปไม่นาน ต้องเร่งเบนเข็มหากองหน้าเข้ามาทดแทน และแน่นอนว่าหวยได้ไปออกที่ เอดิน เซโก กองหน้าของโรมา ตามที่สื่อได้นำเสนออย่างหนักในช่วงนี้ 

 

ส่วนเหตุที่โคเบียงเนรีเล็งเชโกเป็นลำดับแรก เพราะนักเตะเองก็ค้าแข้งอยู่ในเซเรีย อา เป็นทุนเดิม แถมผลงานกับต้นสังกัดที่ฤดูกาลล่าสุดจัดอยู่ในฟอร์มที่โอเคมาก ในการลงเล่น 43 นัด ยิงได้ 19 ประตู กับอีก 14 แอสซิสต์ และนอกเหนือจากการที่ยูเวนตุสยอมจ่ายค่าตัวให้ 15 ล้านยูโร ในส่วนของรายละเอียดอื่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจัดการในลำดับถัดไป

 

อย่างไรก็ตามในดีลของ หลุยส์ ซัวเรซ ก็ใช่ว่าจะหมดโอกาสได้ย้ายทีมเสียทีเดียว เนื่องจากมีการรายงานแบบล่าสุด (อีกครั้ง) กับการปรากฏตัวของซัวเรซ ที่เมืองเปรูจา ประเทศอิตาลี เพื่อเข้าสอบเอาสัญชาติอิตาลี (โดยสาเหตุที่ซัวเรซทำสัญชาติอิตาลีได้เป็นเพราะ โซเฟีย บัลบี ภรรยาของเขามีเชื้อสายลูกครึ่งอุรุกวัย-อิตาลี และถือพาสปอร์ตอิตาลี) ซึ่งแฟนบอลของยูเวนตุสต้องมาลุ้นกันอีกเฮือก ว่าที่สุดแล้วทีมจะสามารถปิดดีลซัวเรซ มาเสริมคมแดนหน้าให้ทีมได้หรือไม่

 

 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ข่าวที่ได้รับการยืนยัน

  • แจ็ค กรีลิช: มิดฟิลด์กัปตันทีมคนเก่งวัย 25 ปี ของสิงห์ผงาด แอสตัน วิลลา สยบข่าวย้ายทีมด้วยการจรดปากกาขยายสัญญากับต้นสังกัดออกไปอีก 5 ปี 

 

  • ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง: กองหน้าฟอร์มร้อนของไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซนอล ต่อสัญญากับทีมเพิ่ม 3 ปี คาดฟันค่าเหนื่อยสูงสุดในพรีเมียร์ลีก โดยมีรายงานว่าอยู่ที่ 375,000 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์เลยทีเดียว

 

  • บรานิสลาฟ อิวาโนวิช: แบ็กขวามากประสบการณ์วัย 36 ปี ที่เพิ่งหมดสัญญากับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สโมสรดังในลีกรัสเซีย ตัดสินใจหวนคืนเวทีพรีเมียร์ลีก ด้วยการเซ็นสัญญากับ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน เป็นเวลา 1 ปี

 

  • เอมิเลียโน มาร์ติเนซ: ผู้รักษาประตูมือสำรองของอาร์เซนอล ย้ายซบ แอสตัน วิลลา เป็นเวลา 4 ปี คาดค่าตัว 20 ล้านปอนด์

 

  • กอนซาโล อิกวาอิน: กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์วัย 32 ปี ได้ยกเลิกสัญญากับยูเวนตุสอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าสถานีต่อไปของอิกวาอิน คือทีม อินเตอร์ ไมอามี เอฟซี ในเมเจอร์ลีก ที่มี เดวิด เบ็คแฮม เป็นเจ้าของทีม

 

  • เวดัต มูริกี: กองหน้าทีมชาติโคโซโว วัย 26 ปี ของเฟเนร์บาห์เช ย้ายซบ ลาซิโอ ด้วยค่าตัว 20 ล้านยูโร พร้อมสัญญายาว 5 ปี

 

รวมข่าวลือน่าสนใจ

  • อาร์เซนอล: ตกเป็นข่าวเตรียมเสริมทัพชุดใหญ่จาก 3 นักเตะ อย่าง ฮุสเซม อาอูอาร์ กองกลางวัย 22 ปี ของโอลิมปิก ลียง ที่ มิเกล อาร์เตตา ต้องการตัวมากๆ เพราะเชื่อกันว่านี่คือฟันเฟืองสำคัญในการสร้างทีมไอ้ปืนใหญ่ยุคใหม่, โธมัส ปาร์เตย์ ห้องเครื่องของตราหมี แอตเลติโก มาดริด ก็มีข่าวอยู่ตลอด และ รูนาร์ อเล็กซ์ รูนาร์สสัน ผู้รักษาประตูทีมชาติไอซ์แลนด์ จาก ดิฌง ทีมในลีกเอิงฝรั่งเศษ ซึ่งทีมต้องการนำมาเป็นซัพพอร์ตตำแหน่งนายทวารของทีมแทน เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ที่เพิ่งย้ายออกไป 

 

  • แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: หลังจากที่ถอนตัวจากการขอซื้อ จาดอน ซานโช จากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ติดปัญหาเรื่องราคาที่สูงเกินไปนั้น ทาง ESPN รายงานว่า ตอนนี้แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังพิจารณาหาริมเส้นคนอื่นๆ เพื่อมาเติมเต็มความสดในแผงแนวรุกของทีม เบื้องต้นมี 3 รายชื่อถูกลือออกมา ได้แก่ อิวาน เปริซิช ปีกทีมชาติโครเอเชีย ของอินเตอร์ มิลาน วัย 31 ปี, คิงสลีย์ โกม็อง ปีกทีมชาติฝรั่งเศสของบาเยิร์น มิวนิก วัย 24 ปี และ ดักลาส คอสตา ปีกชาวบราซิลวัย 30 ปีจากยูเวนตุส

 

  • บาส ดอสต์: หน้าเป้าของ ไอน์ทรัก แฟรงก์เฟิร์ต วัย 31 ปี ตกเป็นข่าวกับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันว่า โชเซ มูรินโญ กำลังมองหากองหน้ามีประสบการณ์มาช่วย แฮร์รี เคน ที่เป็นตัวหลักอยู่ในเวลานี้

 

  • แคลลัม ฮัดสัน-โอดอย: ปีกดาวรุ่งชาวอังกฤษของเชลซีวัย 19 ปี กลับมาเป็นที่สนใจของ บาเยิร์น มิวนิก อีกครั้ง หลังนักเตะส่อแววว่าจะยังไม่ได้รับโอกาสลงเล่นมากนักในฤดูกาลนี้ และนอกจากเหนือจากเสือใต้แล้ว ยังมีทีมอย่าง แอร์เบ ไลป์ซิก และ ยูเวนตุส ก็ให้ความสนใจโอดอยอยู่เหมือนกัน

 

  • เอดิน เซโก: กองหน้ามากประสบการณ์วัย 34 ปี ของโรมา ตกเป็นข่าวอย่างหนักเกี่ยวกับการย้ายไปร่วมทัพยูเวนตุส โดยคาดว่าเบียงโคเนรีจะจ่ายค่าตัวให้ที่ 15 ล้านยูโร ตามรายงานของ ฟาบริซิโอ โรมาโน

 

  • เจงกิซ อุนเดอร์: แนวรุกดีกรีทีมชาติตุรกีวัย 23 ปี จากโรมา ใกล้ย้ายมาเสริมคมเขี้ยวให้ทัพจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ แล้ว และน่าจะมาในรูปแบบสัญายืมตัวก่อน 1 ฤดูกาล พ่วงด้วยออปชันซื้อขาดในราคา 28 ล้านยูโร

 

  • ลูคัส ตอร์เรยรา: กองกลางของอาร์เซนอล ที่ก่อนหน้านี้มีความคลุมเครือเรื่องอนาคตค้าแข้งของตัวเอง กระทั่งล่าสุดตกเป็นข่าวว่า 3 ทีมดังจากเซเรีย อา อิตาลี อย่าง ฟิออเรนตินา, โตริโน และล่าสุดมี เอซี มิลาน อยู่ในลิสต์ทีมที่ความสนใจในกองกลางวัย 24 ปี ซึ่งอาร์เซนอลก็พร้อมขายหากได้ราคาที่สมน้ำสมเนื้อเช่นกัน

 

  • เจมส์ ทาร์คอฟสกี: ปราการหลังวัย 27 ปี ของเบิร์นลีย์ ตกเป็นเป้าหมายในการเสริมทัพของ เลสเตอร์ ซิตี้ และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งรายหลังมีรายงานจาก Sky Sports ว่าทัพขุนค้อนได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อที่ 31 ล้านปอนด์ แต่ถูกเบิร์นลีย์ปัดตกไป เพราะตัวนักเตะมีพันธะเรื่องค่าฉีกสัญญาที่ทำให้มีค่าตัวสูงร่วม 50 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

 

  • บาร์เซโลนา: กำลังให้ความสนใจในตัวผู้เล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟวัย 19 ปี ของแมนฯ ซิตี้ อย่าง เอริค การ์เซีย ซึ่งต้องตามข่าวกันต่อว่า บาร์ซาจะมีการยื่นข้อเสนอจริงหรือไม่

 

  • เชลซี: กำลังปล่อยตัวสองผู้เล่นวิงแบ็กที่ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด อย่าง เอเมอร์สัน พัลมิเอรี ที่ได้รับความสนใจจากอินเตอร์ รวมถึงทีมร่วมลีก เวสต์แฮม ขณะที่ ดาวิเด ซัปปาคอสตา เตรียมย้ายไปร่วมทัพกับ เจนัว ที่น่าจะไปในสัญญายืมตัว พร้อมออปชันซื้อขาด

 

  • โฮเซ คิเมเนซ: กองหลังจอมแกร่งวัย 25 ปี ของแอตเลติโก มาดริด ตกเป็นเป้าหมายใหม่ในการเสริมทัพของ แมนฯ ซิตี้ หลังจากทัพเรือใบสีฟ้าส่อแววถอนตัวจากดีล คาลิดู คูลิบาลี โดย อาส สื่อของสเปน รายงานว่าแมนฯ ซิตี้ จะยื่นขอซื้อด้วยเม็ดเงินกว่า 89 ล้านยูโร 

 

  • อาร์คาดิอุสซ์ มิลิก: กองหน้าของนาโปลี ที่ชัดเจนว่าไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของ เจนนาโร กัตตูโซ โดย ฟาบริซิโอ โรมาโน ระบุว่า สถานีต่อไปของดาวยิงวัย 26 ปี ไม่ใช่ทีมอื่นไกลที่ไหน หากแต่เป็นโรมา ซึ่งคาดว่าจะเซ็นสัญญากันยาวถึง 5 ปี เลยทีเดียว

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

 

 

 

The post สเปอร์ใกล้ได้ตัว เบล-เรกีลอน, ลิเวอร์พูลตกลงซื้อ อัลกันตารา, ดีล ซัวเรซ ย้ายซบยูเวนตุส มีอุปสรรค:สรุปข่าวตลาดซื้อ-ขายนักเตะ appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

หมอทศพร หอบลูกตะกร้อแปะภาพ 3 ป. ทำกิจกรรมเล่นกีฬาที่สนามหลวงตามนัด

The Standard - Fri, 09/18/2020 - 18:55

หลังจากที่วานนี้ (17 กันยายน) นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ในวันนี้ (18 กันยายน) ตนจะเดินทางไปทำกิจกรรม ‘เตะตะกร้อสนามหลวง ทวงคืนธรรมศาสตร์ เยี่ยมแม่โดม ชมเจ้าพระยา’ โดยเริ่มต้นในเวลา 16.00 น. ที่ท้องสนามหลวง 

 

ล่าสุด นพ.ทศพร ได้นำประชาชนมาทำกิจกรรมตามนัดที่ท้องสนามหลวง โดยนำลูกตะกร้อมา 5 ใบ ขณะที่ลูกตะกร้อ 4 ใบได้มีการติดภาพที่พี่น้อง 3 ป. ได้แก่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี, พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และลูกตะกร้ออีกใบติดภาพของ ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

 

จากนั้น นพ.ทศพร ได้เตะตะกร้อร่วมกับกลุ่มภาคีศาลายา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มาสมทบ รวมถึงมีประชาชนยืนเชียร์รอบข้าง โดยมีการร้องเพลง Do You Hear the People Sing? เวอร์ชันภาษาไทยในระหว่างการเตะตะกร้ออีกด้วย

 

 

 

The post หมอทศพร หอบลูกตะกร้อแปะภาพ 3 ป. ทำกิจกรรมเล่นกีฬาที่สนามหลวงตามนัด appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

#IAMTYPE_H ดูหนังมาราธอน 5 โปรแกรม 5 รสชาติ 56 เรื่อง ที่ House Samyan ตั้งแต่ 24-29 กันยายนนี้

The Standard - Fri, 09/18/2020 - 18:43

ถือเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่คอภาพยนตร์ทุกคนไม่ควรพลาดสำหรับ #IAMTYPE_H โปรแกรมฉายภาพยนตร์มาราธอนที่อัดแน่นไปด้วยผลงานคุณภาพทั้งเก่าและใหม่ตลอด 6 วัน 5 โปรแกรม 56 เรื่อง ณ โรงภาพยนตร์ House Samyan ตั้งแต่วันที่ 24-29 กันยายนนี้

 

โดยโปรเจกต์ #IAMTYPE_H ถูกแบ่งออกเป็น 5 โปรแกรม 5 รสชาติ ที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อเหล่าคอภาพยนตร์ทั้ง 5 สไตล์

 

เริ่มต้นกันที่ HURT โปรแกรมที่รวบรวม 14 ภาพยนตร์สุดซึ้งที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนในยามที่คุณโศกเศร้า ได้แก่ The Letter จดหมายรัก (2004), Love, Rosie (2014), The Perks of Being a Wallflower (2012), The Last Five Years (2014), The 100th Love with You (2017), Sky of Love (2007), Dew ดิว ไปด้วยกันนะ (2019), Begin Again (2013), More Than Blue (2018), Song One (2014), Me Before You (2016), Lost In Blue (2016), Love You Forever (2019) และ Love At Second Sight (2019)

 

HITS โปรแกรมที่รวบรวม 14 ภาพยนตร์ที่เปรียบเสมือนดาวค้างฟ้าแห่งวงการ ได้แก่ La La Land (2016), Green Book (2018), สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก (2010), Call Me By Your Name (2017), Blade Runner 2049 (2017), Crazy Rich Asians (2018), Oasis Supersonic (2016), We Are X (2016), Gravity (2013), Interstellar (2014), Batman Begins (2005), The Dark Knight (2008), The Dark Knight Rises (2012) และ Memento (2000)

 

HEAL โปรแกรมที่รวบรวม 9 ภาพยนตร์ที่จะมาเติมเต็มพลังบวกให้กับจิตใจของคุณ ได้แก่ A Monster Calls (2016), The Lunchbox (2013), Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ (2012), เกรียน ฟิคชั่น (2013), The Intern (2015), Mirai (2018), Proud of Me (2018), If Beale Street Could Talk (2018), A Beautiful Day in the Neighborhood (2019)

 

HIP โปรแกรมที่รวบรวม 11 ภาพยนตร์สุดฮิปสำหรับคนชิคๆ ได้แก่ One Cut of the Dead (2017), Special Actors (2019), Bakuman (2015), Whiplash (2014), Predestination (2014), Baby Driver (2017), When a Wolf Falls in Love with a Sheep (2012), Pawn Sacrifice (2014), Lady Bird (2017), หน่าฮ่าน (2019) และ Fake โกหกทั้งเพ (2003)

 

HEY! โปรแกรมที่รวบรวม 8 ภาพยนตร์สุดมันที่จะทำให้คุณต้อง เฮ้ย! กลางโรง ได้แก่ Sicario (2015), Sicario: Day of Soldado (2018), In the Heart of the Sea (2015), The Impossible (2004), Marrowbone (2017), The Babadook (2014), The Lobster (2015) และ The Woman Who Ran (2020)

 

อีกหนึ่งความพิเศษสำหรับโปรเจกต์ในครั้งนี้ คือการนำภาพยนตร์ไทยสุดคลาสสิกกลับมาฉายในระบบฟิล์ม 35 มม. ให้เราได้ชมกันอีกครั้ง เช่น Fake โกหกทั้งเพ (2003) และ เกรียน ฟิคชั่น (2013) โดย จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ ผู้บริหารโรงภาพยนตร์ House ได้กล่าวถึงความพิเศษของการนำภาพยนตร์สุดคลาสสิกกลับมาฉายด้วยระบบฟิล์ม 35 มม. ว่า

 

“โรงภาพยนตร์ House ของเราแรกเริ่มมีเครื่องฉาย 35 มม. เพื่อรองรับการฉายภาพยนตร์ในยุคแรกๆ ที่เราเริ่มเปิดทำการ เมื่อครั้งที่กำลังจะย้ายออกจาก RCA เราก็เกือบจะปล่อยให้เป็นอนุสรณ์ที่นั่นแล้ว แต่เราก็ยังอยากรักษาเอาไว้ เราจึงแก้แปลนของที่นี่ เพื่อนำเครื่องฉายฟิล์มมาอยู่ด้วยกัน เพราะการดูภาพยนตร์ด้วยระบบฟิล์มเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่หาได้ยากในยุคนี้”

 

สำหรับค่าบัตรราคา 160 บาททุกที่นั่ง โดยสมาชิก House Samyan ราคา 111 บาททุกที่นั่ง โดยโปรเจกต์ #IAMTYPE_H จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24-29 กันยายนนี้ ณ โรงภาพยนตร์ House Samyan เท่านั้น

 

สามารถติดตามตารางฉายทั้งหมดได้ผ่านทาง

https://www.facebook.com/housesamyan/posts/10158223506670804

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post #IAMTYPE_H ดูหนังมาราธอน 5 โปรแกรม 5 รสชาติ 56 เรื่อง ที่ House Samyan ตั้งแต่ 24-29 กันยายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

มติเอกฉันท์ อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง ‘บอส อยู่วิทยา’ 2 ข้อหา เร่งตำรวจนำตัวมาส่งศาล

The Standard - Fri, 09/18/2020 - 18:37

วันนี้ (18 กันยายน) อิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีคำสั่งไม่ฟ้อง บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ผู้ต้องหาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้แถลงผลความคืบหน้าการตรวจสอบว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากที่อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ไปสอบสวนเพิ่มเติมในหลายประเด็นเกี่ยวกับคดีนี้ กระทั่งวันที่ 31 สิงหาคมและวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนส่งผลการสอบสวนกลับมาแล้ว คณะทำงานมีมติเอกฉันท์ควรสั่งฟ้องบอสในข้อหาเสพโคเคน หลังพบสารหลายชนิดในร่างกายที่เชื่อได้ว่ามีการเสพโคเคนจริง โดยข้อหานี้เป็นข้อหาใหม่ที่ยังไม่เคยมีการแจ้ง 

 

ขณะเดียวกันมีความเห็นสั่งฟ้องบอสในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายด้วย โดยประเด็นนี้อ้างอิงจากพยานหลักฐานใหม่ เป็นพยาน 2 ปากที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนคดี คือคำให้การของ สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยลงพื้นที่เกิดเหตุตั้งแต่วันเกิดเหตุเพื่อคำนวณความเร็วรถยนต์ของบอส และสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความเร็วรถ ทั้งสองคนให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าบอสขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยสธนให้ความเห็นว่ารถมีความเร็ว 160-190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถให้ความเห็นว่ารถมีความเร็ว 110-145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

สำหรับข้อหาเสพโคเคน คดีจะหมดอายุความในวันที่ 3 กันยายน 2565 และคดีขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดีจะหมดอายุความในวันที่ 3 กันยายน 2570  

 

หลังจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องประสานไปยังประเทศต้นทางที่มีหลักฐานระบุว่าบอสไปพำนักอยู่ เพื่อให้ส่งผู้ร้ายข้ามเเดนกลับมาส่งฟ้องตามขั้นตอนต่อไป

 

ทั้งนี้ ยังยืนยันว่าคณะทำงานพิสูจน์เเละพิจารณาสั่งฟ้องไปตามพยานหลักฐานไม่เกี่ยวกับเเรงกดดันหรือความเห็นของบุคคลใด เนื่องจากทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมายที่พึงกระทำได้

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post มติเอกฉันท์ อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง ‘บอส อยู่วิทยา’ 2 ข้อหา เร่งตำรวจนำตัวมาส่งศาล appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

6 อดีต กสม. แถลงการณ์ ขอทุกฝ่ายเคารพการแสดงออกอย่างสันติของประชาชน คุ้มครองผู้ชุมนุม 19 ก.ย.

The Standard - Fri, 09/18/2020 - 18:28

วันนี้ (18 กันยายน) อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รวม 6 คน ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ขอให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิในการแสดงออกอย่างสันติของประชาชนและให้ความคุ้มครองผู้ชุมนุมทุกคน โดยมีรายละเอียดระบุว่า 

 

ในฐานะผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนที่เฝ้าติดตามสถานการณ์การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกอย่างสันติของประชาชน เพื่อเรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม และการยุติการคุกคามประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ นับตั้งแต่การชุมนุมวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ถึงล่าสุดที่ผู้ชุมนุมได้ประกาศการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 19 กันยายน 2563 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พวกข้าพเจ้าตามรายชื่อแนบท้ายรู้สึกกังวลและห่วงใยต่อสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่การเผชิญหน้ากัน เนื่องจากรัฐบาลไม่มีท่าทีชัดเจนในการพิจารณาข้อเสนอของกลุ่มนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชน ในขณะเดียวกันพบว่ามีการใช้กฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมและผู้เห็นต่างทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น

 

เราเห็นว่าเห็นว่าสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ รวมถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิที่เกี่ยวข้องกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย และหลักการสำคัญในการคุ้มครองการชุมนุมคือการรักษาชีวิตและความปลอดภัยของบุคคลทุกคนในที่ชุมนุม ซึ่งการชุมนุมในปัจจุบันถือเป็นการเคลื่อนไหวในมิติใหม่ของเยาวชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนที่มิได้เกิดเฉพาะในประเทศไทย หากแต่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความท้าทายของคนรุ่นใหม่ต่อค่านิยมเชิงสังคมและวัฒนธรรมของคนรุ่นก่อน ซึ่งหากบรรดาผู้ใหญ่ไม่เข้าใจหรือแสดงท่าทีต่อต้านก็เท่ากับเป็นการทำลายคุณค่าอนาคตของสังคมไทย

 

นอกจากนั้นสถาบันการศึกษาจะต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุม และเพื่อป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีที่อาจสร้างสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงไม่ควรผลักไสให้ประชาชนออกไปอยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอันตราย เพราะจะแสดงถึงความไม่รับผิดชอบของสถาบันการศึกษาในการคุ้มครองนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชน ซึ่งแม้จะเป็นผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาล แต่ทุกเสียงของประชาชนมีความสำคัญที่ต้องถูกรับฟัง


เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น พวกข้าพเจ้าตามรายชื่อแนบท้ายจึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

 

1. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรหารือกับผู้จัดการชุมนุมและหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเพื่อหาทางออกร่วมกันในการคุ้มครองผู้ชุมนุม และป้องกันการสร้างสถานการณ์จากผู้ไม่หวังดีที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรง 


2. ขอให้รัฐบาลใช้หลักรัฐศาสตร์ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งแทนการใช้กฎหมายเพื่อคุกคามการใช้สิทธิเสรีภาพของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่เห็นต่างจากรัฐ โดยเฉพาะการตั้งข้อกล่าวหาร้ายแรงและไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำของผู้ชุมนุม


3. รัฐสภาควรให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม ตามที่ผู้แทนประชาชนได้แสดงเจตจำนงในการจะยื่นรายชื่อประชาชนกว่า 50,000 รายชื่อต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 22 กันยายน 2563


4. รัฐบาลควรปฏิบัติตามความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนประจำกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (CCPR) ฉบับที่ 37 ตามข้อบทที่ 21 สิทธิในการชุมนุมโดยสงบขององค์การสหประชาชาติ (ICCPR) มาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุม เช่น รัฐไม่ควรจะกล่าวอ้าง ‘ความสงบเรียบร้อย’ ซึ่งเป็นคำที่มีความคลุมเครือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการจำกัดสิทธิในการชุมนุมโดยสงบอย่างกว้างขวาง และการห้ามก่อ ‘ความไม่สงบเรียบร้อย’ (Public Disorder) ภายใต้กฎหมายภายในประเทศ ไม่ควรถูกใช้โดยมิชอบเพื่อจำกัดการชุมนุมโดยสงบ (ข้อ 44) 

 

การอ้างเหตุแห่งการจำกัดสิทธิเพื่อการคุ้มครอง ‘ด้านสาธารณสุข’ มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย แต่เหตุดังกล่าวสามารถถูกใช้ในกรณีที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ และการชุมนุมรวมกลุ่มกันอาจก่อให้เกิดอันตราย การจำกัดสิทธิด้วยเหตุนี้อาจยกขึ้นมาใช้ได้ในกรณีที่ร้ายแรงอย่างมากเมื่อสถานการณ์ด้านสุขอนามัยในระหว่างการชุมนุมอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพต่อสาธารณชนหรือต่อตัวผู้ชุมนุมเอง (ข้อ 45)

 

การใช้เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบในการชุมนุมจะต้องกระทำเมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์อันจำเป็น และเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวจะต้องมิใช่ผู้ก่อให้เกิดความรุนแรง ก่อนที่จะมีการตรวจค้นหรือจับกุมใดๆ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวจะต้องแสดงตนต่อผู้เกี่ยวข้อง (ข้อ 92) 

 

ด้วยความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น พวกข้าพเจ้าหวังอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันหาทางออก โดยทุกเสียงของประชาชนจะต้องถูกรับฟัง และรัฐบาลควรตระหนักถึงการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองด้วยความยืดหยุ่น ผ่อนปรน และยึดหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองของประเทศไทยที่เกิดจากประชาชนมีส่วนร่วมในการช่วยกันคิด ช่วยกันสร้าง และพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทยต่อไป

 

1. วสันต์ พานิช
2. สุนี ไชยรส
3. นัยนา สุภาพึ่ง
4. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ
5. เตือนใจ ดีเทศน์
6. อังคณา นีละไพจิตร

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post 6 อดีต กสม. แถลงการณ์ ขอทุกฝ่ายเคารพการแสดงออกอย่างสันติของประชาชน คุ้มครองผู้ชุมนุม 19 ก.ย. appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

เอสซีบี อบาคัส เปิดตัว “เงินทันเด้อ” สินเชื่อออนไลน์ตอบโจทย์คนต้องการตั้งตัว

ThaiPublica - Fri, 09/18/2020 - 17:52

ข่าวประชาสัมพันธ์

เอสซีบี อบาคัส ชี้สินเชื่อออนไลน์จะกลายเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการรายย่อย เมื่อต้องการเงินทุนหมุนเวียนฉุกเฉิน ด้วยจุดเด่น ปลอดภัย และเป็นธรรม พร้อมแนะนำ “เงินทันเด้อ” สินเชื่อออนไลน์รูปแบบใหม่ที่ใช้พลัง AI และ Alternative Data ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อยในยุคนี้ได้ทันเวลา ภายในงาน Bangkok FinTech Fair 2020

นางสาวอรุณรัตน์ แสงอลังการ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด บริษัทในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ให้มุมมองในงาน Bangkok FinTech Fair 2020 ในหัวข้อ “เสริมสภาพคล่องธุรกิจด้วย FinTech: พบทางเลือกใหม่ในการเสริมสภาพคล่องให้ประชาชนและธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ในช่วงโควิด เห็นชัดเจนเลยว่าผู้ประกอบการรายย่อยมีความต้องการเสริมสภาพคล่อง เพื่อประคับประคองธุรกิจ ดังนั้น เงินทุนหมุนเวียนฉุกเฉิน ที่ต้องใช้เงินเร่งด่วนภายในไม่กี่วัน จึงเป็นตัวเลือกสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อย อย่างไรก็ตาม ด้วยกระบวนการขออนุมัติสินเชื่อตามปกติใช้เวลาค่อนข้างนาน จึงอาจจะไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ทำให้หลายๆ ครั้ง ผู้ประกอบการเหล่านั้นจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบแทน ซึ่งมีดอกเบี้ยที่แพง ไม่เป็นธรรม และไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ ปัญหาอีกประการของผู้ประกอบการขนาดเล็กในการไปติดต่อขอสินเชื่อที่สาขาธนาคาร คือ ระยะเวลาการรอคิว ยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด ผู้ประกอบการรายย่อยต้องการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปดูแลธุรกิจ ไม่ต้องการเสียเวลาในการรอคิวเพื่อทำธุรกรรม

จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการออกแบบและพัฒนาสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะ ภายใต้ชื่อ “เงินทันเด้อ” สินเชื่อตั้งต้นสำหรับคนต้องการตั้งตัว ด้วยการใช้เทคโนโลยี AI กับ Alternative Data มาใช้ในการประมวลผลและอนุมัติสินเชื่อได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นสินเชื่อถูกกฎหมายภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยผู้กู้ยื่นกู้รู้ผลใน 15 นาที ทำสัญญาและรับเงินใน 24 ชม. ภายใต้วงเงินการขอสินเชื่อ 3,000 –50,000 บาท ระยะเวลาผ่อนนานสูงสุด 12 เดือน โดยไม่ต้องมีคนค้ำประกัน และอัตราดอกเบี้ยของเงินทันเด้ออยู่ที่ 2.75% ต่อเดือน ตัวอย่าง หากมีความประสงค์จะกู้เงิน 10,000 บาท ผู้กู้จะต้องผ่อนต่อเดือนอยู่ที่ราว 990 บาท เป็นระยะเวลา 12 เดือน เท่านั้น โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการยื่นขอสินเชื่อใดๆ เพิ่มเติม

นางสาวอรุณรัตน์ กล่าวว่า สินเชื่อออนไลน์ จะเป็นสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่เข้ามาแก้ปัญหาให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา และยังช่วยเพิ่ม Financial Inclusion ให้ลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากยิ่งขึ้น และด้วยภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้น “เงินทันเด้อ” จึงมีความโปร่งใส ไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝงใดๆ เชื่อถือได้ มีความปลอดภัย นอกจากนั้น ลูกค้ายังสามารถโปะปิดเมื่อไหร่ก็ได้ตามความต้องการ โดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติม ซึ่งเป็นความตั้งใจของเอสซีบี อบาคัส ที่นอกจากจะใช้ AI ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว ยังยึดประโยชน์ของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง จึงทำให้ “เงินทันเด้อ”เป็นสินเชื่อที่ถูกออกแบบมาให้มีระยะเวลาผ่อนที่ยืดหยุ่น ตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน

“ลูกค้าสามารถดาวน์โหลด แอพพลิเคชั่น เงินทันเด้อ จาก google play store ในระบบ Android แล้วสามารถกดกู้จากที่บ้านได้เลย โดยปัจจุบันมีผู้ดาวน์โหลด เงินทันเด้อ มากกว่า 1.5 ล้านดาวน์โหลด ด้วยข้อดีที่ผู้กู้ทราบผลการสมัครเลย ภายใน 15 นาที และหากคำขอสินเชื่อได้รับการอนุมัติ ก็จะได้รับเงินเลยทันทีเช่นกัน ภายในเวลาไม่เกิน 24 ชม. ซึ่งตรงนี้จึงน่าจะตอบโจทย์ผู้ประกอบการหลายๆ ท่านที่อาจจะต้องการเงินหมุนฉุกเฉินแบบเร่งด่วนมากๆ และต้องการความง่าย ไม่ยุ่งยากในการสมัคร” นางสาวอรุณรัตน์ กล่าว

Categories: New Media

มูลนิธิกรุงศรี มอบทุนการศึกษา “วันเยาวชนแห่งชาติ”

ThaiPublica - Fri, 09/18/2020 - 17:16

ข่าวประชาสัมพันธ์

มูลนิธิกรุงศรี มอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาส “วันเยาวชนแห่งชาติ”

กรุงเทพฯ (18 กันยายน 2563) – นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มอบทุนการศึกษาจำนวน 15 ทุน แก่เยาวชนในความดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านมหาเมฆ ที่มีผลการเรียนและความประพฤติดี เนื่องในโอกาส “วันเยาวชนแห่งชาติ” ประจำปี 2563 เพื่อสนับสนุนเยาวชนให้มีโอกาสได้รับการศึกษาจนสำเร็จระดับชั้นอุดมศึกษา ทั้งนี้ กรุงศรีได้ดำเนินการมอบทุนการศึกษาดังกล่าวต่อเนื่องเป็นปีที่ 35 ปี โดยมีเยาวชนที่ได้รับทุนการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 525 คน การมอบทุนในครั้งนี้จัดขึ้น ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ถนนพระราม 3

Categories: New Media

อีอีซี จับมือมิตซูบิชิฯ-ม.บูรพา ตั้ง “EEC Automation Park” พัฒนาบุคลากรไทย

ThaiPublica - Fri, 09/18/2020 - 16:43

อีอีซี จับมือมิตซูบิชิ อีเล็คทริค-ม.บูรพา ตั้ง “EEC Automation Park” พัฒนาบุคลากรไทย ด้านหุ่นยนต์ – ออโตเมชั่น รองรับอุตสาหกรรม 4.0

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2563 ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) , ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา และ นายวิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการบริหาร บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด แถลงข่าวความร่วมมือในการจัดตั้งเครือข่าย “EEC Automation Park” ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ และพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวระหว่างการแถลงข่าวความร่วมมือการพัฒนากำลังคนและถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ผ่านเครือข่าย EEC Automation Park (อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค) ณ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรีว่า อีอีซี ได้รับความร่วมมือจากประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในการพัฒนาบุคลากรและถ่ายทอดเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมออโตเมชั่น ที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย จึงจัดตั้ง EEC Automation Park ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อการศึกษาในพื้นที่อีอีซี เพราะการที่จะพัฒนาประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดดได้ สิ่งสำคัญคือ เรื่องของการเพิ่มศักยภาพให้กับบุคลากร และสร้างฐานความรู้ใหม่ ไม่ใช่แค่การลงทุนด้านเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว

ปัจจุบันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในหลายภาคธุรกิจ ความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่นในครั้งนี้ จะช่วยต่อยอดและเพิ่มศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมของไทยเพื่อก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

“ EEC Automation Park จะมาช่วยสนับสนุนการพัฒนากำลังคนในพื้นที่อีอีซีให้ตรงจุด เป็นการเรื่มต้นที่ดีของการสร้างเครือข่าย และที่น่าสนใจคือ ไม่เพียงแต่นักศึกษาที่จะได้เรียนรู้เรื่องระบบ Automation เท่านั้น ผู้ประกอบการทั่วไปก็สามารถมาเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะเรื่องระบบ Automation ได้ เพราะในอนาคตต้องยอมรับว่า อุตสาหกรรม 4.0 ต้องอาศัยคนที่มีความสามารถ มีทักษะเฉพาะทาง ” ดร.คณิศ กล่าว

ส่วนผลการดำเนินงานของ EEC ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ดร.คณิศ กล่าวว่า ปัจจุบันมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ยืนยันว่าจะเข้ามาลงทุนในเขตพื้นที่ EEC แล้วประมาณ 900,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 55% ของวงเงินลงทุน 1.7 ล้านล้านบาท (ปี 2561 -2565) ซึ่งในจำนวนนี้แบ่งเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 500,000-600,000 ล้านบาท และอีกส่วนเป็นโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในปี 2561 และปี 2562 รวมกว่า 300,000 ล้านบาท

“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราได้รับการยืนยันจากผู้ประกอบการว่าจะเข้ามาลงทุนใน EEC อย่างแน่นอนแล้วประมาณ 55% ส่วนที่เหลืออีก 45% ก็มีท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 , โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ) ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งโครงการนี้ถูกบรรจุอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทแล้ว และยังมีการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก 300,000 ล้านบาท อย่าลืมว่าว่าในจำนวนนี้เป็นโครงการเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว 160,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นโครงการลงทุนใหม่ ซึ่งเราตั้งเป้าที่จะดึงดูดเม็ดเงินใหม่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ให้ได้ปีละ 100,000 ล้านบาท ถามว่าการแพร่ระบาดของโควิดฯมีผลกระทบต่อเป้าหมาย 1.7 ล้านล้านบาทของเราหรือไม่ ยืนยันว่าไม่มี เป้าหมายยังคงเดิม แต่ระยะเวลาในการดำเนินงาน อาจต้องเลื่อนออกไปจนกว่าสถานการณ์โควิดฯจะคลี่คลาย”ดร.คณิศ กล่าว

นายวิเชียร งานสุขเกษมศรี กรรมการบริหาร บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

ด้านนายวิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับจากจุดเริ่มต้นในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562 ที่ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด โดยความเห็นชอบจากบริษัท Mitsubishi Electric Corporation ประเทศญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยบูรพา ในการเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตโดยใช้หุ่นยนต์ และระบบออโตเมชั่นผ่านเครือข่าย “EEC Automation Park” เพื่อให้พร้อมรองรับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย เพราะเรามีความเห็นตรงกันว่า พื้นที่อาเซียน คือฐานการผลิตและเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่สำคัญของประเทศ ซึ่งปัจจุบันหลาย ๆ พื้นที่ในอาเซียนมีการปฏิรูปอุตสาหกรรม ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทย อีกทั้งยังเป็นการยกระดับการผลิตให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 และเนื่องจากมิตซูบิชิ อีเล็คทริค เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Factory Automation มีความพร้อมทางด้านอุปกรณ์ ความรู้ และยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตรอีกด้วย โครงการนี้จึงริเริ่มขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งทางด้าน upskills และ reskills โดยดำเนินการจัดการสัมมนา (Training Network) เพื่อถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านออโตเมชั่นและหุ่นยนต์

“ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้านนี้อยู่เป็นจำนวนมาก บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริคจึงมอบชุดสาธิตระบบอัตโนมัติการผลิต (Model Line of Smart Factory) เพื่อนำมาติดตั้งเป็นโมเดลไลน์ โรงงานอัจฉริยะภายใต้คอนเซ็ปต์ e-Factory ที่มีเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงในระดับการจัดการตามแนวทางปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเป็นชุดจำลองแต่สามารถใช้งานได้จริง เพื่อให้ผู้มาอบรมได้เห็นกระบวนการทำงานของระบบอัตโนมัติ หรือออโตเมชั่นในภาพรวมทั้งกระบวนการ มีห้องปฏิบัติการ และชุดฝึก เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้ทดลองปฏิบัติจริงด้วย เสมือนเป็นการจำลองโรงงานมาไว้ในห้องเรียน และโครงการนี้คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท”นายวิเชียร กล่าว

ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา

ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีความต้องการบุคลากรมากถึง 37,526 อัตรา หลายกิจกรรมใน Automation Park ล้วนตอบโจทย์การพัฒนากำลังคน นวัตกรรม การเรียนรู้ ในเขตพื้นที่ EEC แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก คือ1.ศูนย์จัดการเรียนรู้ (Learning Center ) จะมีชุดสาธิตระบบอัตโนมัติเป็นการจำลองระบบสายการผลิตที่ผสมผสานการนำเทคโนโลยีด้านระบบอัตโนมัติโรงงานและระบบเทคโนโลยีด้านสารสนเทศเข้าไว้ด้วยกัน 2. ศูนย์ฝึกอบรม (Training Center ) จะมีกิจกรรมการอบรมที่เป็นหลักสูตรระยะสั้น มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้เทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 เป็นหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและ 3. ศูนย์พื้นที่ความร่วมมือ (Co-working Space) จะเปิดให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและอื่น ๆ เข้ามาใช้เพื่อประกอบกิจกรรม เช่น การเจรจาทางธุรกิจ เป็นต้น

Categories: New Media

วิกฤติที่รอปะทุ คาดธุรกิจขาดสภาพคล่อง 2.3 ล้านล้าน แรงงาน 11 ล้านคนอาจถูกลดเงินเดือน

ThaiPublica - Fri, 09/18/2020 - 16:40

วิจัยกรุงศรีเผยแพร่ Monthly Bulletin ประจำเดือนกันยายน สรุปภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มทั่วโลกรวมทั้งเศรษฐกิจไทย

รายงานระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงประสบกับความยากลำบาก โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวช้าสะท้อนว่า ได้ผ่านพ้นระยะการฟื้นตัวแบบง่ายไปแล้ว ส่วนแนวโน้มระยะต่อไปขึ้นอยู่กับการเลือกตั้ง และความสัมพันธ์กับจีนที่ค่อนข้างตึงเครียด ทางด้านยุโรป กิจกรรมเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นในเดือนสิงหาคมแม้มีการพักงานพนักงาน และคาดว่าธนาคารกลางสหภาพยุโรปจะไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปีนี้เพราะภาพรวมเศรษฐกิจแย่น้อยกว่าที่คาด

สำหรับจีน การฟื้นตัวต่อเนื่อง ภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ภาคการผลิตยังคงดีขึ้น ความเสี่ยงในภาคการเงินลดลง แต่มีความไม่แน่นอนในภาคต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ญี่ปุ่น การระบาดรอบสองของโควิดให้ผลกระทบในวงจำกัด เนื่องจากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การฟื้นตัวยังช้า ขณะที่ผู้นำคนใหม่ให้คำมั่นว่ายังคงใช้นโยบายกระตุ้นต่อไป

ไทยเผชิญรอยแผลวิกฤติการณ์และความเสี่ยงใหม่

สำหรับประเทศไทยกำลังเผชิญกับรอยแผลของวิกฤติการณ์และมีความเสี่ยงใหม่เกิดขึ้น

เดือนกรกฎาคมการบริโภคภาคเอกชนลดลงเล็กน้อย 0.1% เท่านั้น เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากการผ่อนคลายล็อกดาวน์ ส่วนวันหยุดชดเชยสงกรานต์ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายแต่ไม่ได้ทำให้การฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนภาคเอกชนลดลง 12.8% และความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจดีขึ้นแต่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนการระบาด

การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังหดตัวในเลขสองหลักแม้ส่วนหนึ่งดีขึ้น การระบาดยังคงมีผลต่อความต้องการและการผลิตสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ ยางพารา พลาสติก และปิโตรเลียม แต่การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้าปรับตัวดีขึ้น

การส่งออกยังคงหดตัวเล็กน้อย การนำเข้าที่ลดลงสะท้อนความต้องการที่ชะลอตัวและแนวโน้มการส่งออกที่ไม่สดใส ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดทั้งปียังเป็นศูนย์ นอกจากนี้ การระบาดของโควิดยังทิ้งแผลเป็นให้กับตลาดแรงงาน จำนวนคนที่ถูกออกจากงานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม วิจัยกรุงศรีประเมินว่า 1 ใน 3 ของแรงงานในระบบจะถูกลดเงินเดือน หรือถูกออกจากงาน

นโยบายเศรษฐกิจที่ตอบสนองกับการระบาดยังคงล่าช้าและไม่เพียงพอ ช่วงการฟื้นตัวแบบง่ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว และการฟื้นตัวในระยะต่อไปจะยากกว่าเดิม เพราะ 1) การช่วยเหลือทางการเงินสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2) ความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมือวมีมากขึ้นจากการประท้วง และความล่าช้านในการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 3) ความเชื่อมั่นลดลงและเงินทุนไหลออก 4) การว่างงานเพิ่มขึ้นและความเสี่ยงเจอการระบาดรอบสอง

แม้แนวโน้มเศรษฐกิจยังไม่สดใสและเงินเฟ้อติดลบ แต่วิจัยกรุงศรีคาดว่า แบงก์ชาติจะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยอีกในระยะอันใกล้นี้ และประเมินว่า เศรษฐกิจครึ่งหลังของปีจะติดลบจากระยะเดียวกันของปีก่อน

หมายความว่า ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังคงต้องการสภาพคล่อง เครื่องมือนโยบายการเงิน และการดำเนินนโยบายการเงินครั้งต่อไปมีความเป็นไปได้ที่จะสนับสนุนแบบเจาะจงเป้าหมายมากขึ้น

ธุรกิจจ่อเข้าสู่วงจรอุบาทว์เหตุเชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม

การดำเนินงานของภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันจากอุปสงค์และอุปทาน (supply and demand shocks) ความเสียหายและความเชื่อมโยงจะทำให้เกิดวงจรอุบาทว์

การระบาดของไวรัสนำไปสู่แนวโน้มที่แย่ลงของเศรษฐกิจโดยรวม เพราะส่งผลกระทบต่อรายได้และการทำกำไรของภาคธุรกิจ คุณภาพสินทรัพย์ด้อยลง และภาคธุรกิจประสบความยากลำบากในการการหาเงินกู้ก้อนใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การขาดสภาพคล่อง และกดดันให้ต้องปิดกิจการ ยิ่งจะซ้ำเติมผลกระทบ และเกิดวงจรอุบาทว์ของการปิดกิจการ อันเป็นผลจากความเชื่อมโยงระหว่างกันของธุรกิจ

วิจัยกรุงศรีได้วิเคราะห์และประเมินจากแบบจำลองเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของธุรกิจในทุกภาคอุตสาหกรรม พบว่า

  • ธุรกิจมีความเชื่อมโยงทั้งในอุตสาหกรรมเดียวกันและข้ามอุตสาหกรรม
  • หากมีธุรกิจใดปิดกิจการลงก็จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของอีกธุรกิจหนึ่ง ซึ่งจะทำให้จำนวนธุรกิจที่ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการชำระหนี้สูงขึ้น เช่น การปิดกิจการร้านอาหารหนึ่งแห่ง จะมีผลต่อรายได้ของซัพพลายเออร์วัตถุดิบ และต่อเนื่องไปยังภาคเกษตรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงที่ธุรกิจในอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจนั้นจะปิดกิจการ

  • แต่ละภาคธุรกิจจะมีปัญหาสภาพคล่องที่แตกต่างกัน
  • ผลกระทบจึงอาจจะเป็นแบบถาวรกับบางธุรกิจ แต่สำหรับภาคธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาชั่วคราว การระบาดของโควิด-19 กระทบต่อรายได้และกำไร และธุรกิจส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ฐานะทางการเงินจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัว การฟื้นตัวของแต่ละภาคธุรกิจก็แตกต่างกัน และจะมีกลุ่มหนึ่งที่ปิดกิจการถาวร และจากข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่า บริษัทไทยส่วนใหญ่ไม่มีสินทรัพย์เพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งหมายถึงว่า กระแสเงินสดมีความเปราะบางต่อการรองรับ shocks

    วิจัยกรุงศรีประเมินว่าการระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจใน 6 ช่องทางในอนาคตอันใกล้นี้ โดยผลกระทบทันทีคือ 1) ความต้องการที่ลดลง 2) การขาดสินทรัพย์ 3) ไม่สามารถหาสินเชื่อใหม่ได้ 4) ภาระหนี้สูง ส่วนในระยะยาวคือ 5) พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปหลังโควิด 6) ขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำหรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่เหมาะกับความสามารถที่มี ขณะที่ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Cooperation and Development: OECD) เสนอแนะนโยบายทางเลือกหลายข้อ ซึ่งรวมถึงการพักชำระหนี้ การให้สินเชื่อแบบเจาะจงเป้าหมายแก่ธุรกิจ และการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ในตลาดการเงิน

    เมื่อเจาะลึกลงไปในระดับบริษัท พบว่ามี 143,414 บริษัท (30% จากทั้งหมด) อาจประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง

    จากการวิเคราะห์ของวิจัยกรุงศรีที่ครอบคลุม 473,324 บริษัทในประเทศจากข้อมูลที่มี พบว่า 143,414 บริษัท (30% จากทั้งหมด) อาจประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง หรือมีฐานะการเงินที่แย่ลงในปี 2021 โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มบันเทิงและสันทนาการ กลุ่มโรงแรม กลุ่มร้านอาหารและกลุ่มประมง ส่วนอีก 132,980 บริษัท (28% ของทั้งหมด)จะมีความเปราะบางและมีความเสี่ยง โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้นคือกลุ่มถ่านหิน กลุ่มสันทนาการ กลุ่มสิ่งทอ และกลุ่มเครื่องหนัง มีเพียง 32% ของ 154,318 บริษัทเท่านั้น ที่จัดว่ามีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและคาดว่าจะรอดพ้นจากวิกฤติโควิด-19

  • บริษัทที่ประสบปัญหาสภาพคล่องส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก
  • จากการวิเคราะห์พบว่า 143,403 บริษัทอาจจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยที่ 136,152 (95%) เป็นบริษัทขนาดเล็ก และส่วนใหญ่อยู่ในภาคค้าส่งและค้าปลีก ธุรกิจบริการ และอสังหาริมทรัพย์ ตามลำดับ ขณะเดียวกันบริษัทส่วนใหญ่ในภาคธุรกิจน้ำมันและก๊าซ รถยนต์ และโรงแรมเป็นบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลาง

    ธุรกิจต้องการเงิน 2.3 ล้านล้านบาทเพื่อให้อยู่รอดในปี 2021

    วิจัยกรุงศรีคาดว่า ภาคธุรกิจต้องการเงิน 2.3 ล้านล้านบาทเพื่อไปชำระหนี้ โดยเมื่อแยกเป็นรายอุตสาหกรรม ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกต้องการเงินรวมกัน 500,000 ล้านบาท ธุรกิจผลิตอาหารและดีลเลอร์แต่ละภาคต่างมีหนี้ 120,000 ล้านบาท และเมื่อแยกตามขนาด บริษัทขนาดใหญ่ต้องการเงิน 0.6 ล้านล้านบาท บริษัทขนาดกลาง 0.38 ล้านล้านบาท และบริษัทขนาดเล็กต้องการเงิน 1.34 ล้านล้านบาท

    แรงงาน 11.8 ล้านคนเสี่ยงถูกลดเงินเดือนหรือตกงาน

    จากการวิเคราะห์ของวิจัยกรุงศรีพบว่า แรงงาน 11.8 ล้านคน หรือ 33.2% ของแรงงานในระบบ อาจจะตกงานซึ่งรวมถึง 4 ล้านคนในภาคเกษตร อีก 1.4 ล้านคนในค้าปลีก และ 1 ล้านคนในธุรกิจร้านอาหาร ภาคธุรกิจที่เปราะบางที่สุดในแง่จำนวนบริษัทที่กำลังมีปัญหาการเงินและการจ้างงานคือ กลุ่มบันเทิงและสันทนาการ กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มโรงแรม กลุ่มพืชไร่ และกลุ่มประมง

    การปิดกิจการและผลิตภาพแรงงานที่ลดลงมีผลต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยราว 0.5%

    คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปและธนาคารกลางสหรัฐฯ เชื่อว่าการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สเปนมีผลต่อเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในช่วงนั้นรายได้ลดลง 6.9% และลดการเติบโตของเศรษฐกิจตามศักยภาพลง 0.6% ปัจจุบันสินทรัพย์รวมทั้ง 48.3 ล้านล้านบาทของบริษัทไทยนั้น ราว 28.7% (หรือ 6.9 ล้านล้านบาท) เป็นของบริษัทที่กำลังมีปัญหาทางการเงิน และอีก 22.8% เป็นของบริษัทที่จัดว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง สินทรัพย์เหล่านี้อาจะนำออกมาใช้ในเร็วๆ นี้หากกิจกรรมทางธุรกิจอ่อนตัว ซึ่งอาจทำให้ต้องปลดคนงานและนำไปสู่การว่างงานถาวร และจะกระทบต่อความต้องการในระยะสั้นและมีผลให้ผลิตภาพแรงงานในระยะยาว

    วิจัยกรุงศรีคาดว่า การปิดกิจการ สินทรัพย์ที่ยังไม่ได้นำออกมาใช้ และผลิตภาพแรงงานที่ต่ำ จะมีผลต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยราว 0.5% จึงจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนช่วยเหลือให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวต้องทรุดลงอีกในระยะยาว

    เพื่อประเมินผลของนโยบายที่นำไปใช้ในการที่ตอบสนองการระบาดของโควิด วิจัยกรุงศรีได้พัฒนาแบบจำลองที่ประกอบไปด้วยนโยบายและเครื่องมือใน 5 ด้านด้วยกัน คือ การลดอัตราดอกเบี้ย การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การพักชำระหนี้ การให้สินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน และการให้สินเชื่อแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย

    นโยบายทางเลือก

  • การลดอัตราดอกเบี้ย
  • การลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยได้เฉพาะกลุ่มที่มีสินเชื่อกับธนาคาร ผลที่ได้มีจำกัด หากสมมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% บริษัทที่จะรับผลดีจากแนวนโยบายนี้คือ บริษัทที่ใช้สินเชื่อธนาคารอยู่แล้ว แต่ในทางกลับกัน รายได้ดอกเบี้ยของธนาคารลดลง และจำนวนบริษัทที่จะช่วยได้มีเพียง 4,235 บริษัท หรือ 3.0%

  • การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • จะช่วยไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ในบริษัทที่มีกระแสเงินสดเป็นบวก โดยหากยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% บริษัทที่จะได้รับผลจากแนวนโยบายนี้ คือบริษัทที่มีกระแสเงินสดเป็นบวก ในทางกลับกันรัฐบาลจะสูญเสียรายได่ภาษี และบริษัทที่จะช่วยได้มีเพียง 7,430 ราย หรือ 5.2%

  • การพักชำระหนี้
  • จะช่วยได้เฉพาะบริษัทที่มีสินเชื่อกับธนาคารอยู่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวได้เร็ว หากใช้แนวนโยบายการพักชำระหนี้ด้วยการเลื่อนระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปเป็นสิ้นปี 2020 บริษัทที่มีสินเชื่อกับธนาคารอยู่แล้วเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ แต่ธนาคารจะสูญเสียรายได้ดอกเบี้ย และจำนวนบริษัทที่สามารถช่วยเหลือได้มี 14,436 หรือ 10.1% ของบริษัทที่ประสบปัญหาทั้งหมด

  • การผ่อนคลายเงื่อนไขสินเชื่อในตลาดการเงิน
  • จะมีผลให้กลไกตลาดทำงานตามปกติ หากตั้งสมมติฐานว่าแต่ละบริษัทสามารถขอสินเชื่อโดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกันได้เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง บริษัทที่จะได้ประโยชน์จากแนวนโยบายนี้คือบริษัทที่เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น แต่ในทางกลับกลับเพิ่มความเสี่ยงและต้นทุนให้กับธนาคารหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ และจำนวนบริษัทที่จะได้รับความช่วยเหลือมี 38,133 บริษัท หรือ 26.6%

  • การให้สินเชื่อแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายที่กำลังมีปัญหา
  • จะป้องกันไม่ให้บริษัทอีกกว่า 40,000 บริษัทต้องปิดกิจการ โดยหากว่ามีการให้เงินกู้จำนวน 500,000 ล้านบาทแก่บริษัทกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติ 2 ข้อคือ 1) มีปัญหารุนแรงโดยใช้การวิเคราะห์จากอัตราส่วนต่างๆ 2) มีผลทางบวกต่อภาคธุรกิจอื่นแบบทวีคูณ (multiplier effect) ก็จะช่วยบริษัทที่มีปัญหาได้ทั้งหมด โดยหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ รัฐบาลจะเป็นผู้รับความเสียหายไว้ทั้งหมด และบริษัทที่จะช่วยเหลือได้มีจำนวน 41,825 บริษัทหรือ 29.2%

    โดยสรุป การให้สินเชื่อแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย และการผ่อนคลายเงื่อนไขสินเชื่อ เป็นแนวนโยบายที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้ แนวนโยบายทั้งสองข้องนี้จะช่วยให้บริษัทในสัดส่วน 29.2% และ 26.6% ตามลำดับไม่ประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่องในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะที่การลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยบริษัทได้เพียง 3.0% ของบริษัททั้งหมดเท่านั้น ที่สำคัญไปยิ่งกว่าคือ เครื่องมือนโยบายแต่ละด้านจะให้ผลที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละภาคธุรกิจ การพักชำระหนี้และการลดดอกเบี้ยจะช่วยได้เพียงบริษัทที่มีสินเชื่อกับธนาคารอยู่แล้วเท่านั้น ขณะที่การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจะช่วยได้เฉพาะบริษัทที่มีกระแสเงินสดเป็นบวก และการผ่อนคลายเงื่อนไขสินเชื่อจะช่วยได้เฉพาะบริษัทที่มีสินทรัพย์เพียงพอ แต่การให้สินเชื่อแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายจะช่วยบริษัทได้ทั้งหมด

    นโยบายทางเลือกควรพิจารณาจากสาเหตุของปัญหา เครื่องมือนโยบายแต่ละด้านจะให้ผลต่อแต่ละธุรกิจแตกต่างกัน แต่ละเครื่องมือมีทรัพยากรที่ใช้ได้อย่างจำกัดและเป็นข้อจำกัดของเครื่องมือนโยบายแต่ละด้าน

    วิจัยกรุงศรีเห็นว่า เครื่องมือนโยบายควรนำมาใช้ให้ตรงกับกลุ่มธุรกิจเป้าหมาย ตัวอย่าง หากกลุ่มธุรกิจเป้าหมายมีสินทรัพย์เพียงพอ แนวทางแก้ไชเพื่อช่วยเหลือก็ควรเป็นการผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อ ส่วนบริษัทที่มีสินทรัพย์ไม่มากและไม่มีสินเชื่อกับธนาคาร เครื่องมือที่นโยบายที่เหมาะสมคือ การให้สินเชื่อแบบเจาะจงเป้าหมาย

    การตอบสนองทางนโยบายมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤติ เพราะไม่เพียงที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจปิดกิจการในระยะสั้น แต่ยังช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตตามศักยภาพในระยะยาว

    Categories: New Media

    หนึ่งฝันอันหลากหลาย: เปิดเบื้องหลังวิธีคิด วิธีทำงาน ของขบวนการนักศึกษา 4.0

    The101.world - Fri, 09/18/2020 - 16:31

    กองบรรณาธิการ เรื่อง

    เมธิชัย เตียวนะ และ Thai News Pix ภาพ

     

    “ม็อบมีท่อน้ำเลี้ยง” “เผด็จการม็อบ”  “ม็อบมีเบื้องหลัง” “ต่างชาติแทรกแซงม็อบ” “ม็อบชังชาติ” “ม็อบล้มเจ้า”

    สารพันคำด่าและข้อวิจารณ์จำนวนมากที่มีต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิต นักศึกษา และนักเรียน ดูราวกับหลุดมาจากยุคสงครามเย็น ทั้งที่โลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 มา 20 ปีแล้ว

    กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าการเคลื่อนไหวและข้อเรียกร้องของ ‘ม็อบคนรุ่นใหม่’ เป็นสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ หากแต่ต้องทำเป็นฐานของข้อเท็จจริงและธรรมชาติของยุคสมัย

    ในทางทฤษฎีและวิชาการ เป็นที่รู้กันมานานกว่าทศวรรษแล้วว่าการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มเป็นลักษณะ ‘แกนนอน’ มากกว่า ‘แกนนำ’ และมีความหลากหลายมากเกินกว่าจะเหมารวมเป็นก้อนเดียวที่เหมือนกันได้ โดยมีเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือช่วยให้พวกเขายังพอเกาะเกี่ยวกันได้ แต่ละกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง มีอิทธิพลถึงกันแน่ แต่ยากที่จะมีใครสั่งใคร หรือใครนำใครแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

    หากติดตามข่าวสารรอบโลกจะพบว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองอันทรงพลังในรอบหลายปีหลังล้วนแต่เป็นแนวทางนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ออคคิวพายวอลล์สตรีท อาหรับสปริง ขบวนการดอกทานตะวันในไต้หวัน การประท้วงในฮ่องกง ฯลฯ

    กองบรรณาธิการ 101 ชวนสำรวจวิธีคิดและเบื้องหลังขบวนการนักศึกษาไทยในยุค 4.0 ผ่าน ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’ ‘คณะประชาชนปลดแอก’ และ ‘นักเรียนเลว’ เพื่อทำความเข้าใจภาพใหญ่การเมืองไทย

     

    #แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

     

     

    “เจอนอกเครื่องแบบบ้างไหมคะ เพื่อนหนูบอกว่าตอนเช้ามีมาสองคน” นี่คือประโยคแรกที่ รุ้ง – ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำนักศึกษาในนามกลุ่ม ‘แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม’ ถามขึ้นมาหลังจากกล่าวทักทาย ‘สวัสดี’ ตามธรรมเนียม ดูจากรอยยิ้มบนหน้าของรุ้งแล้ว แม้จะพอเดาได้ว่าเจ้าของคำถามมีเจตนาหยอกเย้า แต่ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นต่างรู้ดีว่าเนื้อหานั้นคือข้อเท็จจริง

    ในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 บนเวที ‘ธรรมศาสตร์จะไม่ทน’ รุ้งคือผู้อ่าน ‘ประกาศกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฉบับที่ 1’ เสนอข้อเรียกร้อง 10 ข้อให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ต่อหน้าผู้ชุมนุมราว 2,500 คน นับแต่นั้นมา ชื่อของรุ้ง เพนกวิน (พริษฐ์ ชีวารักษ์) และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมก็ปักหมุดลงบนการเมืองไทยร่วมสมัย

    และกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมนี้เองที่เป็น ‘แม่งาน’ ในการชุมนุมวันที่ 19 กันยายน ท่ามกลางการจับตามองจากทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด

    “ตื่นเต้นและเครียดเหมือนกัน อุปสรรคเยอะมาก แต่เชื่อว่าคนจะมาเยอะนะ” รุ้งตอบเมื่อถูกถามว่า รู้สึกอย่างไรเมื่อนัดหมายใหญ่กำลังจะมาถึง เมื่อถามว่าจะมีอะไรบนเวที เธอบอกให้รอดู แต่ยืนกรานว่า ประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จะยังคงเป็นประเด็นหลักที่แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมผลักดันต่อไป

    ย้อนกลับไปคืนวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2563 เวลาตีหนึ่งกว่า รุ้งได้รับแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง 10 ข้อที่เพิ่งร่างเสร็จจากเพื่อนแกนนำคนหนึ่ง พร้อมคำถามว่า “จะอ่านไหม”

    “ยอมรับว่าอ่านตอนแรกก็รู้สึกว่ามันแรงมากๆ เหมือนกัน แต่หนูรู้สึกว่ามันต้องพูด” รุ้งย้อนความหลังให้ฟัง “ต้องบอกก่อนว่า ถึงแถลงการณ์จะเขียนคืนก่อนหน้าการชุมนุม แต่ประเด็นเรื่องสถาบันกษัตริย์เป็นประเด็นที่เราคุยกันมาสักพักแล้ว เพราะถ้าต้องการศึกษาการเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง อย่างไรเราก็ไม่สามารถเลี่ยงประเด็นนี้ไปได้เลย”

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า คำประกาศของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมในวันที่ 10 สิงหาคม เขย่าดุลการเมืองไทยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะฟังไลฟ์หรือฟังย้อนหลัง คนที่ฟังแทบทุกคนล้วนแต่ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน คำถามที่หลายคนอาจยังสงสัยคือ ‘มูฟการเมือง’ ที่แหลมคมขนาดนี้ คนทำงานเบื้องหลังมีวิธีการทำงานอย่างไร

    มองจากข้างนอก คอการเมืองคงเดาได้ไม่ยากว่า ข้อเรียกร้อง 10 ข้อที่รุ้งอ่านมีฐานมาจากความคิดของ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยคนสำคัญที่ปัจจุบันลี้ภัยการเมืองอยู่ฝรั่งเศส รุ้งไม่ปฏิเสธในประเด็นนี้ แต่ยืนยันว่า เธอและเพื่อนใช้วิจารณญาณอย่างยิ่งยวดในการนำเสนอประเด็นนี้สู่สังคม

    “ถ้าถามว่าที่มาของแถลงการณ์ 10 ข้อมาจากไหน ส่วนใหญ่ได้อิทธิพลมาจากข้อเสนอของอาจารย์สมศักดิ์ อีกส่วนมาจากการที่เราถกและคุยกันเองมาตลอด หนูอยากจะย้ำว่า ไม่ใช่ว่าเราไปลอกข้อเสนอของอาจารย์สมศักดิ์มาเฉยๆ เพราะเราอ่านงานวิชาการกันจริงจัง มีการ คิด ถกเถียง และวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ เยอะมาก ดังนั้นถ้าข้อเสนอเราจะคล้ายกับอาจารย์สมศักดิ์ นั่นเพราะเราเชื่อว่า นี่เป็นแนวทางในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง” รุ้งเล่าถึงเบื้องหลังของแถลงการณ์ 10 ข้อ

    แน่นอนว่า การพูดถึงสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาไม่ใช่สิ่งที่สังคมไทยคุ้นชินมากนัก แม้แต่ในขบวนการนักศึกษาที่ดูก้าวหน้าก็มีความกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อย เพราะทุกคนก็ไม่ได้เห็นตรงกันหมดเสียทีเดียว

    “กลุ่มโดมปฏิวัติเป็นกลุ่มที่ทำงานด้วยกันมานาน ฐานวิธีคิดไม่ต่างกันมากก็สื่อสารง่ายหน่อย การคุยกันจะเถียงกันเรื่องแนวทางการทำงานมากกว่า แต่สำหรับกลุ่มเพื่อนที่ไม่ใช่โดมปฏิวัติ ซึ่งอาจจะไม่คุ้นเคยกับการถกเถียงเรื่องสถาบันกษัตริย์ ก็ต้องคุยเพื่อทำให้เขาเห็นว่าทำไมเราถึงควรที่จะพูดในประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา เช่น กลุ่มเพื่อนที่ทำงานในสภานักศึกษา ตอนแรกยังคิดเลยว่าเขาคงไม่เอาด้วย เพราะในสภาก็อยู่คนละข้างกัน เขาอยู่ฝั่งรัฐบาล เราอยู่ฝ่ายค้าน แต่พอคุยเสร็จแล้วปรากฏว่าเขากลับเห็นด้วยว่าควรทำ”

    อย่างไรก็ตาม แม้จะเห็นตรงกันในหลักการใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้กำหนดการบนเวทีทั้งหมด รุ้งยอมรับว่า คนที่รู้ว่าจะมีการอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง 10 ข้อบนเวทีนั้นจำกัดอยู่ไม่กี่คน

    “วันนั้นสังคมส่วนใหญ่จับตามองการปราศรัยของทนายอานนท์ นำภา ในขณะที่คนทำงานส่วนใหญ่รู้กันแค่ว่าจะมีวิดีโอจาก อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เป็นเซอร์ไพรส์ แต่คนที่รู้ว่าจะมีการอ่านแถลงการณ์มีไม่กี่คน ซึ่งหนูรู้สึกผิดกับเพื่อนอยู่พอสมควรที่ไม่ได้บอกเขาว่าจะมีการอ่านแถลงการณ์ แต่ในภาพใหญ่ของเวที พวกเรายืนยันกับคนที่ร่วมงานทุกคนว่าบนเวทีจะมีการพูดคุยในประเด็นสถาบันกษัตริย์อย่างซีเรียส ตรงไปตรงมา แบบใช้เหตุผลใช้ผล ซึ่งสำหรับหลายคนเขาก็คงคิดไม่ถึงว่าจะเป็นรูปแบบนี้”

    “ฟีดแบ็กจากเพื่อนมีหลายแบบ ส่วนใหญ่ไม่โกรธ ยังซัพพอร์ตเรา แต่ก็เป็นห่วง กลัวว่าเราจะเป็นอันตรายหรือถูกจับ มีอยู่บ้างที่โกรธและต้องมาเคลียร์กัน ก็สามารถเคลียร์กันได้และยังทำงานด้วยกันต่อเหมือนเดิม มีบางคนที่เขาไม่เห็นด้วยกับแนวทางแล้วถอนตัวออกไปก็มี ซึ่งเราก็ยอมรับและเข้าใจทั้งหมด” รุ้งนึกทบทวนเหตุการณ์วันนั้นด้วยสีหน้าผ่อนคลาย

    หากใครติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนิสิต นักศึกษา และนักเรียนอย่างใกล้ชิด คงพอทราบดีว่า การเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มนั้นเป็นอิสระจากกันและกัน ไม่มีใครนำใคร และไม่มีใครสั่งใครได้ แต่คนจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจผิดว่า การเคลื่อนไหวของขบวนการนักเรียนนักศึกษาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศเป็นพวกเดียวกัน มีแกนนำสั่งการ หากใช้วิจารณญาณน้อยก็อาจเผลอคิดไปถึงขั้นว่า ‘ม็อบนักศึกษามีคนชักจูงอยู่เบื้องหลัง’

    “กลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น ประชาชนปลดแอก หรือกลุ่มนักกิจกรรมในมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นเพื่อนที่พอรู้จักและทำงานกันมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว แต่ว่าในการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ละกลุ่มต่างก็เคลื่อนไหวในแนวทางของตัวเอง อย่างเวทีการชุมนุมวันที่ 10 สิงหาคม หรือ 19 กันยายน เราก็ไม่ได้คุยในรายละเอียดกับกลุ่มอื่นเลยว่าจะจัดอย่างไร เพราะโดยสภาพการทำงานไม่มีความจำเป็นต้องคุยอยู่แล้ว หากมีประเด็นยิบย่อยที่ต้องสื่อสารหรือประสานกันบ้าง ก็คุยกันเป็นครั้งๆ ไป”

    “การที่แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมแสดงจุดยืนที่ชัดเจนมีข้อดีคือทำให้เราหาแนวร่วมได้ง่ายขึ้น ใครที่เห็นคล้ายกับเราก็เข้าร่วมได้เลย คุยง่ายมาก ส่วนใครที่เห็นไม่ตรงกันก็อาจไม่ได้เข้ามาร่วม แต่ละกลุ่มเวลาคุยกันก็คุยกันแบบเพื่อนคุยกับเพื่อน การเห็นไม่ตรงกัน ไม่พอใจกัน บางกลุ่มเห็นว่าเราแรงไปก็บอกกันตรงๆ เราก็พยายามอธิบายว่าทำไมเราถึงต้องทำ ถึงที่สุดแล้ว แต่ละกลุ่มเคารพจุดยืนและการตัดสินใจของกันและกัน”

    แม้ม็อบนักศึกษาแต่ละกลุ่มจะแยกกันทำงาน มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ในฐานะตัวละครทางการเมืองที่เล่นอยู่บนเวทีเดียวกัน บทบาทที่แนวร่วมธรรมศาสตร์และการเมืองเลือกเล่นย่อมส่งผลต่อกลุ่มอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เสียงเตือนจำนวนมากจะไปถึงรุ้งและเพื่อนทั้งด้วยความเป็นห่วงต่อสวัสดิภาพส่วนตัว และการเคลื่อนไหวในภาพใหญ่ของขบวนการประชาธิปไตย

    “เรากังวลและคิดกันมากนะว่าการเคลื่อนไหวของเราจะทำให้ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในภาพรวมเสียไหม มีเสียงเตือนเข้ามาเยอะมาก ซึ่งเราดีใจและรับฟัง หนูรับรู้ได้จริงๆ ว่าคนที่เข้ามาคุยกับเราหลายคนที่มาเตือน ทั้งอาจารย์ พี่ เพื่อน และครอบครัว ทุกคนหวังดี เป็นห่วง และเอาใจช่วยเรา แต่ถึงที่สุดแล้ว เราก็กลับมาคุยกันและเลือกตัดสินใจด้วยตัวเราเอง บางครั้งก็เอามาปรับ บางครั้งก็ไม่ได้ทำตาม แล้วแต่เรื่องแล้วแต่สถานการณ์”

    “หนูดีใจนะที่มีคนเป็นห่วงและให้คำแนะนำ แต่พวกเราก็ต้องรักษาระยะห่างเพื่อให้ยังเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ให้คำแนะนำของใครเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไป โดยเฉพาะกับอาจารย์และผู้ใหญ่ที่เราเคารพ”

    “หนูชอบการเคลื่อนไหวแบบต่างคนต่างทำ แต่เคารพกันและให้กำลังใจกันแบบที่เป็นอยู่นะ ถ้าลงไปดูจะเห็นว่า ข้อเรียกร้องของนักศึกษามีความหลากหลายมาก ไม่ได้มีแค่แบบของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม หรือแบบประชาชนปลดแอกอย่างเดียว กลุ่มเคลื่อนไหวในต่างจังหวัดก็มีประเด็นเฉพาะของเขา หนูว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้เมกเซนส์มาก และหนูอยากให้เกิดขึ้นจริงทั้งหมด อย่างข้อเรียกร้อง 3 ข้อของกลุ่มประชาชนปลดแอกนี่หนูหนุนเต็มที่เลย เพราะหนูรู้ดีว่า ถ้าทำ 3 ข้อเรียกร้องนั้นไม่ได้ ข้อเรียกร้อง 10 ข้อก็ไม่มีวันเกิด ถึงแม้แต่ละกลุ่มจะไม่ได้เคลื่อนด้วยกัน ต่างคนต่างทำ แต่หนูเชื่อว่า เรามีจุดที่เห็นเหมือนกันมากกว่าจุดที่ต่างกัน”

    หนึ่งในข้อวิจารณ์ที่มีต่อข้อเสนอของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการเมือง คือ ข้อเสนอมีความแข็งตัว ไม่ยืดหยุ่น และไม่ประนีประนอม ซึ่งทำให้การบรรลุข้อเสนอเป็นจริงได้ยากในทางการเมือง รุ้งรับรู้ข้อวิจารณ์นี้เป็นอย่างดีและมองต่างว่า ข้อเสนอที่ยืดหยุ่นเกินไปอาจทำให้เราไม่ได้อะไรเลย

    “จริงๆ แล้วข้อเสนอทั้ง 10 ข้อในรายละเอียดสามารถปรับได้ ถ้าเห็นว่าข้อเสนอผิดพลาดก็มาถกเถียงกัน แต่หลักการใหญ่เรื่อง ‘ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ’ ต้องไม่เปลี่ยน สมมติมีการปรับเปลี่ยนในบางเรื่อง แต่ยังมีข้อยกเว้นอีกหลายเรื่อง สุดท้ายปัญหาที่แท้จริงก็จะไม่ถูกแก้ไข วนไปวนมา ไม่รู้จบ”

    แม้การสนทนาจะผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่รุ้งก็ไม่ได้มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยและเครียดอย่างไร จนอดสงสัยไม่ได้ว่า คนที่กล้าคิด กล้าฝัน และกล้าลงมือทำเช่นนี้ มีฝันอื่นที่อยากทำไหม หากไม่ต้องมาเคลื่อนไหวทางการเมือง

    “หนูอยากไปเรียนต่อปริญญาโทด้านอาชญาวิทยา ความฝันของหนูคืออยากปฏิรูประบบคุก อยากให้คุกไม่ใช่ที่ลงโทษผู้คน แต่เป็นที่สำหรับเตรียมพร้อมผู้ที่กระทำผิดให้พร้อมกลับสู่สังคมจริงๆ หนูมีความเชื่อว่า โดยพื้นฐานไม่มีใครอยากทำผิด ไม่มีใครอยากทำร้ายคนอื่นหรือทำผิดหลักความดีทางสังคม คนทำผิดส่วนใหญ่ถูกสภาพแวดล้อมบังคับให้ทำ ดังนั้นหากมีใครที่พลาดพลั้งกระทำผิดมา เราควรมีกระบวนการที่ทำให้เขาสามารถปรับตัวเพื่อคืนสู่สังคมได้ ทุกวันนี้คุกไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น คนที่เคยติดคุกต้องเข้าๆ ออกๆ เสมอ กลายเป็นวงจรไม่รู้จบ”

    “ทุกวันนี้ก็ยังฝันอยู่นะ แต่ก็รู้ว่ายากมากขึ้น การออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองทำให้เกรดหนูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะขาดเรียนเยอะ สุดท้ายแล้ว ถ้ายังทำได้อยู่ หนูก็อยากทำนะ” รุ้งทิ้งท้าย

     

    #ประชาชนปลดแอก

     

     

    หลังจากบ้านเมืองอยู่ในความ ‘สงบ’ ของช่วงล็อกดาวน์มาประมาณ 2-3 เดือน ในขณะที่รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแก้ปัญหาในช่วงโควิด-19 อย่างหนักในโลกออนไลน์ ทันใดนั้นก็เกิดการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ที่จัดโดยกลุ่มเยาวชนปลดแอกและสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) มีผู้ชุมนุมหลักหลายพันคนรอบบริเวณอนุสาวรีย์ แม้จะเป็นการนัดหมายอย่างฉุกละหุกก็ตาม

    การประท้วงของกลุ่มเยาวชนปลดแอกเป็นการจุดประกายไฟให้เกิดการประท้วงของแต่ละกลุ่มตามมาในต่างวาระและต่างรูปแบบ เช่น ม็อบวิ่งแฮมทาโร่ ม็อบมุ้งมิ้ง ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ ม็อบธรรมศาสตร์จะไม่ทน ขอนแก่นพอกันที และม็อบทั่วประเทศ ฯลฯ ก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อแกนนำของ ‘คณะประชาชนปลดแอก’ ตามมา และจัดการประท้วงใหญ่ในวันที่ 16 สิงหาคม 2563

    ระยะเวลาเพียง 2 เดือนมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย จนแม้แต่คนที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิดก็ยังมองภาพไม่ชัดเจน 101 นัดสัมภาษณ์ ฟอร์ด – ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี ผู้ร่วมก่อตั้งคณะประชาชนปลดแอก และเลขาธิการกลุ่มเยาวชนปลดแอก มาคุยถึงเบื้องหลังการทำงานของขบวนการประท้วงและแนวคิดทางการเมือง

    ทัตเทพเล่าว่าในการชุมนุมครั้งแรกของกลุ่มเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 มีการวางแผนก่อนวันงานแค่ 2-3 วันเท่านั้น โดยติดต่อ อั๋ว – จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย มาวางแผนร่วมกันกับทีมจนเกิดเป็นการชุมนุมขึ้น

    “หลังจาก 18 กรกฎาคม พอคุยกันในกลุ่มเราเห็นแล้วว่าสเกลมันใหญ่ ข้อเรียกร้องของเราค่อนข้างจะใหญ่มาก เราต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเป้าหมายที่คงไม่เสร็จในเดือนสองเดือนแน่ๆ และคงไม่ได้ม้วนเดียวจบ ประกอบกับการเรียกร้องใหญ่เราต้องการคนจำนวนมาก ไม่ใช่แค่เยาวชน ไม่ใช่แค่นิสิตนักศึกษา แต่คือประชาชน เราก็เลยมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนมาร่วมกับเรามากขึ้น จนตัดสินใจตั้งองค์กรเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อทำสามข้อเรียกร้องแรกให้บรรลุผล ตัดสินใจตั้งคณะประชาชนปลดแอก หรือ Free People ขึ้นมาเพื่อรวมกลุ่มกันทำกิจกรรม” ทัตเทพเล่าถึงการขยับจาก ‘เยาวชนปลดแอก’ สู่ ‘ประชาชนปลดแอก’

    ทั้งนี้มีรูปแบบชัดเจนว่าแกนนำของคณะประชาชนปลดแอกมาในนามบุคคล แม้จะมีกลุ่มของตัวเองอยู่แล้วก็ตาม ทัตเทพอธิบายว่า ตัวเขาเองก็ยังเป็นเลขาธิการกลุ่มเยาวชนปลดแอกอยู่ และกลุ่มเยาวชนปลดแอกก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน เช่นเดียวกับแกนนำคนอื่นที่อยู่กับกลุ่มอื่นๆ ด้วย

    “หลังจากการชุมนุมวันที่ 18 กรกฎาคม ก็มีการจัดม็อบขึ้นหลายๆ ที่ ที่ใหญ่หน่อยก็คือม็อบของกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ซึ่งเขาก็จัดของเขา คณะประชาชนปลดแอกไม่ได้เป็นคนบอกให้ทำ ไม่ได้ไปวางแผนหรือตัดสินใจด้วย เขาทำกันเองทั้งหมด เราแยกกันมาตั้งแต่ต้น แต่เราก็มีเป้าหมายเดียวกัน เพียงแต่วิธีการเคลื่อนไหวและการนำเสนออาจจะแตกต่างกันไปบ้าง” ทัตเทพเล่าถึงวิธีการทำงานของแต่ละกลุ่ม

    แม้ต่างคนต่างทำ แต่การเกิดการประท้วง ‘เล็กๆ น้อยๆ’ ตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา ก็มีเนื้อหาที่ทรงพลังและมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนเกิดการชุมนุมใหญ่วันที่ 16 สิงหาคม ที่มีคนเข้าร่วมประมาณ 2-3 หมื่นคน ในครั้งนั้นมีเจ้าภาพเป็นคณะประชาชนปลดแอก ที่ชวนหลายองค์กรร่วมขึ้นเวทีปราศรัยในหลากหลายประเด็น เช่น ประเด็นภูมิภาค ประเด็น LGBT ประเด็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มแรงงาน ฯลฯ จนทำให้เนื้อหาและกลุ่มคนที่มาร่วมชุมนุมขยายไปไกลขึ้นกว่าแค่วงนักศึกษา ในแนวทางการต่อสู้แบบนี้ ทัตเทพมองว่าเป็นลักษณะธรรมชาติของประชาธิปไตย

    “เป็นปกติที่ในกระบวนการเคลื่อนไหวมันจะมีหลากหลายแนวทาง หลากหลายข้อเรียกร้อง แต่เรามีเป้าหมายเดียวกัน อันนี้เป็นเสน่ห์ของความหลากหลาย ซึ่งเป็นคุณค่าหนึ่งของประชาธิปไตย เราจะบังคับให้คนทำเหมือนกัน เดินบนถนนเส้นเดียวกันทั้งหมดเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”

    แต่ถึงอย่างนั้น ลักษณะการต่อสู้ของกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่แตกต่างจากการชุมนุมทางการเมืองของไทยในยุคก่อน ซึ่งหลายคนอาจยังไม่คุ้นชินและตั้งคำถามกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ถ้ามองในมุมของผู้นำการประท้วง ทัตเทพเองก็เห็นหลายมิติในการเดินเกมชุมนุมเช่นนี้

    “ข้อดีของการแยกกลุ่ม คือการมีคนหลากหลายเข้ามา ทำให้ขบวนการไม่ล้มง่ายๆ สมมติผมถูกสอยไป อั๋วถูกสอยไป แกนนำคนอื่นถูกสอยไป ขบวนการก็ไม่หยุด ไปต่อแน่นอน เพราะมีคนพร้อมจะทำตรงนี้เยอะมากๆ จนนับไม่ถ้วนเลย ทำให้รัฐงง รัฐไม่รู้จะจัดการอะไร รัฐหัวหมุน ทำได้แค่ปูพรมคุกคาม เพราะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว นอกจากจะตอบสนองข้อเรียกร้องเรา ซึ่งเขาก็คงไม่ยอมง่ายๆ

    “ส่วนข้อเสียคือ ประเทศไทยคุ้นชินกับการเคลื่อนไหวที่มีองค์กรนำองค์กรเดียวมาตลอด พอเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนทำอะไร เขาก็จะเหมารวมไปหมด ประชาชนอาจจะสับสนได้ว่ากลุ่มไหนจัด มีจุดประสงค์อะไร อันนี้ใครพูด อันนู้นใครพูด ผมว่าก็คือการเรียนรู้แหละ ไม่ใช่ข้อเสียที่เลวร้าย แค่สร้างความสับสนในชั่วขณะเท่านั้นเอง”

    นอกจากข้อเรียกร้องของคณะประชาชนปลดแอก 3 ข้อที่ว่า 1.รัฐบาลต้องหยุคคุกคามประชาชน 2.รัฐบาลต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ 3.รัฐบาลต้องยุบสภา ยังมีประเด็น ‘1 ความฝัน’ ที่อยากเห็นประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มประท้วงอื่นก็พูดถึงเช่นกัน แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงประเด็นที่เปราะบางในสังคมเช่นนี้ ย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย จนหลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นจุดอ่อนที่ทำให้การชุมนุมไปไม่ถึงฝัน

    “ไม่มีข้อเรียกร้องของกลุ่มไหนเลย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม คณะประชาชนปลดแอก หรือกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นการล้มล้างหรือจาบจ้วง นี่เป็นข้อเสนอของรอยัลลิสต์ด้วยซ้ำ รอยัลลิสต์ที่หวังดีต่อสถาบัน หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง หวังดีต่อประชาธิปไตย เราต้องทำความเข้าใจ ต้องวางอคติลงแล้วคุยกันด้วยเหตุด้วยผลว่าบ้านเมืองเราก้าวมาถึงทุกวันนี้มันผิดปกติมากๆ เราต้องการให้เป็นปกติตามครรลองประชาธิปไตย” ทัตเทพยืนยันถึงแนวทางการเรียกร้อง

    ท่ามกลางดอกไม้และก้อนหินที่โยนเข้ามา หลังจากผ่านช่วงเดือนที่หนักหน่วงทางการเมือง ทัตเทพมองเส้นทางการต่อสู้ไว้อย่างชัดเจนว่าอยากให้จบภายใน 6-9 เดือน นั่นหมายถึงต้องได้ตาม 3 ข้อเรียกร้อง 2 จุดยืน และ 1 ความฝันแล้วทั้งหมด

    “เท่าที่วางไว้ ผมไม่ได้คิดถึงหลักปีเลยนะ ส่วนตัวอยากให้จบภายใน 6 เดือน อย่างมากก็ 9 เดือน เราเริ่มนับหนึ่งเดือนกรกฎาคม พอสิงหาคมมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าไปแล้ว กันยายนจะเริ่มพิจารณาวาระที่หนึ่ง ถึงแม้ว่าบางเนื้อหาจะไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่เราสามารถกดดันต่อไปให้มีการแปรญัตติข้างในได้ และเราต้องเร่งกระบวนการด้วย อย่าให้กระบวนการตั้ง ส.ส.ร. เป็นการซื้อเวลา และอย่ายอมให้ ส.ส.ร. กลายมาเป็นกลไกในการยึดอำนาจอีกครั้ง”

    ต่อคำถามสุดท้าย ถ้าภายใน 6 หรือ 9 เดือนการต่อสู้ยังไม่จบ พวกเขาจะทำอย่างไร เขาตอบเร็วว่า “ก็ต้องไปต่อครับ ไล่จับแกนนำไม่มีประโยชน์ อย่างไรขบวนการก็ไปต่อ คุณจะออกหมายจับคนเป็นล้านๆ คนได้มั้ยล่ะ คุกขังพอรึเปล่า”

     

    #นักเรียนเลว

     

     

    “การต่อต้านเผด็จการเชื่อมโยงกับการศึกษาแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่มีทางแยกการเมืองออกจากการศึกษาได้เลย”

    ย้อนกลับไปราวเดือนมิถุนายน ภาพของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมถูกปิดปากมัดมือ ติดป้ายเชื้อเชิญให้คนเข้ามาหยิบกรรไกรเพื่อตัดผมลงโทษเธอกลางย่านศูนย์การค้าสยาม ได้กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ และทำให้ชื่อของ ‘นักเรียนเลว’ เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านการศึกษา

    ไม่มีใครคาดคิดว่าอีก 2 เดือนถัดมา – ท่ามกลางกระแสการเมืองอันเข้มข้นร้อนระอุ พวกเขาจะถูกจับตามองในฐานะผู้นำการชุมนุมของนักเรียนหลายร้อยคน เพื่อเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษา ชนิดที่ว่ามีอุดมการณ์หนักแน่น ชัดเจน และทำงานเป็นระบบระเบียบไม่แพ้นักศึกษา หรือกระทั่งผู้ใหญ่

    นิ้ง – ธญานี เจริญกูล หนึ่งในแกนนำวัย 16 ปียังจำได้ดีถึงตอนที่ตัดสินใจสร้างกลุ่มนักเรียนเลวขึ้นมา “แกนนำของกลุ่มมีกันอยู่ 4 คน คือ นิ้ง พลอย มิน บอส เราเคยทำงานด้วยกันในองค์กรหนึ่ง แต่องค์กรเดิมของเราขนาดค่อนข้างใหญ่ จะทำอะไรจึงค่อนข้างใช้เวลา ไม่สามารถคิดปุ๊บแล้วทำได้เลย แล้วเราชอบเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ทำอะไรได้ไวมากกว่า เมื่อวิธีการทำงานของเราไม่ตรงกับเขา เลยแยกตัวออกมา 4 คนเพื่อทำกันเอง

    “ด้วยความที่เรามีทรัพยากรบุคคลน้อยมาก เลยเน้นประเด็นสิทธิมนุษยชนในโรงเรียนเป็นหลัก อย่างเช่นตอนแรกจะเห็นว่าเราเน้นเรื่องทรงผม แต่ช่วงหลังมานี้ที่มีประเด็นการเมือง เริ่มมีนักเรียนถูกคุกคาม เราจึงขยายไปถึงสิทธิเสรีภาพด้านการแสดงความเห็น และเรื่องอื่นๆ มากขึ้น”

    จำนวน ‘น้อยมาก’ แบบที่นิ้งเอ่ยเน้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ เธอหมายความตามนั้นจริงๆ เพราะถึงแม้จะมีเครือข่ายนักเรียนเข้าร่วมกับนักเรียนเลวมากถึง 50 โรงเรียน ซึ่งได้มาจากการประกาศหาแนวร่วมบนโซเชียลมีเดีย และการชักชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ที่รู้จักกัน แต่สำหรับทีมงานหลักที่ติดต่อ ลงมือจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน รวมแกนนำแล้วก็มีเพียง 10 กว่าคน

    “พวกโซเชียลมีเดีย ไลน์ออฟฟิเชียล 4 แกนนำจะเป็นคนดูแล นอกนั้นเรื่องการประสานงาน ติดต่อฝ่ายต่างๆ คือช่วยกันทำทั้งหมด เราไม่ได้แบ่งฝ่ายกันชัดเจน พอมีงานเข้ามา ใครสะดวกตรงไหนก็ไปทำตรงนั้น” นิ้งอธิบายเบื้องหลัง “ช่วงแรกที่เราอยู่กัน 4 คนจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการคุยงานอะไรเท่าไหร่ ไปนั่งร้านอาหาร หรือม้านั่งที่ไหนก็ได้ แต่พอมีคนเยอะขึ้น เราก็ไปจองห้องประชุมใน co-working space หรือโทรประชุมกันผ่านไลน์ ใครไม่สะดวกเข้าประชุมก็ไม่เป็นไร เพราะสุดท้าย เราจะมีสรุปการประชุมในไลน์กลุ่มทีหลัง”

    การประชุมทีมของนักเรียนเลวส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเพื่อวางแผนกิจกรรมสำคัญๆ และเพื่อทบทวนผลลัพธ์ จุดบกพร่องที่ควรแก้ไขหลังกิจกรรมเหล่านั้นเสร็จสิ้นลง “เราไม่ได้วางแผนในระยะยาวเท่าไหร่ เพราะหลายๆ อย่างเปลี่ยนไปตลอด และต้องรอดูท่าทีจากกระทรวง ผู้มีอำนาจด้วย”

    แล้วการจัดการชุมนุมที่ผ่านมาล่ะ วางแผนกันอย่างไร? นิ้งไล่เรียงอย่างฉาดฉานโดยยกตัวอย่างการชุมนุมใหญ่ #หนูรู้หนูมันเลว วันที่ 5 กันยายนว่า พวกเธอจะเริ่มจากคิดกิจกรรมบนเวทีว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง จะพูดเรื่องอะไร จัดเรียงกิจกรรมอย่างไร และต้องการให้มี ‘อารมณ์’ ของงานอย่างไรบ้าง

    “สิ่งที่เราจะไม่ทำเด็ดขาด คือการทำให้งานทั้งงานมีแค่อารมณ์เดียว ทั้งงาน 3 ชั่วโมงโกรธอย่างเดียว หรือเศร้าอย่างเดียว เราพยายามทำให้มีทั้งโกรธ แทรกเศร้าบ้าง ฮึกเหิมบ้าง การเอนเตอร์เทนเองก็เป็นส่วนสำคัญ ต้องทำให้มีความสนุกสนานเกิดขึ้นบ้าง” นั่นคือกฎเหล็กที่มินพยายามเตือนเพื่อนอยู่เสมอ นิ้งย้ำ

    “กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็มาจากการรวมไอเดียกัน ใครคิดอะไรได้ก็โยนๆๆ มากองไว้ แล้วค่อยพิจารณา มินจะมีแผนผังอันหนึ่ง มีแกน 2 แกน คือ impact น้อย หรือ impact มาก กับ เป็นไปได้ง่าย หรือ เป็นไปได้ยาก เราจะนำกิจกรรมมาแปะบนแผนผังนั้น เพื่อเลือกว่าจะทำอะไร”

    ถัดจากนั้นเป็นเรื่องของรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์บนเวที เครื่องเสียง สถานที่ที่ใช้จัด ประเมินจำนวนคนที่เข้าร่วม อาหาร น้ำดื่ม วันเวลาที่ใช้จัดชุมนุม ไปจนถึงการสร้างทีมรักษาความปลอดภัย ดูแลความเรียบร้อยภายในงานและทีมสวัสดิการ ซึ่งนิ้งและเพื่อนๆ อาศัยกองหนุนจากแนวร่วม 50 โรงเรียนมาช่วยเสริมทัพในส่วนหลัง

    “แต่เราก็ไม่ได้เป็นมืออาชีพ เราไม่สามารถทำทุกอย่างเองได้” เธอพูด น้ำเสียงแฝงการจิกกัดเล็กๆ น้อยๆ ชวนให้คนฟังนึกถึงประโยคที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการพูดในสภาหลายวันก่อน “บางอย่างก็มีข้อจำกัดที่เด็กทำไม่ได้ เช่น ขับรถห้องน้ำเข้ามาเอง หรือหาเวทีใหญ่ๆ ทำแบ็กดรอปต่างๆ เราก็ใช้วิธีประสานงานกับพี่ที่รู้จักกันให้ช่วยเหลือ บางทีก็มีคนติดต่อเข้ามาว่าอยากให้ช่วยอะไรไหม เราบอกเขาไป แล้วเขาก็สนับสนุนมา”

    แต่ถ้าไม่ได้เป็นมืออาชีพ แล้วเรียนรู้วิธีจัดการชุมนุม กิจกรรมต่างๆ มาจากไหน? เด็กสาวเฉลยว่าก็เรียนรู้มาจากม็อบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้นั่นละ เธอและเพื่อนๆ สังเกตว่าแต่ละที่ออกแบบกิจกรรมกันอย่างไร ต้องใช้อะไรบ้าง แล้วนำมาปรับให้เข้ากับม็อบในสไตล์ของพวกเธอเอง

    สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือแนวทางกำหนด ‘3 ข้อเรียกร้อง 1 เงื่อนไข’ ซึ่งคล้ายคลึงกับรูปแบบ ‘3 ข้อเรียกร้อง 2 จุดยืน 1 ความฝัน’ ของคณะประชาชนปลดแอก นิ้งบอกว่าพวกเธอก็ได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากการชุมนุมที่นักเรียนเลวไปขึ้นเวทีพูดเรื่องการศึกษา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม

    “เราคิดข้อเรียกร้อง 3 ข้อนี้ไม่นานเลย เพราะเป็นปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วจากที่ผ่านๆ มา

    “อย่างข้อแรก การหยุดคุกคามนักเรียน ไม่ได้หมายถึงแค่คุกคามเรื่องการแสดงออก แต่หมายรวมถึงการคุกคามสิทธิมนุษยชน การตัดผม การลงโทษที่รุนแรง การล่วงละเมิด ก็ถือว่าเป็นการคุกคามนักเรียน ข้อเรียกร้องที่หนึ่งเริ่มต้นจากการทำสิ่งที่ควรจะทำได้ตั้งนานแล้วให้ได้ก่อนที่จะไปทำอย่างอื่น

    “ข้อสอง การยกเลิกกฎระเบียบ ประกาศต่างๆ ที่ล้าหลัง ไม่เข้ากับยุคสมัย เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าข้อหนึ่ง แต่ก็ยังง่ายกว่าข้อสาม คือการปฏิรูป ที่เป็นประเด็นค่อนข้างกว้างมาก และเรายอมรับว่ามันยาก เพราะมีปัญหาที่สะสมมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ถ้าถามว่าทำได้ไหม มันทำได้ ถ้าคิดจะทำจริงๆ”

    ทั้งนี้ทั้งนั้น การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนเลวก็ไม่ได้ใกล้ชิดกับกลุ่มชุมนุมทางการเมืองอื่นๆ เสียทีเดียว แม้พวกเธอจะมีคนรู้จักในกลุ่มเหล่านั้นอยู่บ้าง และอาจขอคำปรึกษาจากรุ่นพี่ที่สนิทสนมเป็นครั้งคราว แต่การปรากฏตัวบนเวทีต่างๆ ในนามองค์กร ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในทำนอง “เขามาชวน เราก็ไป” ตามภาษาของนิ้ง

    สายสัมพันธ์ที่ยึดโยงกลุ่มนักเรียนเลวและกลุ่มชุมนุมต่อต้านเผด็จการอื่นๆ ไว้จึงมีเพียงความเชื่อและความฝัน

    อย่างที่นิ้งได้บอกเราไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม เธอเชื่อว่าการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงการศึกษา คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองและการต่อต้านเผด็จการ ชนิดที่ไม่สามารถแยกขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

    “เพราะนโยบายการศึกษามาจากรัฐบาล ซึ่งถ้าเป็นรัฐบาลในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก็ย่อมอยากให้ประชาชนของเขามีความแตกต่างหลากหลาย มีการยอมรับซึ่งกันและกัน แต่ในบางประเทศที่ผู้นำมีความเป็นเผด็จการ สิ่งที่เขาต้องการ คือพลเมืองที่ปกครองง่าย พลเมืองที่สั่งให้ไปซ้าย ก็ไปซ้าย สั่งให้ไปขวา ก็ไปขวา หรือแม้แต่สั่งให้เดินไปกระโดดไป ก็ยอมทำตามโดยไม่ตั้งคำถาม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ระบบการศึกษากำลังทำอยู่ และทำมาตลอด

    “ประเทศจะไปทิศทางไหน พลเมืองจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการศึกษา แล้วการศึกษาจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ขึ้นอยู่กับการเมือง” นั่นจึงกลายมาเป็นความฝันของพวกเธอ ฝันอยากจะเห็นระบบการศึกษาที่ดีขึ้นพร้อมๆ กับประเทศที่เป็นประชาธิปไตย

    และเพื่อให้ความฝันนั้นเป็นจริง เธอและเพื่อนๆ จึงตัดสินใจลงมือทำ ตอนนี้ ชั่วขณะนี้ ในห้วงวัยและช่วงเวลาที่พวกเธอคิดว่าไม่อาจจะเหมาะสมไปมากกว่านี้อีกแล้ว

    “ผู้ใหญ่บางคนอาจบอกว่าทำไมไม่รอให้โตกว่านี้ก่อน ทำไมไม่รอจนขึ้นมหาวิทยาลัยแล้วค่อยทำ แต่ถ้าเราเรียนมหาวิทยาลัย เราก็อาจจะเจอปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตมหาวิทยาลัย หรือตอนทำงาน ก็จะเจอปัญหาเรื่องงาน มันไม่มีช่วงชีวิตตอนไหนที่ได้สัมผัสปัญหาการศึกษามากเท่าตอนนี้อีกแล้ว เรารู้สึกว่าเราเป็นนักเรียนอยู่ ไม่พูดตอนนี้ จะไปพูดตอนไหนได้ มันเป็นช่วงเวลาของเรา เป็นช่วงเวลาที่เราควรออกมาทำอะไรแบบนี้ รวมกับกระแสสังคมด้วยที่ทำให้เรารู้สึกพร้อม และมีพลังมากขึ้นในการออกมาทำอะไรต่างๆ

    “อย่างน้อยก็ขอให้ได้เริ่ม ถึงจะไม่สำเร็จ สัมฤทธิ์ผลประจักษ์ชัดในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะ 1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 0.0001 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม”

    Categories: New Media

    Pages

    Subscribe to รวมข่าววันนี้ | Prachatai Monitor aggregator - New Media