Feed aggregator

เสียงแห่งความหวังที่สะท้อนจากตัวแทนคนรุ่นใหม่ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022

The Standard - 1 hour 1 min ago

 

“คนรุ่นใหม่เขาไม่ได้หมดหวัง แต่เขาเปลี่ยนที่ของความหวัง ความจริงแล้วทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่เราขับเคลื่อนด้วยความหวัง เรามีความหวังในทุกๆ วัน ทำให้เรายังขับเคลื่อนชีวิตเราได้… แต่บางอย่างที่เราต้องปิดตาข้างหนึ่ง แล้วเจ็บซ้ำๆ จนมันทำให้เกิดความสิ้นหวัง”

 

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

กล่าวในหัวข้อ ‘GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“เป็นเรื่องปกติที่คนจะคาดหวังกับบางสิ่งที่ตัวเองกำลังทำหรือทำแล้ว ผมคิดว่าความสิ้นหวังหลายครั้งมาจากความคาดหวัง ซึ่งมันเป็นปกติที่เราจะมีความคาดหวัง แต่ทางกลับกัน ด้วยบทบาทที่ผมเป็นหัวหน้าครอบครัว ผมมักจะมองถึงความหวังและให้ความหวังมากกว่าที่จะมองความสิ้นหวังหรือมากกว่าที่จะมองความล้มเหลว”

 

คมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด กล่าวในหัวข้อ ‘GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“มีคนจำนวนมากที่สิ้นหวัง… แต่ในฐานะที่เราลงเล่นการเมือง ผมว่าเป็นความรับผิดชอบของนักการเมืองที่หล่อเลี้ยงความหวังของคนทั้งประเทศ”

 

พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล กล่าวในหัวข้อ ‘GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“เรารู้ว่าชีวิตของเราจะดีขึ้นได้ เราต้องสู้ เราพยายาม เราอดทน แต่แค่เราคนเดียวไม่ไหว สังคมต้องเป็นฝ่ายที่มาซัพพอร์ตความพยายามของเราด้วย เราเลยคิดว่าการที่เราไปอยู่ในสังคมที่จะคอยซัพพอร์ตเรา หรือเอาความพยายาม ความอดทน ไปตอบแทนเราอย่างเป็นธรรม นี่คือสังคมที่เราอยากอยู่”

 

แอนนา เสืองามเอี่ยม Miss Universe Thailand 2022 กล่าวในหัวข้อ ‘GENERATION HOPE อนาคตประเทศไทยในมือคนรุ่นใหม่’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

The post เสียงแห่งความหวังที่สะท้อนจากตัวแทนคนรุ่นใหม่ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ผ่าอนาคตการเมืองไทยบนปากเหว ผ่านมุมมองประจักษ์-สิริพรรณ-อภิชาต

The Standard - 1 hour 22 min ago

งานแห่งปี THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในธีม ‘EDGE OF TOMORROW เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ เพื่อจับเทรนด์ เห็นอนาคต คว้าโอกาส ร่วมกับผู้นำกว่า 40 คนตัวจริงจากทุกวงการมาร่วมกันแชร์วิสัยทัศน์ และรับฟังความคิดเห็นที่มีประโยชน์เพื่อร่วมกันหาทางออกให้ประเทศไทยในวันสุดท้าย (27 พฤศจิกายน)

 

หนึ่งในไฮไลต์ที่คอการเมืองเฝ้ารอ คือเวทีทอล์กทางการเมืองในหัวข้อ ‘THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว’ ร่วมกับ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ, รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และ รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย ที่มี หนุ่มเมืองจันท์-สรกล อดุลยานนท์ และ อ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และจับตาอนาคตการเลือกตั้งในช่วงกลางปี 2566

 

 

“เราอยากให้ประเทศไทยมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง ให้คาดการณ์ได้บ้าง เมื่อแข่งจบแล้วใช้กติกาที่มันสากล ตอนนี้โลกมันผันผวนมาก ใครเป็นรัฐบาลก็เจอโจทย์ยาก รัฐบาลที่จะบริหารประเทศได้อยู่ครบเทอมคือ 1. เสถียรภาพ 2. ประสิทธิภาพ 3. ความชอบธรรม”

 

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“การรัฐประหารเป็นการรื้อฟื้นรัฐราชการที่ใช้ระบบราชการ ฐานกำลังสนับสนุนในการรักษาอำนาจที่จะปฏิรูป ผลที่มันเกิดขึ้นเมื่อมีการรัฐประหารแล้ว ส่งผลให้เราไปดึงส่วนปรับตัวกับโลกได้ช้าที่สุด และน้อยที่สุดมาบริหารประเทศ องค์กรนั้นคือกองทัพ การรัฐประหารส่งผลให้เราได้องค์กรที่ล้าหลังที่สุด ปรับตัวกับโลกได้ช้าที่สุด เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของโลกน้อยที่สุด แต่ขึ้นมากุมอำนาจเบ็ดเสร็จของประเทศ”

 

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“โจทย์เลือกตั้งปีหน้ามันล้าหลังมาก ออปชันที่เขาเสนอมาให้สังคม คือจะเลือกนายพลคนพี่หรือนายพลคนน้อง การแย่งชิงอำนาจและความไม่ลงรอยของนายพล 2 คน ที่สืบทอดอำนาจมาตั้งแต่การทำรัฐประหารตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว มาตั้งพรรค แล้วตอนนี้ก็ทะเลาะกันแล้ว แล้วก็แยกทางกัน แล้วประชาชนผู้เลือกตั้งก็จะต้องเลือกนายพล ก. หรือนายพล ข. ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนเอานายพลมาบริหารประเทศ”

 

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาตร์การเมืองไทยครั้งแรก ที่เรามีพรรคทหาร 2 พรรคพร้อมกัน… และอีกมุมหนึ่งมันคือระเบิดเวลาของความโกลาหล อลหม่าน”

 

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

 

“เพื่อไทยสามารถผนึกกำลังกับพรรคอื่นได้… คิดว่าไม่ใช่การแลนด์สไลด์ของพรรคการเมือง แต่จะเป็นการที่พรรคฝ่ายค้านมีโอกาสที่จะแลนด์สไลด์เป็นกลุ่มที่จะรวมกัน คะแนนแลนด์สไลด์ประมาณ 265 ที่นั่ง”

 

รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ในปีหน้าเศรษฐกิจมันไม่ดีแน่ แต่ของไทยมันตกหนักมาแล้ว ยังพอที่จะโตต่อไปได้ แต่ของเรายังไม่กลับเข้าที่เดิม ตอนนี้ต่ำสุด จะไม่ต่ำไปกว่านี้แล้ว”

 

รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ไม่ว่าใคร ไม่ว่าพรรคใด มันยากทั้งนั้น และยิ่งเป็นรัฐบาลที่ฝีมือไม่ดี เปลี่ยนคนก็ไม่มีอะไรดี ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง แต่ถ้าไม่เปลี่ยนคน ผมก็ไปอยู่ต่างประเทศ (หัวเราะ)”

 

รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย กล่าวในหัวข้อ THE POWER GAME การเมืองไทยบนปากเหว บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565

The post ผ่าอนาคตการเมืองไทยบนปากเหว ผ่านมุมมองประจักษ์-สิริพรรณ-อภิชาต appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ ประเทศไทยในมุมโปรแกรมเมอร์ตาบอด

The Standard - 1 hour 31 min ago

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition บริษัทสร้าง AI ด้วยฝีมือคนพิการ ขึ้นไปพูดสปีชบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในหัวข้อ ‘CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย’ เพื่อเป็นตัวแทนคนพิการ คนชายขอบ และกลุ่มคนเปราะบาง เพื่อบอกว่ายังมีพวกเขายืนอยู่ตรงนี้ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศและสร้างยุคสมัยใหม่ในอนาคต

 

 

QUOTE 1

“ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่เคยมีความฝัน เป็นคนตาบอดที่พยายามมองหาแสงสว่าง เป็นโปรแกรมเมอร์ที่พยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถ เป็นตัวแทนของคนพิการและคนตัวเล็กๆ จำนวนมาก อยากบอกให้ทุกคนรู้ว่า… พวกเรายืนอยู่ตรงนี้”

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

QUOTE 2

“คนตาบอดถูกมองเป็นคนชายขอบอยู่เสมอ โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่ถูกออกแบบโดยไม่ได้คิดถึงคนพิการ หลายอาชีพถูกแปะป้ายเอาไว้ว่าพวกเราไม่มีทางทำได้ พร้อมกับคำแนะนำที่ดูเหมือนหวังดี บอกให้พวกเราไปขายลอตเตอรี่ หรือเล่นดนตรีเปิดหมวกได้เท่านั้น”

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

QUOTE 3

“นอกจากผมแล้วยังมีคนตาบอดอีกคนหนึ่งที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี คนคนนั้นชื่อประเทศไทย คนที่ออกแบบนโยบายโดยไม่เคยมองเห็นคนชายขอบและคนตัวเล็กๆ ในขณะที่ประเทศเคลื่อนไปข้างหน้า มีคนมากมายถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

QUOTE 4

“ชีวิต 10 ปีในความมืด นานพอที่จะเรียนรู้และเลิกหวังว่าดวงตาทั้ง 2 ข้างจะกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง สิ่งเดียวที่ผมอยากเห็นในตอนนี้คือ การที่ประเทศของเราออกแบบนโยบายโดยมองเห็นว่าชีวิตของทุกคนมีค่า รับรู้ว่าเสียงของทุกคนมีความหมาย เปิดรับความคิดที่หลากหลายของประชาชน ไม่เป็นคนตาบอดอีกต่อไป”

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

QUOTE 5

“ถึงแม้คนพิการจะขาดอะไรบางสิ่ง แต่พวกเราก็มีหนึ่งชีวิตไม่ต่างกัน เป็นชีวิตที่ไม่ได้อยากถูกมองเห็นเพราะความน่าสงสาร แต่ถูกมองเห็นเพราะมีคนรับรู้ถึงความสามารถของพวกเราจริงๆ”



วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

QUOTE 6

“ตอนนี้เรามีคนตาบอด 2 แสนคน คนพิการอีกกว่า 2 ล้านในประเทศ คนยากจน คนชายขอบอีกไม่รู้กี่ล้านคนที่พร้อมช่วยสร้างความเป็นไปได้ไร้ขีดจำกัดในฐานะ กำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ไม่ต้องให้สิทธิพิเศษมากกว่า เราขอแค่โอกาสที่เท่าเทียมกันก็พอ”

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition พูดในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

The post วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ ประเทศไทยในมุมโปรแกรมเมอร์ตาบอด appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

วาทะเด็ด ถกอนาคต Web 3.0 หลังฟองสบู่คริปโตแตก

The Standard - 1 hour 38 min ago

สรุปวาทะจากเวทีเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในหัวข้อ WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง? 

 

 

“Decentralization ไม่ใช่การสร้างแพลตฟอร์มบางอย่างขึ้นมาอยู่ตรงกลาง แต่คือการแข่งขันที่ทำให้มีแพลตฟอร์มหลายๆ อัน และเราสามารถเลือกเองได้ว่าอยากจะไปอยู่บนแพลตฟอร์มไหน” 

 

ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ในภาพจบ (ฟองสบู่คริปโต) ไม่ได้สร้างอะไรเหลือให้โลกใบนี้ นอกเหนือจากการพัฒนาของบล็อกเชน และการดึงคนมาพนันร่วมกัน ดึงคนมาเป็นหนูทดลอง” 

 

ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“คนที่ได้ประโยชน์ทุกอย่างคือ Big Tech Company ซึ่งเปิดให้เราสามารถใช้งานได้ฟรี แต่จริงๆ แล้วพวกเราคือผลิตภัณฑ์ของเขา พวกเขานำข้อมูลของเราไปสร้างรายได้ผ่านการขายพื้นที่โฆษณา”

 

มุขยา พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“คนมักจะพูดว่าตอนนี้ Web 3.0 เป็นเหมือนฟองสบู่ดอตคอม แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ มีคนเก่งๆ เข้ามาอยู่ในวงการ Web 3.0 มากขึ้น ซึ่งเป็นเหมือน Paradigm Shift”

 

มุขยา พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“Web 3.0 มีการใช้งานอยู่แล้วในขณะนี้ คือ Bitcoin ซึ่งเป็นตัวอย่างของ Peer to Peer ที่สามารถใช้เป็น Store of Value”

 

สรวิศ ศรีนวกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

 

 

“ในยุคของ Web 2.0 บริษัทที่เป็นเจ้าแพลตฟอร์มมีอำนาจสูงมาก นับเป็นประเด็นที่ควรกังวล เนื่องจากสามารถกำหนดทิศทางความคิดคนได้เลยทีเดียว”

 

สรวิศ ศรีนวกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol กล่าวในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565

The post วาทะเด็ด ถกอนาคต Web 3.0 หลังฟองสบู่คริปโตแตก appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ คนตาบอดเขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย ทำอย่างไรให้เรามองเห็นทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม

The Standard - 1 hour 45 min ago

“สวัสดีครับ ผมชื่อ วิน นอกจากที่ทุกท่านมองเห็นว่าผมเป็นคนตาบอดแล้ว ทุกคนมองเห็นว่าผมเป็นอะไรอีกบ้างไหมครับ” 

 

วิน-ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ Backend Software Developer จาก Vulcan Coalition บริษัทสร้าง AI ด้วยฝีมือคนพิการ ขึ้นไปพูดสปีชบนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในหัวข้อ CODING THE FUTURE เขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย เพื่อเป็นตัวแทนคนพิการ คนชายขอบ และกลุ่มคนเปราะบาง เพื่อบอกว่ายังมีพวกเขายืนอยู่ตรงนี้ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศและสร้างยุคสมัยใหม่ในอนาคต 

 

วินเริ่มต้นพูดถึงความฝันอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ตั้งแต่เด็ก เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดสายตาตอนอายุ 12 ปี แต่การผ่าตัดล้มเหลว สายตาของเขามืดสนิท ความฝันที่เคยมีต้องจบลงแต่เพียงเท่านั้น จนเขาได้รู้จักกับโปรแกรมอ่านหน้าจอ ที่ทำให้กลับมาใช้คอมพิวเตอร์ได้อีกครั้งด้วยวิธีการที่แตกต่างกันออกไป 

 

แม้จะเริ่มกลับมามีความหวังได้อีกครั้ง แต่เส้นทางยังขรุขระ ถึงจะมีความสามารถ แต่คนตาบอดอย่างวินมักจะถูกผลักออกจากระบบอยู่เสมอ โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่ถูกออกแบบโดยไม่ได้คิดถึงคนพิการ หลายอาชีพถูกแปะป้ายเอาไว้ว่าคนอย่างพวกเขาไม่มีทางทำได้

 

แต่วินไม่เคยยอมแพ้ ยืนยันต่อสู้ในระบบการศึกษาอย่างเท่าเทียมเหมือนคนปกติ จนในที่สุดวินได้เข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ได้จบออกมาทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อย่างที่เคยฝันเอาไว้ เขายังสามารถเขียนโปรแกรมอนาคตให้กับตัวเองและประเทศนี้ได้อยู่ 

 

วินเปรียบเทียบประเทศไทยเหมือน ‘คนตาบอด’ เพราะในประเทศไทยมีคนตาบอดมากกว่า 200,000 คน แต่เราแทบไม่มีโอกาสเห็นคนเหล่านี้ได้ทำงาน อยู่ในสถานที่ต่างๆ ที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศมากกว่านี้ ยังไม่รวมคนที่ถูกผลักให้เป็นคนชายขอบ กลุ่มชนเผ่าและชาติพันธุ์ต่างๆ คนในชุมชนแออัด เด็กๆ ที่ไม่ได้รับโอกาสในการศึกษา และกลุ่มคนอีกมากมายที่มีชีวิต มีตัวตน แต่ไม่เคยอยู่ในสายตา

 

ปัญหาของประเทศไทยคือ การออกแบบนโยบายหลายอย่างโดยไม่ได้มองเห็นปัญหาหรือความต้องการของคนทุกกลุ่มเอาไว้ตั้งแต่แรก ในขณะที่หลายอย่างถูกพัฒนา จะเห็นว่ามี ‘ใครบางคน’ ถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลังอยู่เสมอ 

 

วินย้ำว่า แม้ร่างกายของคนพิการจะขาดอะไรบางสิ่ง แต่พวกเขาก็มีหนึ่งชีวิตเช่นเดียวกัน 

 

เป็นหนึ่งชีวิตที่ไม่ได้ถูกมองเห็นเพราะความน่าสงสาร แต่ถูกมองเห็นด้วยความสามารถจริงๆ 

 

พวกเขาไม่ได้ต้องการการดูแลหรือสิทธิพิเศษที่มากกว่า ขอแค่ ‘โอกาส’ พิสูจน์ความสามารถที่เสมอภาคและเท่าเทียมกัน เพื่อให้พวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างยุคสมัยแห่งความฝัน 

 

ที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตที่มีความหวังได้อย่างเท่าเทียม 

The post ปุณพจน์ เอื้อพลิศาน์ คนตาบอดเขียนโปรแกรมอนาคตประเทศไทย ทำอย่างไรให้เรามองเห็นทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

7 Things We Love About Virgil Abloh รำลึกถึงดีไซเนอร์ผู้ล่วงลับที่ยังมีอิทธิพลอย่างไม่รู้จบ

The Standard - 1 hour 55 min ago

Virgil Abloh ชื่อที่ถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมแฟชั่นในฐานะบุคคลผู้สร้างแรงกระเพื่อมและทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของวงการ ชายผิวดำผู้เริ่มต้นสายอาชีพแฟชั่นจากเด็กเมืองชิคาโกที่หลงรักอันเดอร์กราวด์ สู่แบรนด์สตรีท Off-White ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก จนกระทั่งรับตำแหน่ง Artistic Director กลุ่มสินค้าผู้ชายสำหรับแบรนด์ลักชัวรีอันดับต้นๆ ของโลกอย่าง Louis Vuitton ที่เขาไม่ได้ครีเอตแค่เทรนด์การแต่งตัว แต่ได้ช่วยผลักดันและวิวัฒนาการให้วงการมีความ Inclusive มากขึ้น แทนที่จะ Exclusive อย่างเดียว

 

และเพื่อเป็นการระลึกถึงการจากไปของเขาครบรอบ 1 ปีพอดี THE STANDARD POP จะพาทุกคนย้อนไปถึง 7 ปัจจัยที่ทำให้ Virgil Abloh กลายเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก

 

OPENING DOORS

 

ในปี 2018 นิตยสาร TIME ยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก โดยบอกว่าเขาคือนักปฏิวัติอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างแท้จริง การเป็นคนผิวดำที่มีพื้นเพมาจากสตรีทแวร์สามารถมาไกลขนาดนี้ ดำรงแหน่งสูงในแบรนด์หรูจากฝรั่งเศสได้ เขาไม่เคยมองตัวเองว่าเป็นดีไซเนอร์เลย และมักเรียกตัวเองว่า ‘นักสร้างสรรค์’ มากกว่า การมีตัวตนของเขาที่ Louis Vuitton สร้างแรงบันดาลใจอย่างมากให้กับเด็กผิวดำรุ่นต่อๆ ไป ที่ฝันอยากมีอาชีพและมีโอกาสแบบเขาบ้าง 

 

หลังจากเหตุการณ์ Black Lives Matter เหมือนเป็นเครื่องย้ำเตือนความไม่ยุติธรรมที่คนผิวดำถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม งานของเขาหลังจากนั้นมีทิศทางในการนำเสนอมุมมองของคนดำเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจและยอมรับมากขึ้น เขาได้จัดตั้งกองทุน Post-Modern Scholarship Fund ซึ่งสามารถเรี่ยไรเงินได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีจุดประสงค์สนับสนุน ให้โอกาส และสร้างพื้นที่ให้กับเด็กผิวดำที่สนใจเรียนแฟชั่น แม้ว่าตัวเขาจะจากไปแล้ว แต่ทุนการศึกษานี้ก็ยังอยู่ และเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ที่มีใจรักในแฟชั่น โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าคุณจะมีสีผิวแบบใด การมีตัวตนของเขายังเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์ผิวดำคนอื่นๆ ได้ลืมตาอ้าปากและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นด้วยในปัจจุบัน ไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาจึงเป็นแรงบันดาลใจของเด็กผิวดำที่รักในแฟชั่นทั่วโลก

 

STREET LUXURY PIONEER

 

ในปี 2012 ทาง Virgil Abloh ได้เปิดแบรนด์เสื้อผ้าในชื่อ Pyrex Vision ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่นำของวินเทจมาดัดแปลงให้เกิดเป็นงานดีไซน์ใหม่ Pyrex Vision ได้รับความนิยมพอสมควร แต่ก็ต้องปิดตัวลงเพราะเขาดันนำเสื้อโปโลของแบรนด์ Ralph Lauren มาดัดแปลงจนเกิดเป็นข้อพิพาทขึ้นมา อย่างไรก็ตามในปีถัดมาเขาได้เปิดแบรนด์แฟชั่นอีกครั้งในชื่อ ‘Off-White’ พื้นที่สีเทาที่อยู่ตรงกลางระหว่างสีดำและสีขาว คำอธิบายของตัวแบรนด์ที่เขาสร้างขึ้นมา แบรนด์ที่เขาตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของไอเดียที่ผสมผสานความเป็นสตรีทแวร์ ลักชัวรี ศิลปะ เพลง และการเดินทางเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งในปี 2015 ก็สามารถเข้า Top 3 รางวัล LVMH PRIZE และวันนี้ก็ยังประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก พร้อมมีร้านค้าทั่วโลก

 

KING OF COLLABORATION

 

อีกหนึ่งเรื่องที่ Virgil Abloh ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างเทรนด์ นั่นก็คือ ‘คอลลาบอเรชัน’ การร่วมงานระหว่างตัวเขาและแบรนด์หรือดีไซเนอร์คนอื่นๆ จนเขาได้ชื่อว่าเป็น King of Collaboration ของวงการเลยทีเดียว ที่พูดแบบนี้ไม่ได้เป็นการประชดแต่อย่างใด เพราะทุกผลงานคอลลาบอเรชันที่เขาร่วมงานมักสร้างกระแสบวกๆ และขายดีแบบ Sold Out เสมอ ที่สำคัญเขาไมได้คอลแลบแค่เฉพาะสินค้าแฟชั่นเท่านั้น เขายังสามารถก้าวข้ามขีดกำจัด ขยายกรอบงานดีไซน์ของตัวเองให้กว้างมากขึ้น เช่น Mercedes-Benz, IKEA, evian หรือแม้แต่ McDonald’s เขาก็เคยร่วมงานมาแล้วทั้งนั้น

 

แต่ที่พีคที่สุดต้องยกให้โปรเจกต์ The Ten งานคอลแลบที่เขาทำร่วมกับแบรนด์ Nike โดยเขาได้นำ 10 สนีกเกอร์รุ่นคลาสสิกของแบรนด์มารีมิกซ์ทั้งหมดในแบบของเขา ทุกชิ้นกลายเป็นแรร์ไอเท็มและถูกนำมารีเซลในราคาที่สูงอย่างมาก โดยเฉพาะรุ่น Red Air Jordan 1s ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และจากความสำเร็จนี้เองทำให้ทั้งคู่ยังมีคอลแลบร่วมกันอยู่เรื่อยๆ 

 

THE CREATIVE DUO

 

Virgil Abloh เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงงานดีไซน์และแฟชั่นจากการที่เขาได้ร่วมงานกับ Kanye West หลังเขาได้รับตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์ที่ Donda บริษัทด้านดีไซน์ของ Kanye ซึ่งงานแรกๆ ที่ทั้งคู่เริ่มทำด้วยกันคือดีไซน์ปกอัลบั้มของ Kanye ซึ่งเขามีหน้าที่กำหนดทิศทางของวิชวลทั้งหมด รวมถึงการดึงศิลปินมากมายเข้ามาช่วยดีไซน์ด้วย เช่น Takashi Murakami สำหรับอัลบั้ม Graduation ในปี 2007, Riccardo Tisci สำหรับอัลบั้ม Watch The Throne ในปี 2011 และอีกมากมาย ทั้งคู่หลงใหลในงานดีไซน์และมีแพสชันต่อแฟชั่นเป็นอย่างมาก โดยในปี 2009 ทั้งสองก็ได้เข้าไปฝึกงานที่ Fendi เพื่ออยากเรียนรู้กระบวนการทำงานของแบรนด์แฟชั่นระดับสูง ซึ่งแน่นอนว่าการฝึกงานครั้งนั้นกลายเป็นสะพานให้ทั้งคู่ได้มาทำงานแฟชั่นต่อในอนาคต

 

SUPER MULTI-TALENTED 

 

หลายคนขนานนามเขาว่า Virgil Abloh เป็นเหมือน Karl Lagerfeld ในยุคใหม่ เพราะตัว Virgil นั้นมีสกิลในการทำงานหลากหลายแขนง และเขาสามารถเอาอยู่ทั้งหมดทุกแขนง นอกจากงานดีไซน์แบรนด์ของเขาและงานคอลแลบมากมายต่อปีที่เขาต้องรับผิดชอบ Virgil ยังชอบการเป็นดีเจเป็นชีวิตจิตใจ เขาเคยมีผลงานอัลบั้มเพลงที่มิกซ์เองมาแล้วอย่าง Orvnge ร่วมกับโปรดิวเซอร์มือทอง Boys Noize และเขาเองยังเคยนั่งแท่นคุมงานอาร์ตปกอัลบั้มให้กับ Kanye แต่ไม่ใช่แค่นั้น ด้วยมุมมองและวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมมาก เขายังมีโอกาสได้ร่วมออกแบบวิชวลอัลบั้มให้กับศิลปินอีกมากมาย เช่น Kid Cudi และ 2 Chainz รวมถึงเคยกำกับมิวสิกวิดีโอให้กับ A$AP Rocky มาแล้วด้วยเช่นกัน  

 

LOUIS VUITTON MEN’S

 

ในปี 2018 แบรนด์ Louis Vuitton ได้แต่งตั้งให้ Virgil Abloh เข้าดำรงตำแหน่ง Artistic Director แทนที่ Kim Jones ที่ย้ายไปที่ Dior Men แทน การเข้ามาของเขาสร้างข่าวหน้าหนึ่งทั่วโลก เพราะเขาถือเป็นคนดำคนที่สองต่อจาก Olivier Rousteing ที่มีโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหญ่ให้กับแบรนด์แฟชั่นหรูจากฝรั่งเศส คอลเล็กชันแรกของเขาสร้างปรากฏการณ์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นรันเวย์สีรุ้ง แคสติ้งนายแบบผิวดำที่เดินแน่นรันเวย์ รวมถึงเสื้อผ้าแนวสตรีทแวร์จ๋าๆ จุดเริ่มต้นของกระแสสตรีทที่ยึดพื้นที่ของลักชัวรีแฟชั่นในเวลาต่อมา 

 

นอกจากเสื้อผ้าที่สร้างเม็ดเงินอย่างมหาศาลแล้วนั้น การเข้ามาของ Virgil ที่ Louis Vuitton ยังเหมือนเป็นประตูที่เปิดกว้างให้กับดีไซเนอร์ผิวดำเจนใหม่ให้มีพื้นที่และได้รับความสนใจมากขึ้น หลายๆ ครั้งเขามักใช้พื้นที่จากการทำแบรนด์หรูเพื่อชูรากเหง้าของความเป็นคนดำให้โลกได้ประจักษ์มากขึ้น เขาช่วยยกระดับเรื่องความหลากหลายในอุตสาหกรรมให้จับต้องได้มากขึ้นอย่างน่าชื่นชม 

 

MOST BELOVED DESIGNER

 

Virgil Abloh ถือเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ที่คนยอมรับนับถือและรักมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ จากการที่เขาเริ่มต้นอาชีพจากเส้นทางดนตรีจนมีโอกาสได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย จนมาถึงวงการแฟชั่น และยังชอบร่วมงานกับคนใหม่ๆ ช่วยผลักดันดีไซเนอร์เลือดใหม่ให้มีพื้นที่เป็นของตัวเอง เช่น Heron Preston เพื่อนของเขาที่เคยร่วมงานด้วยกันมาก่อน เขาช่วยผลักดันให้ตัว Heron เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการแฟชั่น อย่างที่กล่าวไปเขายังชอบยืดกรอบตัวเองอยู่เสมอด้วยการทำงานกับคนหลากหลายแขนง เช่น Serena Williams ที่เขาช่วยเธอออกแบบคอลเล็กชันเสื้อสปอร์ต หรือ Ib Kamara สไตลิสต์ผิวดำที่เขาดึงมาร่วมงาน จนปัจจุบันเขากลายเป็นสไตลิสต์ชื่อดัง และเป็นผู้รับช่วงต่อแบรนด์ Off-White จาก Virgil ความใจกว้าง เป็นกันเอง และเปิดรับ ทำให้เขามีเพื่อนหลากหลายวงการ วันที่เขาจากไปนั้น เพื่อนๆ ของเขาหลายคนต่างก็โศกเศร้ากับการจากไป ไม่ใช่แค่ในฐานะดีไซเนอร์ที่ดีสุดคนหนึ่ง แต่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดด้วย 

 

ภาพ: Getty Images

The post 7 Things We Love About Virgil Abloh รำลึกถึงดีไซเนอร์ผู้ล่วงลับที่ยังมีอิทธิพลอย่างไม่รู้จบ appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

อินทรีเหล็กยุคใหม่ ในมือฮันซี ฟลิค DNA แห่งชัยชนะจะยังหลงเหลืออยู่ไหม

The Momentum - 1 hour 55 min ago

‘อินทรีเหล็ก’ ทีมชาติเยอรมนี ออกสตาร์ตได้อย่างน่าผิดหวัง หลังเปิดฉากฟุตบอลโลก 2022 สร้างความกังวลใจให้กับแฟนบอลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกับฟุตบอลโลกในปี 2018 ที่เยอรมันตกรอบไปอย่างน่าเสียดายหรือไม่

The post อินทรีเหล็กยุคใหม่ ในมือฮันซี ฟลิค DNA แห่งชัยชนะจะยังหลงเหลืออยู่ไหม first appeared on THE MOMENTUM.
Categories: New Media

“ธนกร” มั่นใจ "บิ๊กตู่" คะแนนพุ่ง บัตรสวัสดิการปี 65 ดูแลคนรายได้น้อยต่อเนื่อง ใช้งบตรงกลุ่มเป้าหมาย

MGR - การเมือง - 2 hours 6 min ago
“ธนกร” มั่นใจความนิยม”บิ๊กตู่”พุ่งต่อเนื่อง ยก "โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565" ช่วยดูแลผู้มีรายได้น้อยต่อเนื่อง แถมเน้นใช้เงินงบประมาณตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่รั่วไหล ชี้เป็นผลงานจับต้องได้ เน้นทำมากกว่าพูด ส่งผลคนไทยเชื่อมั่นน
Categories: Politics

เผยสาเหตุการเสียชีวิต ลินดา ค้าธัญเจริญ ไม่เกี่ยวกับป่วยโรคมะเร็ง

หลังจากที่ ตุ๊ก เดือนเต็ม สาลิตุล ได้โพสต์อาลัยการจากไปของเพื่อนรัก ลินดา ค้าธัญเจริญ
Categories: Politics

ระดมสัตวแพทย์ดูแลพลายศักดิ์สุรินทร์ ช้างไทยในศรีลังกา ประเมินส่งกลับหรือไม่

“ทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์” ยังเกาะติดประเด็นสวัสดิภาพของ พลายศักดิ์สุรินทร์ ช้างที่ไทยมอบให้ศรีลังกา เมื่อปี 2544 แต่กลับได้รับการดูแลไม่เหมาะสม ถูกล่ามโซ่ทั้งขาหน้า-ขาหลัง
Categories: Politics

"จรยุทธ" ร่วมวง "วิโรจน์" ถกฟื้นเศรษฐกิจ SMEs ทำรายย่อยให้มีแต้มต่อ

"จรยุทธ" ร่วมวง "วิโรจน์" ถกฟื้นเศรษฐกิจด้วยนโยบาย SMEs ชี้ ต้องทำให้รายย่อยมีแต้มต่อมากขึ้น เพื่อจูงใจให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าสู่ระบบ สามารถขยับขึ้นไปมีส่วนแบ่งในตลาดได้
Categories: Politics

คอหวยแห่ขอโชค "ผึ้งหลวง" ทำรังขวางตะวัน ตามองค์ "พระพุทธรูปสิงห์ 1"

ฝูง "ผึ้งหลวง" แห่ทำรังขวางตะวัน ตามองค์ "พระพุทธรูปสิงห์ 1" วัดป่าห้วยบง ขณะที่คอหวยไม่พลาดขอโชค เพราะเป็นเรื่องแปลก และผึ้งไม่เคยทำร้ายผู้คนอีกด้วย
Categories: Politics

รองนายก อบจ.แจ้งตำรวจถูก ตบหัวกลางงานศพ “สุชาติ” แจงแค่ทักทายลูกน้องเก่า

“วรรณา รอดพิทักษ์” ปรี่แจ้งความตำรวจ ถูก “สุชาติ ตันเจริญ” ด่าหยาบ เข้าตบหัวขณะร่วมงานศพ ด้าน รองประธานสภาฯ แจง แค่สัพยอกใช้มือเคาะไปที่หัวไม่ได้รุนแรง เพื่อทักทายลูกน้องเก่า
Categories: Politics

Angry woman sets fire to her boyfriend’s Pattaya room

The Thaiger - 2 hours 56 min ago

A Thai woman in Pattaya gave new meaning to the phrase “in the heat of passion.” After accusing her boyfriend of having an affair, the enraged woman set fire to his rented apartment room. The incident took place early yesterday morning in Nong Prue. At about 1.30am, Nong Prue Police were notified of a fire in a rental room on Phon Prapa Nimit Road. Their response was quick, and several fire engines were dispatched to the scene of the fire. The Pattaya News described a room with thick smoke billowing out from it as firefighters began to battle the flames. […]

The story Angry woman sets fire to her boyfriend’s Pattaya room as seen on Thaiger News.

Categories: Thailand in English

สถิติความรุนแรงต่อสตรี

สถิติความรุนแรงต่อสตรี

hfocus team kisu Sun, 11/27/2022 - 16:58
Categories: Economy

ถอดมุมมองต่อ Web 3.0 ผ่านเลนส์ของ ‘Regulator-Investor-Developer’ แท้จริงแล้วคืออะไร?

The Standard - 2 hours 57 min ago

จากเวทีเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565 ในหัวข้อ ‘WEB3 REVOLUTION OR ILLUSION? อนาคตของ WEB3 รุ่งหรือร่วง?’ โดยมีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 3 ท่าน ได้แก่ มุขยา พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Venture and Investment Officer บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด, ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานปฏิบัติการเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ สรวิศ ศรีนวกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Band Protocol

 

Web 3.0 คืออะไร

มุขยา พานิช มองว่า Web 3.0 คือยุคที่ 3 ของอินเทอร์เน็ต เป็นอินเทอร์เน็ตที่เป็นของผู้ใช้และผู้สร้าง ซึ่งผู้คนนิยามว่า Read-Write-Own นอกจากผู้ใช้จะสามารถอ่านและสร้างเนื้อหาได้แล้ว ยังสามารถเป็นเจ้าของเนื้อหาที่สร้างขึ้นมา โดยที่ผู้สร้างสามารถนำเนื้อหาของตัวเองไปใช้ซื้อขายได้ด้วยตัวเองผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยจะมีโทเคนเป็นเหมือนตัวแทนของความเป็นเจ้าของ

 

ถ้ามองกลับไปยัง Web 1.0 จะเป็นอินเทอร์เน็ตที่มีไว้เพื่ออ่านอย่างเดียว (Read Only) ถัดมา Web 2.0 จะเป็นยุคที่ผู้ใช้นอกจากการอ่านแล้ว ยังสามารถสร้างเนื้อหาเองได้ (Read and Write) ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, Google เป็นต้น

 

แต่อย่างที่เรารู้กันว่าเมื่อเราสร้างเนื้อหาบนแพลตฟอร์มต่างๆ ผู้ที่เป็นเจ้าของเนื้อหาคือบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มเหล่านี้ อย่างเช่น การที่เราสร้างเนื้อหาบน Facebook และเป็นเนื้อหาที่ Facebook ไม่ชอบ บริษัทก็อาจจะถูกแบนจากการใช้ Facebook เป็นต้น เพราะฉะนั้น Web 2.0 จึงเหมือนเป็นการสร้างในระบบปิด และผู้ที่ได้รับประโยชน์ทุกอย่างคือบริษัทขนาดใหญ่

 

“คนที่ได้ประโยชน์ทุกอย่างคือ Big Tech Company ซึ่งเปิดให้เราสามารถใช้งานได้ฟรี แต่จริงๆ แล้วพวกเราคือผลิตภัณฑ์ของเขา พวกเขานำข้อมูลของเราไปสร้างรายได้ผ่านการขายพื้นที่โฆษณา”

 

ด้าน ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย มองว่า เมื่อพูดถึงคำว่า Web 3.0 ทำให้เกิดความรู้สึกต่อเนื่องมาจาก Web 2.0 เป็นขั้นหนึ่งของการสร้างกระแสว่า Web 3.0 จะเป็นสิ่งถัดไป กลายเป็นว่าบล็อกเชนหรือเรื่องของ Decentralization เกาะอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น เกาะกับเว็บ กลายเป็น Web 3.0, เกาะกับ Virtual Reality (VR) กลายเป็น Metaverse, เกาะกับ Payment กลายมาเป็นแพลตฟอร์ม Payment ในยุคถัดไป

 

“ทั้งหมดนี้คือการพยายามที่จะหาว่าเราคิดค้นบล็อกเชนมาได้แล้ว เราจะนำไปใช้อย่างไรบ้าง เปรียบเสมือนกับการมีคำตอบอยู่แล้ว วันนี้เราพยายามจะหาคำถามที่ถามแล้วได้คำตอบอันนี้”

 

หากมองย้อนไปในอดีต โลกของอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นตั้งแต่ยุค 60 โดยหน่วยงานด้านการทหารของสหรัฐฯ ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น World Wide Web (www) ในยุค 90 โดย Tim Berners-Lee วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษ ก่อนที่ผู้คนจะขนานนามว่านี่คือ Web 1.0

 

เมื่อพัฒนาเข้าสู่ Web 2.0 ทำให้เกิดบริษัทอย่าง Google และ Facebook เป็นต้น ถัดมา Tim Berners-Lee ก็ได้นิยาม Web 3.0 ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยการตั้ง Semantic Web ซึ่งคือการกระจายศูนย์ของข้อมูล

 

“Web 3.0 โดยการนิยามของ Tim Berners-Lee คือการแชร์ข้อมูลกันระหว่างคอมพิวเตอร์ ทำอย่างไรให้ข้อมูลเปิดกว้างและเข้าถึงกันได้มากขึ้น ถูกลง และแชร์กันได้มากขึ้น”

 

หากมองย้อนกลับใน Web 2.0 จริงๆ แล้วเราเป็นเจ้าของคอนเทนต์ สาเหตุที่ทำให้เกิดการรวมศูนย์อย่าง Facebook, TikTok เพราะการเกิด Information Overload บริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยคัดกรองข้อมูลที่เราอยากจะดูมาให้ เป็นคุณค่าที่เขาให้เรา แล้วทำให้เขาได้รางวัลบางอย่างตอบแทน เช่น รายได้ มูลค่า

 

อีกหนึ่งมุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไปคือ การรวมศูนย์ช่วยขจัดปัญหาหลายเรื่อง เช่น การลดต้นทุน เพราะหากทุกคนต้องจัดการเนื้อหาของตัวเองอาจทำได้ยาก

 

“ในความเป็นจริงแล้วโลกของเรามีการกระจายศูนย์ (Decentralized) มานานแล้ว การที่แพลตฟอร์มอย่าง Facebook แบนเนื้อหาใด ผู้ใช้สามารถจะนำคอนเทนต์นั้นไปลงแพลตฟอร์มอื่นได้ แต่ปัญหาคืออาจจะไม่มีใครเห็น”

 

การที่ Web 3.0 เกิดขึ้นมาไม่ได้ช่วยป้องกันให้เราเป็นเจ้าของเนื้อหาที่ตัวเองสร้างขึ้น

 

“Decentralization ไม่ใช่การสร้างแพลตฟอร์มบางอย่างขึ้นมาอยู่ตรงกลาง แต่คือการแข่งขันที่ทำให้มีแพลตฟอร์มหลายๆ อัน และเราสามารถเลือกเองได้ว่าอยากจะไปอยู่บนแพลตฟอร์มไหน”

 

ณัฐย้ำกว่า นิยามของ Web 3.0 น่าจะเป็นเหมือนกับที่ Tim Berners-Lee บอกไว้ว่า Semantic Web คือการช่วยให้คนเป็นเจ้าของข้อมูลอย่างแท้จริง และเลือกนำข้อมูลนี้ไปใช้บนแพลตฟอร์มอื่นได้ มากกว่าที่จะเป็นลักษณะของ Read-Write-Own แบบที่หลายคนให้นิยามกันในเวลานี้

 

ขณะที่ สรวิศ ศรีนวกุล มองว่า Web 3.0 เป็นศัพท์ที่ถูกใช้ในเชิง Marketing Term หรือในแง่การตลาดค่อนข้างมาก จนเป็น Buzzword อยู่ ณ ตอนนี้

 

โดยส่วนตัวของสรวิศมองว่า Web 3.0 คือการกระจายศูนย์ (Decentralization) และการเชื่อมต่อระหว่างบุคคล (Peer to Peer) ทั้งยังมองว่า Web 3.0 มีอรรถประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายทั้งด้านความโปร่งใส (Transparency), การไม่สามารถแก้ไขภายหลังการสร้าง (Immutability) และการต้านความเปลี่ยนแปลง (Censorship Resistance)

 

ความแตกต่างของ Web 3.0 กับ Web 2.0 คือ ‘Ownership’ หรือ ‘ความเป็นเจ้าของ’ เนื่องจากว่าในยุคของ Web 2.0 บริษัทที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มมีอำนาจในตัวแพลตฟอร์มสูงมาก ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Twitter ที่ถูกสร้างมาเพื่อให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนเนื้อหาระหว่างกันได้ แต่ด้วยความผูกขาดอำนาจไว้กับแพลตฟอร์ม ทำให้บัญชีผู้ใช้งานของลูกค้าสามารถถูกแบนได้ อย่างบัญชีของ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เป็นต้น

 

“การมีอำนาจขนาดนี้นับว่าเป็นประเด็นที่ควรกังวล เนื่องจากผลกระทบในระยะยาวนั้นสามารถกำหนดทิศทางความคิดของคนได้เลยทีเดียว”

 

สรวิศยังได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ของตนเองว่า เขาเคยสร้างแอปพลิเคชันเกมบนแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถดาวน์โหลดผ่าน Playstore ของ Google จนติดท็อปฮิต และสร้างยอดขายมากมาย ทำให้เขาและเพื่อนๆ ลงทุนในเกมดังกล่าวเพิ่มเติม แต่ภายหลัง Google ได้ลบแอปพลิเคชันออกจาก Playstore โดยไม่บอกกล่าว ทั้งยังไม่สามารถต่อรองเงื่อนไขอะไรได้ ซึ่งในมุมมองของสรวิศนั้นดูไม่ยุติธรรม เพราะเขาและทีมงานมีต้นทุนในการสร้างแอปพลิเคชันดังกล่าว แต่หากเราดำเนินการแบบ Web 3.0 นั้น อำนาจจะไม่ถูกผูกไว้ที่คนใดคนหนึ่งอย่างที่เป็นดังกล่าว

 

อนาคตของ Web 3.0 หลังฟองสบู่คริปโตแตก

ณัฐกล่าวว่า ทุกครั้งที่มีความตื่นเต้น ความสนใจ หรือการให้ค่ากับบางอย่างมากเกินไป ทำให้คนที่อาจจะไม่ดี ไม่เก่ง ไม่มีประสบการณ์ สามารถทำอะไรก็ได้และกลายเป็นสิ่งที่ดูดี อย่างช่วงฟองสบู่ ICO ขนาดโปรเจกต์ที่บอกชัดเจนว่านี่คือเหรียญปลอมก็ยังสามารถขายได้

 

“แม้จะมีข้อดีคือโปรเจกต์ต่างๆ ระดมทุนได้ง่าย แต่เมื่อมันเลยความเหมาะสม ทำให้คนเปลี่ยนความรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นของปลอมไปเสียหมด แม้จะมีของจริงปนอยู่บ้าง”

 

ความแตกต่างระหว่างฟองสบู่ดอตคอมปี 2000 กับฟองสบู่คริปโต คือโปรเจกต์ดอตคอมมีการสกรีนมาแล้วระดับหนึ่งจากนักลงทุนอย่าง Venture Capital (VC) แต่กับโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับคริปโตหรือโทเคนในปัจจุบัน ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าไปลงทุนได้ตั้งแต่ต้น ถึงขนาดมีการวิเคราะห์ว่า ICO ที่ออกมานั้นกว่า 80% เป็นโปรเจกต์ที่หลอกลวงตั้งแต่ต้น

 

ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นคือ แม้ฟองสบู่ดอตคอมจะทำให้มูลค่าหายไป 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในเวลา 1-2 ปี แต่การระดมทุนในช่วงนั้นถูกนำไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับโลก แต่พอเป็นโลกของคริปโตเราไปลงทุนเกี่ยวกับบล็อกเชนเต็มไปหมด เมื่อฟองสบู่แตกออกเราเหลืออะไรบ้าง

 

“ในภาพจบ (ฟองสบู่คริปโต) ไม่ได้สร้างอะไรเหลือให้โลกใบนี้ นอกเหนือจากการพัฒนาของบล็อกเชน และการดึงคนทั่วไปให้เข้าไปเสี่ยงในธุรกิจที่ยังไม่ได้สร้างความชัดเจนว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ไหม ดึงคนมาพนันร่วมกัน ดึงคนมาเป็นหนูทดลองด้วยกัน แทนที่จะให้สิ่งเหล่านี้ถูกดำเนินการอยู่ใน Sandbox วันนี้กลายเป็นว่าโลกทั้งใบกลายเป็นจานทดลอง”

 

ในมุมของสรวิศมองว่า Web 3.0 มีการใช้งานอยู่ในขณะนี้แล้ว คือ Bitcoin ซึ่งเป็นตัวอย่างของ Peer to Peer ที่สามารถใช้เป็นสินทรัพย์ที่เก็บรักษามูลค่า (Store of Value) ทั้งยังมีความเป็น Decentralized อีกด้วย จากการที่สามารถส่งต่อระหว่างกันโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง หรืออย่าง Stablecoin (USDT) ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างนั้น แม้ในขณะนี้อาจจะยังไม่แพร่หลายเหมือนเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาเช่นกัน

 

แม้จะเกิดกรณี FTX แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตล่มสลาย แต่แพลตฟอร์มอย่าง UniSwap ซึ่งเป็น Decentralized Exchange หรือศูนย์แลกเปลี่ยนแบบไม่อาศัยตัวกลางกลับไม่ได้รับผลกระทบ มีแต่ Centralized Exchange หรือศูนย์การแลกเปลี่ยนคริปโตแบบอาศัยตัวกลางที่ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้คนตระหนักว่า ‘Not Your Key Not Your Coin’ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ช่วง 2-3 ปีนี้คนมั่นใจเกินไป

 

สรวิศกล่าวทิ้งท้ายว่า ใครก็ตามที่สนใจในคริปโตหรือบล็อกเชน ควรมีเหตุผลในการเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจนี้ จะในฐานะนักธุรกิจ ฝ่ายกำกับดูแล หรือเทรดเดอร์ ก็ควรรู้แน่ชัดว่าตนเองจะเข้ามาทำอะไร เพื่อจะได้รู้และปกป้องความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

 

ขณะที่มุขยาฉายภาพว่า ปัจจุบันเราได้ยินอยู่บ่อยครั้งว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ให้ความสนใจกับ Web 3.0 มากขึ้น แต่ความสำเร็จของ Web 3.0 หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดาว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่พัฒนาการของนวัตกรรมจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว

 

“คนมักจะพูดว่าตอนนี้ Web 3.0 เป็นเหมือนฟองสบู่ดอตคอม เพราะสิ่งที่เราคาดหวังเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงต่างกันมาก แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือมีคนเก่งๆ เข้ามาอยู่ในวงการ Web 3.0 มากขึ้น ซึ่งเป็นเหมือน Paradigm Shift”

 

อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงและมูลค่าของนวัตกรรมใหม่อย่าง Web 3.0 หรือคริปโต เป็นสิ่งที่ยากต่อการทำความเข้าใจ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมควรจะช่วยให้ความรู้และสร้างการรับรู้ให้คนหมู่มาก เพื่อป้องกันความเสียหายจากนวัตกรรมใหม่

 

พร้อมกันนี้หน่วยงานกำกับควรเข้ามามีบทบาทในการดูแลเรื่องการจัดการเงินทุนของลูกค้าที่ฝากไว้กับแพลตฟอร์มต่างๆ และกำกับดูแลเรื่องของการใช้อัตราทด (Leverage) ที่สูงมากเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถในด้านเทคโนโลยี

The post ถอดมุมมองต่อ Web 3.0 ผ่านเลนส์ของ ‘Regulator-Investor-Developer’ แท้จริงแล้วคืออะไร? appeared first on THE STANDARD.

Categories: New Media

คนแบกทีม "เมสซี" เปิดใจหลังนำ "อาร์เจนตินา" ชนะ "เม็กซิโก" ลุ้นเข้ารอบฟุตบอลโลก 2022

"จากใจคนแบกทีม" ลิโอเนล เมสซี เปิดใจหลังเป็นพระเอก อาร์เจนตินา ยิง 1 จ่าย 1 เกมชนะ เม็กซิโก ยังมีลุ้นเข้ารอบฟุตบอลโลก 2022
Categories: Politics

แนะเมนูเด็ด แกงเป็ดเด็ดสงาด บ้านมิสเตอร์ทีถนนคนเดินตราด ไม่กินไม่คอมพลีต

แนะนำเมนูเด็ดเมืองตราด กับร้านเด็ด แกงเป็ด เด็ดสงาด บ้านมิสเตอร์ที จากเมนูในวงเหล้า นำมาสู่อาชีพทำแกงเป็ดขายแบบจริงจัง ขายเท่าไรก็หมด ทุกวันนี้ต้องเตรียมเนื้อเป็ด 16 กก. ขายนาน 3-4 ชม.หมด
Categories: Politics

ไบเดนได้ “น้ำมันเวเนฯ” ต่อชีวิตไปอีก 6 เดือน หลัง “มาดูโร” ยอมลงนามข้อตกลงกับฝ่ายค้าน ขอตะวันตกปลดล็อกเงิน 3 พันล้านดอลลาร์เพื่อมนุษยธรรม

ชัยชนะของรัฐบาลสหรัฐฯชุดประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่สามารถหาแหล่งพลังงานใหม่ใกล้บ้านเพื่อช่วยเหลือชาวอเมริกันสำเร็จหลังวอชิงตันยอมคลายคว่ำบาตรเวเนซุเอลาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีการประกาศวันเสาร์(26 พ.ย)เกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดีเวเนซุเอ
Categories: Foreign

ดา เอ็นโดรฟิน ควงสามี เฉลยเพศลูกคนแรก แฟนๆ แห่ยินดีมากมาย

เป็นอีกหนึ่งคู่ที่จะได้เป็นว่าที่คุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงในเร็วๆ นี้ สำหรับ ดา เอ็นโดรฟิน
Categories: Politics

Pages

Subscribe to รวมข่าววันนี้ | Prachatai Monitor aggregator